📊 ระบบบริหาร & เหตุฉุกเฉิน

FMEA คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายรายชิ้นอุปกรณ์ — ชนิดที่ใช้จริงและข้อจำกัด

FMEA เป็นวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 7 ตามข้อ 6 ของประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 อ่านสามคำแกน ชนิดที่ใช้จริง ขั้นตอน ตัวอย่างเครื่องอัดไฮดรอลิก และข้อจำกัดเรื่องความล้มเหลวร่วม

Safety Station 10116 กันยายน 2569อ่าน 30 นาที · 6,558 คำ
FMEA คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายรายชิ้นอุปกรณ์ — ชนิดที่ใช้จริงและข้อจำกัด

เช็คลิสต์ตรวจเครื่องจักรของหลายโรงงานมีบรรทัดหนึ่งเขียนว่า "สวิตช์ฉุกเฉินอยู่ในสภาพใช้งานได้" ช่างเดินตรวจเห็นปุ่มสีแดงครบทุกจุด ไม่แตก ไม่หลุด ก็ลงว่าผ่าน แต่ไม่มีบรรทัดใดให้ตอบว่ากดแล้วตัดการทำงานจริงหรือเปล่า และครั้งสุดท้ายที่มีคนกดทดสอบคือเมื่อไร ความล้มเหลวแบบนี้ซ่อนตัวอยู่ได้เป็นปี

การวิเคราะห์ลักษณะความล้มเหลวและผลกระทบ หรือ FMEA (Failure Modes and Effects Analysis) คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายที่ดึงความล้มเหลวแบบนี้ขึ้นมาให้เห็น แทนที่จะตรวจว่าอุปกรณ์มีอยู่หรือเปล่า FMEA ให้ไล่ดูว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้ล้มเหลวได้กี่ลักษณะ แต่ละลักษณะทำให้เกิดอะไรตามมา สาเหตุมาจากไหน และตอนนี้มีมาตรการอะไรดักจับไว้บ้าง

ความล้มเหลวที่ซ่อนอยู่ และเหตุที่ต้องไล่ดูทีละชิ้น

เครื่องมือที่คนไทยคุ้นที่สุดมีสองตัว คือ HIRARC ที่ไล่ดูอันตรายทั้งพื้นที่ และ JSA ที่แตกงานเป็นขั้นตอนของคน ทั้งสองตัวทำงานได้ดีกับงานที่คนเป็นตัวเดินเรื่อง เช่น งานเปลี่ยนหลอดไฟบนที่สูง

แต่ความเสี่ยงในไลน์การผลิตจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากคนทำผิดขั้นตอน หากเริ่มจากชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ของตัวเองไม่สำเร็จ เช่น เซนเซอร์ที่ควรตัดเครื่องแล้วไม่ตัด หรือสลักยึดแม่พิมพ์ที่คลายตัวออกทีละนิดจนหลุด งานลักษณะนี้ต้องการเครื่องมือที่ไล่ดูชิ้นส่วน ไม่ใช่ไล่ดูขั้นตอน

FMEA ตอบโจทย์ด้วยตารางที่มีหนึ่งแถวต่อหนึ่งลักษณะความล้มเหลว โดยทีมต้องตอบให้ครบทุกช่องว่าผลกระทบคืออะไร สาเหตุคืออะไร มาตรการปัจจุบันคืออะไร ช่องที่ตอบไม่ได้หรือตอบว่าไม่มี คือช่องที่ชี้จุดอ่อนของโรงงานได้ตรงที่สุด และเพราะทีมไล่ดูทุกชิ้นโดยไม่ต้องรู้ล่วงหน้าว่ากลัวอุบัติเหตุแบบไหน จึงค้นพบความล้มเหลวที่ยังไม่เคยนึกถึงมาก่อน

