ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567 คุณสมบัติ ใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม
สรุปกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2567 — คุณสมบัติ 2 ชั้น ใบอนุญาต 5 ปี ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ยกเว้นสำหรับ จป.วิชาชีพ พร้อมหน้าที่และบทลงโทษ

ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567 คุณสมบัติ ใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม
นายจ้างของกิจการที่เข้าข่ายมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับคำแนะนำและการรับรองผลจาก ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามมาตรา 33 — ตำแหน่งนี้เปิดทางการอย่างเป็นทางการครั้งแรกผ่าน กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 ซึ่งบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2568 ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้ขออนุญาต อายุใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม และหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาต
ผู้ที่กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — บทบัญญัตินี้ทำให้ผู้ที่ทำงานในสายให้คำปรึกษา OSH ต้องตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองให้ชัดก่อนรับงานในรูปแบบ "ผู้ชำนาญการ"
คำจำกัดความตามกฎหมาย
ข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 กำหนดนิยามไว้ว่า
"ผู้ชำนาญการ" หมายความว่า ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
"ใบอนุญาต" หมายความว่า ใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ในทางปฏิบัติ ผู้ชำนาญการคือ บุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อทำหน้าที่ ให้คำแนะนำและรับรองผล แก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3) คือ การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย — ไม่ใช่ตำแหน่งของนายจ้างทั่วไป แต่เป็นบุคคลภายนอกหรือ จป.ภายในที่นายจ้างใช้บริการเพื่อรับรองความถูกต้องของงานตามมาตรา 32
ขอบเขตการบังคับใช้
กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามอำนาจในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 33 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
ข้อ 1 ระบุการบังคับใช้ว่า
"กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป"
ราชกิจจานุเบกษาประกาศวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 (เล่ม 141 ตอนที่ 70 ก หน้า 22) เมื่อบวก 180 วันจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ตามคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน [คู่มือผู้ชำนาญการ 2567]
กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับกับสองกลุ่มหลัก
- ผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ — ครอบคลุมคุณสมบัติ การฝึกอบรม การประเมิน และการพิจารณาคำขอ
- ผู้ได้รับใบอนุญาตแล้ว — ครอบคลุมการต่ออายุ การออกใบแทน การพักใช้ การเพิกถอน และหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
ในแง่นายจ้าง — ไม่ใช่กฎที่บังคับใช้กับนายจ้างโดยตรง แต่นายจ้างของกิจการตามประกาศมาตรา 32 ต้อง ใช้บริการของผู้ชำนาญการ ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น มิเช่นนั้นถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.
คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต — สองชั้น

ผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการต้องมีคุณสมบัติครบ สองชั้น คือ คุณสมบัติทั่วไปตามข้อ 5 และคุณสมบัติเพิ่มเติมตามข้อ 6 (เลือกหนึ่งใน 4 ทาง) นอกจากนั้นยังต้องผ่านการฝึกอบรมและการประเมินตามข้อ 7 ก่อนยื่นคำขอ
ชั้นที่ 1 — คุณสมบัติทั่วไป 6 ข้อ (ข้อ 5)
ข้อ 5 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดคุณสมบัติทั่วไปที่ผู้ขออนุญาตต้องมีครบทุกข้อ
- มีสัญชาติไทย
- มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี (25 ปี) — กำหนดเป็นอายุขั้นต่ำเพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติประสบการณ์ 5 ปีในข้อ (6)
- ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (ตามคำพิพากษาของศาล)
- ไม่เป็นผู้เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ไม่เคยถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่พ้นกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่ถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต
- มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี
ข้อ (6) เป็นจุดที่ผู้ขออนุญาตต้องเตรียมหลักฐานให้พร้อม — เอกสารแสดงประสบการณ์ 5 ปี ต้องเชื่อมโยงกับงานด้านการประเมินอันตราย/แผน OSH ชัดเจน ไม่ใช่งานบริหารทั่วไปในกิจการ
ชั้นที่ 2 — คุณสมบัติเพิ่ม 1 ใน 4 ทาง (ข้อ 6)
นอกจากคุณสมบัติทั่วไป 6 ข้อแล้ว ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติเพิ่มอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 ทางต่อไปนี้
