👷‍♂️ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย

ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย บทบาทตามมาตรา 32 และใบอนุญาตตามมาตรา 33

ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยให้คำแนะนำและรับรองผลงานตามมาตรา 32 ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา 33 สรุปโครงกฎกระทรวง 2567 ผู้เกี่ยวข้อง วันใช้บังคับ และโทษ

Safety Station 10127 พฤษภาคม 2569อ่าน 30 นาที · 6,694 คำ
ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยอธิบายผลประเมินอันตรายให้ผู้จัดการโรงงานและ จป. ในห้องประชุมของโรงงาน

มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน จัดทำแผน และส่งผลให้ภาครัฐ งานทั้งหมดนี้ต้องทำตามคำแนะนำของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย และให้ผู้ชำนาญการรับรองผล ส่วนมาตรา 33 กำหนดว่าผู้ที่จะเป็นผู้ชำนาญการต้องได้รับใบอนุญาตก่อน สองมาตรานี้จึงต้องอ่านคู่กัน

กฎหมายวางไว้อย่างนี้เพราะผลประเมินอันตรายและแผนควบคุมเป็นเอกสารที่สถานประกอบกิจการใช้ตัดสินใจลงทุนด้านความปลอดภัยไปอีกหลายปี จึงต้องมีผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ซึ่งรัฐตรวจคุณสมบัติแล้ว เข้ามาให้คำแนะนำระหว่างทำ และลงชื่อรับรองเมื่อหลักฐานครบ เพื่อให้แผนอิงอันตรายที่ตรวจพบจริงในสถานประกอบกิจการนั้น

มาตรา 32 กำหนดงาน มาตรา 33 กำหนดใบอนุญาต

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง กำหนดหน้าที่นายจ้างไว้สี่ข้อ

(1) จัดให้มีการประเมินอันตราย (2) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง (3) จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ (4) ส่งผลการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบ แผนการดำเนินงานและแผนการควบคุมตาม (1) (2) และ (3) ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

วรรคสองของมาตราเดียวกันส่งต่อรายละเอียด ได้แก่ หลักเกณฑ์ วิธีการ ประเภทกิจการ ขนาดของกิจการ และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ ไปให้รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนวรรคสามเป็นจุดที่ผู้ชำนาญการเข้ามาในระบบ

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

มาตรา 33 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าผู้ที่จะเป็นผู้ชำนาญการต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี วรรคสองส่งเรื่องการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต คุณสมบัติ การควบคุมการปฏิบัติงาน การต่ออายุ การออกใบแทน การสั่งพักใช้ และการเพิกถอน ไปไว้ในกฎกระทรวง และวรรคสามนำมาตรา 12 มาใช้กับการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการโดยอนุโลม มาตรา 12 คือบทที่ให้สิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการภายใน 30 วัน เมื่ออธิบดีไม่ออกใบอนุญาต ไม่ต่ออายุ หรือเพิกถอน

พื้นฐานของมาตรา 32 ทั้งมาตรา รวมถึงหน้าที่ที่นายจ้างมอบหมายต่อไม่ได้ อ่านเพิ่มได้ที่ มาตรา 32 หน้าที่นายจ้าง

เครื่องมือทางกฎหมายสองสายที่ออกตามสองมาตรา

สองมาตราข้างต้นส่งอำนาจไปที่เครื่องมือคนละชั้นกัน

สาย เครื่องมือ ออกตาม เรื่องที่กำหนด
งานของนายจ้าง ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ มาตรา 5 และมาตรา 32 กิจการที่ต้องทำ วิธีชี้บ่งอันตราย เกณฑ์จัดระดับ กำหนดเวลา แบบรายงาน
ใบอนุญาตผู้ชำนาญการ กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 33 วรรคสอง คุณสมบัติ การขอใบ อายุใบ หน้าที่ พักใช้ เพิกถอน ค่าธรรมเนียม
รายละเอียดใต้กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4 ฉบับ ข้อต่าง ๆ ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ แบบคำขอ หลักสูตรและการประเมิน แบบแจ้งและรายงาน การพัฒนาความรู้

ประกาศสายแรกเป็นประกาศของรัฐมนตรี ไม่ใช่กฎกระทรวง บทนี้เรียกว่า "ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย" และระบุฉบับกำกับทุกครั้งที่อ้างเลขข้อ เพราะทั้งสามชุดใช้คำว่า "ข้อ" เหมือนกัน ข้อ 5 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการว่าด้วยคุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาต ส่วนข้อ 5 ของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายว่าด้วยกำหนดเวลาของนายจ้าง สองข้อนี้คนละเรื่องกัน

