ประกาศใหม่ 2567 ตามมาตรา 32 — นายจ้างต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้าง
ประกาศกระทรวงแรงงาน 14 พ.ย. 2567 ลงรายละเอียดมาตรา 32 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — นายจ้างบัญชี 1 (2 คนขึ้นไป) และบัญชี 2 (20 คนขึ้นไป) ต้องประเมินอันตราย ทำแผนควบคุม ให้เสร็จใน 180 วัน รับรองโดยผู้ชำนาญการ ส่งอธิบดีใน 60 วัน

ประกาศใหม่ 2567 ตามมาตรา 32 — นายจ้างต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้าง
มาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างต้อง "จัดให้มีการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน จัดทำแผนการดำเนินงาน และส่งผลให้อธิบดี" — บทบัญญัตินี้มีผลบังคับมานานกว่าสิบปี แต่ที่ผ่านมาเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ เพราะกฎหมายระบุไว้ในตัวมาตราเองว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ ประเภทกิจการ และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ "ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศ" จุดนี้คือช่องว่างที่ทำให้หน้าที่ตามมาตรา 32 ยังเป็นนามธรรมในทางปฏิบัติ
ช่องว่างดังกล่าวถูกปิดเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2567 ด้วย "ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ" ซึ่งลงรายละเอียดทุกขั้นตอนที่นายจ้างต้องทำ มีแบบฟอร์มกำหนด มีกรอบเวลาชัดเจน และมีกลไกการตรวจสอบโดยผู้ชำนาญการและพนักงานตรวจความปลอดภัย ผลก็คือ หน้าที่ตามมาตรา 32 เปลี่ยนจากหลักการบนกระดาษเป็นภาระที่ตรวจสอบได้และมีกำหนดส่งรายงานต่อรัฐ
จุดที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นคือ มาตรา 32 เป็น มาตราแม่ ในตัว พ.ร.บ. ส่วนประกาศ พ.ศ. 2567 เป็น กฎลูก ที่ออกมาขยายความวิธีปฏิบัติ การอ้างกฎหมายจึงต้องระบุให้ตรงว่ากำลังพูดถึงมาตราแม่หรือกฎลูกฉบับใด
ประกาศนี้คืออะไร และออกมาตามอำนาจกฎหมายใด
ประกาศ พ.ศ. 2567 ออกโดยอาศัยอำนาจในมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
"อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้"
มาตรา 5 คืออำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบเพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ส่วนมาตรา 32 คือเนื้อหาหน้าที่ที่ประกาศฉบับนี้มาขยายความ โดยมาตรา 32 ซึ่งอยู่ในหมวด 4 การควบคุม กำกับ ดูแล กำหนดหน้าที่นายจ้างไว้ว่า
"เพื่อประโยชน์ในการควบคุม กำกับ ดูแลการดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้นายจ้างดำเนินการดังต่อไปนี้"
มาตรา 32 ไล่หน้าที่นายจ้างไว้ 4 ข้อ คือ (1) จัดให้มีการประเมินอันตราย (2) ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง (3) จัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯ และแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ และ (4) ส่งผลการประเมิน การศึกษาผลกระทบ และแผนทั้งหมดให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ประกาศ พ.ศ. 2567 จึงเป็นกฎลูกที่บอกว่าหน้าที่ทั้ง 4 ข้อนี้ต้องทำกับใคร ทำอย่างไร ทำเสร็จเมื่อไหร่ และส่งรายงานในรูปแบบใด
อ่านโครงสร้างของกฎหมายแม่ทั้งฉบับได้ที่ สรุป พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 และเจาะหน้าที่ของมาตราแม่โดยตรงที่ มาตรา 32 หน้าที่นายจ้าง
ใครต้องทำ — ขอบเขตการบังคับใช้

ข้อ 3 ของประกาศ พ.ศ. 2567 กำหนดขอบเขตการบังคับใช้ไว้ตามประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้าง
"ประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่สถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ท้ายประกาศนี้"
เกณฑ์จำนวนลูกจ้างต่างกันตามระดับความเสี่ยงของกิจการ ดังนี้
