NIHL ในโรงงาน — TWA 85 dBA และโปรแกรมอนุรักษ์การได้ยิน
NIHL โรคเสียงดังในโรงงาน — กฎหมายไทย Peak 140 dB, 115 dBA ต่อเนื่อง, TWA 85 dBA ต้องมี HCP, Audiometric Testing, Baseline, STS 15 dB และการลดเสียงตามลำดับวิศวกรรม

NIHL ในโรงงาน — TWA 85 dBA และโปรแกรมอนุรักษ์การได้ยิน
หลายคนทำงานในไลน์ปั๊มโลหะ ไลน์ทอผ้า หรือไลน์เลื่อยไม้มาเป็นสิบปี ฟังเสียงเครื่องดังจนชิน ออกจากโรงงานแล้วก็รู้สึกว่า "หูชา ๆ" สักพักก็หาย พอเข้าวัย 40-50 ลูกเริ่มบ่นว่า "พ่อชอบเปิดทีวีดังเกินไป" หรือ "คุยกับคุณต้องตะโกน" — ตอนนั้นแหละค่อยรู้ตัวว่าหูเสียไปแล้วเรียบร้อย และเสียแบบกู่ไม่กลับ
นี่คือโรค NIHL — Noise-Induced Hearing Loss หรือการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังในที่ทำงาน
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ — NIHL ก็เหมือนคนหัวล้านแต่ไม่รู้ตัว เพราะผมร่วงทีละเส้นทุกวัน วันนี้เทียบกับเมื่อวานไม่ต่าง พอผ่านไปสิบปีย้อนดูรูปเก่าถึงรู้ว่าหายไปครึ่งหัวแล้ว หูก็เหมือนกัน เซลล์ขนในหูชั้นในตายทีละเซลล์ทุกวันที่สัมผัสเสียงดัง ตายแล้วไม่เกิดใหม่ พอรู้ตัวก็สายเกินไป
วันนี้มาดูกันว่ากฎหมายไทยกำหนดเกณฑ์เสียงไว้อย่างไร NIHL เกิดขึ้นได้ยังไง และโปรแกรมอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program) ที่นายจ้างต้องจัด ประกอบด้วยอะไรบ้าง
NIHL คืออะไร

NIHL ย่อมาจาก Noise-Induced Hearing Loss — การสูญเสียการได้ยินที่เกิดจากการสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานาน ไม่ใช่เสียงดังครั้งเดียวแบบระเบิด (อันนั้นเรียก Acoustic Trauma) แต่เป็นการที่หูค่อย ๆ เสียทีละนิดสะสมมาเป็นปี ๆ
กลไกคือ — เซลล์ขนในหูชั้นใน (hair cells ใน cochlea) ทำหน้าที่รับคลื่นเสียงแล้วส่งสัญญาณไปสมอง พอโดนเสียงดังกระแทกบ่อย ๆ เซลล์เหล่านี้จะค่อย ๆ ตาย และที่สำคัญคือ ตายแล้วไม่เกิดใหม่ ไม่เหมือนเซลล์ผิวหนังที่งอกใหม่ได้
ลักษณะที่ NIHL เด่นและตรวจเจอได้ง่ายในห้องตรวจการได้ยิน คือ Notch ที่ความถี่ 4000 Hz — กราฟ Audiogram จะเริ่มตกตรงช่วง 3000-6000 Hz ก่อน ส่วนความถี่ต่ำ (500, 1000 Hz) ยังปกติ คนเป็น NIHL ระยะแรกจึงยังพูดคุยกันได้ปกติ แค่ฟังเสียงสูง ๆ (เช่นเสียงนาฬิกาปลุก เสียงเด็กพูด) ไม่ได้ พอช่วงหลังขยายเข้าความถี่ที่ใช้คุย (1000-2000 Hz) ถึงค่อยมีปัญหาในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างจริง — ช่างซ่อมเครื่องในไลน์ปั๊มโลหะ อายุ 35 ทำงานมา 12 ปี ตรวจ Audiogram แล้วพบ Notch ที่ 4000 Hz ทั้งสองข้าง สูญเสียประมาณ 25-30 dB ตัวเขาเองรู้สึกว่าหูยังปกติดี เพราะเสียงคุยทั่วไปยังได้ยินครบ แต่จริง ๆ เซลล์ขนตรงโซน 4000 Hz ของเขาตายไปจำนวนมากแล้ว — ถ้าไม่ใส่ PPE ต่อ อีก 10 ปี Notch จะลามมาที่ 2000 Hz และตอนนั้นจะคุยกันไม่รู้เรื่อง
ทำไม NIHL ถึงสำคัญต่อโรงงานและ จป.
