⚖️ กฎหมาย

กฎกระทรวง ความร้อน แสง เสียง พ.ศ. 2559 — สรุป 6 หมวด 18 ข้อ

สรุปกฎกระทรวงความร้อน แสงสว่าง เสียง พ.ศ. 2559 — WBGT งานเบา 34/ปานกลาง 32/หนัก 30 องศาเซลเซียส, เสียง Peak 140 dB, TWA 85 dBA ต้องมี HCP, ตรวจวัดและรายงานต่ออธิบดี

Safety Station 1011 เมษายน 2569อ่าน 30 นาที · 6,628 คำ
กฎกระทรวง ความร้อน แสง เสียง พ.ศ. 2559 — สรุป 6 หมวด 18 ข้อ

ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างทำงานในสภาพแวดล้อมร้อน เสียงดัง หรือแสงสว่างไม่เพียงพอ มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องควบคุมระดับปัจจัยทั้งสามมิให้เกินมาตรฐาน ตรวจวัดและรายงานต่ออธิบดี รวมทั้งจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและตรวจสุขภาพลูกจ้างที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยง การละเลยมีบทลงโทษทางอาญาตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎที่บังคับใช้คือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ซึ่ง ยกเลิกฉบับเดิม พ.ศ. 2549 ไปแล้ว — ใครที่ยังอ้างอิงฉบับ 2549 อยู่จะถือว่าใช้กฎหมายที่หมดอายุ

1. ข้อมูลสำคัญและที่มา

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ลงนามโดยพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รายการ รายละเอียด
ชื่อเต็ม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการฯ เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559
ลำดับศักดิ์ กฎกระทรวง (ออกตาม ม.5 + ม.8 พ.ร.บ. 2554)
ผู้ลงนาม พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน
ลงนาม 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ประกาศใน ร.จ. 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559
โครงสร้าง 6 หมวด 16 ข้อหลัก + บทเฉพาะกาล 2 ข้อ (รวม 18 ข้อ)
ฉบับเก่า ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2549

หมายเหตุสำคัญ — ก่อนหน้านี้กฎฉบับ พ.ศ. 2549 (ออกตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103) เป็นกฎหลัก แต่เมื่อ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มีผลใช้บังคับ จึงต้องออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ — กฎฉบับ พ.ศ. 2559 จึงเข้ามาแทนที่และยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2549 (เห็นได้จากบทเฉพาะกาล ข้อ 17 และข้อ 18 ที่อ้างถึงกฎฉบับเก่าในลักษณะของ "การเปลี่ยนผ่าน")

2. ขอบเขตการบังคับใช้

กฎฉบับนี้ใช้บังคับกับ สถานประกอบกิจการทุกประเภทที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ที่ลูกจ้างต้องทำงานในสภาวะการทำงานที่อาจสัมผัสปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง

นายจ้างมีหน้าที่ควบคุมปัจจัยทั้งสามมิให้เกินมาตรฐาน ตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน รายงานต่ออธิบดี จัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) และตรวจสุขภาพลูกจ้างกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์ที่ พ.ร.บ. 2554 กำหนด

ในนิยามของกฎฉบับนี้ "งานเบา" คือการทำงานที่ก่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง (เช่น งานเขียน งานบันทึกข้อมูล งานยืนคุมงาน) "งานปานกลาง" เกิน 200 ถึง 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง (งานยก ลาก ดัน งานขับรถบรรทุก) และ "งานหนัก" เกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง (งานพลั่ว งานขุด งานทุบค้อนใหญ่ งานยกของหนักขึ้นที่สูง)

3. โครงสร้าง 6 หมวด 18 ข้อ

ภาพประกอบโครงสร้าง 6 หมวดของกฎกระทรวงความร้อน แสงสว่าง เสียง 2559 — ความร้อน WBGT, แสงสว่าง, เสียง, PPE, ตรวจวัด+รายงาน, ตรวจสุขภาพ พร้อมบทเฉพาะกาล ข้อ 17-18