สามคำแกนที่ต้องแยกให้ออกก่อนลงมือ

ความผิดพลาดที่ทำให้ตาราง FMEA ใช้ไม่ได้ตั้งแต่แถวแรก คือแยกสามคำนี้ไม่ออก

  • ลักษณะความล้มเหลว (failure mode) คือรูปแบบที่ส่วนประกอบทำหน้าที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น วาล์วที่ควรเปิดปิดได้ อาจล้มเหลวในลักษณะค้างเปิด ค้างปิด รั่วซึม หรือตอบสนองช้า
  • ผลกระทบ (effect) คือสิ่งที่ตามมาเมื่อความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้น ทั้งผลต่อระบบถัดขึ้นไปและผลต่อผู้ปฏิบัติงาน
  • สาเหตุ (cause) คือกลไกที่ทำให้เกิดลักษณะความล้มเหลวนั้น เช่น การสึกหรอ การกัดกร่อน หรือความล้าของวัสดุ

ลำดับที่ต้องจำให้แม่นคือ สาเหตุ → ลักษณะความล้มเหลว → ผลกระทบ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซีลสึก ทำให้วาล์วค้างปิด ทำให้แรงดันสูงเกินจนคนบาดเจ็บ ลำดับนี้สำคัญตอนให้คะแนน เพราะคะแนนโอกาสเกิดผูกกับสาเหตุ ส่วนคะแนนความรุนแรงผูกกับผลกระทบ ทีมที่สลับสองคำนี้จะให้คะแนนผิดมิติทั้งตาราง

อีกข้อที่ต้องยึด คือชิ้นส่วนหนึ่งชิ้นมีได้หลายลักษณะความล้มเหลว และแต่ละลักษณะให้ผลต่างกัน จึงต้องแยกทีละลักษณะ หนึ่งลักษณะเท่ากับหนึ่งแถว

ที่ทางตามประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567

FMEA มีชื่ออยู่ในตัวบทไทยโดยตรง ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ซึ่งออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 กำหนดวิธีชี้บ่งอันตรายไว้ในข้อ 6 รวม 9 วิธี ให้นายจ้างเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันที่เหมาะสม โดยต้องครอบคลุมทุกขั้นตอน ทุกวิธีปฏิบัติงาน และทุกกิจกรรม FMEA ปรากฏเป็นลำดับที่ 7

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตรายฯ พ.ศ. 2567 ข้อ 6: "ให้นายจ้างประเมินอันตรายด้วยการใช้วิธีการชี้บ่งอันตราย ... โดยเลือกใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันที่เหมาะสม ดังนี้ ... (7) การวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์ (Failure Modes and Effects Analysis (FMEA))"

ชื่อไทยในตัวบทเน้นไปที่อุปกรณ์และผลที่ตามมา เวลากรอกแบบรายงานให้ราชการจึงควรใช้ถ้อยคำตามตัวบทเป็นหลัก และเมื่อชี้บ่งด้วย FMEA แล้ว ยังต้องเดินต่ออีกสามขั้น

ข้อ สิ่งที่ตัวบทกำหนด
ข้อ 6(7) ใช้ FMEA ชี้บ่งอันตราย
ข้อ 7 นำผลการชี้บ่งมาวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรง เพื่อจัดระดับอันตราย
ข้อ 8 ถ้าระดับอันตรายยอมรับไม่ได้ ให้จัดทำแผนลดและควบคุม
ข้อ 9 จัดทำรายงานตามแบบท้ายประกาศ ส่งภายใน 60 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้น และเก็บหลักฐานไว้ ณ สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 ปี

จุดที่ต้องแยกให้ขาด คือเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่กฎหมายไทยกำหนด กับแนวปฏิบัติสากล กฎหมายไทยกำหนดให้ชี้บ่งอันตราย จัดระดับ ทำแผนเมื่อยอมรับไม่ได้ และรายงาน ตามข้อ 6 ถึงข้อ 9 พร้อมตารางท้ายประกาศที่แบ่งโอกาสและความรุนแรงเป็นสามระดับ คือน้อยเท่ากับ 1 ปานกลางเท่ากับ 2 และมากเท่ากับ 3 แล้วคูณกันเป็นคะแนน 1 ถึง 9 ส่วนรูปแบบ worksheet มาตราส่วนคะแนน 1 ถึง 10 และวิธีจัดลำดับการแก้ไข เป็นแนวปฏิบัติสากลจากมาตรฐานอย่าง IEC 60812 และแนวทาง FMEA ภาคยานยนต์ AIAG-VDA