อย่างแรก — NIHL คือ โรคจากการทำงาน ตามประกาศกระทรวงแรงงาน ลูกจ้างที่ตรวจพบ NIHL มีสิทธิเรียกร้องเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน นายจ้างที่ปล่อยให้ลูกจ้างทำงานในเสียงดังเกินมาตรฐานโดยไม่ป้องกัน มีโอกาสโดนเรียกร้อง + โดนปรับตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
อย่างที่สอง — NIHL ป้องกันได้ 100% ถ้าทำตามมาตรการที่กฎหมายกำหนด ต่างจากโรคอื่น ๆ ที่อาจมีปัจจัยพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ มาเกี่ยว NIHL เกิดจากเสียงดังในที่ทำงานล้วน ๆ ถ้าคุมเสียงได้ ไม่มีคนเป็น
อย่างที่สาม — เมื่อเป็นแล้ว รักษาไม่หาย ไม่มียา ไม่มีการผ่าตัด ไม่มีเครื่องช่วยฟังที่ทำให้กลับมาเหมือนเดิม 100% ป้องกันไว้ก่อนคุ้มกว่ามาก
เกณฑ์กฎหมายไทย — Peak 140 dB, 115 dBA และ TWA 85 dBA
ส่วนนี้ต้องเข้าใจให้ชัด เพราะหลายคนสับสนกับมาตรฐานต่างประเทศ
กฎหลักคือ กฎกระทรวงความร้อน-แสง-เสียง 2559 ใน หมวด 3 เสียง กำหนดเกณฑ์ไว้ 3 ตัวสำคัญ
เกณฑ์ที่ 1 — Peak Sound Pressure Level เกิน 140 dB และ Continuous Steady Noise เกิน 115 dBA
ข้อ 7 ของกฎกระทรวงฯ ระบุชัดว่า นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงสูงสุด (peak sound pressure level) ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (impact or impulse noise) เกิน 140 เดซิเบล หรือได้รับสัมผัสเสียงที่มีระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (continuous steady noise) เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ — สองค่านี้คือ เพดานสูงสุด ที่ห้ามเกินไม่ว่าจะระยะเวลาไหน
เสียงกระทบ/กระแทก = เสียงจากเครื่อง stamping press ตอนกระแทกชิ้นงาน เสียงตอกหมุด เสียงระเบิดเหมือง ถ้าวัด Peak SPL ได้เกิน 140 dB แม้แค่ครั้งเดียว = ผิดกฎ
เสียงต่อเนื่อง = เสียงเครื่องคงที่ เช่น เสียงเครื่องอัดอากาศ เสียงพัดลมอุตสาหกรรม เสียงสายพาน ถ้าวัดได้คงที่เกิน 115 dBA = ผิดกฎ
เกณฑ์ที่ 2 — TWA 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 85 dBA ขึ้นไป ต้องมี HCP
นี่คือเกณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุดในการตัดสินว่าโรงงานต้องทำอะไร ข้อ 11 บอกชัดว่า ในกรณีที่สภาวะการทำงานในสถานประกอบกิจการมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานแปดชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ
TWA = Time-Weighted Average คือค่าเฉลี่ยตลอด 8 ชั่วโมงทำงาน ไม่ใช่ค่าสูงสุดในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ตัวอย่าง — ลูกจ้างทำงาน 4 ชั่วโมงในห้องเสียง 90 dBA + อีก 4 ชั่วโมงในห้องเสียง 70 dBA ค่า TWA จะอยู่ราว 87 dBA (ใช้สูตรลอการิทึม ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเลขคณิตธรรมดา)
ถ้า TWA 8 ชั่วโมง ≥ 85 dBA → ต้องทำ Hearing Conservation Program (HCP) เต็มรูปแบบ ตามประกาศกรมสวัสดิการฯ ปี 2561
