FMEA คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายรายชิ้นอุปกรณ์ — ชนิดที่ใช้จริงและข้อจำกัด
FMEA เป็นวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 7 ตามข้อ 6 ของประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 อ่านสามคำแกน ชนิดที่ใช้จริง ขั้นตอน ตัวอย่างเครื่องอัดไฮดรอลิก และข้อจำกัดเรื่องความล้มเหลวร่วม

เช็คลิสต์ตรวจเครื่องจักรของหลายโรงงานมีบรรทัดหนึ่งเขียนว่า "สวิตช์ฉุกเฉินอยู่ในสภาพใช้งานได้" ช่างเดินตรวจเห็นปุ่มสีแดงครบทุกจุด ไม่แตก ไม่หลุด ก็ลงว่าผ่าน แต่ไม่มีบรรทัดใดให้ตอบว่ากดแล้วตัดการทำงานจริงหรือเปล่า และครั้งสุดท้ายที่มีคนกดทดสอบคือเมื่อไร ความล้มเหลวแบบนี้ซ่อนตัวอยู่ได้เป็นปี
การวิเคราะห์ลักษณะความล้มเหลวและผลกระทบ หรือ FMEA (Failure Modes and Effects Analysis) คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายที่ดึงความล้มเหลวแบบนี้ขึ้นมาให้เห็น แทนที่จะตรวจว่าอุปกรณ์มีอยู่หรือเปล่า FMEA ให้ไล่ดูว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ล้มเหลวได้กี่ลักษณะ แต่ละลักษณะทำให้เกิดอะไรตามมา สาเหตุมาจากไหน และตอนนี้มีมาตรการอะไรดักจับไว้บ้าง
ความล้มเหลวที่ซ่อนอยู่ และเหตุที่ต้องไล่ดูทีละชิ้น
เครื่องมือที่คนไทยคุ้นที่สุดมีสองตัว คือ HIRARC ที่ไล่ดูอันตรายทั้งพื้นที่ และ JSA ที่แตกงานเป็นขั้นตอนของคน ทั้งสองตัวทำงานได้ดีกับงานที่คนเป็นตัวเดินเรื่อง เช่น งานเปลี่ยนหลอดไฟบนที่สูง
แต่ความเสี่ยงในไลน์การผลิตจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากคนทำผิดขั้นตอน หากเริ่มจากชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ของตัวเองไม่สำเร็จ เช่น เซนเซอร์ที่ควรตัดเครื่องแล้วไม่ตัด หรือสลักยึดแม่พิมพ์ที่คลายตัวออกทีละนิดจนหลุด งานลักษณะนี้ต้องการเครื่องมือที่ไล่ดูชิ้นส่วน ไม่ใช่ไล่ดูขั้นตอน
FMEA ตอบโจทย์ด้วยตารางที่มีหนึ่งแถวต่อหนึ่งลักษณะความล้มเหลว โดยทีมต้องตอบให้ครบทุกช่องว่าผลกระทบคืออะไร สาเหตุคืออะไร มาตรการปัจจุบันคืออะไร ช่องที่ตอบไม่ได้หรือตอบว่าไม่มี คือช่องที่ชี้จุดอ่อนของโรงงานได้ตรงที่สุด และเพราะทีมไล่ดูทุกชิ้นโดยไม่ต้องรู้ล่วงหน้าว่ากลัวอุบัติเหตุแบบไหน จึงค้นพบความล้มเหลวที่ยังไม่เคยนึกถึงมาก่อน
สามคำแกนที่ต้องแยกให้ออกก่อนลงมือ
ความผิดพลาดที่ทำให้ตาราง FMEA ใช้ไม่ได้ตั้งแต่แถวแรก คือแยกสามคำนี้ไม่ออก
- ลักษณะความล้มเหลว (failure mode) คือรูปแบบที่ส่วนประกอบทำหน้าที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น วาล์วที่ควรเปิดปิดได้ อาจล้มเหลวในลักษณะค้างเปิด ค้างปิด รั่วซึม หรือตอบสนองช้า
- ผลกระทบ (effect) คือสิ่งที่ตามมาเมื่อความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้น ทั้งผลต่อระบบถัดขึ้นไปและผลต่อผู้ปฏิบัติงาน