ข้อ 7 เปิดช่องให้ใช้มาตราส่วนสากลได้ เพราะใช้คำว่า "โดยอย่างน้อยให้มีรายละเอียดตามท้ายประกาศนี้ หรือด้วยวิธีที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล" ตารางท้ายประกาศจึงเป็นแบบมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่ได้ปิดทางไว้ที่แบบเดียว แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือผลสุดท้ายต้องแปลงกลับมาจัดระดับอันตรายให้ได้เสมอ

ชนิดของการวิเคราะห์ และชนิดที่งานความปลอดภัยใช้

คำว่า FMEA ในเอกสารมาตรฐานครอบคลุมงานหลายลักษณะ แยกได้เป็นสองแกน แกนแรกแยกตามสิ่งที่นำมาวิเคราะห์

ชนิด วิเคราะห์อะไร ใช้ตอนไหน
Design FMEA แบบของผลิตภัณฑ์หรือแบบของเครื่องจักร ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกแบบหรือดัดแปลงเครื่องจักรเอง ก่อนสร้างจริง
Process FMEA ขั้นตอนและอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต ออกแบบหรือปรับปรุงกระบวนการผลิต ติดตั้งเครื่องใหม่ ก่อนเดินเครื่องจริง

แกนที่สองแยกตามความละเอียดของการจัดลำดับ FMECA (Failure Modes, Effects and Criticality Analysis) คือ FMEA ที่เพิ่มขั้นตอนวิเคราะห์ความวิกฤตเชิงปริมาณเข้าไปอย่างเป็นระบบ ใช้ในงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก เช่น อากาศยานหรือการทหาร งานความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการทั่วไปใช้ FMEA พร้อมการจัดลำดับตามปกติก็เพียงพอ

ชนิดที่งานความปลอดภัยในโรงงานไทยใช้จริงส่วนใหญ่คือ Process FMEA ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมา คือนายจ้างไทยจำนวนมากเป็นผู้ใช้เครื่องจักร ไม่ใช่ผู้ออกแบบ สิ่งที่ควบคุมได้จริงจึงเป็นขั้นตอนการผลิต การติดตั้ง การเดินเครื่อง และการบำรุงรักษา

เหตุผลที่สองผูกกับตัวบทโดยตรง ข้อ 5 วรรคสองกำหนดว่า เมื่อมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร อุปกรณ์ กระบวนการผลิต หรือวิธีการทำงาน จนสภาวะการทำงานเปลี่ยนไป ให้ประเมินอันตรายให้ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนแปลง โดยให้แล้วเสร็จไม่เกิน 30 วัน จังหวะเปลี่ยนเครื่องหรือย้ายไลน์จึงเป็นจังหวะที่ Process FMEA ถูกเรียกใช้มากที่สุด

ส่วน Design FMEA ยังมีที่ใช้ในโรงงานที่สร้างเครื่องจักรใช้เองหรือดัดแปลงเครื่องเดิม เช่น ต่อแท่นป้อนชิ้นงานอัตโนมัติเพิ่ม งานแบบนี้ต้องวิเคราะห์ที่ตัวแบบก่อนลงมือสร้าง เพราะแก้ที่กระดาษถูกกว่าแก้ที่เหล็กเสมอ

ในทางเอกสาร ให้ระบุชนิดไว้ที่หัว worksheet ตั้งแต่ต้น พร้อมชื่อระบบ ทีมประเมิน ผู้ชำนาญการฯ ผู้รับรอง วันที่ และมาตราส่วนคะแนนที่อ้างอิง

