ETA การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ และการตั้งสถานการณ์จำลองให้พอดี
ETA หนึ่งในวิธีชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย วิธีตั้งสถานการณ์จำลองให้พอดี แปดขั้นตอน และตัวอย่างคำนวณความถี่จากระบบตรวจจับแก๊ส

โรงงานที่มีเครื่องตรวจจับแก๊ส วาล์วตัดแยก และระบบดับเพลิงครบสามมาตรการ มักตอบไม่ได้ว่าถ้าไอไวไฟรั่วจริง โอกาสที่เรื่องจะจบด้วยเพลิงลามออกนอกพื้นที่มีเท่าไร เพราะตารางความเสี่ยงบอกได้แค่ว่ามีมาตรการครบ ตารางไม่ได้ไล่ดูว่าเมื่อมาตรการใดไม่ทำงาน เหตุการณ์จะเดินต่อไปทางใด และแต่ละทางเกิดบ่อยแค่ไหน
วิธีที่ตอบคำถามนี้โดยตรงคือการวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ (ETA) ซึ่งวาดเป็นต้นไม้เหตุการณ์ (event tree) จากเหตุหนึ่งไปหาผลหลายแบบ บางองค์กรเรียกว่าการวิเคราะห์แผนภูมิเหตุการณ์ หน้านี้ใช้ชื่อตามตัวบท ผู้ที่ยังไม่คุ้นกับการชี้บ่งอันตราย อ่าน HIRARC คืออะไร ปูพื้นก่อนได้
ตำแหน่งของวิธีนี้ในประกาศเรื่องการประเมินอันตราย
งานประเมินอันตรายมีฐานอยู่ที่มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ส่วนรายชื่อวิธีที่ใช้ได้อยู่ในข้อ 6 ของประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ซึ่งต่อจากนี้เรียกว่าประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ข้อ 6 ให้นายจ้างเลือกใช้วิธีชี้บ่งอันตรายวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันที่เหมาะสม แล้วเรียงวิธีไว้ 9 อนุ ETA อยู่ในข้อ 6 (6) ติดกับการวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ (FTA) ในข้อ 6 (5) ETA จึงเป็นหนึ่งในวิธีชี้บ่งอันตราย และใช้คู่กับวิธีอื่นในงานเดียวกันได้
ข้อ 5 วรรคสามกำหนดให้ลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนมีส่วนร่วม และให้ทีมปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย ผู้ชำนาญการอาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาต รายชื่อวิธีครบทั้ง 9 อนุ ขอบเขตกิจการ และรอบทบทวน อยู่ใน ประกาศใหม่ 2567 ตามมาตรา 32
กฎหมายไทยระบุ ETA เป็นวิธีที่ใช้ได้ แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบของต้นไม้ ค่าความน่าจะเป็น หรือเกณฑ์ตัวเลข วิธีเรียงจุดแตกกิ่งและวิธีคูณค่ากิ่งจึงเป็นหลักที่ใช้กันใน ETA ตามมาตรฐานสากล
คำถามที่เดินหน้า กับคำถามที่เดินย้อน
ผู้เริ่มใช้มักสับสนระหว่าง ETA กับ FTA เพราะทั้งคู่วาดเป็นต้นไม้และอยู่ติดกันในข้อ 6 สองวิธีนี้ตอบคนละคำถาม