ทาง (1) — ป.ตรี อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
"สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า"
ทางนี้สำหรับบัณฑิตที่จบสาขาตรงจากมหาวิทยาลัยที่หลักสูตรเป็นที่ยอมรับของกองความปลอดภัยแรงงาน รายชื่อสถาบันและหลักสูตรที่ยอมรับ ตรวจสอบได้จากกองความปลอดภัยแรงงาน
ทาง (2) — ป.ตรี วิทย์/วิศวะ/สธ. + เรียน OSH ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต
"สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ ปริญญาตรีทางสาธารณสุขศาสตร์ หรือปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง ไม่น้อยกว่าสิบแปดหน่วยกิต"
ผู้ใช้ทางนี้ต้องตรวจสอบทรานสคริปต์ของตนเองว่ามีรายวิชาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง รวมแล้วครบ 18 หน่วยกิตตามที่กฎหมายกำหนด — ไม่ใช่จำนวนหน่วยกิตรวมทั้งปริญญา แต่เป็นหน่วยกิตเฉพาะรายวิชาด้าน OSH
ทาง (3) — ใบประกอบวิชาชีพ ว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยฯ
"เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"
ทางนี้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพควบคุมในสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงใบประกอบวิชาชีพอื่นที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง
ทาง (4) — เป็น จป.เทคนิค / จป.เทคนิคขั้นสูง / จป.วิชาชีพ
"เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หรือระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประเภทและขนาดของกิจการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 32 แล้วแต่กรณี"
ทางนี้เปิดสำหรับ จป.วิชาชีพ (รวมถึง จป.เทคนิคและ จป.เทคนิคขั้นสูง) ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบกิจการตามประกาศมาตรา 32 อยู่แล้ว — ทางนี้มีข้อยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 22 (รายละเอียดในส่วนค่าธรรมเนียมด้านล่าง) แต่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตการทำงานตามข้อ 13 ที่ต้องระวัง
การฝึกอบรมและการประเมิน (ข้อ 7)
ผู้มีคุณสมบัติครบทั้งข้อ 5 และข้อ 6 ยังต้อง ผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมิน เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นผู้ชำนาญการ
หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร การดำเนินการฝึกอบรม และการประเมิน ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา หลักสูตรนี้แยกต่างหากจากหลักสูตร จป.วิชาชีพ 234 ชั่วโมง ผู้ที่จบ จป.วิชาชีพแล้วและประสงค์จะเป็นผู้ชำนาญการ ยังต้องเข้าหลักสูตรผู้ชำนาญการอีกชั้นหนึ่ง
การยื่นคำขอและการออกใบอนุญาต

เอกสารที่ต้องใช้ (ข้อ 8)
ข้อ 8 กำหนดเอกสารที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องยื่นพร้อมคำขอ
- เลขประจำตัวประชาชน
- เอกสารหรือหลักฐานแสดงคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6
- คำยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลตาม (1) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
- เอกสารการผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมินตามข้อ 7
ช่องทางการยื่น (ข้อ 3)
การยื่นคำขอและการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ ดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่สามารถดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ดำเนินการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือ ณ สถานที่ดังนี้
- กองความปลอดภัยแรงงาน
- สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่
- สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
- สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
กรอบเวลาการพิจารณา (ข้อ 9-11)
- ข้อ 9 — เมื่ออธิบดีได้รับคำขอ ตรวจสอบความครบถ้วน หากบกพร่อง แจ้งให้แก้ไขภายใน 30 วัน หากไม่แก้ไขในกำหนด ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ
- ข้อ 10 — กรณีเอกสารครบถ้วน อธิบดีพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากผ่านทั้งข้อ 5/6/7 ให้มีคำสั่งออกใบอนุญาต
- ข้อ 11 — เมื่ออธิบดีมีคำสั่งออกใบอนุญาต แจ้งผู้ขอรับใบอนุญาตภายใน 7 วัน และให้ชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง หากไม่ชำระในกำหนด ถือว่าไม่ประสงค์จะรับใบอนุญาต
อายุใบอนุญาตและการต่ออายุ
อายุ 5 ปี (ข้อ 12)
ข้อ 12 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดอายุใบอนุญาตไว้
"ใบอนุญาตให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต"
การต่ออายุ — ยื่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน (ข้อ 14)
ข้อ 14 ระบุเงื่อนเวลาการต่ออายุไว้
"ผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่ออธิบดีภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ พร้อมด้วยใบอนุญาต เอกสารการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติม..."
จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ — กฎหมายเขียนว่า "ภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ" หมายความว่า ต้องยื่นก่อนหมดอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน มิใช่ยื่นภายใน 90 วันหลังจากหมดอายุ การยื่นช้าทำให้ใบอนุญาตเดิมขาดอายุก่อนการต่ออายุจะเสร็จสิ้น
เมื่อยื่นคำขอต่ออายุแล้ว ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการต่อไปได้จนกว่าอธิบดีจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ — กระบวนการพิจารณาต่ออายุนำข้อ 9, 10, 11 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ตรวจสอบ 30 วัน + พิจารณา 60 วัน + แจ้ง 7 วัน + ชำระค่าธรรมเนียม 30 วัน)
การออกใบแทน (ข้อ 15)
กรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือเสียหายในสาระสำคัญ ผู้ได้รับใบอนุญาตยื่นคำขอใบแทนพร้อมเลขที่ใบอนุญาตและเอกสารอื่นตามแบบ — อธิบดีออกใบแทนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เมื่อเอกสารครบถ้วน
ค่าธรรมเนียม — และการยกเว้น

อัตราค่าธรรมเนียม (ข้อ 21)
ข้อ 21 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดค่าธรรมเนียมไว้ดังนี้
| รายการ | ค่าธรรมเนียม |
|---|---|
| (1) ใบอนุญาต | ฉบับละ 5,000 บาท |
| (2) ใบแทนใบอนุญาต | ฉบับละ 500 บาท |
| (3) การต่ออายุใบอนุญาต | ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (5,000 บาท) |
ข้อยกเว้นค่าธรรมเนียม (ข้อ 22)
ข้อ 22 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจน
"ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 21 แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 6 (4)"
ข้อ 6 (4) คือ การเป็น จป.เทคนิค / จป.เทคนิคขั้นสูง / จป.วิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประกาศมาตรา 32 — ดังนั้น จป.วิชาชีพหรือ จป.เทคนิคที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) ในการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาท สำหรับการขอครั้งแรก รวมถึงการต่ออายุ
ข้อจำกัดของผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) — ข้อ 13
ผู้ที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) ในการขอรับใบอนุญาต ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตการทำงานตามข้อ 13
"ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หรือระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ให้มีสิทธิดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานไว้เท่านั้น"
แปลความได้ว่า — จป.วิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการโดยใช้คุณสมบัติทาง (4) รับงานเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะที่นายจ้างที่ตนเองขึ้นทะเบียน จป.ไว้ ไม่สามารถออกไปรับงานเป็นที่ปรึกษาให้สถานประกอบกิจการอื่น หากต้องการรับงานนอก ต้องใช้คุณสมบัติทาง (1) (2) หรือ (3) ในการขออนุญาต ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาทเต็มจำนวน
หน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาต — 3 ข้อหลักตามข้อ 19
ข้อ 19 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตไว้ 3 ข้อ
(1) ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 (1)(2)(3)
"ให้คำแนะนำและรับรองผลแก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3)"
ครอบคลุมการให้คำแนะนำและรับรอง
- การประเมินอันตราย — มาตรา 32 (1)
- การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง — มาตรา 32 (2)
- การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน + แผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ — มาตรา 32 (3)
ทั้ง 3 รายการนี้คือสิ่งที่นายจ้างต้อง ส่งให้อธิบดี ตามมาตรา 32 (4) — ผู้ชำนาญการเป็นผู้รับรองว่าผลที่นายจ้างจัดทำขึ้นถูกต้องตามหลักวิชาการก่อนนำส่ง
(2) แจ้งล่วงหน้า 7 วัน + ส่งรายงานภายใน 30 วัน
ข้อ 19 (2) กำหนดกรอบเวลาการรายงานสองช่วงไว้ในข้อเดียวกัน
"แจ้งกำหนดการดำเนินการตาม (1) พร้อมรายชื่อสถานประกอบกิจการที่เข้าดำเนินการและรายชื่อผู้ชำนาญการ ต่ออธิบดีไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนดำเนินการ และส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน...ต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน"