เปรียบเทียบกับมาตรฐานต่างประเทศ — ไทยเข้มกว่า OSHA
หลายคนสับสน เพราะ ChatGPT หรือเอกสารฝรั่งมักอ้าง 90 dBA จากกฎ OSHA สหรัฐ ขอย้ำให้ชัด — ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่กฎหมายไทย
| เกณฑ์ | กฎหมายไทย | OSHA สหรัฐ | NIOSH สหรัฐ |
|---|---|---|---|
| Action Level (ต้องเริ่มมีโปรแกรม) | 85 dBA TWA | 85 dBA TWA | 85 dBA REL |
| PEL (เพดานบังคับ) | — | 90 dBA TWA | 85 dBA REL |
| Exchange Rate | 3 dB (ใช้ในไทยทั่วไป) | 5 dB | 3 dB |
| Continuous เพดาน | 115 dBA | 115 dBA (5 นาที) | — |
| Peak เพดาน | 140 dB | 140 dB | 140 dB |
จุดสำคัญ — กฎหมายไทยใช้ 85 dBA เป็นเกณฑ์เริ่ม HCP โดยตรง ในขณะที่ OSHA ใช้ 85 dBA เป็นแค่ Action Level แต่ PEL (Permissible Exposure Limit) ของ OSHA อยู่ที่ 90 dBA — แปลว่าถ้าเอาเกณฑ์ OSHA มาใช้ในไทยจะ ผ่อนเกินไป และฝ่าฝืนกฎหมายไทย
ดังนั้นเวลาเขียน policy บริษัทหรือคุยกับฝ่ายผลิต ระบุให้ชัดว่าใช้ กฎกระทรวงไทย ปี 2559 เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ OSHA
องค์ประกอบของ Hearing Conservation Program ตามกฎหมายไทย
ถ้า TWA ในโรงงานคุณ ≥ 85 dBA → ต้องทำ HCP เป็น ลายลักษณ์อักษร (เอกสารจริง ไม่ใช่ทำในใจ) ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2561
ใน HCP ต้องมีอย่างน้อย 4 องค์ประกอบหลัก
1. นโยบายการอนุรักษ์การได้ยิน
เอกสารระดับนโยบายของบริษัท ลงนามโดยผู้บริหารระดับสูง ระบุว่าบริษัทมุ่งมั่นป้องกัน NIHL ของลูกจ้าง พร้อมแนวทางและทรัพยากรที่จัดสรร — เป็นเอกสารที่ส่งให้ผู้ตรวจกรมสวัสดิการฯ ดูได้ ไม่ใช่แค่ติดข้างผนัง
2. การเฝ้าระวังเสียงดัง (Noise Monitoring)
แบ่งเป็น 2 ส่วน
Area Monitoring — สำรวจระดับเสียงในแต่ละพื้นที่ ใช้ Sound Level Meter วัด แล้วเขียนเป็น Noise Contour Map ติดไว้ในแต่ละพื้นที่ ตามข้อ 7 ของประกาศปี 2561 ต้องติดป้ายบอกระดับเสียง เครื่องหมายเตือนให้ใช้ PPE ในพื้นที่ที่มีเสียง ≥ 85 dBA
Personal Dosimetry — ติดเครื่อง Noise Dosimeter ที่ตัวลูกจ้างตลอด 8 ชั่วโมงทำงาน เพื่อวัดค่า TWA จริงที่ลูกจ้างคนนั้นได้รับ ไม่ใช่แค่วัดที่จุดเครื่องแล้วเดาว่าลูกจ้างได้เท่าไหร่
3. การเฝ้าระวังการได้ยิน (Hearing Monitoring) — Audiometric Testing
ส่วนนี้เข้มที่สุด มี 3 จังหวะหลัก
Baseline Audiogram — ใช้ผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยินครั้งแรกของลูกจ้างที่ความถี่ 500, 1000, 2000, 3000, 4000 และ 6000 เฮิรตซ์ ของหูทั้งสองข้างเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ตรง 6 ความถี่นี้สำคัญ เพราะถ้าใครเขียน Audiogram โดยทดสอบแค่ 4 ความถี่ = ไม่ครบกฎหมาย ผู้ตรวจสามารถ flag ได้ ความถี่ 3000 และ 6000 Hz นี่แหละที่ช่วยจับ Notch ที่ 4000 Hz ได้แม่นยำ
