แผนที่กฎหมายไทยที่กำหนดให้ประเมินอันตรายและประเมินความเสี่ยง
กฎหมายไทยที่กำหนดให้ประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง ตั้งแต่มาตรา 32 สารเคมี เครื่องจักร ที่อับอากาศ รังสี และระบบการจัดการ เทียบผู้ต้องทำ รอบ และที่ส่ง

แฟ้มประเมินความเสี่ยงชุดเดียวไม่ได้ครอบคลุมทุกหน้าที่ตามกฎหมายเสมอไป ในตัวบทไทยมีหลายฉบับที่กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตราย (hazard assessment) หรือประเมินความเสี่ยง (risk assessment) แต่ละฉบับกำหนดผู้ต้องทำ รอบเวลา และปลายทางของรายงานไว้ต่างกัน และมีเพียงฉบับเดียวที่กำหนดให้ผลต้องผ่านผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย
บทนี้ไล่กฎหมายที่ใช้คำว่า ประเมินอันตราย ประเมินความเสี่ยง และชี้บ่งอันตราย (hazard identification) แล้วเทียบในตารางเดียวว่าใครต้องทำ รอบเท่าใด ต้องใช้ผู้ชำนาญการหรือไม่ และส่งที่ใด พื้นฐานตัวพระราชบัญญัติอยู่ที่ ภาพรวมพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
ฐานในพระราชบัญญัติ มาตรา 32 และมาตรา 8
ฐานอำนาจของการประเมินในกฎหมายความปลอดภัยไทยมาจากพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 โดยมี 2 ฐาน ฐานแรกคือมาตรา 32 ซึ่งวางหน้าที่ไว้กับนายจ้างโดยตรง
เพื่อประโยชน์ในการควบคุม กำกับ ดูแลการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้นายจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีการประเมินอันตราย (2) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง (3) จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ (4) ส่งผลการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบ แผนการดำเนินงานและแผนการควบคุม ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
วรรคสองของมาตรา 32 ส่งรายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์ ประเภทและขนาดกิจการ และระยะเวลา ไปให้รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศ ส่วนวรรคสามระบุว่านายจ้างต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการ ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33
ฐานที่สองคือมาตรา 8 ซึ่งให้รัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรายเรื่อง กฎกระทรวงว่าด้วยสารเคมีอันตราย เครื่องจักร ที่อับอากาศ รังสี และระบบการจัดการ ล้วนระบุในคำปรารภว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง หน้าที่ประเมินในกลุ่มนี้จึงแยกจากมาตรา 32 และไม่ได้ผูกกับวรรคสามเรื่องผู้ชำนาญการ
ห่วงโซ่จากพระราชบัญญัติถึงแบบรายงาน
ฉบับที่ออกตามมาตรา 32 คือ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ต่อจากนี้เรียกว่า ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ซึ่งออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 ในรูปประกาศกระทรวงแรงงาน ไม่ใช่กฎกระทรวง
| ชั้น | ฉบับ | ให้อะไรกับผู้ปฏิบัติ |
|---|---|---|
| พระราชบัญญัติ | พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 32 และมาตรา 33 | หน้าที่ 4 ข้อของนายจ้าง และเงื่อนไขว่าผู้ชำนาญการต้องมีใบอนุญาต |
| ประกาศของรัฐมนตรี | ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย | ขอบเขตกิจการ วิธีชี้บ่ง เกณฑ์จัดระดับ กำหนดเวลา และช่องทางส่ง |
| เอกสารท้ายประกาศ | บัญชี 1 · บัญชี 2 · ตารางที่ 1 ถึง 4 · แบบ ปอ.1 · แบบ ปอ.2 | รายชื่อกิจการที่เข้าข่าย เกณฑ์ให้คะแนน และแบบรายงานที่ต้องส่ง |
| กฎกระทรวงคู่ขนาน | กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 (เรียกต่อไปว่า กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ) ออกตามมาตรา 33 | คุณสมบัติ ใบอนุญาต และหน้าที่ของผู้ชำนาญการ |
| ประกาศกรมฯ | ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 4 ฉบับ เรื่องหลักสูตร พัฒนาความรู้ แบบคำขอ และแบบแจ้งและรายงาน | รายละเอียดการอบรม การประเมิน และแบบเอกสารของผู้ชำนาญการ |
