ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย บทบาทตามมาตรา 32 และใบอนุญาตตามมาตรา 33
ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยให้คำแนะนำและรับรองผลงานตามมาตรา 32 ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา 33 สรุปโครงกฎกระทรวง 2567 ผู้เกี่ยวข้อง วันใช้บังคับ และโทษ

มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน จัดทำแผน และส่งผลให้ภาครัฐ งานทั้งหมดนี้ต้องทำตามคำแนะนำของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย และให้ผู้ชำนาญการรับรองผล ส่วนมาตรา 33 กำหนดว่าผู้ที่จะเป็นผู้ชำนาญการต้องได้รับใบอนุญาตก่อน สองมาตรานี้จึงต้องอ่านคู่กัน
กฎหมายวางไว้อย่างนี้เพราะผลประเมินอันตรายและแผนควบคุมเป็นเอกสารที่สถานประกอบกิจการใช้ตัดสินใจลงทุนด้านความปลอดภัยไปอีกหลายปี จึงต้องมีผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ซึ่งรัฐตรวจคุณสมบัติแล้ว เข้ามาให้คำแนะนำระหว่างทำ และลงชื่อรับรองเมื่อหลักฐานครบ เพื่อให้แผนอิงอันตรายที่ตรวจพบจริงในสถานประกอบกิจการนั้น
มาตรา 32 กำหนดงาน มาตรา 33 กำหนดใบอนุญาต
มาตรา 32 วรรคหนึ่ง กำหนดหน้าที่นายจ้างไว้สี่ข้อ
(1) จัดให้มีการประเมินอันตราย (2) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง (3) จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ (4) ส่งผลการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบ แผนการดำเนินงานและแผนการควบคุมตาม (1) (2) และ (3) ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
วรรคสองของมาตราเดียวกันส่งต่อรายละเอียด ได้แก่ หลักเกณฑ์ วิธีการ ประเภทกิจการ ขนาดของกิจการ และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ ไปให้รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนวรรคสามเป็นจุดที่ผู้ชำนาญการเข้ามาในระบบ
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
มาตรา 33 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าผู้ที่จะเป็นผู้ชำนาญการต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี วรรคสองส่งเรื่องการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต คุณสมบัติ การควบคุมการปฏิบัติงาน การต่ออายุ การออกใบแทน การสั่งพักใช้ และการเพิกถอน ไปไว้ในกฎกระทรวง และวรรคสามนำมาตรา 12 มาใช้กับการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการโดยอนุโลม มาตรา 12 คือบทที่ให้สิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการภายใน 30 วัน เมื่ออธิบดีไม่ออกใบอนุญาต ไม่ต่ออายุ หรือเพิกถอน
พื้นฐานของมาตรา 32 ทั้งมาตรา รวมถึงหน้าที่ที่นายจ้างมอบหมายต่อไม่ได้ อ่านเพิ่มได้ที่ มาตรา 32 หน้าที่นายจ้าง
เครื่องมือทางกฎหมายสองสายที่ออกตามสองมาตรา
สองมาตราข้างต้นส่งอำนาจไปที่เครื่องมือคนละชั้นกัน
| สาย | เครื่องมือ | ออกตาม | เรื่องที่กำหนด |
|---|---|---|---|
| งานของนายจ้าง | ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ | มาตรา 5 และมาตรา 32 | กิจการที่ต้องทำ วิธีชี้บ่งอันตราย เกณฑ์จัดระดับ กำหนดเวลา แบบรายงาน |
| ใบอนุญาตผู้ชำนาญการ | กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 | มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 33 วรรคสอง | คุณสมบัติ การขอใบ อายุใบ หน้าที่ พักใช้ เพิกถอน ค่าธรรมเนียม |
| รายละเอียดใต้กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ | ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4 ฉบับ | ข้อต่าง ๆ ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ | แบบคำขอ หลักสูตรและการประเมิน แบบแจ้งและรายงาน การพัฒนาความรู้ |
ประกาศสายแรกเป็นประกาศของรัฐมนตรี ไม่ใช่กฎกระทรวง บทนี้เรียกว่า "ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย" และระบุฉบับกำกับทุกครั้งที่อ้างเลขข้อ เพราะทั้งสามชุดใช้คำว่า "ข้อ" เหมือนกัน ข้อ 5 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการว่าด้วยคุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาต ส่วนข้อ 5 ของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายว่าด้วยกำหนดเวลาของนายจ้าง สองข้อนี้คนละเรื่องกัน