ขั้นตอนการทำ ทีละขั้น

  1. กำหนดขอบเขต ระบุว่าวิเคราะห์ระบบใด รวมชิ้นส่วนใดบ้าง และไม่รวมอะไร
  2. ตั้งทีมสหสาขา ผู้ที่รู้แบบของเครื่อง ผู้เดินเครื่องจริง ช่างซ่อมบำรุง และ จป.วิชาชีพ ข้อ 5 วรรคสามกำหนดให้มีลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนร่วมด้วย และผลต้องได้รับการรับรองจากผู้ชำนาญการฯ
  3. แจกแจงส่วนประกอบและหน้าที่ เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้ เพราะลักษณะความล้มเหลวจะนิยามได้ชัดก็ต่อเมื่อหน้าที่ชัด
  4. ระบุลักษณะความล้มเหลว ใช้ชุดคำช่วยคิดว่าไม่ทำงานเลย ทำงานบางส่วน ทำงานมากเกิน ทำงานเมื่อไม่ควรทำ หรือทำงานผิดจังหวะ
  5. วิเคราะห์ผลกระทบ ทั้งต่อระบบและต่อคน โดยระบุผลระดับร้ายแรงที่สุดเท่าที่สมเหตุสมผล
  6. ระบุสาเหตุให้ลึกถึงกลไก คำว่าซีลรั่วยังไม่ใช่สาเหตุราก ต้องถามต่อว่ารั่วเพราะสึก เพราะสารเคมีกัด หรือติดตั้งผิด
  7. ระบุมาตรการควบคุมปัจจุบัน แยกมาตรการป้องกันออกจากมาตรการตรวจจับ เพราะไปลงคนละช่องคะแนน
  8. ให้คะแนนสามมิติ คำนวณคะแนนรวม แล้วจัดลำดับ โดยใช้ตารางเกณฑ์ชุดเดียวกันทั้งทีม
  9. กำหนดมาตรการแก้ไข ผู้รับผิดชอบ และกำหนดเวลา แล้วทบทวนคะแนนซ้ำ เพื่อยืนยันว่าความเสี่ยงลดลงจริง

การให้คะแนนและการจัดลำดับ

สามมิติที่ให้คะแนน คือความรุนแรง (S) โอกาสเกิด (O) และการตรวจพบ (D) มาตราส่วน 1 ถึง 10 ที่ใช้กันแพร่หลายเป็นแนวปฏิบัติสากล องค์กรต้องเขียนนิยามของแต่ละคะแนนให้ตรงบริบทของตนเองและใช้ชุดเดียวกันตลอดการประเมิน แล้วคูณสามมิติเข้าด้วยกันเป็นเลขลำดับความเสี่ยง

RPN = S × O × D

ค่าที่ได้อยู่ในช่วง 1 ถึง 1,000 รายการที่ได้ค่าสูงคือรายการที่ควรจัดการก่อน เกณฑ์ตัดสินว่าค่าเท่าใดถือว่าสูง องค์กรกำหนดเอง ไม่ใช่ค่าที่กฎหมายไทยกำหนด

จุดที่คนใหม่พลาดบ่อยที่สุด คือมาตราส่วนการตรวจพบ กลับด้าน กับอีกสองมิติ ตรวจพบง่ายได้คะแนนต่ำซึ่งแปลว่าดี ตรวจพบยากได้คะแนนสูงซึ่งแปลว่าเสี่ยง ผู้ที่เผลอให้คะแนนไปทางเดียวกันจะได้ผลลัพธ์กลับหัวทั้งตาราง

กฎเสริมที่ต้องมีเสมอ คือไม่ว่าเลขลำดับความเสี่ยงจะต่ำเพียงใด หากคะแนนความรุนแรงอยู่ที่ 9 หรือ 10 ต้องยกขึ้นเป็นรายการที่ต้องพิจารณามาตรการทุกครั้ง เพราะผลถึงชีวิตยอมรับไม่ได้แม้โอกาสเกิดจะต่ำ แนวทาง FMEA ภาคยานยนต์ฉบับปรับปรุงถึงกับเลิกใช้ค่าคูณเป็นตัวตัดสินหลัก แล้วหันไปจัดลำดับเป็นสามระดับ คือสูง กลาง และต่ำ โดยให้น้ำหนักกับความรุนแรงมากที่สุด