ห่วงโซ่จากพระราชบัญญัติลงไปถึงแบบรายงานที่นายจ้างต้องกรอก อธิบายต่อไว้ที่ แผนที่กฎหมายไทยที่กำหนดให้ประเมินอันตรายและประเมินความเสี่ยง และสาระรายข้อของประกาศอยู่ที่ ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 สรุปรายข้อสำหรับนายจ้าง

ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล

ข้อ 2 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการนิยามสั้น ๆ ว่า ผู้ชำนาญการ หมายถึง ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และใบอนุญาต หมายถึง ใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ข้อ 4 ของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายนิยามให้ตรงกว่าว่าเป็น "ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33" ผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตจึงรับรองผลตามมาตรา 32 ไม่ได้

ขอบเขตงานอยู่ที่ข้อ 19 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสามเรื่อง

  1. ให้คำแนะนำและรับรองผลแก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3)
  2. แจ้งกำหนดการพร้อมรายชื่อสถานประกอบกิจการที่เข้าดำเนินการและรายชื่อผู้ชำนาญการ ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนดำเนินการ และส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน
  3. ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้างซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการปฏิบัติงาน

สังเกตว่าข้อ 19 (1) อ้างถึงมาตรา 32 (1) ถึง (3) คืองานประเมิน ศึกษาผลกระทบ และจัดทำแผน แต่ไม่ได้รวม (4) การส่งผลให้ภาครัฐ การส่งรายงานจึงยังเป็นหน้าที่ของนายจ้าง ส่วนรายงานตามข้อ 19 (2) เป็นรายงานของผู้ชำนาญการเองซึ่งเป็นคนละชุดกัน

ในทางปฏิบัติ ผู้ชำนาญการตรวจข้อมูลหน้างาน วิธีชี้บ่งอันตราย (hazard identification) เหตุผลของคะแนน และความสอดคล้องระหว่างอันตรายกับแผน เสนอให้ทีมแก้จุดที่ยังไม่ครบ แล้วรับรองผลเมื่อหลักฐานรองรับ แบบรายงานท้ายประกาศเรื่องการประเมินอันตรายมีช่องให้ระบุชื่อ เลขที่ใบอนุญาต และระยะเวลาที่ได้รับใบอนุญาตของผู้ชำนาญการ พร้อมช่องสรุปความเห็นและลายมือชื่อรับรองในแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 การตัดสินใจเรื่องนโยบาย งบประมาณ และการลงมือตามแผนยังเป็นของนายจ้าง

ขอบเขตงานและหลักฐานที่นายจ้างควรขอดูก่อนว่าจ้าง อ่านต่อได้ที่ ขอบเขตงานผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยและหลักฐานก่อนว่าจ้าง

ผู้เกี่ยวข้องในระบบมีห้าฝ่าย

ระบบตามมาตรา 32 และมาตรา 33 มีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายมีฐานอำนาจหน้าที่ของตัวเอง

แผนผังผู้เกี่ยวข้อง 5 ฝ่ายตามมาตรา 32 และมาตรา 33 นายจ้างจัดให้ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงานอย่างน้อย 1 คนกับผู้ประเมินอันตราย จป. หรือกรรมการ คปอ. ทำงานร่วมกัน ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล นายจ้างส่งรายงานต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 60 วัน ผู้ชำนาญการแจ้งกำหนดการไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนและรายงานสรุปผลภายใน 30 วัน กรมฯ ออกและควบคุมใบอนุญาต

ฝ่าย บทบาท ฐานในกฎหมาย
นายจ้าง ผู้มีหน้าที่ตามมาตรา 32 ทั้งหมด ตัดสินนโยบาย งบ และรับผิดชอบผลการดำเนินงาน ส่งรายงานรอบแรกและรอบทบทวนทุก 3 ปีให้กรมฯ ภายใน 60 วันนับแต่ทำเสร็จ และเก็บเอกสารไว้ ณ สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 ปี มาตรา 32 · ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 ข้อ 9
ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงาน ร่วมดำเนินการอย่างน้อย 1 คน ให้ข้อมูลหน้างานจริง ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 วรรคสาม
ผู้ประเมินอันตราย หรือ จป. หรือกรรมการ คปอ. ร่วมกับลูกจ้างผู้รู้งาน ชี้บ่ง วิเคราะห์ และจัดทำผลกับแผน ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 วรรคสาม
ผู้ชำนาญการ ให้คำแนะนำและรับรองผล แจ้งกำหนดการ รายงานผลการปฏิบัติงาน รักษาความลับ มาตรา 32 วรรคสาม · มาตรา 33 · กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ข้อ 19
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประเมินผู้ขอใบอนุญาต ออกและควบคุมใบอนุญาต รับแบบแจ้งและรายงานของผู้ชำนาญการ รับรายงานของนายจ้าง กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ข้อ 8 ถึงข้อ 19 · ประกาศกรมฯ เรื่องหลักสูตร ข้อ 3 · มาตรา 32 (4) · ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 9