หมวด เนื้อหา ข้อ
1 ความร้อน (WBGT) 2 - 3
2 แสงสว่าง 4 - 6
3 เสียง 7 - 11
4 อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล 12 - 13
5 การตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานและการรายงานผล 14 - 15
6 การตรวจสุขภาพและการรายงานผล 16
- บทเฉพาะกาล 17 - 18

4. หมวด 1 — ความร้อน (WBGT)

4.1 มาตรฐานระดับความร้อน

อินโฟกราฟิกค่ามาตรฐาน WBGT 3 ระดับตามข้อ 2 — งานเบาไม่เกิน 34 องศา, งานปานกลางไม่เกิน 32 องศา, งานหนักไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

ตาม ข้อ 2 ของกฎกระทรวง นายจ้างต้องควบคุมและรักษาระดับความร้อนภายในสถานประกอบกิจการมิให้เกินค่าเฉลี่ย อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (Wet Bulb Globe Temperature — WBGT) ตามลักษณะงาน ดังนี้

ลักษณะงาน ค่า WBGT สูงสุด
งานเบา ไม่เกิน 34 องศาเซลเซียส
งานปานกลาง ไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส
งานหนัก ไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส

การวัด WBGT ต้องใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า (ตามประกาศกรม ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2564) และเป็นค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาสองชั่วโมงที่มี WBGT สูงสุดของการทำงานปกติ

4.2 หน้าที่เมื่อระดับความร้อนเกินมาตรฐาน

ข้อ 3 กำหนดว่า ในกรณีที่มีแหล่งความร้อนที่อาจเป็นอันตราย นายจ้างต้องติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตรายให้ลูกจ้างเห็นได้ชัดเจน และหากระดับความร้อนเกินมาตรฐานในข้อ 2 ต้องดำเนินการตามลำดับ ดังนี้

  1. ปรับปรุงหรือแก้ไขทางด้านวิศวกรรม เพื่อควบคุมระดับความร้อนให้เป็นไปตามมาตรฐาน พร้อมปิดประกาศและเก็บหลักฐานไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
  2. หากแก้ไขทางวิศวกรรมไม่ได้ — ต้องจัดให้มี มาตรการควบคุมหรือลดภาระงาน และจัดให้ลูกจ้างสวม PPE ตามหมวด 4 ตลอดเวลาที่ทำงาน

ลำดับนี้สอดคล้องกับหลัก Hierarchy of Controls ที่ให้แก้ที่ต้นเหตุก่อนจึงค่อยใช้ PPE เป็นทางสุดท้าย

5. หมวด 2 — แสงสว่าง

5.1 มาตรฐานความเข้มของแสง

ข้อ 4 กำหนดให้นายจ้างจัดสถานประกอบกิจการให้มีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่อธิบดีประกาศกำหนด

ตัวเลขความเข้มของแสง (หน่วยลักซ์) ไม่ได้ระบุในกฎกระทรวงโดยตรง แต่อยู่ใน ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดตาราง 3 ตาราง ครอบคลุมบริเวณพื้นที่ทั่วไป บริเวณงานเฉพาะจุด และบริเวณโดยรอบ ตัวอย่างที่ใช้บ่อยในงานอุตสาหกรรม ได้แก่

ลักษณะพื้นที่/งาน ค่าเฉลี่ย (ลักซ์) ต่ำสุด (ลักซ์)
ทางออกฉุกเฉิน เส้นทางหนีไฟ - 10
ทางเดิน บันได ทางเข้าห้องโถง (ภายในอาคาร) 100 50
ห้องสำนักงาน ห้องประชุม ห้องคอมพิวเตอร์ 300 150
งานหยาบ (ชิ้นงาน > 0.75 มม.) 200 - 300 -
งานละเอียดปานกลาง (สำนักงานทั่วไป) 400 - 500 -
งานละเอียดสูง (ปรับเทียบมาตรฐาน) 600 - 800 -
งานละเอียดสูงมาก (ชิ้นงาน < 0.025 มม.) 1,200 - 1,600 -
งานทันตกรรม ห้องผ่าตัด 2,400 หรือมากกว่า -