| ประเด็น | การวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ (FTA) | การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ (ETA) |
|---|---|---|
| ทิศทาง | ย้อนกลับ จากเหตุไปหาสาเหตุ | เดินหน้า จากเหตุไปหาผล |
| จุดเริ่ม | เหตุการณ์แรก (Top Event) | สถานการณ์จำลองหนึ่งสถานการณ์ (initiating event) |
| คำถามหลัก | เหตุการณ์แรกนี้เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง | เมื่อสถานการณ์นี้เกิด จะเกิดผลอะไรตามมา และแต่ละแบบบ่อยแค่ไหน |
| สิ่งที่อยู่ในต้นไม้ | AND gate และ OR gate | จุดแตกกิ่งที่เป็นมาตรการ (ทำงาน หรือไม่ทำงาน) และที่เป็นเงื่อนไข (มี หรือไม่มี) |
| จุดแข็ง | หาสาเหตุร่วม (common cause) และชุดสาเหตุน้อยที่สุด (minimal cut set) | ประเมินมาตรการหลายมาตรการที่เรียงต่อกัน |
| ผลที่ได้ | ความถี่ของเหตุการณ์แรกหนึ่งเหตุการณ์ | ผลที่เกิดขึ้นตามมา (outcome) หลายแบบ พร้อมความถี่ของแต่ละแบบ |
ถ้าเหตุคือแก๊สรั่วจากหน้าแปลน FTA มองย้อนไปว่าปะเก็นเสื่อม โบลต์คลาย หรือแรงดันเกิน ส่วน ETA มองไปข้างหน้าว่าเครื่องตรวจจับจะจับได้หรือไม่ วาล์วตัดจะปิดหรือไม่ และมีประกายไฟหรือไม่ สองวิธีนี้ใช้เสริมกัน เมื่อวาด FTA ไว้ทางซ้ายและ ETA ไว้ทางขวาของเหตุเดียวกัน จะได้แผนภาพ Bow-tie ซึ่งมีรูปเหมือนปมโบว์ ปีกซ้ายคือสาเหตุ ปีกขวาคือผล จุดกลางโบว์นี้ FTA เรียกว่าเหตุการณ์แรก และ ETA เรียกว่าสถานการณ์จำลอง ความถี่ที่ FTA คำนวณได้จึงเป็นตัวตั้งของ ETA พอดี ลำดับที่ได้ผลดีคือ HAZOP หรือ What-if ระบุเหตุที่ต้องวิเคราะห์ → FTA คำนวณความถี่ → ETA ไล่ผลที่ตามมา → FMEA เจาะลึกชิ้นส่วนที่ทำให้มาตรการไม่ทำงาน
งานที่เหมาะและงานที่ควรใช้วิธีอื่น
ETA คุ้มค่าที่สุดกับงานที่มีมาตรการเรียงลำดับกันในเวลา เช่น ตรวจจับแล้วตัดแยกแล้วดับเพลิง มีสถานการณ์จำลองที่เกิดได้จริงและระบุได้ชัด และต้องการตัวเลขเปรียบเทียบว่าปรับมาตรการใดแล้วผลรุนแรงลดได้มากที่สุด โครงเดียวกันใช้กับโรงงานนอกกลุ่มเคมีได้ เช่น แอมโมเนียรั่วจากระบบทำความเย็น ที่มีเครื่องตรวจจับแอมโมเนีย ระบบระบายอากาศฉุกเฉิน และการอพยพเรียงกันอยู่
งานที่เป็นขั้นตอนของคน เช่น งานซ่อมบำรุงและงานในที่อับอากาศ ควรใช้การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยตามข้อ 6 (1) ดู JSA ทำเอง งานที่มีเกณฑ์ชัดอยู่แล้วใช้การตรวจสอบตามรายการตามข้อ 6 (2) ได้เร็วกว่า และเมื่อยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จำลองคืออะไร ให้เริ่มด้วย HAZOP หรือ What-if ก่อน