- สาเหตุ (cause) คือกลไกที่ทำให้เกิดลักษณะความล้มเหลวนั้น เช่น การสึกหรอ การกัดกร่อน หรือความล้าของวัสดุ
ลำดับที่ต้องจำให้แม่นคือ สาเหตุ → ลักษณะความล้มเหลว → ผลกระทบ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซีลสึก ทำให้วาล์วค้างปิด ทำให้แรงดันสูงเกินจนคนบาดเจ็บ ลำดับนี้สำคัญตอนให้คะแนน เพราะคะแนนโอกาสเกิดผูกกับสาเหตุ ส่วนคะแนนความรุนแรงผูกกับผลกระทบ ทีมที่สลับสองคำนี้จะให้คะแนนผิดมิติทั้งตาราง
อีกข้อที่ต้องยึด คือชิ้นส่วนหนึ่งชิ้นมีได้หลายลักษณะความล้มเหลว และแต่ละลักษณะให้ผลต่างกัน จึงต้องแยกทีละลักษณะ หนึ่งลักษณะเท่ากับหนึ่งแถว
ที่ทางตามประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567
FMEA มีชื่ออยู่ในตัวบทไทยโดยตรง ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ซึ่งออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 กำหนดวิธีชี้บ่งอันตรายไว้ในข้อ 6 รวม 9 วิธี ให้นายจ้างเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันที่เหมาะสม โดยต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ทุกวิธีปฏิบัติงาน และทุกกิจกรรม FMEA ปรากฏเป็นลำดับที่ 7
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตรายฯ พ.ศ. 2567 ข้อ 6: "ให้นายจ้างประเมินอันตรายด้วยการใช้วิธีการชี้บ่งอันตราย ... โดยเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันที่เหมาะสม ดังนี้ ... (7) การวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์ (Failure Modes and Effects Analysis (FMEA))"
ชื่อไทยในตัวบทเน้นไปที่อุปกรณ์และผลที่ตามมา เวลากรอกแบบรายงานให้ราชการจึงควรใช้ถ้อยคำตามตัวบทเป็นหลัก และเมื่อชี้บ่งด้วย FMEA แล้ว ยังต้องเดินต่ออีกสามขั้น
| ข้อ | สิ่งที่ตัวบทกำหนด |
|---|---|
| ข้อ 6(7) | ใช้ FMEA ชี้บ่งอันตราย |
| ข้อ 7 | นำผลการชี้บ่งมาวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง เพื่อจัดระดับอันตราย |
| ข้อ 8 | ถ้าระดับอันตรายยอมรับไม่ได้ ให้จัดทำแผนลดและควบคุม |
| ข้อ 9 | จัดทำรายงานตามแบบท้ายประกาศ ส่งภายใน 60 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้น และเก็บหลักฐานไว้ ณ สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 ปี |
จุดที่ต้องแยกให้ขาด คือเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่กฎหมายไทยกำหนด กับแนวปฏิบัติสากล กฎหมายไทยกำหนดให้ชี้บ่งอันตราย จัดระดับ ทำแผนเมื่อยอมรับไม่ได้ และรายงาน ตามข้อ 6 ถึงข้อ 9 พร้อมตารางท้ายประกาศที่แบ่งโอกาสและความรุนแรงเป็นสามระดับ คือน้อยเท่ากับ 1 ปานกลางเท่ากับ 2 และมากเท่ากับ 3 แล้วคูณกันเป็นคะแนน 1 ถึง 9 ส่วนรูปแบบ worksheet มาตราส่วนคะแนน 1 ถึง 10 และวิธีจัดลำดับการแก้ไข เป็นแนวปฏิบัติสากลจากมาตรฐานอย่าง IEC 60812 และแนวทาง FMEA ภาคยานยนต์ AIAG-VDA