- บัญชี 1 — ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เป็นกิจการความเสี่ยงสูง 5 ประเภท ได้แก่ การทำเหมืองหรือเหมืองใต้ดิน กิจการปิโตรเลียม ปิโตรเคมี การกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม และการแยกก๊าซธรรมชาติ เกณฑ์เพียง 2 คนสะท้อนว่ากิจการกลุ่มนี้ต้องประเมินอันตรายแม้มีลูกจ้างน้อยมาก
- บัญชี 2 — ลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป เป็นกิจการ 49 ประเภทตามบัญชีท้ายประกาศ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ พลาสติก โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะ ไปจนถึงงานก่อสร้าง การดัดแปลงและรื้อถอนอาคาร การขนส่ง คลังสินค้า โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ประชุม โรงพยาบาล และสวนสัตว์หรือสวนสนุก
จุดที่นายจ้างต้องตรวจก่อนเป็นอย่างแรกคือ กิจการของตนอยู่ในบัญชี 1 หรือบัญชี 2 และมีลูกจ้างถึงเกณฑ์หรือยัง หากเข้าข่ายทั้งสองเงื่อนไข หน้าที่ตามประกาศฉบับนี้ผูกพันทันที โดยไม่ต้องรอให้พนักงานตรวจความปลอดภัยมาสั่ง
ทำอย่างไร — 3 ขั้นตอนหลัก

ประกาศ พ.ศ. 2567 วางกระบวนการไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่การชี้บ่งอันตราย การวิเคราะห์เพื่อจัดระดับ ไปจนถึงการทำแผนควบคุมในกรณีที่ระดับอันตรายยอมรับไม่ได้
ขั้นที่ 1 — ชี้บ่งอันตรายด้วยวิธีที่กฎหมายรับรอง (ข้อ 6)
ข้อ 6 กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตรายโดยครอบคลุมทุกขั้นตอน วิธีการปฏิบัติงาน และทุกกิจกรรม โดยเลือกใช้วิธีการชี้บ่งอันตรายวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน จากวิธีที่กำหนดไว้ 9 วิธี
- การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis — JSA)
- การตรวจสอบตามรายการ (Checklist)
- การวิเคราะห์โดยใช้คำถาม "จะเกิดอะไรขึ้น - ถ้า..." (What - If Analysis)
- การศึกษาอันตรายและกระบวนการทำงาน (HAZOP)
- การวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ (Fault - Tree Analysis — FTA)
- การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ (Event - Tree Analysis — ETA)
- การวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์ (FMEA)
- วิธีการชี้บ่งเพื่อประเมินอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีต่อสุขภาพ การประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านท่าทางการทำงานอย่าง REBA หรือ RULA
- วิธีการอื่นใดที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล หรือที่หน่วยงานราชการยอมรับ หรือที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายให้ความเห็นชอบ
วิธีที่ใช้กันแพร่หลายและเริ่มต้นง่ายที่สุดสำหรับงานหน้างานคือ JSA ซึ่งแยกงานออกเป็นขั้นตอนย่อยแล้วชี้อันตรายในแต่ละขั้น อ่านวิธีทำแบบลงมือได้ที่ วิธีทำ JSA (Job Safety Analysis) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด ต้องครอบคลุมทุกขั้นตอนงานจริง ไม่ใช่ประเมินเฉพาะงานที่นึกออก
ขั้นที่ 2 — วิเคราะห์โอกาสและความรุนแรงเพื่อจัดระดับอันตราย (ข้อ 7)
ข้อ 7 กำหนดให้นำผลการชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 มาวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง เพื่อจัดระดับอันตราย โดยอย่างน้อยให้มีรายละเอียดตามแบบท้ายประกาศ
แบบท้ายประกาศใช้ตารางคะแนน 3 x 3 โดยให้คะแนนโอกาสที่จะเกิด (น้อย = 1, ปานกลาง = 2, มาก = 3) คูณกับคะแนนความรุนแรง (น้อย = 1, ปานกลาง = 2, มาก = 3) ได้ผลคะแนนความเป็นอันตรายตั้งแต่ 1 ถึง 9 แล้วนำคะแนนมาจัดเป็น 5 ระดับ ดังนี้
| ระดับอันตราย | ผลคะแนน | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| (1) ต่ำมาก | 1 | อันตรายเล็กน้อย ไม่ต้องจัดทำแผนควบคุม |
| (2) ต่ำ | 2 | ยอมรับได้ แต่ต้องเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบมาตรการควบคุม |
| (3) ปานกลาง | 3 หรือ 4 | ทบทวนมาตรการควบคุม พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