ห่วงโซ่จากพระราชบัญญัติลงไปถึงแบบรายงานที่นายจ้างต้องกรอก อธิบายต่อไว้ที่ แผนที่กฎหมายไทยที่กำหนดให้ประเมินอันตรายและประเมินความเสี่ยง และสาระรายข้อของประกาศอยู่ที่ ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 สรุปรายข้อสำหรับนายจ้าง
ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล
ข้อ 2 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการนิยามสั้น ๆ ว่า ผู้ชำนาญการ หมายถึง ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และใบอนุญาต หมายถึง ใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ข้อ 4 ของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายนิยามให้ตรงกว่าว่าเป็น "ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33" ผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตจึงรับรองผลตามมาตรา 32 ไม่ได้
ขอบเขตงานอยู่ที่ข้อ 19 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ซึ่งกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสามเรื่อง
- ให้คำแนะนำและรับรองผลแก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3)
- แจ้งกำหนดการพร้อมรายชื่อสถานประกอบกิจการที่เข้าดำเนินการและรายชื่อผู้ชำนาญการ ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนดำเนินการ และส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน
- ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้างซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการปฏิบัติงาน
สังเกตว่าข้อ 19 (1) อ้างถึงมาตรา 32 (1) ถึง (3) คืองานประเมิน ศึกษาผลกระทบ และจัดทำแผน แต่ไม่ได้รวม (4) การส่งผลให้ภาครัฐ การส่งรายงานจึงยังเป็นหน้าที่ของนายจ้าง ส่วนรายงานตามข้อ 19 (2) เป็นรายงานของผู้ชำนาญการเองซึ่งเป็นคนละชุดกัน
ในทางปฏิบัติ ผู้ชำนาญการตรวจข้อมูลหน้างาน วิธีชี้บ่งอันตราย (hazard identification) เหตุผลของคะแนน และความสอดคล้องระหว่างอันตรายกับแผน เสนอให้ทีมแก้จุดที่ยังไม่ครบ แล้วรับรองผลเมื่อหลักฐานรองรับ แบบรายงานท้ายประกาศเรื่องการประเมินอันตรายมีช่องให้ระบุชื่อ เลขที่ใบอนุญาต และระยะเวลาที่ได้รับใบอนุญาตของผู้ชำนาญการ พร้อมช่องสรุปความเห็นและลายมือชื่อรับรองในแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 การตัดสินใจเรื่องนโยบาย งบประมาณ และการลงมือตามแผนยังเป็นของนายจ้าง
ขอบเขตงานและหลักฐานที่นายจ้างควรขอดูก่อนว่าจ้าง อ่านต่อได้ที่ ขอบเขตงานผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยและหลักฐานก่อนว่าจ้าง
ผู้เกี่ยวข้องในระบบมีห้าฝ่าย
ระบบตามมาตรา 32 และมาตรา 33 มีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายมีฐานอำนาจหน้าที่ของตัวเอง

| ฝ่าย | บทบาท | ฐานในกฎหมาย |
|---|---|---|
| นายจ้าง | ผู้มีหน้าที่ตามมาตรา 32 ทั้งหมด ตัดสินนโยบาย งบ และรับผิดชอบผลการดำเนินงาน ส่งรายงานรอบแรกและรอบทบทวนทุก 3 ปีให้กรมฯ ภายใน 60 วันนับแต่ทำเสร็จ และเก็บเอกสารไว้ ณ สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 ปี | มาตรา 32 · ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 ข้อ 9 |
| ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงาน | ร่วมดำเนินการอย่างน้อย 1 คน ให้ข้อมูลหน้างานจริง | ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 วรรคสาม |
| ผู้ประเมินอันตราย หรือ จป. หรือกรรมการ คปอ. | ร่วมกับลูกจ้างผู้รู้งาน ชี้บ่ง วิเคราะห์ และจัดทำผลกับแผน | ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 5 วรรคสาม |
| ผู้ชำนาญการ | ให้คำแนะนำและรับรองผล แจ้งกำหนดการ รายงานผลการปฏิบัติงาน รักษาความลับ | มาตรา 32 วรรคสาม · มาตรา 33 · กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ข้อ 19 |
| กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน | ประเมินผู้ขอใบอนุญาต ออกและควบคุมใบอนุญาต รับแบบแจ้งและรายงานของผู้ชำนาญการ รับรายงานของนายจ้าง | กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ข้อ 8 ถึงข้อ 19 · ประกาศกรมฯ เรื่องหลักสูตร ข้อ 3 · มาตรา 32 (4) · ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 9 |