องค์ประกอบสี่อย่างที่ต้องมีก่อนวาดต้นไม้
- สถานการณ์จำลอง จุดเริ่มของต้นไม้ เป็นเหตุการณ์เดียวที่ทำให้ระบบเบี่ยงออกจากสภาวะปกติ วางไว้ซ้ายสุดพร้อมความถี่หน่วยครั้งต่อปี
- มาตรการ สิ่งที่ทำงานหลังเหตุเพื่อขวางไม่ให้เหตุลุกลาม เป็นระบบอัตโนมัติ เช่น เครื่องตรวจจับและวาล์วตัดอัตโนมัติ เป็นการกระทำของคน เช่น ผู้ควบคุมกดปุ่มฉุกเฉิน หรือเป็นมาตรการเชิงรับ (passive) เช่น บ่อกักเก็บ (bund)
- จุดแตกกิ่งและกิ่ง ที่จุดแตกกิ่งที่เป็นมาตรการ แตกเป็นทำงานกับไม่ทำงาน ที่จุดแตกกิ่งที่เป็นเงื่อนไข เช่น มีประกายไฟหรือไม่ มีคนอยู่ในพื้นที่หรือไม่ แตกเป็นมีกับไม่มี ค่ากิ่งสองกิ่งที่จุดเดียวกันรวมกันได้ 1 เสมอ
- ผลที่เกิดขึ้นตามมา สภาพจบของแต่ละเส้นทาง เขียนเป็นสิ่งที่สังเกตได้ เช่น เพลิงจำกัดในพื้นที่ ไม่ใช้คำว่าปลอดภัย ต่อจากนี้เรียกสั้น ๆ ว่าผลที่เกิดขึ้น
การตั้งสถานการณ์จำลองให้ไม่กว้างและไม่แคบเกินไป
ถ้าสถานการณ์จำลองกว้างเกินไปจะเรียงมาตรการไม่ได้ ถ้าแคบจนเป็นสาเหตุระดับชิ้นส่วน จะไม่มีมาตรการใดตอบสนองโดยตรง สถานการณ์จำลองที่ใช้งานได้ต้องผ่านเกณฑ์สี่ข้อ
- เป็นเหตุการณ์เดียว ไม่ใช่กลุ่มของเหตุการณ์ที่ต่างกัน เพราะแต่ละเหตุการณ์ใช้มาตรการคนละชุด
- ระบุอุปกรณ์และตำแหน่งได้ เช่น ระบุถึงหน้าแปลนของถังผสม ไม่ใช่ระบุกว้างว่าพื้นที่ผลิต
- ประมาณความถี่การเกิดต่อปีได้ จากประวัติการเกิดในโรงงาน ข้อมูลผู้ผลิต ฐานข้อมูลอุตสาหกรรม หรือจากการคำนวณด้วย FTA
- เกิดแล้วเดินต่อได้หลายทาง คือมีมาตรการตั้งแต่หนึ่งมาตรการขึ้นไปที่ต้องทำงานจริงเมื่อเหตุนี้เกิด
| สถานการณ์จำลองที่ตั้งไว้ | ผลที่ตามมา |
|---|---|
| "เกิดอุบัติเหตุในโรงงาน" | กว้างเกินไป เรียงมาตรการไม่ได้เลย เพราะอุบัติเหตุแต่ละแบบใช้มาตรการคนละชุด และประมาณความถี่ต่อปีไม่ได้ |
| "เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ผลิต" | ยังกว้างอยู่ ต้นเพลิงมีหลายแบบและมาตรการไม่เหมือนกัน ควรแยกเป็นหลายต้นไม้ตามต้นเพลิง |
| "ปะเก็นหน้าแปลนตัวที่ 3 เสื่อมสภาพ" | แคบเกินไป เป็นสาเหตุระดับชิ้นส่วนที่ไม่มีมาตรการใดตอบสนองโดยตรง ระดับนี้เหมาะกับ FTA หรือ FMEA |
| "ไอระเหยสารไวไฟรั่วจากหน้าแปลนถังผสม" | พอดี เป็นเหตุการณ์เดียว ระบุจุดได้ ประมาณความถี่ต่อปีได้ และมีมาตรการเรียงกันรองรับ |