ตัวอย่างจากเครื่องอัดไฮดรอลิกในโรงงานชิ้นส่วนโลหะ

บริบทเป็นโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ ซึ่งอยู่ในบัญชี 2 ลำดับที่ 15 ท้ายประกาศฯ มีลูกจ้าง 95 คน ทีมประเมินมีหัวหน้าฝ่ายผลิต ช่างซ่อมบำรุง พนักงานเดินเครื่องตามข้อ 5 วรรคสาม และ จป.วิชาชีพ โดยมีผู้ชำนาญการฯ รับรองผล ตัวเลขและบริบทสมมุติขึ้นเพื่อการฝึก

ส่วนประกอบและหน้าที่ ลักษณะความล้มเหลว ผลกระทบ S สาเหตุ O มาตรการปัจจุบัน D RPN
ม่านแสงนิรภัย หยุดแท่นอัดเมื่อมีมือเข้าเขต ไม่ตัดการทำงานเมื่อมีวัตถุบัง มือถูกแท่นอัด สูญเสียอวัยวะจนทุพพลภาพถาวร 9 เซนเซอร์สกปรก สายสัญญาณหลวม 3 ตรวจสอบเปิดกะ (ตรวจจับ) 6 162
วาล์วคุมแรงดันไฮดรอลิก คุมแรงอัดให้อยู่ในพิกัด ค้างเปิด แรงดันพุ่งเกินพิกัด ท่อหรือซีลแตก น้ำมันแรงดันสูงฉีด เสี่ยงไฟลุก 8 ลิ่มวาล์วสึก สิ่งสกปรกอุดตัน 3 เกจแรงดันหน้าเครื่อง (ตรวจด้วยสายตา) 7 168
สวิตช์ฉุกเฉิน ตัดการทำงานทันทีเมื่อกด กดแล้วไม่ตัดการทำงาน หยุดเครื่องไม่ได้เมื่อเกิดเหตุ มือถูกแท่นอัดซ้ำ 9 หน้าสัมผัสเสื่อม ไม่เคยทดสอบ 2 ไม่มีการทดสอบตามรอบ 8 144

เรียงตามเลขลำดับความเสี่ยง แถววาล์วมาเป็นที่หนึ่งที่ 168 ตามด้วยม่านแสงที่ 162 และสวิตช์ฉุกเฉินที่ 144 แต่เมื่อใช้กฎความรุนแรงสูงประกอบ ภาพจะเปลี่ยน เพราะแถวที่ได้คะแนนความรุนแรง 9 คือม่านแสงกับสวิตช์ฉุกเฉิน ทั้งสองแถวมีผลถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ

แถวสวิตช์ฉุกเฉินคือแถวที่น่าสนใจที่สุดในตารางนี้ ค่าที่ได้ต่ำกว่าแถววาล์วเล็กน้อย แต่คะแนนการตรวจพบสูงถึง 8 เพราะไม่มีการทดสอบตามรอบ ความล้มเหลวจึงซ่อนอยู่จนถึงวันที่ต้องใช้จริง นี่คือจุดอ่อนที่เช็คลิสต์ซึ่งถามแค่ว่ามีสวิตช์ฉุกเฉินหรือไม่ จะมองไม่เห็นเลย