5.2 การป้องกันแสงจ้าและงานในที่มืด

ข้อ 5 กำหนดให้นายจ้างจัดฉาก แผ่นฟิล์มกรองแสง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้แสงตรงหรือแสงสะท้อนจากแหล่งกำเนิดแสงหรือดวงอาทิตย์ส่องเข้านัยน์ตาลูกจ้างโดยตรง หากป้องกันไม่ได้ ต้องจัดให้ลูกจ้างสวมแว่นตาลดแสงหรือกระบังหน้าลดแสงตามหมวด 4

ข้อ 6 กรณีลูกจ้างต้องทำงานในที่มืด ทึบ และคับแคบ เช่น ในถ้ำ อุโมงค์ นายจ้างต้องจัดอุปกรณ์ส่องแสงสว่างที่เหมาะสม โดยอาจติดในพื้นที่ทำงานหรือติดตัวบุคคล ถ้าจัดไม่ได้ ต้องจัดให้สวมหมวกนิรภัยที่มีอุปกรณ์ส่องแสงสว่าง

สำหรับงานสำนักงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นอกจากความเข้มแสงตามตารางแล้ว ยังต้องคำนึงถึง Office Syndrome กับ ergonomics เพื่อลดความเมื่อยล้าของสายตา คอ บ่า ไหล่

6. หมวด 3 — เสียง (หมวดที่มีรายละเอียดมากที่สุด)

6.1 เพดานเสียงสูงสุด (ข้อ 7)

อินโฟกราฟิกค่ามาตรฐานเสียง 3 ค่า — Peak ไม่เกิน 140 เดซิเบล (ข้อ 7), เสียงต่อเนื่อง 115 dBA (ข้อ 7), TWA 8 ชั่วโมง 85 dBA ต้องจัด HCP (ข้อ 11) และข้อ 9 เกินมาตรฐานต้องหยุดงาน

ข้อ 7 กำหนดเพดานเสียงสูงสุดที่ลูกจ้างจะรับสัมผัสได้ในบริเวณสถานประกอบกิจการ ดังนี้

ประเภทเสียง เพดาน
ระดับเสียงสูงสุด (peak sound pressure level) ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (impact / impulse noise) ไม่เกิน 140 เดซิเบล
ระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (continuous steady noise) ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ

ข้อสังเกตเรื่องค่าอ้างอิงต่างประเทศ — เพดาน 140 dB peak ของกฎไทยตรงกับ OSHA 29 CFR 1910.95 และ NIOSH REL อย่างไรก็ตามค่า action level สำหรับโปรแกรมอนุรักษ์การได้ยินของไทยอยู่ที่ TWA 85 dBA ซึ่งตรงกับ NIOSH REL แต่ ต่ำกว่า OSHA action level ที่ 90 dBA ดังนั้นในการอ้างอิงเอกสารต่างประเทศต้องระบุชัดว่ามาจากแหล่งใด อย่าผสมเกณฑ์ไทยกับ OSHA action level โดยไม่แยก

6.2 ค่าเฉลี่ย TWA และมาตรฐาน (ข้อ 8)

ข้อ 8 กำหนดให้นายจ้างควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average — TWA) มิให้เกินมาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งอยู่ในตารางแนบท้าย ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน พ.ศ. 2560 ตัวอย่าง

ระดับเสียง (dBA) ระยะเวลาทำงานที่ยอมรับได้
82 16 ชม.
85 8 ชม. (พื้นฐาน)
88 4 ชม.
91 2 ชม.
94 1 ชม.
100 15 นาที
110 1.5 นาที