ทดสอบสองข้อก่อนล็อกสถานการณ์จำลอง ข้อแรก เขียนความถี่ต่อปีพร้อมที่มาได้โดยไม่ต้องเดา ถ้าเขียนไม่ได้ แปลว่ายังกว้างเกินไปหรือยังขาดข้อมูล ข้อที่สอง มาตรการที่ตอบสนองต้องเป็นชุดเดียวกันทุกกรณี ถ้าไม่ใช่ ให้แยกเป็นคนละต้นไม้
สถานการณ์จำลองที่ดีมาจากสามแหล่ง คือความเบี่ยงเบน (deviation) จาก HAZOP เหตุการณ์แรกของ FTA และทะเบียนเหตุเกือบเกิด (near miss) ของโรงงานเอง แหล่งที่สามให้ทั้งชื่อเหตุและความถี่จริง
แปดขั้นตอนของการวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ
ขั้นที่ 1 กำหนดสถานการณ์จำลองและความถี่ต่อปี ใช้เกณฑ์สี่ข้อข้างบน และบันทึกที่มาของความถี่ไว้ให้ผู้ชำนาญการสอบทาน
ขั้นที่ 2 ระบุมาตรการและเงื่อนไข ไล่ดูว่าเมื่อสถานการณ์จำลองเกิดขึ้น มีมาตรการใดเข้ามาขวาง และมีเงื่อนไขใดที่เปลี่ยนผล เช่น ประกายไฟ ยืนยันกับแผนผังท่อและเครื่องมือวัด (P&ID) และการเดินดูพื้นที่จริง มาตรการที่ทำงานก่อนสถานการณ์จำลองอยู่ใน FTA ไม่ได้เป็นจุดแตกกิ่งของต้นไม้นี้
ขั้นที่ 3 เรียงจุดแตกกิ่งตามเวลาที่ผลของแต่ละจุดถูกกำหนด ไม่เรียงตามความสำคัญหรือตามที่เขียนไว้ในเอกสาร จุดที่ค่ากิ่งขึ้นกับคำตอบของอีกจุด ให้วางหลังจุดนั้น
ขั้นที่ 4 แตกกิ่งและยุบกิ่ง แตกสองกิ่งที่จุดแรก แล้วแตกต่อที่จุดถัดไป ไม่ถามจุดแตกกิ่งที่คำตอบไม่เปลี่ยนผลของเส้นทางนั้น เช่น มาตรการที่ไม่ได้รับสัญญาณ หรือเหตุที่หยุดไปแล้วจากมาตรการก่อนหน้า เส้นทางนั้นยุบกิ่งผ่านจุดนั้นไป วิธีเรียงมาตรการและแตกกิ่งแบบละเอียดอยู่ที่ ETA วิธีเรียงมาตรการและแตกกิ่ง
ขั้นที่ 5 ให้ค่ากิ่ง ค่ากิ่งคือความน่าจะเป็นที่ขึ้นกับกิ่งก่อนหน้า (conditional probability) เช่น ความน่าจะเป็นที่มาตรการจะไม่ทำงานในตอนที่ต้องทำงาน บันทึกการทดสอบทั้งวงจรของโรงงานเองเป็นฐานที่ตรวจย้อนได้ดีที่สุด รองลงมาคือข้อมูลผู้ผลิตหรือฐานข้อมูลอุตสาหกรรม ทุกค่าต้องเขียนที่มาไว้
ขั้นที่ 6 คูณความน่าจะเป็นตามเส้นทาง เดินจากซ้ายไปขวาแล้วคูณค่าของทุกกิ่งบนเส้นทางนั้น ได้ตัวเลขไม่มีหน่วยระหว่าง 0 ถึง 1 จากนั้นคูณด้วยความถี่ของสถานการณ์จำลอง จึงได้ความถี่ของผลที่เกิดขึ้นหน่วยครั้งต่อปี
ขั้นที่ 7 รวมผลที่เกิดขึ้นและตรวจผลรวม รวมเส้นทางที่จบด้วยผลเดียวกัน แล้วบวกความน่าจะเป็นของทุกเส้นทาง ต้องได้ 1.000 ถ้าไม่ได้ แปลว่าลืมเส้นทางหรือให้ค่ากิ่งผิด
