ฐานกฎหมายของการประเมินความเสี่ยงในไทย มาตรา 32 และห่วงโซ่ที่ตามมา
มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 คือฐานกฎหมายการประเมินความเสี่ยงในไทย ต่อถึงประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 แบบ ปอ.1 ปอ.2 เวลาส่ง และหลักฐานที่ต้องเก็บ

องค์กรจำนวนมากเริ่มงานประเมินความเสี่ยงจากแบบฟอร์มที่รับมาจากบริษัทแม่ หรือจากข้อกำหนดของมาตรฐานสากลที่ผู้ตรวจภายนอกเคยขอดู ทั้งสองทางใช้ทำงานได้จริง แต่ฐานอำนาจที่ทำให้การประเมินความเสี่ยงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างไทยอยู่ที่มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ส่วนรายละเอียดว่าต้องใช้วิธีใด ตัดสินด้วยเกณฑ์ใด ส่งอะไรให้ใคร และส่งภายในกี่วัน อยู่ในประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามมาตรานี้
หน้านี้ไล่ห่วงโซ่ตั้งแต่ตัวพระราชบัญญัติลงมาถึงแบบรายงานท้ายประกาศ พร้อมขีดเส้นแบ่งระหว่างการประเมินอันตรายที่กฎหมายกำหนด กับการประเมินความเสี่ยงที่องค์กรทำเองภายใต้ระบบการจัดการ ซึ่งมาจากคนละฐานอำนาจและมีปลายทางคนละแห่ง ผู้ที่ยังต้องปูพื้นตัวพระราชบัญญัติก่อน อ่าน ภาพรวมพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ประกอบ
หน้าที่ตามมาตรา 32 และถ้อยคำที่ตัวบทใช้จริง
มาตรา 32 อยู่ในหมวด 4 การควบคุม กำกับ ดูแล วางหน้าที่ไว้กับนายจ้างสี่ข้อต่อเนื่องกัน
เพื่อประโยชน์ในการควบคุม กำกับ ดูแลการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้นายจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดให้มีการประเมินอันตราย (2) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง (3) จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ (4) ส่งผลการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบ แผนการดำเนินงานและแผนการควบคุม ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
ต้องอ่านวรรคสองและวรรคสามต่อให้ครบด้วย วรรคสองระบุว่าหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ประเภทและขนาดของกิจการที่ต้องปฏิบัติ และระยะเวลา ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศ ส่วนวรรคสามระบุว่านายจ้างต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการฯ
ถ้อยคำที่กฎหมายไทยใช้คือ การประเมินอันตราย ไม่ใช่การประเมินความเสี่ยง สองคำนี้อ้างถึงงานเดียวกันในทางปฏิบัติ แต่เวลาเขียนรายงานให้ใช้คำตามตัวบท เพราะหัวข้อในแบบรายงานท้ายประกาศผูกกับคำนี้ทั้งชุด
ห่วงโซ่จากพระราชบัญญัติถึงแบบรายงาน
ลำดับชั้น: พ.ร.บ. พ.ศ. 2554 มาตรา 32 → ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 → ตารางเกณฑ์และแบบ ปอ.1 กับแบบ ปอ.2 ท้ายประกาศ
| ชั้น | ฉบับ | ให้อะไรกับผู้ปฏิบัติ |
|---|---|---|
| พระราชบัญญัติ | พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 32 | หน้าที่ 4 ข้อ และเงื่อนไขว่าต้องให้ผู้ชำนาญการรับรองผล |
| ประกาศของรัฐมนตรี | ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตรายฯ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 | ขอบเขตกิจการ นิยาม วิธีชี้บ่ง 9 วิธี เกณฑ์จัดระดับ กำหนดเวลา และช่องทางส่ง |
| เอกสารท้ายประกาศ | บัญชี 1 · บัญชี 2 · ตารางที่ 1 ถึงตารางที่ 4 · แบบ ปอ.1 · แบบ ปอ.2 | รายชื่อกิจการที่เข้าข่าย เกณฑ์ให้คะแนน และหน้าตารายงานที่ต้องส่ง |
| กฎกระทรวงคู่ขนาน | กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการฯ พ.ศ. 2567 ออกตามมาตรา 33 | คุณสมบัติและใบอนุญาตของผู้ที่มีอำนาจรับรองผล |
ข้อสังเกตที่มักเข้าใจสลับกันคือ มาตรา 32 วรรคสองส่งต่ออำนาจไปที่ประกาศของรัฐมนตรี ไม่ใช่กฎกระทรวง ผู้ที่ค้นหากฎกระทรวงตามมาตรา 32 จึงหาไม่พบ เพราะฉบับที่ใช้จริงอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 และมาตรา 32 ในรูปประกาศกระทรวงแรงงาน
ประกาศฉบับนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 141 ตอนพิเศษ 321 ง วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 และตามคำชี้แจงของกระทรวงแรงงาน มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 รายละเอียดรายข้ออยู่ใน ประกาศใหม่ตามมาตรา 32 ประเมินอันตรายและทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้าง
นิยามตามตัวบทที่ต้องใช้ให้ตรงคำ
ข้อ 4 ของประกาศวางนิยามไว้ห้าคำหลัก รายงานที่ใช้คำหลุดจากนิยามเหล่านี้ทำให้ผู้ตรวจเทียบกับตัวบทไม่ได้
| คำ | ความหมายตามข้อ 4 |
|---|---|
| อันตราย | สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีเหตุอันอาจจะเกิดผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สินเสียหาย |
| การประเมินอันตราย | กระบวนการที่มีการชี้บ่งอันตราย และประเมินระดับอันตราย |
| ระดับอันตราย | ระดับอันตรายที่บ่งบอกว่ายอมรับได้หรือยอมรับไม่ได้ |
| ระดับอันตรายที่ยอมรับได้ | ระดับที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุม แต่ต้องเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบมาตรการให้คงประสิทธิภาพตลอดเวลา |
| แผนการดำเนินงานฯ และแผนควบคุมดูแลลูกจ้างฯ | แผนการดำเนินงานเพื่อลดและควบคุมระดับอันตราย |
นิยามคำว่า การประเมินอันตราย รวมทั้งการชี้บ่งและการประเมินระดับไว้ในคำเดียว ต่างจากตำราสากลที่แยกสองขั้นออกจากกัน เมื่อรายงานต่อกรมฯ ให้ยึดโครงตามนิยามนี้
ขอบเขตการบังคับใช้ และผู้ที่ต้องร่วมประเมิน
ข้อ 3 กำหนดขอบเขตไว้สองระดับตามบัญชีท้ายประกาศ บัญชี 1 มีกิจการความเสี่ยงสูงห้าประเภท ได้แก่ เหมืองแร่ ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี กลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และแยกก๊าซธรรมชาติ ใช้บังคับเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนบัญชี 2 มี 49 ประเภทกิจการ ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร โลหะ ยานพาหนะ งานก่อสร้าง ไปจนถึงโรงพยาบาลและโรงแรม ใช้บังคับเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
ผู้มีหน้าที่ตามตัวบทคือนายจ้าง แต่ข้อ 5 วรรคสามระบุองค์ประกอบของทีมประเมินไว้ชัด นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งรู้ขั้นตอนการทำงานนั้นอย่างน้อย 1 คน ร่วมกับผู้ประเมินอันตรายที่มีความรู้ด้านความปลอดภัยและมีประสบการณ์ในกระบวนการผลิต หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือกรรมการ คปอ. แล้วแต่กรณี และผลที่ได้ต้องผ่านคำแนะนำและการรับรองจากผู้ชำนาญการ
ผู้ชำนาญการในที่นี้หมายถึงผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คุณสมบัติและขั้นตอนขอใบอนุญาตอยู่ในกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการฯ พ.ศ. 2567
เกณฑ์ กำหนดเวลา และตัวเลขที่ตัวบทกำหนด
ข้อ 6 ให้นายจ้างเลือกวิธีชี้บ่งอันตรายวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน โดยต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ทุกวิธีปฏิบัติงาน และทุกกิจกรรม ตัวบทระบุไว้ 9 ทางเลือก
- การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis)
- การตรวจสอบตามรายการ (Checklist)
- การวิเคราะห์โดยใช้คำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า (What-If Analysis)
- การศึกษาอันตรายและกระบวนการทำงาน (HAZOP)
- การวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ (Fault-Tree Analysis)
- การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ (Event-Tree Analysis)
- การวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์ (FMEA)
- วิธีชี้บ่งเพื่อประเมินอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน หรือการประเมินปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับท่าทางการทำงาน
- วิธีอื่นที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล วิธีที่หน่วยงานราชการยอมรับ หรือวิธีที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายให้ความเห็นชอบ