หากระดับเสียงไม่ตรงกับค่าในตาราง ให้คำนวณจากสูตร T = 8 / 2^((L-85)/3) โดย T คือเวลาที่ยอมให้ได้รับเสียง (ชั่วโมง) และ L คือระดับเสียง (dBA) — สูตรนี้ใช้ exchange rate 3 dB ซึ่งเป็นค่าเดียวกับ NIOSH

6.3 หยุดงานทันทีเมื่อเสียงเกินมาตรฐาน (ข้อ 9)

ข้อ 9 เป็นบทบัญญัติที่เข้มงวดที่สุดในหมวดเสียง — เมื่อระดับเสียงเกินมาตรฐานตามข้อ 7 หรือ ข้อ 8 นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่าจะได้ปรับปรุงหรือแก้ไขให้ระดับเสียงเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

การแก้ไขต้องเป็นไปตามลำดับ ดังนี้

  1. ควบคุมที่ต้นกำเนิดเสียง (เช่น เปลี่ยนเครื่องจักร ลด rpm ติดตั้ง damper)
  2. ควบคุมทางผ่านของเสียง (เช่น กั้นเสียง enclosure วัสดุดูดซับเสียง)
  3. บริหารจัดการเวลาทำงาน (job rotation ลดเวลาสัมผัสรายคน)
  4. หากทำตามข้อ 1-3 แล้วยังเกินมาตรฐาน — จัดให้ลูกจ้างสวม ปลั๊กลดเสียงหรือที่ครอบหูลดเสียง ตามหมวด 4 โดยต้องคำนวณระดับเสียงในหูเมื่อสวม PPE แล้วต้องไม่เกินมาตรฐาน ตามสูตรในประกาศกรม พ.ศ. 2561

นอกจากนี้ ข้อ 10 กำหนดให้ติดเครื่องหมายเตือนให้ใช้ PPE ในบริเวณที่เสียงเกินมาตรฐานข้อ 7 หรือข้อ 8 ให้ลูกจ้างเห็นได้โดยชัดเจน

6.4 โปรแกรมอนุรักษ์การได้ยิน (HCP) — ข้อ 11

ข้อ 11 กำหนดว่า กรณีที่ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน แปดชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มี มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program — HCP) ในสถานประกอบกิจการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด

หลักเกณฑ์ HCP อยู่ใน ประกาศกรม เรื่อง มาตรการอนุรักษ์การได้ยินฯ พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  • สำรวจและประเมินระดับเสียง (Noise Survey)
  • ตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometric Testing) baseline + รายปี
  • ฝึกอบรมและจัด PPE ลดเสียง
  • เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงและสุขภาพการได้ยินของลูกจ้าง (Standard Threshold Shift)
  • บันทึกและเก็บข้อมูลทุกกระบวนการ

เกณฑ์ไทยกับต่างประเทศ — สรุปสั้น

  • ไทย (กฎกระทรวง 2559 + ประกาศกรม 2561): TWA 8 ชม. ≥ 85 dBA → ต้องมี HCP
  • NIOSH REL (สหรัฐ): TWA 8 ชม. ≥ 85 dBA → แนะนำ HCP (เหมือนไทย)
  • OSHA action level (29 CFR 1910.95): TWA 8 ชม. ≥ 90 dBA → ต้อง HCP (สูงกว่าไทย 5 dB)

ดังนั้นกฎไทยใช้เกณฑ์ เข้มกว่า OSHA action level ในเรื่อง HCP

7. หมวด 4 — อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE)

ข้อ 12 กำหนดประเภท PPE ที่นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างใช้ตามลักษณะงาน ดังนี้

สภาพอันตราย PPE ที่ต้องจัด
ระดับความร้อนเกินมาตรฐาน ชุดแต่งกาย รองเท้า ถุงมือสำหรับป้องกันความร้อน
แสงตรง/แสงสะท้อนเข้านัยน์ตา แว่นตาลดแสงหรือกระบังหน้าลดแสง
งานในที่มืด ทึบ คับแคบ หมวกนิรภัยที่มีอุปกรณ์ส่องแสงสว่าง
ระดับเสียงเกินมาตรฐาน ปลั๊กลดเสียงหรือที่ครอบหูลดเสียง