ข้อ 7 เปิดช่องให้ใช้มาตราส่วนสากลได้ เพราะใช้คำว่า "โดยอย่างน้อยให้มีรายละเอียดตามท้ายประกาศนี้ หรือด้วยวิธีที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล" ตารางท้ายประกาศจึงเป็นแบบมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่ได้ปิดทางไว้ที่แบบเดียว แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือผลสุดท้ายต้องแปลงกลับมาจัดระดับอันตรายให้ได้เสมอ
ชนิดของการวิเคราะห์ และชนิดที่งานความปลอดภัยใช้
คำว่า FMEA ในเอกสารมาตรฐานครอบคลุมงานหลายลักษณะ แยกได้เป็นสองแกน แกนแรกแยกตามสิ่งที่นำมาวิเคราะห์
| ชนิด | วิเคราะห์อะไร | ใช้ตอนไหน |
|---|---|---|
| Design FMEA | แบบของผลิตภัณฑ์หรือแบบของเครื่องจักร | ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกแบบหรือดัดแปลงเครื่องจักรเอง ก่อนสร้างจริง |
| Process FMEA | ขั้นตอนและอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต | ออกแบบหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต ติดตั้งเครื่องใหม่ ก่อนเดินเครื่องจริง |
แกนที่สองแยกตามความละเอียดของการจัดลำดับ FMECA (Failure Modes, Effects and Criticality Analysis) คือ FMEA ที่เพิ่มขั้นตอนวิเคราะห์ความวิกฤตเชิงปริมาณเข้าไปอย่างเป็นระบบ ใช้ในงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก เช่น อากาศยานหรือการทหาร งานความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการทั่วไปใช้ FMEA พร้อมการจัดลำดับตามปกติก็เพียงพอ
ชนิดที่งานความปลอดภัยในโรงงานไทยใช้จริงส่วนใหญ่คือ Process FMEA ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมา คือนายจ้างไทยจำนวนมากเป็นผู้ใช้เครื่องจักร ไม่ใช่ผู้ออกแบบ สิ่งที่ควบคุมได้จริงจึงเป็นขั้นตอนการผลิต การติดตั้ง การเดินเครื่อง และการบำรุงรักษา
เหตุผลที่สองผูกกับตัวบทโดยตรง ข้อ 5 วรรคสองกำหนดว่า เมื่อมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือวิธีการทำงาน จนสภาวะการทำงานเปลี่ยนไป ให้ประเมินอันตรายให้ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนแปลง โดยให้แล้วเสร็จไม่เกิน 30 วัน จังหวะเปลี่ยนเครื่องหรือย้ายไลน์จึงเป็นจังหวะที่ Process FMEA ถูกเรียกใช้มากที่สุด
ส่วน Design FMEA ยังมีที่ใช้ในโรงงานที่สร้างเครื่องจักรใช้เองหรือดัดแปลงเครื่องเดิม เช่น ต่อแท่นป้อนชิ้นงานอัตโนมัติเพิ่ม งานแบบนี้ต้องวิเคราะห์ที่ตัวแบบก่อนลงมือสร้าง เพราะแก้ที่กระดาษถูกกว่าแก้ที่เหล็กเสมอ
ในทางเอกสาร ให้ระบุชนิดไว้ที่หัว worksheet ตั้งแต่ต้น พร้อมชื่อระบบ ทีมประเมิน ผู้ชำนาญการฯ ผู้รับรอง วันที่ และมาตราส่วนคะแนนที่อ้างอิง
ขั้นตอนการทำ ทีละขั้น
- กำหนดขอบเขต ระบุว่าวิเคราะห์ระบบใด รวมชิ้นส่วนใดบ้าง และไม่รวมอะไร
- ตั้งทีมสหสาขา ผู้ที่รู้แบบของเครื่อง ผู้เดินเครื่องจริง ช่างซ่อมบำรุง และ จป.วิชาชีพ ข้อ 5 วรรคสามกำหนดให้มีลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนร่วมด้วย และผลต้องได้รับการรับรองจากผู้ชำนาญการฯ