ข้อ 5 วรรคสามของประกาศเรื่องการประเมินอันตรายผูกทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนการทำงานนั้นอย่างน้อย 1 คน ร่วมกับผู้ประเมินอันตราย จป. หรือกรรมการ คปอ. แล้วแต่กรณี โดยทำตามคำแนะนำและให้ผู้ชำนาญการรับรองผล ทีมในสถานประกอบกิจการจึงเป็นผู้ทำงาน ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล ส่วนนายจ้างจัดให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน นายจ้างอาจมอบให้ผู้จัดการโรงงานดูแลเรื่องหน้างาน เช่น จัดตารางให้ลูกจ้างผู้รู้งานเข้าร่วม แต่หน้าที่ตามกฎหมายยังอยู่ที่นายจ้าง
ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอกหรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเอง
กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าผู้ชำนาญการต้องเป็นคนนอก ผู้ใดผ่านคุณสมบัติ ผ่านการฝึกอบรมและการประเมิน และได้รับใบอนุญาต ก็ทำหน้าที่ได้ ข้อ 6 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการเปิดไว้สี่เส้นทาง ผู้ขอต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 5 ครบทุกข้อ และมีคุณสมบัติตามข้อ 6 อย่างหนึ่งอย่างใด
| เส้นทาง | คุณสมบัติตามข้อ 6 โดยย่อ |
|---|---|
| (1) | ปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า |
| (2) | ปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ที่เรียนด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต |
| (3) | ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือใบอนุญาตวิชาชีพอื่นตามที่อธิบดีประกาศ |
| (4) | จป. ระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง หรือวิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประเภทและขนาดที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 32 (คือกิจการบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน ตามข้อ 3 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย) |
เส้นทางที่ใช้ขอใบอนุญาตผูกกับขอบเขตงานและค่าธรรมเนียม ข้อ 22 ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 21 ให้ผู้ขอที่ใช้คุณสมบัติตามข้อ 6 (4) ขณะที่ข้อ 13 กำหนดว่า จป. สามระดับนี้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว มีสิทธิดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานไว้เท่านั้น
สรุปได้สองแบบ ผู้ที่ขอด้วยเส้นทาง (1) (2) หรือ (3) ทำหน้าที่ผู้ชำนาญการได้ทุกสถานประกอบกิจการ รวมถึงที่ตนทำงานอยู่ และเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตฉบับละ 5,000 บาท ส่วนผู้ที่ขอด้วยเส้นทาง (4) วุฒิ จป. ทำได้เฉพาะสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียน จป. ไว้ และไม่เสียค่าธรรมเนียม ถ้าย้ายสถานประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่
ใบอนุญาตออกให้ตัวบุคคล จป. ระดับเทคนิคขึ้นไปที่มีคุณสมบัติครบจึงขอใบอนุญาตด้วยเส้นทาง (4) ได้เอง นายจ้างมีทางเลือกว่าจะใช้ จป. ของตนที่ได้รับใบอนุญาต หรือว่าจ้างบุคคลภายนอกที่ได้รับใบอนุญาต หน้าที่ของ จป.วิชาชีพ อ่านได้ที่ จป.วิชาชีพ ภาพรวมหน้าที่และการอบรม ส่วนรายละเอียดคุณสมบัติรายเส้นทางอยู่ที่ คุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการตามข้อ 5 และข้อ 6 และขอบเขตของเส้นทาง จป. อยู่ที่ จป. ระดับเทคนิคขึ้นไปกับใบอนุญาตผู้ชำนาญการ
โครงกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ 22 ข้อ บททั่วไปและห้าหมวด
กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 มี 22 ข้อ แบ่งเป็นบททั่วไปกับห้าหมวด
| ส่วน | ข้อ | สาระ |
|---|---|---|
| บททั่วไป | 1–4 | วันใช้บังคับ นิยาม ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แบบคำขอตามที่อธิบดีประกาศ |
| หมวด 1 การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต | 5–13 | คุณสมบัติ การฝึกอบรมและการประเมิน เอกสารยื่นคำขอ การพิจารณา 60 วัน อายุใบ 5 ปี ขอบเขตของ จป. |
| หมวด 2 การขอต่ออายุใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต | 14–15 | ยื่นต่ออายุภายใน 90 วันก่อนใบสิ้นอายุ ใบแทนออกภายใน 7 วัน |
| หมวด 3 การพักใช้และการเพิกถอนใบอนุญาต | 16–18 | พักใช้ไม่เกิน 60 วัน เพิกถอนสี่กรณี ขอใหม่ได้เมื่อพ้น 5 ปี |