| (4) สูง | 6 | ดำเนินการลดระดับอันตราย พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
| (5) สูงมาก | 9 | ยอมรับไม่ได้ ต้องหยุดดำเนินการและปรับปรุงแก้ไขทันที พร้อมจัดทำแผนลดและควบคุม |
ระดับที่นายจ้างต้องระวังที่สุดคือ ระดับสูงมาก (คะแนน 9) ซึ่งประกาศจัดให้เป็น "ความเป็นอันตรายที่ยอมรับไม่ได้" ต้องหยุดดำเนินการและปรับปรุงแก้ไขทันที ไม่ใช่รอจัดทำแผนแล้วค่อยแก้ในภายหลัง
ขั้นที่ 3 — จัดทำแผนควบคุมเมื่อระดับอันตรายยอมรับไม่ได้ (ข้อ 8)
ข้อ 8 กำหนดว่า กรณีผลการวิเคราะห์ตามข้อ 7 อยู่ในระดับอันตรายที่ยอมรับไม่ได้ ให้นายจ้างจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯ และแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ เพื่อบริหารจัดการระดับอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยการลดและควบคุมระดับอันตราย
ในทางปฏิบัติ ทุกรายการที่ได้คะแนนตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป (คะแนน 3 ถึง 9) ต้องมีแผนลดและควบคุมรองรับ ส่วนแผนนี้ต้องระบุพื้นที่ ขั้นตอนงาน ระดับอันตราย มาตรการลดและควบคุม ระยะเวลาดำเนินการ ผู้รับผิดชอบ และผู้ตรวจติดตาม ตามแบบ ปอ. 2 ท้ายประกาศ
ใครรับรอง และส่งรายงานที่ไหน

การประเมินอันตรายตามประกาศนี้ไม่ใช่เอกสารที่นายจ้างทำเองคนเดียวแล้วเก็บไว้ แต่ต้องผ่านการมีส่วนร่วมและการรับรองตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 5 วรรคสาม กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างที่มีความรู้ในขั้นตอนการทำงานนั้นของสถานประกอบกิจการ อย่างน้อย 1 คน มีส่วนร่วมกับผู้ประเมินอันตรายที่มีความรู้ด้านความปลอดภัยและมีประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการผลิต หรือกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือกรรมการในคณะกรรมการความปลอดภัยฯ ของสถานประกอบกิจการ และต้องได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ
"ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน" ในที่นี้คือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ตามที่ข้อ 4 ของประกาศนิยามไว้ จุดนี้ต้องระวังไม่ให้สับสน — หน้าที่ของนายจ้างเป็นเรื่องของมาตรา 32 แต่ตัวผู้ชำนาญการที่มารับรองผลนั้นอ้างใบอนุญาตตามมาตรา 33 คนละมาตรากัน อ่านคุณสมบัติและเงื่อนไขใบอนุญาตของผู้ชำนาญการได้ที่ ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567
เมื่อทำเสร็จและได้รับการรับรองแล้ว ข้อ 9 กำหนดให้นายจ้างจัดทำรายงานตามแบบท้ายประกาศ คือ แบบ ปอ. 1 (ผลการประเมินอันตรายและการศึกษาผลกระทบ) และแบบ ปอ. 2 (แผนการดำเนินงานและแผนควบคุม) แล้วส่งรายงานทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือเป็นเอกสารด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการดำเนินการ
"ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการดำเนินการประเมินอันตราย"
นอกจากส่งรายงานแล้ว ข้อ 9 วรรคสองยังกำหนดให้นายจ้างเก็บเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบ และแผนทั้งหมดไว้ ณ สถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 3 ปี จะเก็บในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
กำหนดเวลาและการทบทวน

กรอบเวลาตามประกาศฉบับนี้มีหลายช่วง นายจ้างต้องแยกให้ชัดว่าตัวเลขใดใช้กับเรื่องใด
ข้อ 5 วรรคหนึ่ง กำหนดเวลาตั้งต้นและรอบทบทวนไว้
"ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ หรือนับแต่วันที่มีจำนวนลูกจ้างครบตามข้อ 3 แล้วแต่กรณีและทบทวนการดำเนินการทุกสามปี"
ตัวเลขที่ต้องจำมีดังนี้
| กรอบเวลา | ใช้กับ | อ้างอิง |
|---|---|---|
| 180 วัน | ทำการประเมินและแผนให้เสร็จ นับแต่วันที่ประกาศใช้บังคับ หรือนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบตามข้อ 3 | ข้อ 5 วรรคหนึ่ง |