ข้อ 5 วรรคสามของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายผูกทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนการทำงานนั้นอย่างน้อย 1 คน ร่วมกับผู้ประเมินอันตราย จป. หรือกรรมการ คปอ. แล้วแต่กรณี โดยทำตามคำแนะนำและให้ผู้ชำนาญการรับรองผล ทีมในสถานประกอบกิจการจึงเป็นผู้ทำงาน ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล ส่วนนายจ้างจัดให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน นายจ้างอาจมอบให้ผู้จัดการโรงงานดูแลเรื่องหน้างาน เช่น จัดตารางให้ลูกจ้างผู้รู้งานเข้าร่วม แต่หน้าที่ตามกฎหมายยังอยู่ที่นายจ้าง

ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอกหรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเอง

กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าผู้ชำนาญการต้องเป็นคนนอก ผู้ใดผ่านคุณสมบัติ ผ่านการฝึกอบรมและการประเมิน และได้รับใบอนุญาต ก็ทำหน้าที่ได้ ข้อ 6 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการเปิดไว้สี่เส้นทาง ผู้ขอต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 5 ครบทุกข้อ และมีคุณสมบัติตามข้อ 6 อย่างหนึ่งอย่างใด

เส้นทาง คุณสมบัติตามข้อ 6 โดยย่อ
(1) ปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า
(2) ปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ที่เรียนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต
(3) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือใบอนุญาตวิชาชีพอื่นตามที่อธิบดีประกาศ
(4) จป. ระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประเภทและขนาดที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 32 (คือกิจการบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน ตามข้อ 3 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย)

เส้นทางที่ใช้ขอใบอนุญาตผูกกับขอบเขตงานและค่าธรรมเนียม ข้อ 22 ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 21 ให้ผู้ขอที่ใช้คุณสมบัติตามข้อ 6 (4) ขณะที่ข้อ 13 กำหนดว่า จป. สามระดับนี้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว มีสิทธิดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานไว้เท่านั้น

สรุปได้สองแบบ ผู้ที่ขอด้วยเส้นทาง (1) (2) หรือ (3) ทำหน้าที่ผู้ชำนาญการได้ทุกสถานประกอบกิจการ รวมถึงที่ตนทำงานอยู่ และเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฉบับละ 5,000 บาท ส่วนผู้ที่ขอด้วยเส้นทาง (4) วุฒิ จป. ทำได้เฉพาะสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียน จป. ไว้ และไม่เสียค่าธรรมเนียม ถ้าย้ายสถานประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่

ใบอนุญาตออกให้ตัวบุคคล จป. ระดับเทคนิคขึ้นไปที่มีคุณสมบัติครบจึงขอใบอนุญาตด้วยเส้นทาง (4) ได้เอง นายจ้างมีทางเลือกว่าจะใช้ จป. ของตนที่ได้รับใบอนุญาต หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกที่ได้รับใบอนุญาต หน้าที่ของ จป.วิชาชีพ อ่านได้ที่ จป.วิชาชีพ ภาพรวมหน้าที่และการอบรม ส่วนรายละเอียดคุณสมบัติรายเส้นทางอยู่ที่ คุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการตามข้อ 5 และข้อ 6 และขอบเขตของเส้นทาง จป. อยู่ที่ จป. ระดับเทคนิคขึ้นไปกับใบอนุญาตผู้ชำนาญการ

โครงกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ 22 ข้อ บททั่วไปและห้าหมวด

กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 มี 22 ข้อ แบ่งเป็นบททั่วไปกับห้าหมวด

ส่วน ข้อ สาระ
บททั่วไป 1–4 วันใช้บังคับ นิยาม ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แบบคำขอตามที่อธิบดีประกาศ
หมวด 1 การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต 5–13 คุณสมบัติ การฝึกอบรมและการประเมิน เอกสารยื่นคำขอ การพิจารณา 60 วัน อายุใบ 5 ปี ขอบเขตของ จป.
หมวด 2 การขอต่ออายุใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต 14–15 ยื่นต่ออายุภายใน 90 วันก่อนใบสิ้นอายุ ใบแทนออกภายใน 7 วัน
หมวด 3 การพักใช้และการเพิกถอนใบอนุญาต 16–18 พักใช้ไม่เกิน 60 วัน เพิกถอนสี่กรณี ขอใหม่ได้เมื่อพ้น 5 ปี
หมวด 4 การควบคุมการปฏิบัติงาน 19–20 หน้าที่สามข้อ การฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม
หมวด 5 ค่าธรรมเนียม 21–22 ใบอนุญาต 5,000 บาท ใบแทน 500 บาท ต่ออายุเท่าค่าใบอนุญาต เส้นทางข้อ 6 (4) ยกเว้นทั้งสามรายการ