| หมวด 4 การควบคุมการปฏิบัติงาน | 19–20 | หน้าที่สามข้อ การฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม |
| หมวด 5 ค่าธรรมเนียม | 21–22 | ใบอนุญาต 5,000 บาท ใบแทน 500 บาท ต่ออายุเท่าค่าใบอนุญาต เส้นทางข้อ 6 (4) ยกเว้นทั้งสามรายการ |
ข้อ 7 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการกำหนดให้ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6 ต้องผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมิน แล้วส่งรายละเอียดไปให้อธิบดีประกาศ ประกาศกรมฯ เรื่องหลักสูตรกำหนดหลักสูตร 24 ชั่วโมง สามหมวดวิชา ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 (1) (2) และ (4) อบรมเต็มหลักสูตร ส่วนผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 (3) อบรมเฉพาะหมวดวิชาที่ 1 จำนวน 6 ชั่วโมง
การอบรมทำได้กับกรมฯ หรือผู้ให้บริการด้านการฝึกอบรม แต่การประเมินโดยวิธีทดสอบเป็นของกรมฯ เป็นข้อเขียน 3 ชั่วโมง ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
ลำดับทั้งหมดตั้งแต่ตรวจคุณสมบัติจนรับใบอนุญาต เล่าไว้ใน เส้นทางสู่ใบอนุญาตผู้ชำนาญการ จากตรวจคุณสมบัติถึงรับใบ
หลังได้รับใบอนุญาต
ใบอนุญาตมีอายุ 5 ปีนับแต่วันที่ออก ระหว่างนั้นผู้ชำนาญการต้องผ่านการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติม (CPD) ตามข้อ 20 ซึ่งประกาศกรมฯ เรื่องการพัฒนาความรู้กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อปี และคิดชั่วโมงจากจำนวนชั่วโมงคูณค่าน้ำหนักของกิจกรรม เอกสารการพัฒนาความรู้นี้ใช้ยื่นตอนต่ออายุตามข้อ 14 ซึ่งต้องยื่นภายใน 90 วันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อยื่นแล้วยังทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าอธิบดีจะมีคำสั่งไม่ต่ออายุ
สถานะของใบอนุญาตผูกกับการทำหน้าที่ตามข้อ 19 ถ้าฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามข้อ 19 อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้ไม่เกิน 60 วัน ส่วนการเพิกถอนมีสี่กรณีตามข้อ 17 ได้แก่ ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6 · เคยถูกพักใช้มาแล้วหนึ่งครั้งและมีเหตุต้องพักใช้ซ้ำในเรื่องเดียวกันอีกระหว่างอายุใบอนุญาต · ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 วรรคสามระหว่างถูกสั่งพักใช้ · และจัดทำรายงานหรือให้การรับรองตามข้อ 19 อันเป็นเท็จ ผู้ถูกเพิกถอนจะขออนุญาตอีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 5 ปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอน
รายละเอียดการคิดชั่วโมงอยู่ที่ พัฒนาความรู้ผู้ชำนาญการ 6 ชั่วโมงต่อปี และการคิดชั่วโมงตามค่าน้ำหนัก และเรื่องต่ออายุ พักใช้ เพิกถอน อยู่ที่ อายุใบอนุญาตผู้ชำนาญการ 5 ปี การต่ออายุ การพักใช้ และการเพิกถอน
วันที่ใช้บังคับของแต่ละฉบับ
ทั้งสองสายใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ลงราชกิจจานุเบกษาคนละวัน วันใช้บังคับจึงต่างกัน 2 วัน
| ฉบับ | ลงนาม | ราชกิจจานุเบกษา | ใช้บังคับ |
|---|---|---|---|
| กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 | 14 พฤศจิกายน 2567 | 20 พฤศจิกายน 2567 | 19 พฤษภาคม 2568 |
| ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย | 14 พฤศจิกายน 2567 | 22 พฤศจิกายน 2567 | 21 พฤษภาคม 2568 |
| ประกาศกรมฯ 4 ฉบับ (แบบคำขอ · หลักสูตรและการประเมิน · แบบแจ้งและรายงาน · การพัฒนาความรู้) | 22 เมษายน 2569 | 1 พฤษภาคม 2569 | วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
วันใช้บังคับในตารางนำมาจากคำชี้แจงของกรมฯ ซึ่งยังระบุด้วยว่า กิจการที่เข้าข่ายตั้งแต่วันใช้บังคับต้องทำงานรอบแรกให้เสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งตรงกับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568
สาระของประกาศกรมฯ ทั้งสี่ฉบับ สรุปไว้ที่ สี่ประกาศกรมฯ ว่าด้วยผู้ชำนาญการ 1 พฤษภาคม 2569
บทกำหนดโทษ
ระบบนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประเมินอันตรายผ่านการรับรองจากผู้ชำนาญการที่รัฐตรวจคุณสมบัติแล้ว บทกำหนดโทษจึงวางไว้สองจุดตามสองมาตรา