- แจกแจงส่วนประกอบและหน้าที่ เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้ เพราะลักษณะความล้มเหลวจะนิยามได้ชัดก็ต่อเมื่อหน้าที่ชัด
- ระบุลักษณะความล้มเหลว ใช้ชุดคำช่วยคิดว่าไม่ทำงานเลย ทำงานบางส่วน ทำงานมากเกิน ทำงานเมื่อไม่ควรทำ หรือทำงานผิดจังหวะ
- วิเคราะห์ผลกระทบ ทั้งต่อระบบและต่อคน โดยระบุผลระดับร้ายแรงที่สุดเท่าที่สมเหตุสมผล
- ระบุสาเหตุให้ลึกถึงกลไก คำว่าซีลรั่วยังไม่ใช่สาเหตุราก ต้องถามต่อว่ารั่วเพราะสึก เพราะสารเคมีกัด หรือติดตั้งผิด
- ระบุมาตรการควบคุมปัจจุบัน แยกมาตรการป้องกันออกจากมาตรการตรวจจับ เพราะไปลงคนละช่องคะแนน
- ให้คะแนนสามมิติ คำนวณคะแนนรวม แล้วจัดลำดับ โดยใช้ตารางเกณฑ์ชุดเดียวกันทั้งทีม
- กำหนดมาตรการแก้ไข ผู้รับผิดชอบ และกำหนดเวลา แล้วทบทวนคะแนนซ้ำ เพื่อยืนยันว่าความเสี่ยงลดลงจริง
การให้คะแนนและการจัดลำดับ
สามมิติที่ให้คะแนน คือความรุนแรง (S) โอกาสเกิด (O) และการตรวจพบ (D) มาตราส่วน 1 ถึง 10 ที่ใช้กันแพร่หลายเป็นแนวปฏิบัติสากล องค์กรต้องเขียนนิยามของแต่ละคะแนนให้ตรงบริบทของตนเองและใช้ชุดเดียวกันตลอดการประเมิน แล้วคูณสามมิติเข้าด้วยกันเป็นเลขลำดับความเสี่ยง
RPN = S × O × D
ค่าที่ได้อยู่ในช่วง 1 ถึง 1,000 รายการที่ได้ค่าสูงคือรายการที่ควรจัดการก่อน เกณฑ์ตัดสินว่าค่าเท่าใดถือว่าสูง องค์กรกำหนดเอง ไม่ใช่ค่าที่กฎหมายไทยกำหนด
จุดที่คนใหม่พลาดบ่อยที่สุด คือมาตราส่วนการตรวจพบ กลับด้าน กับอีกสองมิติ ตรวจพบง่ายได้คะแนนต่ำซึ่งแปลว่าดี ตรวจพบยากได้คะแนนสูงซึ่งแปลว่าเสี่ยง ผู้ที่เผลอให้คะแนนไปทางเดียวกันจะได้ผลลัพธ์กลับหัวทั้งตาราง
กฎเสริมที่ต้องมีเสมอ คือไม่ว่าเลขลำดับความเสี่ยงจะต่ำเพียงใด หากคะแนนความรุนแรงอยู่ที่ 9 หรือ 10 ต้องยกขึ้นเป็นรายการที่ต้องพิจารณามาตรการทุกครั้ง เพราะผลถึงชีวิตยอมรับไม่ได้แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แนวทาง FMEA ภาคยานยนต์ฉบับปรับปรุงถึงกับเลิกใช้ค่าคูณเป็นตัวตัดสินหลัก แล้วหันไปจัดลำดับเป็นสามระดับ คือสูง กลาง และต่ำ โดยให้น้ำหนักกับความรุนแรงมากที่สุด
ตัวอย่างจากเครื่องอัดไฮดรอลิกในโรงงานชิ้นส่วนโลหะ
บริบทเป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ ซึ่งอยู่ในบัญชี 2 ลำดับที่ 15 ท้ายประกาศฯ มีลูกจ้าง 95 คน ทีมประเมินมีหัวหน้าฝ่ายผลิต ช่างซ่อมบำรุง พนักงานเดินเครื่องตามข้อ 5 วรรคสาม และ จป.วิชาชีพ โดยมีผู้ชำนาญการฯ รับรองผล ตัวเลขและบริบทสมมุติขึ้นเพื่อการฝึก
| ส่วนประกอบและหน้าที่ | ลักษณะความล้มเหลว | ผลกระทบ | S | สาเหตุ | O | มาตรการปัจจุบัน | D | RPN |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ม่านแสงนิรภัย หยุดแท่นอัดเมื่อมีมือเข้าเขต | ไม่ตัดการทำงานเมื่อมีวัตถุบัง | มือถูกแท่นอัด สูญเสียอวัยวะจนทุพพลภาพถาวร | 9 | เซนเซอร์สกปรก สายสัญญาณหลวม | 3 | ตรวจสอบเปิดกะ (ตรวจจับ) | 6 | 162 |