| ทุก 3 ปี | ทบทวนการดำเนินการตามรอบปกติ | ข้อ 5 วรรคหนึ่ง |
| ไม่เกิน 30 วัน | ทำใหม่กรณีปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงาน หรือสภาพแวดล้อม | ข้อ 5 วรรคสอง |
| ภายใน 60 วัน | ส่งรายงานต่ออธิบดี นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการดำเนินการ | ข้อ 9 |
| ไม่น้อยกว่า 3 ปี | เก็บเอกสารหลักฐาน ณ สถานประกอบกิจการ | ข้อ 9 วรรคสอง |
กรณีพิเศษที่นายจ้างมักมองข้ามคือ ข้อ 5 วรรคสอง ที่กำหนดว่า เมื่อมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต วิธีการทำงาน หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากภัยธรรมชาติ ให้นายจ้างประเมินใหม่ให้ครอบคลุมก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนแปลง โดยทำให้เสร็จโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ไม่เกิน 30 วัน กล่าวคือ ทุกครั้งที่หน้างานเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ รอบ 3 ปีไม่ใช่ข้ออ้างให้เลื่อนการประเมิน
ส่วนวันบังคับใช้ของประกาศ ข้อ 2 ระบุว่า "ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" หมายความว่าตัวประกาศมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันที่ลงในราชกิจจานุเบกษา และนายจ้างจึงเริ่มนับ 180 วันสำหรับการทำให้เสร็จตามข้อ 5 ต่อจากวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับนั้น ตัววันที่ลงราชกิจจานุเบกษาให้ตรวจสอบจากฉบับทางการก่อนนับวันจริง
เกณฑ์ที่ต้องผ่าน — สรุปสิ่งที่ขาดไม่ได้
เพื่อให้การดำเนินการถือว่าครบตามประกาศ พ.ศ. 2567 รายงานและกระบวนการต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำดังนี้
- ใช้วิธีชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 อย่างน้อยหนึ่งวิธีที่เหมาะสม และครอบคลุมทุกขั้นตอนงาน
- วิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง จัดระดับอันตรายเป็น 5 ระดับ ตามคะแนน 1 ถึง 9 ในแบบท้ายประกาศ หรือวิธีที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือที่ราชการยอมรับ
- รายการที่อยู่ในระดับยอมรับไม่ได้ (คะแนน 9) ต้องหยุดและแก้ไขทันที ส่วนระดับปานกลางขึ้นไปต้องมีแผนลดและควบคุม
- มีลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานอย่างน้อย 1 คนร่วมประเมิน และได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการ (ใบอนุญาตมาตรา 33)
- ส่งรายงานตามแบบ ปอ. 1 และ ปอ. 2 ต่ออธิบดีภายใน 60 วัน และเก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี
กรณีที่นายจ้างได้ดำเนินการประเมินอันตรายและจัดทำแผนตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันไว้แล้ว ข้อ 10 ให้ถือว่านายจ้างได้ดำเนินการตามประกาศนี้ แต่ยังคงต้องส่งแบบรายงานผลตามข้อ 9 ด้วย กล่าวคือ การมีระบบเดิมอยู่แล้วช่วยลดงานการประเมิน แต่ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่ส่งรายงานต่ออธิบดี
ต่างจาก HIRARC ที่ทำกันอยู่อย่างไร
หลายโรงงานทำการประเมินความเสี่ยงในรูปแบบ HIRARC หรือ JSA อยู่แล้วเป็นกิจวัตร คำถามที่ตามมาคือ ของเดิมที่ทำอยู่นับเป็นการปฏิบัติตามประกาศนี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้บางส่วน แต่ต้องปรับให้ครบเงื่อนไขที่กฎหมายเพิ่มเข้ามา
ความต่างที่สำคัญคือ HIRARC ทั่วไปเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงภายในที่นายจ้างออกแบบเอง ส่วนการประเมินตามประกาศ พ.ศ. 2567 เป็น ภาระตามกฎหมายที่ต้องส่งรายงานต่อรัฐ มีแบบฟอร์มกำหนด (ปอ. 1 และ ปอ. 2) มีกรอบเวลา 60 วัน และต้องมีผู้ชำนาญการรับรอง นายจ้างที่มี HIRARC อยู่แล้วจึงได้เปรียบในแง่ฐานข้อมูลและความคุ้นเคย แต่ต้องตรวจให้ตรงตามแบบท้ายประกาศ จัดให้มีลูกจ้างที่รู้งานร่วมประเมินอย่างน้อย 1 คน และให้ผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 รับรอง จึงจะถือว่าครบ