ขั้นที่ 8 ลงผลในแบบ ปอ.1 ผลที่เกิดขึ้นแต่ละแบบลงเป็นแถวของตัวเอง แล้วจัดระดับตามข้อ 7 ถ้าใช้ตารางท้ายประกาศ คะแนนตั้งแต่ 3 ขึ้นไปต้องมีแผนลดและควบคุมตามตารางที่ 4 คู่กับข้อ 8 รายละเอียดการจัดระดับอยู่ใน กระบวนการประเมินความเสี่ยงสี่ขั้น
ตัวอย่างจากระบบตรวจจับแก๊สกับระบบดับเพลิง
ตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมุติเพื่อการฝึก งานจริงต้องใช้ข้อมูลของอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่
โรงงานผลิตสารเคมีมีถังผสมสารตัวทำละลายไวไฟ ทีมได้สถานการณ์จำลองจาก HAZOP ว่า ไอระเหยสารไวไฟรั่วจากหน้าแปลนถังผสม ประมาณความถี่จากประวัติการรั่วและข้อมูลความเชื่อถือได้ (reliability data) ของหน้าแปลนได้ 0.2 ครั้งต่อปี ทีมตรวจแบบแล้วพบว่าวาล์วตัดแยกรับสัญญาณจากเครื่องตรวจจับแก๊ส ส่วนระบบดับเพลิงอัตโนมัติมีตัวตรวจจับเปลวไฟของตัวเอง ไม่รอสัญญาณจากเครื่องตรวจจับแก๊ส
| ลำดับ | จุดแตกกิ่ง | ชนิด | ถามเมื่อ | ค่ากิ่ง |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เครื่องตรวจจับแก๊สและสัญญาณเตือน | มาตรการ | ทุกเส้นทาง | ทำงาน 0.90 · ไม่ทำงาน 0.10 |
| 2 | วาล์วตัดแยกอัตโนมัติ | มาตรการ | เครื่องตรวจจับทำงาน | ทำงาน 0.85 · ไม่ทำงาน 0.15 |
| 3 | ประกายไฟ | เงื่อนไข | การรั่วยังไม่หยุด | ไม่มี 0.90 · มี 0.10 |
| 4 | ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ | มาตรการ | ไอติดไฟ | ทำงาน 0.80 · ไม่ทำงาน 0.20 |
ตัวอย่างนี้ใช้ค่าประกายไฟ 0.10 ทั้งสองฝั่งเพื่อให้สั้น ในงานจริง ถ้าไม่มีสัญญาณเตือน การรั่วมักนานกว่าและไอกระจายไกลกว่า ค่ากิ่งที่จุดนี้จึงอาจสูงกว่า เมื่อเครื่องตรวจจับไม่ทำงาน วาล์วตัดไม่ได้รับสัญญาณ กิ่งที่วาล์วจึงยุบ ต้นไม้ที่ได้มีเจ็ดเส้นทาง
| เส้นทาง | ตรวจจับ | วาล์วตัด | ประกายไฟ | ดับเพลิง | ความน่าจะเป็นของเส้นทาง | ผลที่เกิดขึ้น |
|---|---|---|---|---|---|---|
| A | ทำงาน | ทำงาน | ไม่ต้องถาม | ไม่ต้องทำงาน | 0.90 × 0.85 = 0.765 | การรั่วหยุดโดยไม่ติดไฟ |
| B | ทำงาน | ไม่ทำงาน | ไม่มี | ไม่ต้องทำงาน | 0.90 × 0.15 × 0.90 = 0.1215 | ไอกระจายในพื้นที่ ไม่ติดไฟ |
| C | ทำงาน | ไม่ทำงาน | มี | ทำงาน | 0.90 × 0.15 × 0.10 × 0.80 = 0.0108 | เพลิงจำกัดในพื้นที่ |
| D | ทำงาน | ไม่ทำงาน | มี | ไม่ทำงาน | 0.90 × 0.15 × 0.10 × 0.20 = 0.0027 | เพลิงลามนอกพื้นที่ |
| E | ไม่ทำงาน | ยุบกิ่ง | ไม่มี | ไม่ต้องทำงาน | 0.10 × 0.90 = 0.09 | ไอกระจายในพื้นที่ ไม่ติดไฟ |