ข้อ 7 ให้นำผลการชี้บ่งมาวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรงเพื่อจัดระดับอันตราย โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดตามตารางท้ายประกาศ ตารางที่ 1 และตารางที่ 2 แบ่งโอกาสและความรุนแรงเป็นสามระดับ คือน้อยเท่ากับ 1 ปานกลางเท่ากับ 2 และมากเท่ากับ 3 ตารางที่ 3 นำสองค่ามาคูณเป็นคะแนน ส่วนตารางที่ 4 แปลงคะแนนเป็นระดับ
| ระดับอันตราย | คะแนน | สิ่งที่ตัวบทกำหนดให้ทำต่อ |
|---|---|---|
| ต่ำมาก | 1 | ความเป็นอันตรายเล็กน้อย ไม่ต้องจัดทำแผนควบคุม |
| ต่ำ | 2 | ยอมรับได้ แต่ต้องเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบมาตรการควบคุม |
| ปานกลาง | 3 หรือ 4 | ทบทวนมาตรการควบคุม พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
| สูง | 6 | ลดระดับอันตราย พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
| สูงมาก | 9 | ยอมรับไม่ได้ ต้องหยุดดำเนินการและปรับปรุงแก้ไขทันที พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
ตารางสามคูณสามนี้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ข้อ 7 เปิดทางให้ใช้วิธีตามมาตรฐานสากล วิธีที่หน่วยงานราชการยอมรับ หรือวิธีที่อธิบดีให้ความเห็นชอบแทนได้ องค์กรที่ใช้ตารางห้าคูณห้าอยู่แล้วจึงคงเกณฑ์เดิมไว้ได้ ขอเพียงระบุวิธีที่ใช้ในแบบรายงานให้ชัด
ส่วนกำหนดเวลาทั้งหมดอยู่ในข้อ 5 และข้อ 9
| เรื่อง | กำหนดเวลาตามตัวบท |
|---|---|
| ประเมิน ศึกษาผลกระทบ และจัดทำแผนรอบแรก | ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับ หรือนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบตามข้อ 3 แล้วแต่กรณี |
| รอบทบทวนตามปกติ | ทุก 3 ปี |
| กรณีปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีทำงาน หรือสภาวะแวดล้อม | ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนแปลง ให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า ไม่เกิน 30 วัน |
| ส่งรายงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย | ภายใน 60 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการประเมินและการจัดทำแผน |
| เก็บเอกสารหลักฐาน ณ สถานประกอบกิจการ | ไม่น้อยกว่า 3 ปี |
คำชี้แจงของกระทรวงแรงงานคำนวณวันครบกำหนดรอบแรกไว้ให้แล้วว่าตรงกับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 สำหรับกิจการที่เข้าข่ายอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับ ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างครบเกณฑ์ในภายหลัง ให้นับ 180 วันจากวันที่มีลูกจ้างครบจำนวน
เส้นแบ่งระหว่างการประเมินตามกฎหมาย กับการประเมินของระบบการจัดการ
งานสองชิ้นนี้หน้าตาคล้ายกันจนหลายองค์กรรวมเป็นแฟ้มเดียว แต่มาจากคนละฐานอำนาจ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ออกตามมาตรา 32
| ประเด็น | การประเมินอันตรายตามมาตรา 32 | การประเมินความเสี่ยงในระบบการจัดการ |
|---|---|---|
| ฐานอำนาจ | พ.ร.บ. พ.ศ. 2554 มาตรา 32 และประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 | พ.ร.บ. พ.ศ. 2554 มาตรา 8 และกฎกระทรวงระบบการจัดการฯ พ.ศ. 2565 |
| ผู้เข้าข่าย | บัญชี 1 ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน · บัญชี 2 ลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน | กิจการตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป |
| เนื้องานหลัก | ชี้บ่ง วิเคราะห์ จัดระดับ และทำแผนลดและควบคุม | ทบทวนสถานะเบื้องต้นเพื่อทราบอันตรายหรือระดับความเสี่ยง แล้วนำมาวางแผนงานทั้งระบบ |
| ผู้รับรองผล | ผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 | ไม่มีข้อกำหนดให้บุคคลภายนอกรับรอง |
| ปลายทางของเอกสาร | ส่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตามแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 | เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ |
| อายุการเก็บเอกสาร | ไม่น้อยกว่า 3 ปี | ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันจัดทำ |
| รอบทบทวน | ทุก 3 ปี และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง | ประเมินผลและทบทวนระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง |
ข้อ 13 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ระบุว่านายจ้างที่จัดให้มีระบบการจัดการตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือมาตรฐานของ ISO ILO BSI OSHA ANSI AS/NZS CSA หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ให้ถือว่าจัดให้มีระบบการจัดการตามกฎกระทรวงนี้แล้ว ข้อยกเว้นนี้ครอบเฉพาะเรื่องระบบการจัดการ ส่วนหน้าที่ตามมาตรา 32 ยังคงอยู่ครบ พื้นฐานของระบบการจัดการอ่านต่อได้ที่ ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยที่กฎหมายไทยกำหนด
ในทางกลับกัน ข้อ 10 ของประกาศ พ.ศ. 2567 วางทางลัดไว้ว่า หากนายจ้างประเมินอันตรายและจัดทำแผนตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันไว้แล้ว ให้ถือว่าได้ปฏิบัติตามประกาศนี้ แต่ยังคงต้องส่งแบบรายงานตามข้อ 9 อยู่ดี
เอกสารและหลักฐานที่ต้องเก็บและต้องส่ง
ข้อ 9 กำหนดให้จัดทำรายงานตามแบบท้ายประกาศ หรือจัดทำให้มีรายละเอียดไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ แฟ้มที่ครบจึงประกอบด้วยสามชิ้นหลัก
- หน้าปกรายงาน — ชื่อนายจ้าง ชื่อและที่ตั้งสถานประกอบกิจการ เลขทะเบียนนิติบุคคล ประเภทกิจการ จำนวนลูกจ้าง ชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้ชำนาญการพร้อมช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผล และวิธีชี้บ่งกับวิธีวิเคราะห์ที่เลือกใช้
- แบบ ปอ.1 — วันที่ประเมิน รายชื่อและตำแหน่งผู้ประเมิน แล้วตามด้วยตารางผลการประเมินที่มีคอลัมน์พื้นที่ปฏิบัติงาน ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงาน สิ่งและลักษณะอันตราย ผลกระทบ มาตรการป้องกันและควบคุม ข้อเสนอแนะ โอกาส ความรุนแรง คะแนน และระดับอันตราย
- แบบ ปอ.2 — วันที่ทบทวนแผน ตามด้วยตารางที่มีคอลัมน์พื้นที่ปฏิบัติงาน ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงาน ระดับอันตราย แผนลดและควบคุมพร้อมมาตรฐานที่ใช้ ระยะเวลาดำเนินการ ผู้รับผิดชอบ และผู้ตรวจติดตาม
ทั้งสองแบบมีช่องสรุปความเห็นของผู้ชำนาญการ และช่องลงชื่อคู่กับนายจ้าง รายละเอียดที่ยาวเกินช่องตารางแนบเป็นเอกสารประกอบได้ ช่องทางส่งมีสามทาง คือระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ส่งเอกสารด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์
อีกชุดหนึ่งเก็บอย่างเดียวโดยไม่ต้องส่ง คือผลการประเมินกรณีเปลี่ยนแปลงตามข้อ 5 วรรคสอง ตัวบทให้เก็บไว้ที่สถานประกอบกิจการให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
แฟ้มครบแต่รายงานใช้ไม่ได้
- ยกมาตรฐานสากลขึ้นเป็นฐานกฎหมาย ตารางห้าคูณห้าจากคู่มือบริษัทแม่ใช้เป็นเกณฑ์ได้ตามข้อ 7 แต่ต้องระบุวิธีที่ใช้ในแบบรายงาน และไม่ได้แทนหน้าที่ส่งรายงานตามมาตรา 32
- ประเมินครบแต่ไม่ได้ส่งรายงาน แฟ้มที่สมบูรณ์ในโรงงานยังไม่นับว่าปฏิบัติตามมาตรา 32 (4) จนกว่าจะส่งถึงอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
- ให้ จป.วิชาชีพลงนามรับรองผล ผู้รับรองตามวรรคสามของมาตรา 32 ต้องเป็นผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 ให้ตรวจเลขที่ใบอนุญาตและช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผลก่อนลงในแบบรายงาน
- ประเมินเฉพาะสภาวะปกติ ข้อ 6 ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนและทุกกิจกรรม งานบำรุงรักษา งานหยุดเดินเครื่อง และสภาวะผิดปกติจึงอยู่ในขอบเขตด้วย
- ลืมเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนเครื่องจักร กระบวนการ หรือวิธีทำงาน เปิดนาฬิกา 30 วันตามข้อ 5 วรรคสอง ให้ผูกเข้ากับระบบอนุมัติการเปลี่ยนแปลงของโรงงาน
- อ่านคำว่ายอมรับได้เป็นไม่ต้องทำอะไร ระดับต่ำที่คะแนน 2 ยังต้องเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบมาตรการควบคุมตามนิยามในข้อ 4 มีเพียงระดับต่ำมากที่คะแนน 1 ซึ่งตัวบทระบุว่าไม่ต้องจัดทำแผนควบคุม
- ประเมินโดยไม่มีคนหน้างานร่วม ข้อ 5 วรรคสามกำหนดให้ลูกจ้างซึ่งรู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนร่วมประเมิน แผ่นงานที่ลงชื่อเฉพาะฝ่ายความปลอดภัยจึงยังขาดองค์ประกอบ วิธีแตกงานเป็นขั้นเพื่อคุยกับคนหน้างานดูได้ที่ แบบฟอร์มวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยสามคอลัมน์