ข้อ 7 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการกำหนดให้ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6 ต้องผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมิน แล้วส่งรายละเอียดไปให้อธิบดีประกาศ ประกาศกรมฯ เรื่องหลักสูตรกำหนดหลักสูตร 24 ชั่วโมง สามหมวดวิชา ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 (1) (2) และ (4) อบรมเต็มหลักสูตร ส่วนผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 (3) อบรมเฉพาะหมวดวิชาที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง

การอบรมทำได้กับกรมฯ หรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม แต่การประเมินโดยวิธีทดสอบเป็นของกรมฯ เป็นข้อเขียน 3 ชั่วโมง ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

ลำดับทั้งหมดตั้งแต่ตรวจคุณสมบัติจนรับใบอนุญาต เล่าไว้ใน เส้นทางสู่ใบอนุญาตผู้ชำนาญการ จากตรวจคุณสมบัติถึงรับใบ

หลังได้รับใบอนุญาต

ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีนับแต่วันที่ออก ระหว่างนั้นผู้ชำนาญการต้องผ่านการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม (CPD) ตามข้อ 20 ซึ่งประกาศกรมฯ เรื่องการพัฒนาความรู้กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อปี และคิดชั่วโมงจากจำนวนชั่วโมงคูณค่าน้ำหนักของกิจกรรม เอกสารการพัฒนาความรู้นี้ใช้ยื่นตอนต่ออายุตามข้อ 14 ซึ่งต้องยื่นภายใน 90 วันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อยื่นแล้วยังทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าอธิบดีจะมีคำสั่งไม่ต่ออายุ

สถานะของใบอนุญาตผูกกับการทำหน้าที่ตามข้อ 19 ถ้าฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามข้อ 19 อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้ไม่เกิน 60 วัน ส่วนการเพิกถอนมีสี่กรณีตามข้อ 17 ได้แก่ ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6 · เคยถูกพักใช้มาแล้วหนึ่งครั้งและมีเหตุต้องพักใช้ซ้ำในเรื่องเดียวกันอีกระหว่างอายุใบอนุญาต · ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 วรรคสามระหว่างถูกสั่งพักใช้ · และจัดทำรายงานหรือให้การรับรองตามข้อ 19 อันเป็นเท็จ ผู้ถูกเพิกถอนจะขออนุญาตอีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 5 ปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอน

รายละเอียดการคิดชั่วโมงอยู่ที่ พัฒนาความรู้ผู้ชำนาญการ 6 ชั่วโมงต่อปี และการคิดชั่วโมงตามค่าน้ำหนัก และเรื่องต่ออายุ พักใช้ เพิกถอน อยู่ที่ อายุใบอนุญาตผู้ชำนาญการ 5 ปี การต่ออายุ การพักใช้ และการเพิกถอน

วันที่ใช้บังคับของแต่ละฉบับ

ทั้งสองสายใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ลงราชกิจจานุเบกษาคนละวัน วันใช้บังคับจึงต่างกัน 2 วัน

ฉบับ ลงนาม ราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับ
กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 14 พฤศจิกายน 2567 20 พฤศจิกายน 2567 19 พฤษภาคม 2568
ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย 14 พฤศจิกายน 2567 22 พฤศจิกายน 2567 21 พฤษภาคม 2568
ประกาศกรมฯ 4 ฉบับ (แบบคำขอ · หลักสูตรและการประเมิน · แบบแจ้งและรายงาน · การพัฒนาความรู้) 22 เมษายน 2569 1 พฤษภาคม 2569 วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

วันใช้บังคับในตารางนำมาจากคำชี้แจงของกรมฯ ซึ่งยังระบุด้วยว่า กิจการที่เข้าข่ายตั้งแต่วันใช้บังคับต้องทำงานรอบแรกให้เสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

สาระของประกาศกรมฯ ทั้งสี่ฉบับ สรุปไว้ที่ สี่ประกาศกรมฯ ว่าด้วยผู้ชำนาญการ 1 พฤษภาคม 2569