Annual Audiogram — ทดสอบสมรรถภาพการได้ยินครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง สำหรับลูกจ้างที่สัมผัสเสียงดัง TWA ≥ 85 dBA — ผลต้องแจ้งลูกจ้างภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างทราบผล
Retest 30 วัน เมื่อพบสูญเสีย — กรณีตรวจประจำปีแล้วพบลูกจ้างสูญเสียการได้ยินที่หูข้างใดข้างหนึ่งตั้งแต่ 15 เดซิเบลขึ้นไปที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง (เปรียบเทียบกับ Baseline) → ต้องทดสอบซ้ำภายใน 30 วัน เพื่อยืนยันผล
ข้อ 15 dB นี้ในคำเทคนิคเรียก Standard Threshold Shift (STS) — เกณฑ์กฎหมายไทยใช้ค่านี้ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงแล้ว ต่างจาก OSHA สหรัฐที่ใช้ค่าเฉลี่ย 10 dB ที่ความถี่ 2000/3000/4000 Hz — ไทยเข้มกว่าและจับความผิดปกติได้เร็วกว่า
4. หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ระบุชัดในเอกสารว่าใครทำอะไร — นายจ้างจัดงบ จป.วิชาชีพคุม HCP พยาบาลอาชีวอนามัยติดตาม Audiogram หัวหน้างานบังคับใช้ PPE และลูกจ้างมีหน้าที่ใส่ PPE และเข้าตรวจตามนัด
เมื่อเสียงเกินมาตรฐาน — Hierarchy of Control 3 ระดับ

ข้อ 9 ของกฎกระทรวงฯ บอกชัดว่า ถ้าระดับเสียงเกินมาตรฐาน นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานก่อน จนกว่าจะ ปรับปรุงหรือแก้ไขทางด้านวิศวกรรม โดยการควบคุมที่ต้นกำเนิดของเสียงหรือทางผ่านของเสียง ถ้าทำไม่ได้ค่อยใช้ PPE
นี่คือลำดับ Hierarchy of Control ที่กฎหมายกำหนดมาในตัว ไม่ใช่ทางเลือก — ต้องไล่ตามลำดับ
ระดับ 1 — Engineering Control (ที่ต้นกำเนิด)
แก้ที่เครื่อง ลดเสียงตั้งแต่ก่อนเสียงออกมา
ตัวอย่าง:
- เปลี่ยนเครื่อง stamping press รุ่นเก่าเป็นรุ่นใหม่ที่ใช้ servo motor แทน mechanical clutch — เสียงลดได้ 10-15 dB
- ใส่ silencer ที่ทางออกของระบบลมอัด (compressed air discharge)
- เปลี่ยนใบพัดเหล็กในพัดลมเป็นใบพัดพลาสติกเสริม dynamic balance — เสียงลดได้ 5-8 dB
- เคลือบ damping material ใต้เพลทโลหะที่สั่นสะเทือน
ระดับ 2 — Engineering Control (ทางผ่านของเสียง)
ถ้าแก้ที่ต้นกำเนิดไม่ได้ ก็ปิดกั้นเสียงระหว่างทาง
ตัวอย่าง:
- สร้าง Acoustic Enclosure ครอบเครื่องที่เสียงดัง (เช่น เครื่องอัดอากาศ ปั๊มน้ำ generator) — ลด 15-25 dB ได้
- สร้าง Sound Barrier Wall กั้นระหว่างไลน์ที่ดังกับไลน์ที่ทำงานเบา
- ติด Acoustic Panel บนเพดานและผนัง ลด reverberation
- ย้ายเครื่องที่ดังออกไปไว้ห้องแยก
ระดับ 3 — Administrative Control
แก้ที่ระบบการทำงาน ไม่ได้ลดเสียงจริง แต่ลดเวลาที่คนสัมผัส
ตัวอย่าง:
- หมุนเวียนงานระหว่างจุดเสียงดังกับจุดเสียงเบา (Job Rotation)
- จัดตารางงานให้คนทำงานในจุดเสียงดังไม่เกินครึ่งวัน
- กำหนดเขตห้ามเข้าโดยไม่จำเป็น (No-go zones) บริเวณเสียง > 100 dBA
ระดับ 4 — PPE (ปลั๊กลดเสียง หรือ ที่ครอบหูลดเสียง)