หากต้องการทบทวนพื้นฐานวิธีประเมินความเสี่ยงก่อนยกระดับให้ตรงตามประกาศ อ่านได้ที่ วิธีทำ JSA (Job Safety Analysis)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ประกาศ พ.ศ. 2567 กับมาตรา 32 ต่างกันอย่างไร
มาตรา 32 เป็นมาตราแม่ในตัว พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ที่กำหนดหน้าที่กว้าง ๆ ว่านายจ้างต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ ทำแผน และส่งอธิบดี ส่วนประกาศ พ.ศ. 2567 เป็นกฎลูกที่ออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 มาลงรายละเอียดว่าใครต้องทำ ทำอย่างไร เสร็จเมื่อไหร่ และส่งในรูปแบบใด การอ้างกฎหมายจึงไม่ควรเรียกประกาศฉบับนี้ว่า "มาตรา 32" แต่ควรเรียกว่า "ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ที่ออกตามมาตรา 32"
2. กิจการเล็กที่มีลูกจ้างไม่ถึงเกณฑ์ต้องทำหรือไม่
หากเป็นกิจการบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 2 คน หรือกิจการบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 20 คน ยังไม่เข้าข่ายบังคับตามข้อ 3 แต่เมื่อใดที่จำนวนลูกจ้างเพิ่มจนครบเกณฑ์ หน้าที่จะผูกพันทันที โดยให้นับ 180 วันสำหรับการทำให้เสร็จจากวันที่มีลูกจ้างครบตามข้อ 3
3. ต้องส่งรายงานทุกปีหรือไม่
ไม่ใช่รายปี รอบทบทวนตามปกติคือทุก 3 ปี แต่หากมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน ต้องประเมินใหม่ให้เสร็จไม่เกิน 30 วัน และส่งรายงานต่ออธิบดีภายใน 60 วันนับแต่เสร็จสิ้นการดำเนินการ
4. จป.วิชาชีพในโรงงานรับรองผลเองได้หรือไม่
การรับรองผลตามประกาศนี้ต้องทำโดยผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 จป.วิชาชีพเข้าร่วมในฐานะผู้มีส่วนร่วมประเมินได้ แต่การ "รับรองผล" เพื่อให้นายจ้างนำส่งอธิบดีต้องมีใบอนุญาตผู้ชำนาญการ ทั้งนี้ จป.วิชาชีพที่ขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการตามคุณสมบัติของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 จะรับรองผลได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียน จป. ไว้
5. ถ้ามีระบบ ISO 45001 อยู่แล้วถือว่าทำครบหรือไม่
ระบบมาตรฐานสากลที่มีลักษณะการประเมินและจัดทำแผนเช่นเดียวกันช่วยให้ฐานข้อมูลพร้อม และอาจเข้าข่ายข้อ 10 ที่ให้ถือว่าได้ดำเนินการตามประกาศแล้ว แต่ยังต้องส่งแบบรายงานผลตามข้อ 9 และต้องมีผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 รับรองผลด้วย
สรุป
- ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 (ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567) เป็นกฎลูกที่ออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ทำให้หน้าที่ตามมาตรา 32 เป็นรูปธรรม มีแบบฟอร์ม มีกำหนดเวลา และตรวจสอบได้
- บังคับใช้กับกิจการบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และกิจการบัญชี 2 (49 ประเภท) ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
- กระบวนการมี 3 ขั้น คือ ชี้บ่งอันตรายด้วยวิธีตามข้อ 6 (9 วิธี) วิเคราะห์โอกาสและความรุนแรงได้คะแนน 1 ถึง 9 จัดเป็น 5 ระดับ และจัดทำแผนลดและควบคุมเมื่อระดับยอมรับไม่ได้
- ตัวเลขสำคัญ — ทำให้เสร็จภายใน 180 วัน ทบทวนทุก 3 ปี เปลี่ยนเครื่องจักร/กระบวนการทำใหม่ไม่เกิน 30 วัน ส่งรายงานต่ออธิบดีภายใน 60 วัน เก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ต้องมีลูกจ้างที่รู้งานอย่างน้อย 1 คนร่วมประเมิน และได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการที่มีใบอนุญาตตามมาตรา 33 ส่งรายงานตามแบบ ปอ. 1 และ ปอ. 2
อ้างอิงกฎหมาย
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2567 — ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 · ออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — มาตรา 5, มาตรา 32, มาตรา 33
บทความที่เกี่ยวข้อง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