| วาล์วคุมแรงดันไฮดรอลิก คุมแรงอัดให้อยู่ในพิกัด | ค้างเปิด แรงดันพุ่งเกินพิกัด | ท่อหรือซีลแตก น้ำมันแรงดันสูงฉีด เสี่ยงไฟลุก | 8 | ลิ่มวาล์วสึก สิ่งสกปรกอุดตัน | 3 | เกจแรงดันหน้าเครื่อง (ตรวจด้วยสายตา) | 7 | 168 |
| สวิตช์ฉุกเฉิน ตัดการทำงานทันทีเมื่อกด | กดแล้วไม่ตัดการทำงาน | หยุดเครื่องไม่ได้เมื่อเกิดเหตุ มือถูกแท่นอัดซ้ำ | 9 | หน้าสัมผัสเสื่อม ไม่เคยทดสอบ | 2 | ไม่มีการทดสอบตามรอบ | 8 | 144 |
เรียงตามเลขลำดับความเสี่ยง แถววาล์วมาเป็นที่หนึ่งที่ 168 ตามด้วยม่านแสงที่ 162 และสวิตช์ฉุกเฉินที่ 144 แต่เมื่อใช้กฎความรุนแรงสูงประกอบ ภาพจะเปลี่ยน เพราะแถวที่ได้คะแนนความรุนแรง 9 คือม่านแสงกับสวิตช์ฉุกเฉิน ทั้งสองแถวมีผลถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ
แถวสวิตช์ฉุกเฉินคือแถวที่น่าสนใจที่สุดในตารางนี้ ค่าที่ได้ต่ำกว่าแถววาล์วเล็กน้อย แต่คะแนนการตรวจพบสูงถึง 8 เพราะไม่มีการทดสอบตามรอบ ความล้มเหลวจึงซ่อนอยู่จนถึงวันที่ต้องใช้จริง นี่คือจุดอ่อนที่เช็คลิสต์ซึ่งถามแค่ว่ามีสวิตช์ฉุกเฉินหรือไม่ จะมองไม่เห็นเลย
ขั้นต่อไปคือทบทวนคะแนนซ้ำหลังใส่มาตรการ แถววาล์วเดิมได้ 168 มาตรการที่เลือกคือติดตั้งสวิตช์แรงดันสูงตัดการทำงานอัตโนมัติพร้อมสัญญาณเตือน และเปลี่ยนลิ่มวาล์วตามอายุ ผลคือคะแนนโอกาสเกิดลดจาก 3 เหลือ 2 เพราะแก้ที่สาเหตุ และคะแนนการตรวจพบลดจาก 7 เหลือ 3 เพราะเปลี่ยนจากการดูเกจด้วยสายตาเป็นการตรวจจับอัตโนมัติ ส่วนความรุนแรงคงเดิมที่ 8 ค่าใหม่จึงเหลือ 48 การที่ความรุนแรงไม่ลดลงเป็นเรื่องปกติ มาตรการที่ลดความรุนแรงได้จริงต้องเปลี่ยนที่ตัวอันตรายเอง เช่น ลดแรงดันของระบบ
ขั้นสุดท้ายคือแปลงผลกลับเข้าตารางท้ายประกาศตามข้อ 7 โดยประเมินโอกาสและความรุนแรงใหม่ตามนิยามในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 ข้อควรระวังคือห้ามยกคะแนนโอกาสเกิดของ FMEA ไปวางในตารางที่ 1 ตรง ๆ เพราะคะแนนของ FMEA วัดความถี่ล้วน ๆ ส่วนตารางที่ 1 รวมมิติความต่อเนื่องของการควบคุมไว้ด้วย
ข้อจำกัด ความล้มเหลวทีละจุดกับความล้มเหลวร่วม
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของ FMEA มาคู่กับจุดเด่น เทคนิคนี้พิจารณาความล้มเหลว ทีละจุด หนึ่งแถวคือหนึ่งลักษณะความล้มเหลวของชิ้นส่วนหนึ่งชิ้น จึงมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยความล้มเหลวหลายจุดเกิดพร้อมกัน
กลับไปดูตารางตัวอย่างข้างต้นจะเห็นชัด แถวม่านแสงกับแถวสวิตช์ฉุกเฉินถูกให้คะแนนแยกกันคนละแถว ไม่มีแถวใดครอบคลุมกรณีที่ม่านแสงไม่ตัดและสวิตช์ฉุกเฉินก็กดไม่ทำงานในเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งที่นั่นคือสถานการณ์ที่ชั้นป้องกันล้มพร้อมกันทุกชั้น และเป็นสถานการณ์ที่ทำให้คนตายจริง