ทางเลือกสุดท้ายเมื่อทุกอย่างข้างต้นทำไม่ได้ ข้อ 12 (4) ระบุว่า งานที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานที่กำหนด ให้สวมใส่ปลั๊กลดเสียงหรือที่ครอบหูลดเสียง
ปลั๊กลดเสียง (Earplug) มี 2 แบบหลัก
- Foam plug — ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ราคาถูก ใส่ง่ายแต่ต้องม้วนให้แน่น
- Pre-molded / Custom plug — ใช้ซ้ำได้ ราคาสูงกว่า ใส่กระชับกว่า
ที่ครอบหูลดเสียง (Earmuff) — ครอบทั้งใบหู ใส่ง่ายเห็นชัดว่าใส่หรือยัง เหมาะกับงานที่เข้าออกบ่อย แต่หนัก ใส่นานแล้วเหนื่อย และไม่เข้ากับหมวกนิรภัยบางรุ่น
Double Protection — ใส่ทั้งปลั๊กและที่ครอบหูพร้อมกัน สำหรับโซนเสียง > 100 dBA — ลดได้ประมาณ 3-5 dB เพิ่มเติมจากใส่อย่างเดียว ไม่ใช่บวกกันตรง ๆ
เรื่อง NRR/SNR และสูตร Derating ของ NIOSH
ตรงนี้ขอเป็นกล่องแยกเพราะเป็น best practice สากล (NIOSH) ไม่ใช่กฎหมายไทยที่บังคับ — แต่เป็นวิธีคำนวณที่ จป.ใช้กันจริงในการเลือก PPE เสียง
NRR (Noise Reduction Rating) = ค่าลดเสียงที่ระบุข้างกล่อง PPE ในระบบสหรัฐ หน่วยเป็น dB SNR (Single Number Rating) = ระบบยุโรป (EN 352) ใช้คล้ายกัน
ปัญหาคือ — NRR/SNR ทดสอบในห้องแล็บที่ใส่กระชับสมบูรณ์ พอใส่จริงในโรงงานคนใส่ผิด ใส่หลวม รักษาไม่ดี ค่าจริงจะลดลงมาก NIOSH จึงแนะนำสูตร Derating แบบ Conservative
| รูปแบบ PPE | สูตรลดที่ NIOSH แนะนำ |
|---|---|
| Earmuff | (NRR − 7) × 75% |
| Foam Earplug | (NRR − 7) × 50% |
| Pre-molded Earplug | (NRR − 7) × 30% |
ตัวอย่าง — Earplug ระบุ NRR 33 dB (ค่ากล่อง)
- ค่าทฤษฎี OSHA: (33 − 7) ÷ 2 = 13 dB
- ค่าจริง NIOSH derated: (33 − 7) × 0.5 = 13 dB
- ใส่จริงในไลน์ 92 dBA → ได้สัมผัสจริง 92 − 13 = 79 dBA → ผ่านเกณฑ์ < 85 dBA
ย้ำอีกครั้ง — สูตรนี้เป็น NIOSH best practice ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่ถ้าใช้สูตรนี้คำนวณ จะมั่นใจกว่าว่า PPE ที่เลือกมาลดเสียงได้พอจริง ๆ ในสภาพหน้างาน
การตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยงเสียง — Audiogram ตามกฎกระทรวง 2563
นอกจาก HCP ตามกฎ 2559 แล้ว ยังมี กฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563 ที่กำหนด ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง ให้ลูกจ้างที่ทำงานสัมผัสเสียง
ข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ระบุว่า การตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งแรกให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน และจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
จังหวะตรวจที่ จป. ต้องจำให้ขึ้นใจ
- ก่อนเข้าทำงาน 30 วัน — Audiogram แรกใช้เป็น Baseline
- อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง — Audiogram ประจำปี เปรียบเทียบกับ Baseline