ขั้นต่อไปคือทบทวนคะแนนซ้ำหลังใส่มาตรการ แถววาล์วเดิมได้ 168 มาตรการที่เลือกคือติดตั้งสวิตช์แรงดันสูงตัดการทำงานอัตโนมัติพร้อมสัญญาณเตือน และเปลี่ยนลิ่มวาล์วตามอายุ ผลคือคะแนนโอกาสเกิดลดจาก 3 เหลือ 2 เพราะแก้ที่สาเหตุ และคะแนนการตรวจพบลดจาก 7 เหลือ 3 เพราะเปลี่ยนจากการดูเกจด้วยสายตาเป็นการตรวจจับอัตโนมัติ ส่วนความรุนแรงคงเดิมที่ 8 ค่าใหม่จึงเหลือ 48 การที่ความรุนแรงไม่ลดลงเป็นเรื่องปกติ มาตรการที่ลดความรุนแรงได้จริงต้องเปลี่ยนที่ตัวอันตรายเอง เช่น ลดแรงดันของระบบ

ขั้นสุดท้ายคือแปลงผลกลับเข้าตารางท้ายประกาศตามข้อ 7 โดยประเมินโอกาสและความรุนแรงใหม่ตามนิยามในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 ข้อควรระวังคือห้ามยกคะแนนโอกาสเกิดของ FMEA ไปวางในตารางที่ 1 ตรง ๆ เพราะคะแนนของ FMEA วัดความถี่ล้วน ๆ ส่วนตารางที่ 1 รวมมิติความต่อเนื่องของการควบคุมไว้ด้วย

ข้อจำกัด ความล้มเหลวทีละจุดกับความล้มเหลวร่วม

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของ FMEA มาคู่กับจุดเด่น เทคนิคนี้พิจารณาความล้มเหลว ทีละจุด หนึ่งแถวคือหนึ่งลักษณะความล้มเหลวของชิ้นส่วนหนึ่งชิ้น จึงมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่ต้องอาศัยความล้มเหลวหลายจุดเกิดพร้อมกัน

กลับไปดูตารางตัวอย่างข้างต้นจะเห็นชัด แถวม่านแสงกับแถวสวิตช์ฉุกเฉินถูกให้คะแนนแยกกันคนละแถว ไม่มีแถวใดครอบคลุมกรณีที่ม่านแสงไม่ตัดและสวิตช์ฉุกเฉินก็กดไม่ทำงานในเหตุการณ์เดียวกัน ทั้งที่นั่นคือสถานการณ์ที่ชั้นป้องกันล้มพร้อมกันทุกชั้น และเป็นสถานการณ์ที่ทำให้คนตายจริง

ทางแก้ไม่ใช่การเลิกใช้ FMEA แต่คือการส่งต่อ เมื่อแถวใดมีผลกระทบถึงชีวิตและอาจมาจากความล้มเหลวหลายจุดพร้อมกัน ให้นำผลกระทบของแถวนั้นตั้งเป็นเหตุการณ์ยอด แล้ววิเคราะห์ย้อนหาสาเหตุด้วยการวิเคราะห์ความผิดพลาดตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีลำดับที่ 5 ในข้อ 6 เพราะเทคนิคนั้นมองการรวมกันของเหตุได้ ข้อ 6 เปิดให้ใช้หลายวิธีร่วมกันอยู่แล้ว ผู้ชำนาญการเพียงต้องอธิบายเหตุผลของการเลือกได้

ข้อจำกัดอื่นที่ต้องรู้ก่อนเลือกใช้

  • ซอยเป็นขั้นตอนของคนได้ยาก งานที่เป็นลำดับการกระทำของบุคคล เช่น งานบนที่สูงหรืองานในที่อับอากาศ ควรใช้การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก
  • ไม่ถนัดกระบวนการต่อเนื่อง โรงงานที่ความเสี่ยงขับด้วยการเบี่ยงเบนของความดัน อุณหภูมิ หรืออัตราการไหล ควรใช้การศึกษาอันตรายและกระบวนการทำงานเป็นแกน แล้วใช้ FMEA เจาะเฉพาะอุปกรณ์วิกฤต
  • กินเวลามากเมื่อระบบมีชิ้นส่วนเยอะ ถ้ายังไม่รู้ว่าควรเจาะที่ไหน ควรเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า แล้วจึงลง FMEA เมื่อระบุอุปกรณ์วิกฤตได้แล้ว
  • ค่าคูณสามมิติทำให้เข้าใจผิดได้ คะแนน 9 คูณ 2 คูณ 5 กับ 3 คูณ 5 คูณ 6 ได้ 90 เท่ากัน แต่รายการแรกอันตรายกว่ามากเพราะผลถึงชีวิต จึงต้องดูสามมิติแยกกันเสมอ