ทางแก้ไม่ใช่การเลิกใช้ FMEA แต่คือการส่งต่อ เมื่อแถวใดมีผลกระทบถึงชีวิตและอาจมาจากความล้มเหลวหลายจุดพร้อมกัน ให้นำผลกระทบของแถวนั้นตั้งเป็นเหตุการณ์ยอด แล้ววิเคราะห์ย้อนหาสาเหตุด้วยการวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีลำดับที่ 5 ในข้อ 6 เพราะเทคนิคนั้นมองการรวมกันของเหตุได้ ข้อ 6 เปิดให้ใช้หลายวิธีร่วมกันอยู่แล้ว ผู้ชำนาญการเพียงต้องอธิบายเหตุผลของการเลือกได้
ข้อจำกัดอื่นที่ต้องรู้ก่อนเลือกใช้
- ซอยเป็นขั้นตอนของคนได้ยาก งานที่เป็นลำดับการกระทำของบุคคล เช่น งานบนที่สูงหรืองานในที่อับอากาศ ควรใช้การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก
- ไม่ถนัดกระบวนการต่อเนื่อง โรงงานที่ความเสี่ยงขับด้วยการเบี่ยงเบนของความดัน อุณหภูมิ หรืออัตราการไหล ควรใช้การศึกษาอันตรายและกระบวนการทำงานเป็นแกน แล้วใช้ FMEA เจาะเฉพาะอุปกรณ์วิกฤต
- กินเวลามากเมื่อระบบมีชิ้นส่วนเยอะ ถ้ายังไม่รู้ว่าควรเจาะที่ไหน ควรเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า แล้วจึงลง FMEA เมื่อระบุอุปกรณ์วิกฤตได้แล้ว
- ค่าคูณสามมิติทำให้เข้าใจผิดได้ คะแนน 9 คูณ 2 คูณ 5 กับ 3 คูณ 5 คูณ 6 ได้ 90 เท่ากัน แต่รายการแรกอันตรายกว่ามากเพราะผลถึงชีวิต จึงต้องดูสามมิติแยกกันเสมอ
มีคะแนน แต่ทำไมยังไม่เห็นความเสี่ยง
| ข้อผิดพลาด | วิธีเลี่ยง |
|---|---|
| มาตราส่วนคะแนนไม่มีนิยามชัด คะแนนจึงเทียบข้ามแถวไม่ได้ | ทำตารางเกณฑ์ทั้งสามมิติให้ชัดก่อนเริ่ม ใช้ชุดเดียวกันตลอด |
| นิยามหน้าที่หลวม ทำให้ระบุลักษณะความล้มเหลวได้ไม่ครบ | เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้ |
| สับสนผลกระทบกับสาเหตุ จึงให้คะแนนผิดมิติทั้งแถว | ท่องลำดับ สาเหตุ → ลักษณะความล้มเหลว → ผลกระทบ |
| ทำครั้งเดียวแล้วเก็บเข้าแฟ้ม เอกสารจึงไม่ตรงกับหน้างานจริง | ผูกการทบทวนเข้ากับข้อ 5 วรรคสอง เมื่อเปลี่ยนเครื่องจักรต้องทบทวนให้เสร็จไม่เกิน 30 วัน |
อีกข้อที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือการแต่งคะแนนให้ต่ำลงเพื่อกดค่ารวมให้หลุดเกณฑ์ที่ต้องทำแผน กันได้ด้วยการกำหนดว่าทุกคะแนนที่ปรับต้องมีหลักฐานประกอบ
เช็คลิสต์เริ่มใช้ในโรงงานของคุณ
- เลือกเครื่องจักรตั้งต้นหนึ่งเครื่องที่มีชิ้นส่วนป้องกันหลายชั้น เช่น เครื่องอัด เครื่องฉีดพลาสติก หรือสายพานที่มีจุดหนีบ
- ระบุชนิดของการวิเคราะห์ที่หัวเอกสาร พร้อมมาตราส่วนคะแนนและมาตรฐานที่อ้างอิง
- ตั้งทีมให้ครบมุม ผลิต ซ่อมบำรุง จป.วิชาชีพ และลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนตามข้อ 5 วรรคสาม
- ไล่รายชื่อชิ้นส่วนกับหน้าที่ให้ครบ เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้ทุกบรรทัด แล้วแตกลักษณะความล้มเหลวทีละลักษณะ หนึ่งลักษณะหนึ่งแถว
- แยกมาตรการปัจจุบันเป็นสองช่อง ป้องกันกับตรวจจับ ก่อนให้คะแนนสามมิติ