ผลทางกฎหมายเมื่อไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา 56 กำหนดว่านายจ้างผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 มาตรา 16 หรือมาตรา 32 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในทางปฏิบัติ คำชี้แจงของกระทรวงแรงงานอธิบายลำดับการบังคับใช้ไว้ว่า เมื่อตรวจพบว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตามประกาศ พนักงานตรวจความปลอดภัยมีอำนาจออกคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดก่อน แต่หากการไม่ปฏิบัติตามเป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับอันตราย บาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ดำเนินคดีอาญากับนายจ้างได้โดยไม่ต้องออกคำสั่งก่อน
เช็คลิสต์ตรวจความพร้อมของแฟ้มตามมาตรา 32
- ตรวจว่ากิจการอยู่ในบัญชี 1 หรือบัญชี 2 ท้ายประกาศ และจำนวนลูกจ้างถึงเกณฑ์ 2 คนหรือ 20 คนตามบัญชีนั้น
- ระบุวิธีชี้บ่งที่เลือกใช้จาก 9 ทางเลือกในข้อ 6 ลงในหน้าปกรายงานกับแบบ ปอ.1 ให้ตรงกัน
- ตรวจว่าขอบเขตครอบคลุมทุกขั้นตอน ทุกวิธีปฏิบัติงาน และทุกกิจกรรม รวมงานบำรุงรักษาและสภาวะผิดปกติ
- ตรวจว่าเกณฑ์ให้คะแนนโอกาสและความรุนแรงมีรายละเอียดไม่น้อยกว่าตารางที่ 1 ถึงตารางที่ 4 ท้ายประกาศ
- ตรวจว่าทุกรายการตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป มีแผนลดและควบคุมในแบบ ปอ.2 พร้อมผู้รับผิดชอบและผู้ตรวจติดตาม ส่วนรายการระดับต่ำมีวิธีเฝ้าระวังกำกับไว้
- ตรวจว่ามีลายมือชื่อผู้ชำนาญการพร้อมเลขที่ใบอนุญาตและช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผล คู่กับลายมือชื่อนายจ้าง
- ตรวจว่ามีรายชื่อลูกจ้างซึ่งรู้ขั้นตอนงานร่วมประเมินอย่างน้อย 1 คนต่อพื้นที่
- ตรวจว่าส่งรายงานภายใน 60 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้น และเก็บหลักฐานการส่งไว้ในแฟ้มเดียวกัน
- ตั้งรอบทบทวนทุก 3 ปี และผูกเงื่อนไข 30 วันเข้ากับระบบอนุมัติการเปลี่ยนแปลงของโรงงาน
สรุป
- มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 วางหน้าที่ตั้งแต่ประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ จัดทำแผน จนถึงส่งผลให้อธิบดี
- วรรคสองส่งต่ออำนาจไปที่ประกาศของรัฐมนตรี ฉบับที่ใช้อยู่คือประกาศกระทรวงแรงงาน ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2568
- ขอบเขตอยู่ที่บัญชี 1 ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และบัญชี 2 ลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป กำหนดเวลาหลักคือ 180 วันรอบแรก 30 วันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง 60 วันสำหรับส่งรายงาน และทบทวนทุก 3 ปี
- ผลการประเมินต้องผ่านคำแนะนำและการรับรองของผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 แล้วส่งตามแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 พร้อมเก็บหลักฐานไว้ที่สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 ปี
- การประเมินความเสี่ยงในระบบการจัดการตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 มาจากมาตรา 8 คนละฐานกับมาตรา 32 จึงวางให้ทีมทำงานชุดเดียวแล้วออกเอกสารทั้งสองทางได้
- การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 มีโทษตามมาตรา 56 จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดู ตัวอย่างใบงาน และ รอบทบทวน
อ้างอิงกฎหมาย
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 56 · ฉบับเต็ม
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 · ฉบับเต็ม
- คำชี้แจงประกาศกระทรวงแรงงานฉบับข้างต้น จัดทำโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ข้อ 4 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และข้อ 13 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 · ฉบับเต็ม
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