| ผู้กระทำ | ฐานความผิด | โทษ |
|---|---|---|
| ผู้ใดก็ตาม | เป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 (มาตรา 63) | จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| นายจ้าง | ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 (มาตรา 56) | จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
ทั้งสองจุดเชื่อมกัน ถ้านายจ้างใช้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตมารับรองผล ผู้นั้นมีความผิดตามมาตรา 63 และการดำเนินการของนายจ้างก็ยังไม่ครบตามมาตรา 32 วรรคสาม นายจ้างจึงควรตรวจชื่อ เลขที่ใบอนุญาต และระยะเวลาที่ใบอนุญาตยังมีผล ก่อนเริ่มงาน ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ต้องกรอกในแบบรายงานอยู่แล้ว สำหรับ จป. ที่ได้ใบอนุญาตด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ให้ตรวจเพิ่มว่าเป็นสถานประกอบกิจการที่ จป. ผู้นั้นขึ้นทะเบียนไว้
กรณีผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล มาตรา 69 กำหนดให้กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ต้องรับโทษด้วย หากความผิดเกิดจากการสั่งการของบุคคลนั้น หรือจากการที่บุคคลนั้นละเว้นหน้าที่ที่ต้องทำ คำชี้แจงของกรมฯ ระบุว่า ถ้าการไม่ปฏิบัติเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตราย บาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ความตาย พนักงานตรวจความปลอดภัยดำเนินคดีอาญาได้โดยไม่ต้องออกคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน
สรุป
- มาตรา 32 กำหนดงานให้นายจ้าง โดยทำตามคำแนะนำและให้ผู้ชำนาญการรับรองผล
- มาตรา 33 กำหนดให้ผู้ชำนาญการต้องมีใบอนุญาต ตามกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 จำนวน 22 ข้อ
- นายจ้างยังรับผิดชอบงานและส่งรายงานเอง ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำ รับรองผล และรายงานในส่วนของตน
- ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาต
- ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (1) ถึง (3) ทำได้ทุกสถานประกอบกิจการและเสียค่าธรรมเนียม ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ทำได้เฉพาะที่ขึ้นทะเบียน จป. ไว้ ไม่เสียค่าธรรมเนียม และย้ายสถานประกอบกิจการต้องขอใหม่
ลงชื่อรับแจ้งเมื่อเปิดรอบอบรมผู้ชำนาญการ หลักสูตรผู้ชำนาญการตามมาตรา 33 ยังไม่เปิดรับสมัคร ลงชื่อไว้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที เราจะแจ้งทางอีเมลและโทรศัพท์เมื่อเปิดรอบอบรม และตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎกระทรวง ข้อ 6 ต่อได้ในหน้าเดียวกัน ลงชื่อรับแจ้ง
อ้างอิงกฎหมาย
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 12 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 69
- กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 ข้อ 1 ถึงข้อ 22
- คำชี้แจงกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 5 และแบบรายงาน
- คำชี้แจงประกาศเรื่องการประเมินอันตราย
- ประกาศกรมฯ เรื่อง หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร การดำเนินการฝึกอบรม และการประเมินผู้ชำนาญการฯ ข้อ 3 ถึงข้อ 6 ข้อ 22 ข้อ 23
- ประกาศกรมฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้เพิ่มเติมของผู้ชำนาญการฯ ข้อ 2
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก
นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — กฎหมายผูกกับมาตรา 32 พ.ร.บ. 2554 + ประกาศ 14 พ.ย. 2567 · เคสไหนบังคับ · จป.ในบริษัทเอง vs จ้างที่ปรึกษาภายนอก · เปรียบเทียบต้นทุน-ผลประโยชน์ + เช็คลิสต์ตัดสินใจ

พัฒนาความรู้ผู้ชำนาญการ 6 ชั่วโมงต่อปี และการคิดชั่วโมงตามค่าน้ำหนัก
สรุปข้อ 20 กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ 2567 และประกาศกรมฯ เรื่องพัฒนาความรู้ ตารางกิจกรรมและค่าน้ำหนักครบ 16 วิธี ตัวอย่างคำนวณ และหลักฐานที่ต้องเก็บไว้ต่ออายุ

ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ กับเกณฑ์ 18 หน่วยกิตตามข้อ 6 (2)
ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการตามข้อ 6 (2) ได้ เมื่อเรียนอาชีวอนามัยฯ และประเมินอันตรายครบ 18 หน่วยกิต