| F | ไม่ทำงาน | ยุบกิ่ง | มี | ทำงาน | 0.10 × 0.10 × 0.80 = 0.008 | เพลิงจำกัดในพื้นที่ |
| G | ไม่ทำงาน | ยุบกิ่ง | มี | ไม่ทำงาน | 0.10 × 0.10 × 0.20 = 0.002 | เพลิงลามนอกพื้นที่ |
ตรวจผลรวมก่อนไปต่อ 0.765 + 0.1215 + 0.0108 + 0.0027 + 0.09 + 0.008 + 0.002 เท่ากับ 1.000 พอดี จากนั้นรวมเส้นทางที่จบด้วยผลเดียวกัน แล้วคูณด้วยความถี่ของสถานการณ์จำลอง
| ผลที่เกิดขึ้น | เส้นทาง | ความน่าจะเป็นรวม | ความถี่ต่อปี |
|---|---|---|---|
| การรั่วหยุดโดยไม่ติดไฟ | A | 0.765 | 0.153 |
| ไอกระจายในพื้นที่ ไม่ติดไฟ | B, E | 0.2115 | 0.0423 |
| เพลิงจำกัดในพื้นที่ | C, F | 0.0188 | 0.00376 |
| เพลิงลามนอกพื้นที่ | D, G | 0.0047 | 0.00094 |

ผลรวมความถี่เท่ากับ 0.2 ครั้งต่อปี ตรงกับสถานการณ์จำลอง ต้นไม้ต้นนี้ทำให้เห็นสองเรื่องที่ตารางความเสี่ยงมองไม่เห็น เรื่องแรก ผลที่เกิดบ่อยที่สุดรองจากการรั่วหยุดคือไอกระจายในพื้นที่โดยไม่ติดไฟ ราว 0.042 ครั้งต่อปี หรือราว 1 ครั้งใน 24 ปี ผลนี้ไม่มีไฟ แต่คนในพื้นที่อาจสัมผัสไอ จึงต้องมีแถวของตัวเองในแบบ ปอ.1
เรื่องที่สอง การรั่วไม่หยุดมาจากสองทาง คือวาล์วตัดไม่ทำงาน (0.90 × 0.15 = 0.135) กับเครื่องตรวจจับไม่ทำงาน (0.10) รวม 0.235 ผลทุกแบบที่ไม่ใช่เส้นทาง A ตั้งอยู่บนตัวเลขนี้ ทีมจึงลองปรับมาตรการทีละมาตรการแล้วคำนวณใหม่
| ทางเลือก (ปรับทีละมาตรการ) | ไอกระจาย ไม่ติดไฟ (ครั้งต่อปี) | เพลิงลามนอกพื้นที่ (ครั้งต่อปี) |
|---|---|---|
| ต้นไม้ปัจจุบัน | 0.0423 | 0.00094 |
| วาล์วตัดไม่ทำงานลดจาก 0.15 เหลือ 0.05 | 0.0261 | 0.00058 |
| เครื่องตรวจจับไม่ทำงานลดจาก 0.10 เหลือ 0.05 | 0.0347 | 0.00077 |
| ระบบดับเพลิงไม่ทำงานลดจาก 0.20 เหลือ 0.10 | 0.0423 | 0.00047 |
ระบบดับเพลิงลดเพลิงลามได้มากที่สุด แต่ไม่ลดไอกระจายเลย ส่วนวาล์วตัดลดได้ทั้งสองผล ถ้าทีมห่วงคนที่สัมผัสไอด้วย งานแรกที่ควรเสนอคือทำให้วาล์วตัดพร้อมกว่าเดิม เช่น ทดสอบทั้งวงจรถี่ขึ้น ตัวเลขชุดนี้ใช้เทียบทางเลือกและหาค่ากิ่งที่กำหนดผล ไม่ใช่ค่าความเสี่ยงที่ผู้ชำนาญการรับรองเป็นตัวเลข ผู้ชำนาญการให้คำแนะนำ ส่วนนายจ้างตัดสินเรื่องงบ
ตารางที่ 1 ท้ายประกาศบรรยายระดับโอกาสเป็นคำ ไม่มีตัวเลขครั้งต่อปีให้เทียบ ทีมจึงต้องเขียนเกณฑ์แปลงความถี่เป็นระดับโอกาสไว้ล่วงหน้า ระบุวิธีในช่อง 4 ของแบบ ปอ.1 แล้วแนบเกณฑ์ไว้ ตัวอย่างเกณฑ์ที่ทีมหนึ่งตั้งสำหรับสเกลโอกาส 1 ถึง 5 ตามทางมาตรฐานสากลในข้อ 7 คือ ตั้งแต่ 6 ครั้งต่อปีเป็นระดับ 5 · 1.5 ถึงต่ำกว่า 6 เป็นระดับ 4 · 0.3 ถึงต่ำกว่า 1.5 เป็นระดับ 3 · 0.03 ถึงต่ำกว่า 0.3 เป็นระดับ 2 · ต่ำกว่า 0.03 เป็นระดับ 1