มีคะแนน แต่ทำไมยังไม่เห็นความเสี่ยง

ข้อผิดพลาด วิธีเลี่ยง
มาตราส่วนคะแนนไม่มีนิยามชัด คะแนนจึงเทียบข้ามแถวไม่ได้ ทำตารางเกณฑ์ทั้งสามมิติให้ชัดก่อนเริ่ม ใช้ชุดเดียวกันตลอด
นิยามหน้าที่หลวม ทำให้ระบุลักษณะความล้มเหลวได้ไม่ครบ เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้
สับสนผลกระทบกับสาเหตุ จึงให้คะแนนผิดมิติทั้งแถว ท่องลำดับ สาเหตุ → ลักษณะความล้มเหลว → ผลกระทบ
ทำครั้งเดียวแล้วเก็บเข้าแฟ้ม เอกสารจึงไม่ตรงกับหน้างานจริง ผูกการทบทวนเข้ากับข้อ 5 วรรคสอง เมื่อเปลี่ยนเครื่องจักรต้องทบทวนให้เสร็จไม่เกิน 30 วัน

อีกข้อที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือการแต่งคะแนนให้ต่ำลงเพื่อกดค่ารวมให้หลุดเกณฑ์ที่ต้องทำแผน กันได้ด้วยการกำหนดว่าทุกคะแนนที่ปรับต้องมีหลักฐานประกอบ

เช็คลิสต์เริ่มใช้ในโรงงานของคุณ

  1. เลือกเครื่องจักรตั้งต้นหนึ่งเครื่องที่มีชิ้นส่วนป้องกันหลายชั้น เช่น เครื่องอัด เครื่องฉีดพลาสติก หรือสายพานที่มีจุดหนีบ
  2. ระบุชนิดของการวิเคราะห์ที่หัวเอกสาร พร้อมมาตราส่วนคะแนนและมาตรฐานที่อ้างอิง
  3. ตั้งทีมให้ครบมุม ผลิต ซ่อมบำรุง จป.วิชาชีพ และลูกจ้างที่รู้ขั้นตอนงานนั้นอย่างน้อย 1 คนตามข้อ 5 วรรคสาม
  4. ไล่รายชื่อชิ้นส่วนกับหน้าที่ให้ครบ เขียนหน้าที่เป็นประโยคที่วัดได้ทุกบรรทัด แล้วแตกลักษณะความล้มเหลวทีละลักษณะ หนึ่งลักษณะหนึ่งแถว
  5. แยกมาตรการปัจจุบันเป็นสองช่อง ป้องกันกับตรวจจับ ก่อนให้คะแนนสามมิติ
  6. คัดแถวที่คะแนนความรุนแรงถึง 9 ขึ้นมาก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าค่ารวมจะเป็นเท่าใด และส่งแถวที่อาจเกิดจากหลายจุดพร้อมกันไปวิเคราะห์ต่อด้วยเทคนิคที่มองการรวมกันของเหตุ
  7. แปลงผลกลับเข้าตารางจัดระดับอันตรายท้ายประกาศตามข้อ 7 แถวที่ยอมรับไม่ได้ให้ทำแผนลดและควบคุมตามข้อ 8 พร้อมชื่อผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา
  8. ทบทวนคะแนนซ้ำหลังมาตรการมีผล และผูกรอบทบทวนกับการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรตามข้อ 5 วรรคสอง