ประกาศเรื่องการประเมินอันตรายลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 และคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กรมฯ) ระบุว่ามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 สาระรายข้ออยู่ในบท ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 สรุปรายข้อสำหรับนายจ้าง บทนี้จะไม่ไล่ซ้ำ
ใครทำอะไรในงานตามมาตรา 32
ข้อ 5 วรรคสาม ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย วางทีมไว้ชัด ส่วนการตัดสินและความรับผิดชอบยังอยู่ที่นายจ้างตามมาตรา 32
| ผู้เกี่ยวข้อง | บทบาทตามตัวบท |
|---|---|
| นายจ้าง | ผู้มีหน้าที่ตามมาตรา 32 ตัดสินนโยบายและงบ จัดทีม และส่งรายงาน |
| ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงาน | อย่างน้อย 1 คน มีส่วนร่วมในการประเมิน |
| ผู้ประเมินอันตราย หรือ จป. หรือกรรมการ คปอ. | ร่วมดำเนินการ แล้วแต่กรณี |
| ผู้ชำนาญการ | ให้คำแนะนำและรับรองผล |
| กรมฯ | รับรายงานตามแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 |
ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาตก็ได้ ขอบเขตงานและค่าธรรมเนียมผูกกับเส้นทางที่ใช้ขอใบอนุญาตตามข้อ 6 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ผู้ที่ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (1) (2) หรือ (3) ทำหน้าที่ได้ทุกสถานประกอบกิจการ รวมถึงที่ตนทำงานอยู่ และเสียค่าธรรมเนียม ส่วนผู้ที่ขอด้วยคุณสมบัติ จป. ตามเส้นทางข้อ 6 (4) ทำหน้าที่ได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็น จป. ไว้ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ไม่เสียค่าธรรมเนียมตามข้อ 22 ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน และถ้าย้ายสถานประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่ ที่มาและคุณสมบัติทั้งหมดอยู่ที่ ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย บทบาทตามมาตรา 32 และใบอนุญาตตามมาตรา 33
กฎหมายฉบับอื่นที่กำหนดให้ประเมิน
นอกจากมาตรา 32 ยังมีกฎกระทรวงอีก 5 ฉบับที่กำหนดหน้าที่ประเมินให้นายจ้างโดยตรง ทุกฉบับออกตามมาตรา 8
สารเคมีอันตราย กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 มี 2 ข้อ ข้อ 31 ให้นายจ้างที่ใช้สารเคมีอันตรายประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด ส่งรายงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบผล และนำผลไปวางแผนตรวจสุขภาพ
ข้อ 32 ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกันให้นายจ้างที่ครอบครองสารเคมีอันตรายตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศกำหนด ประเมินความเสี่ยงในการก่อให้เกิดอันตรายอย่างน้อย 5 ปีต่อ 1 ครั้ง และประเมินเพิ่มเมื่อสถานที่ครอบครอง รายชื่อ ปริมาณ หรือกระบวนการผลิตเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ ส่งรายงานภายใน 15 วันเช่นกัน คำสั่งกรมฯ ที่ 754/2556 มอบอำนาจให้ข้าราชการเป็นผู้รับรายงานทั้งสองข้อ
เครื่องจักร ข้อ 12 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ให้นายจ้างประเมินอันตรายของเครื่องจักรที่อาจทำให้สูญเสียอวัยวะ เช่น เครื่องบด เครื่องโม่ เครื่องเลื่อยวงเดือน เลื่อยยนต์ หรือเครื่องจักรอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด อย่างน้อยต้องประกอบด้วย "การบ่งชี้อันตราย การประเมินความเสี่ยง" และแผนบริหารจัดการความเสี่ยง
ที่อับอากาศ ข้อ 5 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ให้นายจ้างประเมินสภาพอันตรายในที่อับอากาศ ถ้าพบสภาพอันตรายต้องมีมาตรการควบคุม และเก็บหลักฐานไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงาน ข้อ 6 ให้ตรวจวัดและประเมินสภาพอากาศก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปและระหว่างทำงาน ผลการประเมินยังต้องลงในหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 18 (8) ด้วย
รังสี ข้อ 15 (4) กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 ให้นายจ้างควบคุมดูแลให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ หรือ จป.หัวหน้างาน แล้วแต่กรณีตามข้อ 14 ประเมินอันตรายจากรังสีในพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง บันทึกเป็นหลักฐาน และนำไปวางแนวทางป้องกัน