- เปลี่ยนงาน 30 วัน — ถ้าย้ายไลน์ที่ปัจจัยเสี่ยงต่างไป ต้องตรวจใหม่
- หยุดงาน ≥ 3 วันแล้วกลับมา — ตามข้อ 4 ของกฎกระทรวง 2563 ต้องขอความเห็นแพทย์ก่อนกลับเข้าทำงาน
แพทย์ที่ตรวจต้องเป็น แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (มีวุฒิบัตร หรือผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง) ไม่ใช่แพทย์ทั่วไป — ตรงนี้สำคัญ เพราะหลายโรงงานยังให้คลินิกใกล้บ้านตรวจ ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์กฎหมาย
ตัวอย่างเคสในโรงงานไทย
เคส 1 — โรงงานปั๊มชิ้นส่วนรถยนต์ (ไลน์ Press)
วัด TWA ที่ตัวลูกจ้าง 4 คน ในไลน์ press
- ลูกจ้าง A (เครื่อง 200 ตัน): 91 dBA
- ลูกจ้าง B (เครื่อง 400 ตัน): 95 dBA
- ลูกจ้าง C (ขนชิ้นงาน): 88 dBA
- ลูกจ้าง D (QC ปลายไลน์): 82 dBA
ทั้ง 4 คนสัมผัส TWA ≥ 85 dBA — ยกเว้น D — แปลว่าโรงงานนี้ต้องมี HCP ครอบ A, B, C ส่วน D ถึงไม่ต้องเข้า HCP ก็ยังต้องตรวจสุขภาพประจำปีตามกฎ 2563 อยู่ดี (เพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยง)
มาตรการที่ต้องทำเรียงตามลำดับ
- Engineering — เปลี่ยนเครื่อง 400 ตันเป็น servo press / ติด acoustic enclosure ครอบเครื่อง
- Administrative — หมุนเวียน B กับ C ทุก 2 ชั่วโมง ลดเวลาสัมผัส
- PPE — ใส่ Earmuff NRR 27 ในไลน์ ค่าลดจริง derated = 10 dB → 95 − 10 = 85 dBA (พอดีเกณฑ์ ถ้าไม่ม้วนพอจะเกิน)
- HCP — Audiogram baseline ทันที + ตรวจประจำปี + Noise Contour Map ติดไลน์
เคส 2 — โรงงานทอผ้า (ไลน์ Loom)
เครื่องทอ 50 ตัวเรียงกันในห้องเดียว วัด TWA เฉลี่ย 96-98 dBA ตลอด 24 ชั่วโมง (3 กะ) ทั้งห้อง
ปัญหา — เครื่องทอเก่า ขายไม่ได้ เปลี่ยนเครื่องไม่ไหว Engineering control ที่ต้นกำเนิดทำได้แค่บางส่วน
แก้
- ติด Acoustic Curtain กั้นโซน — ลดเสียงข้ามโซนได้
- Operator Booth กระจกกันเสียงให้ผู้คุมเครื่องนั่ง พอจะนั่งห่างจากเครื่อง — โซนใน booth วัดได้ 82 dBA
- Double Protection — ผู้ที่ต้องเดินเข้าหน้าเครื่องบ่อย (ช่างซ่อม) ใส่ทั้ง earplug + earmuff
- Job Rotation — ผู้ที่เข้าโซนเครื่องโดยตรง สลับกะทุก 2 ชั่วโมง
ข้อควรระวัง / ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
-
คิดว่า "ใส่ PPE พอแล้ว" — กฎหมายไทยข้อ 9 บอกชัดว่าต้องไล่ Engineering ก่อน PPE คือทางสุดท้าย ถ้าผู้ตรวจมาแล้วถามว่าเคยปรับปรุงทางวิศวกรรมก่อนหรือยัง ต้องตอบได้ + มีเอกสารหลักฐาน
-
ใส่ Earplug ไม่ม้วน — Foam plug ต้องม้วนให้เล็กแล้วใส่เข้าไปลึก ๆ รอให้ขยายในรู ถ้าใส่แบบโผล่ครึ่ง ค่าลดจริงจะเหลือแค่ 5-7 dB ไม่ใช่ 30 dB ที่กล่อง
-
ไม่อัปเดต Noise Contour Map — กฎหมายให้ติด Map ถูก แต่บางโรงงานติดครั้งเดียวเมื่อ 5 ปีก่อน เครื่องเปลี่ยน ไลน์ย้าย เสียงเปลี่ยน แต่ Map ยังเดิม — ต้องอัปเดตทุกครั้งที่ Layout เปลี่ยน
-