ถ้าระบบดับเพลิงของโรงงานรอสัญญาณจากเครื่องตรวจจับแก๊สชุดเดียวกัน กิ่งดับเพลิงในเส้นทาง F และ G จะยุบไปด้วย และรูปต้นไม้จะเปลี่ยน ทีมจึงต้องตรวจตรรกะสัญญาณจากแบบก่อนวาดทุกครั้ง
จุดที่ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นพาไปผิดทาง
| ข้อผิดพลาด | วิธีเลี่ยง |
|---|---|
| ตั้งสถานการณ์จำลองกว้างจนเรียงมาตรการไม่ได้ | ใช้เกณฑ์สี่ข้อ และทดสอบว่าเขียนความถี่ต่อปีลงไปได้จริง |
| เรียงจุดแตกกิ่งผิดจากเวลาจริง เส้นทางจึงคลาดทั้งต้น | เรียงตามเวลาที่ผลของแต่ละจุดถูกกำหนด ตรวจกับการเดินระบบจริง |
| ไม่มีจุดแตกกิ่งเงื่อนไข ถือว่าไอรั่วแล้วติดไฟทุกครั้ง | ใส่จุดประกายไฟ มีหรือไม่มี และเงื่อนไขอื่นที่เปลี่ยนผล |
| นับมาตรการที่ยังเป็นแผน ผลจึงดีเกินจริง | ยืนยันทุกมาตรการกับแผนผังท่อและเครื่องมือวัด และนับเฉพาะมาตรการที่ยังทำงานได้ |
| ให้ค่ากิ่งโดยไม่มีข้อมูลรองรับ | อ้างบันทึกการทดสอบทั้งวงจร ข้อมูลผู้ผลิต หรือฐานข้อมูลอุตสาหกรรม |
| คูณค่าเหมือนทุกมาตรการเสียแยกจากกัน ทั้งที่ใช้ไฟหรือเซนเซอร์ร่วมกัน | ตรวจแหล่งจ่ายไฟ เซนเซอร์ และตัวควบคุมที่ใช้ร่วมกัน แล้วแยกวิเคราะห์สาเหตุร่วม |
| ทำเสร็จแล้วไม่ลงแบบ ปอ.1 | ลงผลที่เกิดขึ้นแต่ละแบบเป็นแถว จัดระดับ และทำแผนตามข้อ 8 |
ข้อผิดพลาดเรื่องสาเหตุร่วมคือข้อที่ผู้เริ่มต้นมองข้ามมากที่สุด ในตัวอย่างข้างบน ถ้าเครื่องตรวจจับแก๊สกับระบบดับเพลิงใช้แหล่งจ่ายไฟชุดเดียวกัน เมื่อไฟดับ ทั้งสองจะเสียพร้อมกันจากเหตุเดียว ค่ากิ่งดับเพลิงในเส้นทาง F และ G จะไม่ใช่ 0.80 กับ 0.20 อีกต่อไป การคูณค่าเหมือนสองมาตรการเสียแยกจากกันจึงให้ผลที่ดีเกินจริง
เช็คลิสต์ก่อนปิดงาน
- สถานการณ์จำลองเป็นเหตุการณ์เดียว ระบุอุปกรณ์และตำแหน่งได้ และมีความถี่ต่อปีพร้อมที่มา
- มาตรการครบ ทุกมาตรการทำงานหลังเหตุและใช้งานจริง เงื่อนไขที่เปลี่ยนผล เช่น ประกายไฟ อยู่ในต้นไม้
- จุดแตกกิ่งเรียงตามเวลาที่ผลถูกกำหนด และไม่ถามจุดที่คำตอบไม่เปลี่ยนผล
- ไม่มีมาตรการใดใช้แหล่งจ่ายไฟ เซนเซอร์ หรือตัวควบคุมร่วมกันโดยไม่ได้วิเคราะห์สาเหตุร่วม
- ค่ากิ่งทุกกิ่งมีที่มา ผลรวมความน่าจะเป็นทุกเส้นทางเท่ากับ 1.000 และผลรวมความถี่เท่ากับความถี่ของสถานการณ์จำลอง