ระบบการจัดการ ข้อ 9 (1) กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ให้ทบทวนสถานะเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน และเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนต้องทบทวนทุกครั้ง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายหรือระดับความเสี่ยง
อีก 2 ฉบับใช้คำเดียวกันแต่ว่าด้วยตัวบุคคล กฎกระทรวง จป. พ.ศ. 2565 ให้ จป. ระดับเทคนิค เทคนิคขั้นสูง และวิชาชีพ วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตรายเสนอต่อนายจ้างตามข้อ 16 (2) ข้อ 19 (2) และข้อ 22 (2) และให้ จป.วิชาชีพประเมินความเสี่ยงตามข้อ 22 (3)
ส่วนมาตรา 9 และมาตรา 11 ของพระราชบัญญัติ กับกฎกระทรวงการขึ้นทะเบียนและการอนุญาตให้บริการฯ พ.ศ. 2564 ข้อ 4 (2) กำหนดให้ผู้รับจ้างบริการประเมินความเสี่ยงต้องขึ้นทะเบียนหรือได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นสถานะคนละอย่างกับผู้ชำนาญการ การให้บริการประเมินความเสี่ยงหรือให้คำปรึกษาโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับอนุญาตมีโทษตามมาตรา 55
ตารางเทียบหน้าที่ประเมินตามกฎหมายแต่ละฉบับ
| ฉบับและข้อ | ใครต้องทำ | รอบ | ผู้ชำนาญการ | ส่งที่ใด |
|---|---|---|---|---|
| ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 3 ข้อ 5 ข้อ 9 ข้อ 10 | นายจ้างบัญชี 1 (5 ประเภท) ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน · บัญชี 2 (49 ประเภท) ตั้งแต่ 20 คน | รอบแรก 180 วัน · ทบทวนทุก 3 ปี · เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 30 วัน | ต้องใช้ ตามมาตรา 32 วรรคสาม | รอบแรกและรอบทบทวน ส่งกรมฯ ภายใน 60 วัน ตามแบบ ปอ.1 ปอ.2 · รอบเปลี่ยนแปลงเก็บผลไว้ ณ สถานประกอบกิจการ · เก็บเอกสาร 3 ปี |
| กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย ข้อ 31 | นายจ้างที่ใช้สารเคมีอันตราย | ไม่ระบุในข้อนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศ | ไม่ระบุ | กรมฯ ภายใน 15 วันนับแต่ทราบผล |
| กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย ข้อ 32 | นายจ้างที่ครอบครองสารตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศ | อย่างน้อย 5 ปีต่อครั้ง และเมื่อเปลี่ยนแปลงสำคัญ | ไม่ระบุ | กรมฯ ภายใน 15 วันนับแต่ทราบผล |
| กฎกระทรวงเครื่องจักร ข้อ 12 | นายจ้างที่มีเครื่องจักรที่อาจทำให้สูญเสียอวัยวะ | ไม่ระบุ | ไม่ระบุ | ไม่ระบุ |
| กฎกระทรวงที่อับอากาศ ข้อ 5 ข้อ 6 | นายจ้างที่ให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ | ไม่ระบุรอบ · สภาพอากาศประเมินก่อนเข้าและระหว่างทำงาน | ไม่ระบุ | เก็บหลักฐาน ณ สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงาน |
| กฎกระทรวงรังสี ข้อ 15 (4) | นายจ้าง โดยให้เจ้าหน้าที่ตามข้อ 14 เป็นผู้ประเมิน | อย่างน้อยเดือนละครั้ง | ไม่ระบุ | ไม่ระบุ ให้บันทึกเป็นหลักฐาน |
| กฎกระทรวงระบบการจัดการ ข้อ 4 ข้อ 9 (1) | นายจ้างตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง ลูกจ้างตั้งแต่ 50 คน | ทุกครั้งที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยน · ทบทวนระบบอย่างน้อยปีละครั้งตามข้อ 10 | ไม่ระบุ | เก็บเอกสาร ณ สถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 2 ปี ตามข้อ 8 (3) |
ไม่ระบุ หมายถึงข้อนั้นไม่ได้กำหนดเรื่องดังกล่าว ถ้ามีประกาศกรมฯ ออกตามข้อนั้น ให้ตรวจเพิ่ม

เส้นแบ่งเรื่องการใช้ผลประเมินชุดเดียวกัน
ตัวบทเปิดทางให้ใช้ผลข้ามฉบับไว้เพียง 2 จุด จุดแรกคือข้อ 10 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ถ้านายจ้างประเมินอันตรายและจัดทำแผนตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันแล้ว ให้ถือว่าได้ดำเนินการตามประกาศนี้ แต่ต้องส่งแบบรายงานตามข้อ 9 ด้วย คำชี้แจงของกรมฯ เพิ่มเงื่อนไขว่างานตามกฎหมายอื่นนั้นต้องได้รับการรับรองจากผู้ชำนาญการตามมาตรา 33 ด้วย