กรอบเวลาที่ผู้ชำนาญการต้องจำให้แม่นมี 2 ช่วง
| ช่วงเวลา | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|
| 7 วันก่อนเข้าดำเนินการ | แจ้งกำหนดการ + รายชื่อสถานประกอบกิจการ + รายชื่อผู้ชำนาญการ ต่ออธิบดี |
| 30 วันหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน | ส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน + เอกสารหลักฐานตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด ต่ออธิบดี |
การไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลานี้เป็นเหตุให้อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้ตามข้อ 16 (กำหนดไม่เกิน 60 วัน)
(3) ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้าง
"ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้างซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการปฏิบัติงาน"
หน้าที่นี้ครอบคลุมข้อมูลกระบวนการผลิต สูตรเคมี ข้อมูลทางการเงิน รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างที่ผู้ชำนาญการเข้าถึงจากการปฏิบัติงาน — การฝ่าฝืนนอกจากเป็นเหตุพักใช้ใบอนุญาต ยังอาจถูกฟ้องตามกฎหมายแพ่งและอาญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก
การพัฒนาความรู้เพิ่มเติม (ข้อ 20)
ข้อ 20 กำหนดให้ผู้ชำนาญการต้องได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ — ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เอกสารแสดงการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้นี้เป็นหลักฐานที่ต้องใช้ยื่นพร้อมคำขอต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปี ตามข้อ 14
บทลงโทษและการพักใช้/เพิกถอน
พักใช้ใบอนุญาต ≤ 60 วัน (ข้อ 16)
ข้อ 16 ระบุเหตุพักใช้ไว้ดังนี้
"ให้อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตโดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินหกสิบวัน ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามที่กำหนดในข้อ 19"
อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้สูงสุด 60 วัน หากผู้ได้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนข้อ 19 (3 ข้อหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น) ในระหว่างถูกพักใช้ ผู้นั้นยังคงเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตอยู่ แต่ห้ามให้คำแนะนำและรับรองผลในงานใหม่
เพิกถอนใบอนุญาต (ข้อ 17)
ข้อ 17 กำหนดเหตุเพิกถอนไว้ 4 ประการ
- ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6
- เคยถูกพักใช้ใบอนุญาตมาแล้วหนึ่งครั้ง และมีเหตุต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตซ้ำในเรื่องเดียวกันอีกระหว่างอายุใบอนุญาต
- ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 วรรคสาม ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
- จัดทำรายงานหรือให้การรับรองตามข้อ 19 อันเป็นเท็จ
ผู้ถูกเพิกถอน — ขอใหม่ไม่ได้ใน 5 ปี (ข้อ 18)
ข้อ 18 วรรคสอง ระบุไว้ว่า
"ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะขออนุญาตอีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นห้าปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต"
ระยะเวลา 5 ปีนี้สอดคล้องกับข้อ 5 (5) ที่ห้ามผู้ที่เคยถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขออนุญาตใหม่จนกว่าจะพ้น 5 ปี
โทษอาญา — กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับอนุญาต
ผู้ที่กระทำการเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี ต้องระวางโทษตาม มาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทลงโทษนี้อ้างอิงตามคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน [คู่มือผู้ชำนาญการ 2567] ซึ่งระบุไว้ในข้อ 10 ของคำชี้แจง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. จป.วิชาชีพต้องเป็นผู้ชำนาญการเพิ่มอีกหรือไม่
ไม่จำเป็น เว้นแต่ต้องการทำหน้าที่ ให้คำแนะนำและรับรองผล ตามมาตรา 32 (1)(2)(3) — งาน จป.วิชาชีพ 13 ข้อตามข้อ 22 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงและการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในสถานประกอบกิจการของตน แต่การ "รับรองผล" เพื่อให้นายจ้างนำส่งอธิบดีตามมาตรา 32 (4) ต้องทำโดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ
2. จป.วิชาชีพที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) รับงานนอกได้หรือไม่
ไม่ได้ — ข้อ 13 จำกัดสิทธิการดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการของผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) ไว้เฉพาะที่สถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียน จป. ไว้เท่านั้น หากต้องการรับงานนอก ต้องใช้คุณสมบัติทาง (1)(2)(3) และเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาท
3. ค่าธรรมเนียม 5,000 บาทเก็บครั้งเดียวหรือเก็บทุกปี
เก็บครั้งเดียวต่อใบอนุญาต — ใบอนุญาตอายุ 5 ปี และต่ออายุครั้งหนึ่งเสีย 5,000 บาทเท่ากัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมรายปี
4. ยื่นต่ออายุล่าช้ากว่า 90 วันก่อนหมดอายุได้หรือไม่
ข้อ 14 ใช้คำว่า "ภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ" หมายความว่า ต้องยื่นล่วงหน้าก่อนหมดอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน หากใบอนุญาตหมดอายุก่อนที่จะยื่นคำขอ ต้องขอใบอนุญาตใหม่แทน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทุกขั้นเหมือนผู้ขอครั้งแรก
5. ถ้าถูกเพิกถอนใบอนุญาตในปีที่ 3 ต้องรอกี่ปีจึงขอใหม่ได้
5 ปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอน ตามข้อ 18 วรรคสอง — รวมแล้วผู้นั้นจะกลับมาเป็นผู้ชำนาญการได้เร็วที่สุดในปีที่ 8 นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตครั้งแรก
สรุป
- กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 บังคับใช้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2568 หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน
- คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตมี 2 ชั้น — ทั่วไป 6 ข้อ (ข้อ 5) + เพิ่ม 1 ใน 4 ทาง (ข้อ 6) + ผ่านการฝึกอบรมและประเมิน (ข้อ 7)
- ใบอนุญาตอายุ 5 ปี ต่ออายุล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน อธิบดีพิจารณาภายใน 60 วัน
- ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ต่อฉบับ ใบแทน 500 บาท การต่ออายุครั้งละเท่ากับค่าใบอนุญาต — ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) ซึ่งคือ จป.เทคนิค/เทคนิคขั้นสูง/วิชาชีพในสถานประกอบกิจการตามมาตรา 32
- หน้าที่ผู้ได้รับใบอนุญาตตามข้อ 19 มี 3 ข้อ ที่สำคัญคือ แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนเข้าดำเนินการ และส่งรายงานภายใน 30 วัน หลังเสร็จงาน
- กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต — โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวง การอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 — 22 ข้อ · ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 · ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 20 พฤศจิกายน 2567 · บังคับใช้ 19 พฤษภาคม 2568
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — มาตรา 5, มาตรา 32, มาตรา 33, มาตรา 63
- กฎกระทรวงการจัดให้มี จป. พ.ศ. 2565 — สำหรับคุณสมบัติทาง (4) ของข้อ 6
- คู่มือผู้ชำนาญการ 2567 — กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กุมภาพันธ์ 2568 (ใช้อ้างอิงข้อ 10 บทลงโทษ + วันบังคับใช้)
บทความที่เกี่ยวข้อง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก
นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — กฎหมายผูกกับมาตรา 32 พ.ร.บ. 2554 + ประกาศ 14 พ.ย. 2567 · เคสไหนบังคับ · จป.ในบริษัทเอง vs จ้างที่ปรึกษาภายนอก · เปรียบเทียบต้นทุน-ผลประโยชน์ + เช็คลิสต์ตัดสินใจ

อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย — 4 เส้นทาง + ขั้นตอนสมัครละเอียด
อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน — เลือก 1 ใน 4 เส้นทาง (ป.ตรี อาชีวอนามัย/วิทย์-วิศวฯ+HSE/ใบประกอบ ก.ว./จป.) + ขั้นตอนสมัครครบ + อบรม 24 ชม. + สอบ 80% + ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท

4 ประกาศกรม 1 พ.ค. 2569 ผู้ชำนาญการ — สรุปอะไรใหม่ + เช็คลิสต์ เตรียมตัว
สรุป 4 ประกาศกรมสวัสดิการฯ 1 พ.ค. 2569 ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย — หลักสูตร 24 ชม. 3 หมวด · สอบ 80% · พัฒนาความรู้ ≥6 ชม./ปี · แบบฟอร์ม กภ.คบญ.33/กภ.ชก 1-4 + เช็คลิสต์ สำหรับนายจ้าง หน่วยฝึก ผู้สนใจสอบ