Audiogram ไม่ครบ 6 ความถี่ — เคยเห็นคลินิกตรวจให้แค่ 4 ความถี่ (500, 1000, 2000, 4000 Hz) ขาด 3000 และ 6000 Hz = ผิดกฎ ต้องสั่งให้ตรวจใหม่
-
แจ้งผลช้าเกิน 7 วัน — ข้อ 4 (2) ของประกาศ 2561 กำหนดชัด ต้องแจ้งภายใน 7 วัน ถ้าช้ากว่านี้ ลูกจ้างมีสิทธิร้องเรียน
-
ลูกจ้างใหม่ — ไม่ตรวจ Baseline ก่อนเข้าทำงาน — ถ้าไม่ตรวจ Baseline จะเปรียบเทียบ STS ไม่ได้ ลูกจ้างมาทำงานเสียงดังแล้วหูเสีย คุณจะแยกไม่ออกว่าเสียจาก NIHL ที่นี่หรือเสียมาจากที่อื่นก่อนแล้ว
-
คิดว่า "ห้องเย็น ไม่ดัง = ไม่ต้องตรวจ" — TWA ตอน 8 ชั่วโมงต้องวัดจริง ไม่ใช่กะด้วยตา ห้องที่รู้สึกไม่ดังอาจมี TWA 86 dBA ก็ได้ ถ้าใกล้เครื่องส่งลมอัด
Checklist สรุปสั้น — HCP 7 ขั้น

ใช้ checklist นี้ตรวจ HCP ในโรงงานคุณ ผ่านครบ 7 ข้อ = HCP เต็มรูปแบบตามกฎหมาย
- 1. Noise Monitoring — Sound Level Meter + Noise Dosimeter ตรวจครบทุกพื้นที่ TWA จริงของลูกจ้างคนสำคัญทุกตำแหน่ง
- 2. Noise Contour Map — เขียนแผนผังระดับเสียงในแต่ละพื้นที่ ติดให้ลูกจ้างเห็น อัปเดตเมื่อ Layout เปลี่ยน
- 3. Engineering / Administrative Control — ทำหลักฐานการพยายามลดเสียงที่ต้นกำเนิด/ทางผ่าน หรือหมุนเวียนงาน ก่อนใช้ PPE
- 4. PPE — เลือก Earplug/Earmuff ที่ NRR เพียงพอ (คำนวณ derated) แจกครบ ฝึกใส่ถูกวิธี
- 5. Audiometric Testing — Baseline ก่อนเข้าทำงาน 30 วัน + ประจำปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (6 ความถี่: 500/1000/2000/3000/4000/6000 Hz)
- 6. STS Action — ถ้าสูญเสีย ≥ 15 dB ที่ความถี่ใด ๆ → Retest 30 วัน + ปรับมาตรการ (PPE เพิ่ม / หมุนงาน)
- 7. Training + Documentation — อบรมลูกจ้างเรื่องอันตรายเสียง + เก็บเอกสาร HCP ไว้ ≥ 5 ปี + ทบทวนปีละครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
Q1: ถ้า TWA วัดได้ 84.9 dBA ต้องทำ HCP มั้ย
ตามตัวอักษรของกฎหมาย ตั้งแต่ 85 dBA ขึ้นไป — 84.9 ยังไม่ถึง ในทางทฤษฎีจึงไม่ต้องทำ HCP เต็มรูปแบบ แต่ในทางปฏิบัติ จป.ส่วนใหญ่จะเริ่มเตรียม HCP ที่ 80-82 dBA เพราะค่า TWA มีความคลาดเคลื่อนวัดได้ ±2 dBA และ NIOSH แนะนำ Action Level ที่ 80 dBA — ไม่ผ่อนปรนตามตัวเลขถ้าเสียงในไลน์ใกล้เกณฑ์
Q2: ลูกจ้างปฏิเสธไม่ใส่ Earplug ทำยังไง
ก่อนอื่นต้องอบรมก่อนว่าทำไมต้องใส่ — ส่วนใหญ่ปฏิเสธเพราะใส่แล้วไม่สบาย ลองเปลี่ยน type ของ PPE ให้เหมาะกับคน (บางคนใส่ foam ไม่ได้ ต้องใช้ pre-molded หรือ custom-mold) ถ้ายังปฏิเสธหลังจากอบรมและให้ตัวเลือกแล้ว — ตามข้อ 12 และ 13 นายจ้างต้องดูแลให้ใช้ ถ้าฝ่าฝืน นายจ้างผิดกฎหมาย แต่ลูกจ้างเองก็มีหน้าที่ตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ. 2554 ที่ต้องให้ความร่วมมือ — ในทางปฏิบัติคือ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้แจ้งและจัดให้แล้ว ออกเอกสารเตือน