จุดที่สองคือข้อ 32 กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย ที่ให้ถือว่านายจ้างซึ่งประเมินความเสี่ยงตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานแล้ว ได้ประเมินตามข้อนี้แล้ว โดยให้แจ้งกรมฯ เพื่อทราบ
ฉบับอื่นในตารางไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ จึงใช้ทีมและข้อมูลชุดเดียวกันเป็นวัตถุดิบได้ แต่ผลที่ส่งออกต้องตรงกับแบบ รอบ และปลายทางของแต่ละฉบับ เช่น ผลประเมินเครื่องบดในแฟ้มตามข้อ 12 กฎกระทรวงเครื่องจักร ยกไปลงแบบ ปอ.1 ได้ แต่ต้องผ่านคำแนะนำและการรับรองผลของผู้ชำนาญการก่อน เพราะเงื่อนไขนั้นมาจากมาตรา 32 วรรคสาม ผลประเมินความเสี่ยงที่ จป.วิชาชีพทำตามข้อ 22 (3) ของกฎกระทรวง จป. ก็ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นได้ แต่ต้องลงแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 ให้ครบ มีลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงานร่วม และผ่านการรับรองผลของผู้ชำนาญการ
ข้อ 13 กฎกระทรวงระบบการจัดการ ที่ให้ถือว่าระบบตามมาตรฐาน ISO หรือมาตรฐานอื่นที่ระบุไว้เป็นระบบตามกฎกระทรวงนี้แล้ว ครอบเฉพาะเรื่องระบบการจัดการ หน้าที่ตามมาตรา 32 และกฎกระทรวงรายเรื่องยังอยู่ครบ พื้นฐานของระบบการจัดการอ่านต่อได้ที่ ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยที่กฎหมายไทยกำหนด
แฟ้มครบแต่รายงานใช้ไม่ได้
จุดที่ทำให้แฟ้มครบแต่รายงานใช้ไม่ได้ มีดังนี้
- มาตรฐานสากลใช้จัดระดับได้ แต่ต้องระบุทางที่ใช้ในแบบรายงาน ตารางความเสี่ยง 5 คูณ 5 (risk matrix) จากคู่มือบริษัทแม่ใช้ได้เมื่อระบุได้ว่าอิงมาตรฐานสากลฉบับใด หรือได้รับความเห็นชอบตามข้อ 7 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ถ้าระบุไม่ได้ ให้ใช้ตารางท้ายประกาศเป็นอย่างน้อย ทุกทางต้องระบุวิธีในแบบรายงาน และไม่ได้แทนหน้าที่ส่งรายงาน
- แต่ละฉบับมีรอบของตัวเอง รอบ 5 ปีตามข้อ 32 กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย กับรอบ 3 ปีตามข้อ 5 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย เดินคนละรอบ
- ผู้รับรองผลตามมาตรา 32 ต้องมีใบอนุญาตที่ยังมีผล จป.วิชาชีพหรือที่ปรึกษาที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตรับรองผลไม่ได้ ผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีโทษตามมาตรา 63 ให้ตรวจเลขที่ใบอนุญาตและช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผลก่อนลงในแบบรายงาน
- ผู้ได้ใบด้วยเส้นทาง จป. รับรองผลได้เฉพาะที่ตนขึ้นทะเบียน ผู้ที่ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ทำได้เฉพาะสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็น จป. ไว้ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ส่วนผู้ที่ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (1) (2) หรือ (3) ทำได้ทุกสถานประกอบกิจการ
- ประเมินแล้วต้องส่งให้ครบ แฟ้มตามมาตรา 32 ยังไม่ครบหน้าที่ตามมาตรา 32 (4) จนกว่าจะส่งถึงกรมฯ ส่วนรายงานสารเคมีตามข้อ 31 และข้อ 32 มีกำหนด 15 วันของตัวเอง
- มีลูกจ้างหน้างานร่วมอย่างน้อย 1 คน ข้อ 5 วรรคสาม ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย กำหนดให้ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงานอย่างน้อย 1 คนมีส่วนร่วม วิธีแตกงานเป็นขั้นเพื่อคุยกับคนหน้างานดูได้ที่ แบบฟอร์มวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย 3 คอลัมน์
บทกำหนดโทษ
นายจ้างที่ละเลยหน้าที่ตามมาตรา 32 มีโทษตามมาตรา 56 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 มีโทษตามมาตรา 63 เท่ากัน
เช็คลิสต์ไล่หน้าที่ประเมินของสถานประกอบกิจการ
- ตรวจว่ากิจการอยู่ในบัญชี 1 หรือบัญชี 2 ท้ายประกาศเรื่องการประเมินอันตราย และจำนวนลูกจ้างถึงเกณฑ์ 2 คนหรือ 20 คน
- ตรวจว่าใช้หรือครอบครองสารเคมีอันตรายตามรายชื่อและปริมาณที่อธิบดีประกาศหรือไม่ เพื่อเปิดรอบตามข้อ 31 และข้อ 32 กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย
- ทำบัญชีเครื่องจักรตามข้อ 12 กฎกระทรวงเครื่องจักร ที่อับอากาศ และต้นกำเนิดรังสี แล้วรวมรอบกับกำหนดส่งของทุกฉบับไว้ในตารางเดียว