- ผลที่เกิดขึ้นแต่ละแบบลงแบบ ปอ.1 เป็นแถวของตัวเอง มีเกณฑ์แปลงความถี่แนบไว้ และแถวที่ต้องมีแผนตามตารางที่ 4 มีแผนตามข้อ 8 พร้อมผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
- มีลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นร่วมในทีมอย่างน้อย 1 คน และมีผู้ชำนาญการให้คำแนะนำและรับรองผล
สรุป
- การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ (ETA) เป็นหนึ่งในวิธีชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 ของประกาศเรื่องการประเมินอันตราย เลือกใช้เดี่ยวหรือร่วมกับวิธีอื่นได้
- วิธีนี้เดินหน้าจากสถานการณ์จำลองไปหาผลที่เกิดขึ้น ผ่านจุดแตกกิ่งที่เป็นมาตรการและเงื่อนไข ต่างจาก FTA ที่เดินย้อนจากเหตุการณ์แรกไปหาสาเหตุ
- คุณภาพของต้นไม้ทั้งต้นขึ้นกับสถานการณ์จำลอง ต้องเป็นเหตุการณ์เดียว ระบุตำแหน่งได้ เขียนความถี่ต่อปีได้ และมีมาตรการชุดเดียวกันรองรับ
- งานจะสมบูรณ์เมื่อผลที่เกิดขึ้นแต่ละแบบลงแบบ ปอ.1 จัดระดับตามข้อ 7 และแถวที่ต้องมีแผนมีแผนตามข้อ 8
ลองเลือกสถานการณ์จำลองหนึ่งสถานการณ์ เขียนจุดแตกกิ่งตามเวลาลงกระดาษแผ่นเดียว แล้วตรวจผลรวม 1.000 ภาพที่ได้จะบอกว่ามาตรการใดควรแก้ก่อน
งานประเมินอันตรายต้องมีผู้ชำนาญการรับรองผล ถ้าคุณเป็น จป. หรือวิศวกรที่ทำงานประเมินอันตรายอยู่แล้ว ลงชื่อรับแจ้งเมื่อเปิดรอบอบรมผู้ชำนาญการ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ลงชื่อรับแจ้ง
อ้างอิงกฎหมาย
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 32
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ โดยเฉพาะข้อ 5 ถึงข้อ 8 และตารางท้ายประกาศ
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ETA วิธีเรียงมาตรการและแตกกิ่งให้ตรงตรรกะของระบบจริง
วิธีเรียงมาตรการตามเวลา แตกกิ่งทำงานและไม่ทำงาน ยุบกิ่งที่ไม่ได้รับสัญญาณ ตรวจสาเหตุร่วม และกำหนดผลที่เกิดขึ้นให้ต่างกันจริง ก่อนใส่ค่าความน่าจะเป็นใน ETA

FMEA ขั้นแรก เขียนหน้าที่และรูปแบบความล้มเหลวให้ครบก่อนให้คะแนน
เขียนหน้าที่ให้วัดได้ แล้วพลิกเป็นรูปแบบความล้มเหลวด้วยคำช่วยคิดเจ็ดแบบ หนึ่งรูปแบบต่อแถว พร้อมตัวอย่างระบบป้อนชิ้นงานเข้าแท่นอัดและรายการตรวจก่อนวิเคราะห์ผล

FMEA วิธีชี้บ่งอันตรายรายชิ้นอุปกรณ์ ชนิดที่ใช้จริงและข้อจำกัด
FMEA หนึ่งในวิธีชี้บ่งอันตรายตามข้อ 6 ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย สามคำแกน ชนิดที่ใช้จริง ขั้นตอน ตัวอย่างเครื่องอัดไฮดรอลิก และข้อจำกัดเรื่องสาเหตุร่วม