Q3: ตรวจ Baseline ตอนเข้าทำงานพบหูเสียอยู่ก่อนแล้ว ต้องทำยังไง
ก็เก็บเป็น Baseline ของลูกจ้างคนนั้นไปเลย — ไม่ใช่ Baseline ของหูปกติ แต่เป็นจุดตั้งต้นเพื่อเปรียบเทียบในอนาคต ถ้าผ่านไป 1 ปีแล้วสูญเสียเพิ่ม ≥ 15 dB → ยัง action ตาม STS ปกติ การที่หูเสียมาก่อนไม่ทำให้นายจ้างหมดหน้าที่ป้องกัน
Q4: HCP ต้องเก็บเอกสารไว้กี่ปี
ข้อ 10 ของประกาศกรม 2561 — เอกสาร HCP เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนผลตรวจสุขภาพตามกฎ 2563 ข้อ 7 เก็บไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่สิ้นสุดการจ้างของลูกจ้างแต่ละราย (โรคมะเร็งจากการทำงาน ≥10 ปี — แต่ NIHL ไม่ใช่มะเร็ง เก็บ 2 ปีพอ)
Q5: ถ้า Noise Survey ที่ทำปีนี้กับปีที่แล้วได้ค่าใกล้เคียง ต้องวัดทุกปีมั้ย
กฎหมายไม่ได้บังคับวัดทุกปี แต่ต้องวัด ทุกครั้งที่ Layout เปลี่ยน เครื่องเปลี่ยน หรือกระบวนการเปลี่ยน ถ้าไลน์เดิม เครื่องเดิม คน working pattern เดิม วัด 2-3 ปีครั้งได้ — แต่หลายโรงงานวัดประจำปีเพื่อความสบายใจและประกอบการรายงานตรวจวัดส่งอธิบดี
สรุป
- NIHL เกิดจากเซลล์ขนในหูชั้นในตายสะสมจากเสียงดัง — ป้องกันได้ 100% แต่รักษาไม่หาย
- เกณฑ์กฎหมายไทย — Peak 140 dB / Continuous 115 dBA / TWA 85 dBA ขึ้นไป → ต้องมี HCP เป็นลายลักษณ์อักษร
- ไทยเข้มกว่า OSHA (PEL 90 dBA) — อย่าผสมเกณฑ์ ใช้ของไทยเป็นหลัก
- HCP ประกอบด้วย Noise Monitoring + Hearing Monitoring (Baseline + Annual ที่ 6 ความถี่) + Engineering/PPE Control + Training
- STS ≥ 15 dB ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งของหูข้างใดข้างหนึ่ง → action ทันที (Retest 30 วัน + ปรับ PPE หรือหมุนงาน)
- Hierarchy of Control ตามกฎหมาย — Engineering ที่ต้นกำเนิด/ทางผ่าน → Administrative → PPE (เป็นสุดท้าย)
ลองเริ่มที่ไลน์ที่เสียงดังที่สุดในโรงงานคุณก่อน — วัด TWA จริงให้เห็นตัวเลข แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำ HCP เต็มหรือยัง ถ้าไม่เคยวัดมาก่อน 99% มีจุดที่เกิน 85 dBA อยู่
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level
ค่า AQI/PM2.5 ที่ควรลดหรือหยุดงานกลางแจ้งมาจากกรมควบคุมมลพิษ/US EPA/WHO ไม่ใช่กฎกระทรวงไทย — เรียนรู้วิธีตั้ง action level ของบริษัท ลำดับการควบคุม และการเฝ้าระวังสุขภาพคนงานสัมผัสฝุ่น/ไอควันตามกฎไทย 2563/2559

Heat Stress ฤดูร้อน 2026 — แผน Action ก่อน WBGT ทะลุเพดาน
ฤดูร้อน 2026 peak >40°C — โรงงานไทยทะลุ WBGT 32°C ง่ายกว่าทุกปี · แผนเตรียม cooling station, work-rest cycle, hydration, acclimatization ตามกฎกระทรวง 2559

WBGT คืออะไร และค่าควบคุมความร้อนตามกฎไทย พ.ศ. 2559
เข้าใจ WBGT แบบครู — สูตรในร่ม-กลางแดด, ค่ามาตรฐานงานเบา 34 / ปานกลาง 32 / หนัก 30 องศาเซลเซียส ตามกฎกระทรวง 2559, ACGIH TLV เทียบ และวิธีคุมความร้อนหน้างาน