- สำหรับงานตามมาตรา 32 ตรวจเลขที่ใบอนุญาตของผู้ชำนาญการ ช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผล และเส้นทางที่ใช้ขอใบ ถ้าเป็นเส้นทางข้อ 6 (4) ต้องเป็นสถานประกอบกิจการที่ผู้ชำนาญการขึ้นทะเบียน จป. ไว้ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ
- บันทึกว่ารายงานฉบับใดยกผลมาจากแฟ้มใด เพื่อให้ตรวจย้อนได้ว่าใช้ผลชุดเดียวกันตรงตามข้อ 10 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย หรือข้อ 32 กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย
- ตัวอย่างใบวิเคราะห์งานอยู่ที่ ใบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยงานบนที่สูง ตัวอย่างเต็มใบพร้อมคำอธิบายทีละช่อง และรอบทบทวนที่ รอบทบทวนใบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และทะเบียนที่ตามสถานะได้
สรุป
- มาตรา 32 วางหน้าที่ไว้กับนายจ้าง รายละเอียดอยู่ในประกาศเรื่องการประเมินอันตราย
- กฎกระทรวงตามมาตรา 8 อีก 5 ฉบับมีหน้าที่ประเมินของตัวเอง ผู้ต้องทำ รอบ และปลายทางต่างกัน
- มีเพียงงานตามมาตรา 32 ที่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการ ซึ่งอาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาต
- ตัวบทให้ใช้ผลข้ามฉบับได้ 2 จุด คือข้อ 10 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย และข้อ 32 กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย ที่เหลือไม่ระบุ
- นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 มีโทษตามมาตรา 56 ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ชำนาญการโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษตามมาตรา 63
งานประเมินอันตรายต้องมีผู้ชำนาญการรับรองผล ถ้าคุณเป็น จป. หรือวิศวกรที่ทำงานประเมินอันตรายอยู่แล้ว ลงชื่อรับแจ้งเมื่อเปิดรอบอบรมผู้ชำนาญการ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ลงชื่อรับแจ้ง
อ้างอิงกฎหมาย
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 11 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 56 และมาตรา 63 · ฉบับเต็ม
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 · ฉบับเต็ม
- คำชี้แจงประกาศเรื่องการประเมินอันตราย จัดทำโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 ข้อ 6 ข้อ 13 ข้อ 21 และข้อ 22 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 31 และข้อ 32 · ฉบับเต็ม
- คำสั่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ 754/2556 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ข้อ 12 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 18 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 ข้อ 14 และข้อ 15 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ข้อ 4 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และข้อ 13 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 16 ข้อ 19 และข้อ 22 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงการขึ้นทะเบียนและการอนุญาตให้บริการเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2564 ข้อ 4 · ฉบับเต็ม
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ETA วิธีเรียงมาตรการและแตกกิ่งให้ตรงตรรกะของระบบจริง
วิธีเรียงมาตรการตามเวลา แตกกิ่งทำงานและไม่ทำงาน ยุบกิ่งที่ไม่ได้รับสัญญาณ ตรวจสาเหตุร่วม และกำหนดผลที่เกิดขึ้นให้ต่างกันจริง ก่อนใส่ค่าความน่าจะเป็นใน ETA

ETA การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ และการตั้งสถานการณ์จำลองให้พอดี
ETA หนึ่งในวิธีชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย วิธีตั้งสถานการณ์จำลองให้พอดี แปดขั้นตอน และตัวอย่างคำนวณความถี่จากระบบตรวจจับแก๊ส

FMEA ขั้นแรก เขียนหน้าที่และรูปแบบความล้มเหลวให้ครบก่อนให้คะแนน
เขียนหน้าที่ให้วัดได้ แล้วพลิกเป็นรูปแบบความล้มเหลวด้วยคำช่วยคิดเจ็ดแบบ หนึ่งรูปแบบต่อแถว พร้อมตัวอย่างระบบป้อนชิ้นงานเข้าแท่นอัดและรายการตรวจก่อนวิเคราะห์ผล