สรุป

  • FMEA คือวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 7 ใน 9 วิธีตามข้อ 6 ของประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ตัวบทไทยเรียกว่าการวิเคราะห์ผลจากความล้มเหลวของอุปกรณ์
  • แก่นของเทคนิคคือไล่ดูอุปกรณ์ทีละชิ้น แล้วแยกสาเหตุ ลักษณะความล้มเหลว และผลกระทบออกจากกันให้ชัด
  • ชนิดที่ใช้จริงในโรงงานไทยส่วนใหญ่คือ Process FMEA ส่วน Design FMEA ใช้เมื่อโรงงานออกแบบหรือดัดแปลงเครื่องจักรเอง และ FMECA ไว้สำหรับงานที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก
  • กฎหมายไทยกำหนดการชี้บ่ง การจัดระดับ การทำแผน และการรายงาน ส่วนมาตราส่วนคะแนนและวิธีจัดลำดับเป็นแนวปฏิบัติสากลที่ต้องแปลงกลับมาสู่ระดับยอมรับได้หรือไม่ได้เสมอ
  • ข้อจำกัดที่ต้องบอกทีมทุกครั้ง คือ FMEA มองความล้มเหลวทีละจุด ไม่เห็นความล้มเหลวร่วม แถวที่ผลถึงชีวิตจึงต้องส่งต่อไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคที่มองการรวมกันของเหตุได้

การเริ่มจากเครื่องที่เสียซ้ำซากเพียงเครื่องเดียวมักให้ข้อมูลมากกว่าการเปิดโครงการทั้งโรงงาน ไล่รายการให้ครบสักสิบแถว แล้วมองหาช่องมาตรการตรวจจับที่ยังว่าง จุดนั้นมักเป็นลำดับลงทุนที่ชัดที่สุด ส่วนอุปกรณ์ป้องกันที่มักปรากฏในแถวคะแนนสูง ทบทวนต่อได้จาก การ์ดเครื่องจักร 4 แบบ และ การตัดแยกพลังงานก่อนซ่อมเครื่องจักร

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ จป. และ คปอ.? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ETA การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ และการตั้งเหตุการณ์ตั้งต้นให้พอดี
บริหาร

ETA การวิเคราะห์อุบัติการณ์ตามลำดับ และการตั้งเหตุการณ์ตั้งต้นให้พอดี

ETA คือวิธีชี้บ่งอันตรายลำดับที่ 6 ในเก้าวิธีตามประกาศกระทรวงแรงงาน 2567 ข้อ 6 เดินหน้าจากเหตุตั้งต้นผ่านชั้นป้องกันทีละชั้น พร้อมวิธีตั้งเหตุตั้งต้นและตัวอย่างคำนวณ

16 ก.ย. 2569อ่าน 30 นาที
รอบทบทวนใบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และทะเบียนที่ตามสถานะได้
บริหาร

รอบทบทวนใบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และทะเบียนที่ตามสถานะได้

รอบสามปี นาฬิกา 30 วันเมื่อเปลี่ยนแปลง และรอบหกเดือนของคู่มือหน่วยงาน มาจากตัวบทคนละฉบับ พร้อมผังผู้เคาะแต่ละขั้น และคอลัมน์ทะเบียน JSA ที่ตรวจย้อนได้

14 ก.ย. 2569อ่าน 30 นาที
JSA ทำเอง — Template 3 คอลัมน์ + ตัวอย่างจริง ใช้ได้วันนี้
บริหาร

JSA ทำเอง — Template 3 คอลัมน์ + ตัวอย่างจริง ใช้ได้วันนี้

JSA คืออะไร · ต่างจาก HIRARC อย่างไร · 6 ขั้นตอนทำ JSA + Template 3 คอลัมน์ พร้อมตัวอย่างจริงงานเปลี่ยน fluorescent ในไซต์ อิงกฎกระทรวง SMS 2565

8 พ.ค. 2569อ่าน 21 นาที
FMEA คือเทคนิคชี้บ่งอันตรายรายชิ้นอุปกรณ์ ชนิดและข้อจำกัด — Safety Station 101