บทกำหนดโทษ

ระบบนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประเมินอันตรายผ่านการรับรองจากผู้ชำนาญการที่รัฐตรวจคุณสมบัติแล้ว บทกำหนดโทษจึงวางไว้สองจุดตามสองมาตรา

ผู้กระทำ ฐานความผิด โทษ
ผู้ใดก็ตาม เป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 (มาตรา 63) จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายจ้าง ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 (มาตรา 56) จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งสองจุดเชื่อมกัน ถ้านายจ้างใช้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตมารับรองผล ผู้นั้นมีความผิดตามมาตรา 63 และการดำเนินการของนายจ้างก็ยังไม่ครบตามมาตรา 32 วรรคสาม นายจ้างจึงควรตรวจชื่อ เลขที่ใบอนุญาต และระยะเวลาที่ใบอนุญาตยังมีผล ก่อนเริ่มงาน ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ต้องกรอกในแบบรายงานอยู่แล้ว สำหรับ จป. ที่ได้ใบอนุญาตด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ให้ตรวจเพิ่มว่าเป็นสถานประกอบกิจการที่ จป. ผู้นั้นขึ้นทะเบียนไว้

กรณีผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล มาตรา 69 กำหนดให้กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ต้องรับโทษด้วย หากความผิดเกิดจากการสั่งการของบุคคลนั้น หรือจากการที่บุคคลนั้นละเว้นหน้าที่ที่ต้องทำ คำชี้แจงของกรมฯ ระบุว่า ถ้าการไม่ปฏิบัติเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตราย บาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ความตาย พนักงานตรวจความปลอดภัยดำเนินคดีอาญาได้โดยไม่ต้องออกคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน

สรุป

  • มาตรา 32 กำหนดงานให้นายจ้าง โดยทำตามคำแนะนำและให้ผู้ชำนาญการรับรองผล
  • มาตรา 33 กำหนดให้ผู้ชำนาญการต้องมีใบอนุญาต ตามกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 จำนวน 22 ข้อ
  • นายจ้างยังรับผิดชอบงานและส่งรายงานเอง ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำ รับรองผล และรายงานในส่วนของตน
  • ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาต
  • ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (1) ถึง (3) ทำได้ทุกสถานประกอบกิจการและเสียค่าธรรมเนียม ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ทำได้เฉพาะที่ขึ้นทะเบียน จป. ไว้ ไม่เสียค่าธรรมเนียม และย้ายสถานประกอบกิจการต้องขอใหม่

ลงชื่อรับแจ้งเมื่อเปิดรอบอบรมผู้ชำนาญการ หลักสูตรผู้ชำนาญการตามมาตรา 33 ยังไม่เปิดรับสมัคร ลงชื่อไว้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที เราจะแจ้งทางอีเมลและโทรศัพท์เมื่อเปิดรอบอบรม และตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎกระทรวง ข้อ 6 ต่อได้ในหน้าเดียวกัน ลงชื่อรับแจ้ง

อ้างอิงกฎหมาย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ผู้ชำนาญการ? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก
จป

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — กฎหมายผูกกับมาตรา 32 พ.ร.บ. 2554 + ประกาศ 14 พ.ย. 2567 · เคสไหนบังคับ · จป.ในบริษัทเอง vs จ้างที่ปรึกษาภายนอก · เปรียบเทียบต้นทุน-ผลประโยชน์ + เช็คลิสต์ตัดสินใจ

27 พ.ค. 2569อ่าน 20 นาที
ผู้ชำนาญการเรียนออนไลน์และบันทึกชั่วโมงพัฒนาความรู้ประจำปี
จป

พัฒนาความรู้ผู้ชำนาญการ 6 ชั่วโมงต่อปี และการคิดชั่วโมงตามค่าน้ำหนัก

สรุปข้อ 20 กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ 2567 และประกาศกรมฯ เรื่องพัฒนาความรู้ ตารางกิจกรรมและค่าน้ำหนักครบ 16 วิธี ตัวอย่างคำนวณ และหลักฐานที่ต้องเก็บไว้ต่ออายุ

5 ต.ค. 2569อ่าน 29 นาที
วิศวกรตรวจใบแสดงผลการเรียนเพื่อนับหน่วยกิตด้านอาชีวอนามัยและการประเมินอันตราย
จป

ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ กับเกณฑ์ 18 หน่วยกิตตามข้อ 6 (2)

ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการตามข้อ 6 (2) ได้ เมื่อเรียนอาชีวอนามัยฯ และประเมินอันตรายครบ 18 หน่วยกิต

5 ต.ค. 2569อ่าน 23 นาที