- คัดแถวที่คะแนนความรุนแรงถึง 9 ขึ้นมาก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าค่ารวมจะเป็นเท่าใด และส่งแถวที่อาจเกิดจากหลายจุดพร้อมกันไปวิเคราะห์ต่อด้วยเทคนิคที่มองการรวมกันของเหตุ
- แปลงผลกลับเข้าตารางจัดระดับอันตรายท้ายประกาศตามข้อ 7 แถวที่ยอมรับไม่ได้ให้ทำแผนลดและควบคุมตามข้อ 8 พร้อมชื่อผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
- ทบทวนคะแนนซ้ำหลังมาตรการมีผล และผูกรอบทบทวนกับการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรตามข้อ 5 วรรคสอง
สรุป
- FMEA คือวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 7 ใน 9 วิธีตามข้อ 6 ของประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ตัวบทไทยเรียกว่าการวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์
- แก่นของเทคนิคคือไล่ดูอุปกรณ์ทีละชิ้น แล้วแยกสาเหตุ ลักษณะความล้มเหลว และผลกระทบออกจากกันให้ชัด
- ชนิดที่ใช้จริงในโรงงานไทยส่วนใหญ่คือ Process FMEA ส่วน Design FMEA ใช้เมื่อโรงงานออกแบบหรือดัดแปลงเครื่องจักรเอง และ FMECA ไว้สำหรับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก
- กฎหมายไทยกำหนดการชี้บ่ง การจัดระดับ การทำแผน และการรายงาน ส่วนมาตราส่วนคะแนนและวิธีจัดลำดับเป็นแนวปฏิบัติสากลที่ต้องแปลงกลับมาสู่ระดับยอมรับได้หรือไม่ได้เสมอ
- ข้อจำกัดที่ต้องบอกทีมทุกครั้ง คือ FMEA มองความล้มเหลวทีละจุด ไม่เห็นความล้มเหลวร่วม แถวที่ผลถึงชีวิตจึงต้องส่งต่อไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคที่มองการรวมกันของเหตุได้
การเริ่มจากเครื่องที่เสียซ้ำซากเพียงเครื่องเดียวมักให้ข้อมูลมากกว่าการเปิดโครงการทั้งโรงงาน ไล่รายการให้ครบสักสิบแถว แล้วมองหาช่องมาตรการตรวจจับที่ยังว่าง จุดนั้นมักเป็นลำดับลงทุนที่ชัดที่สุด ส่วนอุปกรณ์ป้องกันที่มักปรากฏในแถวคะแนนสูง ทบทวนต่อได้จาก การ์ดเครื่องจักร 4 แบบ และ การตัดแยกพลังงานก่อนซ่อมเครื่องจักร
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ETA การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ และการตั้งเหตุการณ์ตั้งต้นให้พอดี
ETA คือวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 6 ในเก้าวิธีตามประกาศกระทรวงแรงงาน 2567 ข้อ 6 เดินหน้าจากเหตุตั้งต้นผ่านชั้นป้องกันทีละชั้น พร้อมวิธีตั้งเหตุตั้งต้นและตัวอย่างคำนวณ

รอบทบทวนใบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และทะเบียนที่ตามสถานะได้
รอบสามปี นาฬิกา 30 วันเมื่อเปลี่ยนแปลง และรอบหกเดือนของคู่มือหน่วยงาน มาจากตัวบทคนละฉบับ พร้อมผังผู้เคาะแต่ละขั้น และคอลัมน์ทะเบียน JSA ที่ตรวจย้อนได้

JSA ทำเอง — Template 3 คอลัมน์ + ตัวอย่างจริง ใช้ได้วันนี้
JSA คืออะไร · ต่างจาก HIRARC อย่างไร · 6 ขั้นตอนทำ JSA + Template 3 คอลัมน์ พร้อมตัวอย่างจริงงานเปลี่ยน fluorescent ในไซต์ อิงกฎกระทรวง SMS 2565