ข้อ 13 กำหนดให้นายจ้างบำรุงรักษา PPE ให้อยู่ในสภาพใช้งานปลอดภัย จัดฝึกอบรมวิธีใช้และวิธีบำรุงรักษา และเก็บหลักฐานการฝึกอบรมไว้ ณ สถานประกอบกิจการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

8. หมวด 5 — การตรวจวัดและรายงานผล (ข้อ 14-15)

8.1 หน้าที่ตรวจวัดและคุณสมบัติผู้ตรวจวัด

ข้อ 14 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง ภายในสถานประกอบกิจการ — หากนายจ้างไม่สามารถดำเนินการเองได้ ต้องใช้ "ผู้ที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9 หรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11" แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 เป็นผู้ดำเนินการแทน

คุณสมบัติผู้ตรวจวัดตามประกาศกรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 (แก้ไขข้อ 15 ของประกาศ พ.ศ. 2561) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

  1. บุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็น จป.วิชาชีพ ของสถานประกอบกิจการนั้น ๆ + มีเครื่องมือตรวจวัดและอุปกรณ์ปรับเทียบ (มี serial number) — ตรวจวัดในสถานประกอบกิจการของตนเอง
  2. บุคคลที่จบ ป.ตรี อาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า ที่ขึ้นทะเบียนเป็น จป. กับกรมฯ + มีเครื่องมือและอุปกรณ์ปรับเทียบ (มี serial number) — ตรวจวัดในสถานประกอบกิจการของตนเอง
  3. บุคคลหรือนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9 หรือมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. 2554 — รับเป็นผู้ให้บริการภายนอก

อุปกรณ์ตรวจวัดต้องผ่านการ ปรับเทียบกับหน่วยปรับเทียบมาตรฐาน (Calibration) ปีละ 1 ครั้ง (หรือทุก 2 ปี หากเป็นเครื่องมือของสถานประกอบกิจการ) และต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 7243 สำหรับ WBGT, CIE 1931 หรือ ISO/CIE 10527 สำหรับเครื่องวัดแสง

8.2 รายงานต่ออธิบดี ภายใน 30 วัน

ข้อ 15 กำหนดให้นายจ้างจัดทำรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด (ประกาศกรม พ.ศ. 2561 ฉบับแบบรายงาน) และส่งรายงานต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด พร้อมเก็บรายงานไว้ ณ สถานประกอบกิจการเพื่อให้พนักงานตรวจตรวจสอบได้

9. หมวด 6 — การตรวจสุขภาพ

ข้อ 16 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานในสภาวะที่อาจได้รับอันตรายจากความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง และรายงานผล รวมทั้งดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

รายละเอียดและความถี่ของการตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง อยู่ในกฎกระทรวงการจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้าง พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้ตรวจ baseline ก่อนเริ่มงานและตรวจซ้ำตามรอบที่เหมาะสมกับปัจจัยเสี่ยง สำหรับงานในที่ที่เสียงเฉลี่ย TWA 8 ชม. ≥ 85 dBA นั้น HCP ของหมวด 3 + การตรวจสุขภาพของหมวด 6 จะเสริมกัน

10. บทเฉพาะกาล (ข้อ 17-18) — การเปลี่ยนผ่านจากฉบับ พ.ศ. 2549

10.1 สิทธิของผู้ขึ้นทะเบียนตามกฎฉบับเก่า (ข้อ 17)

ข้อ 17 บัญญัติให้ผู้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองรายงานการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานกับกรมฯ ตามกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2549 มีสิทธิดำเนินการตรวจวัดต่อไปจนกว่าการขึ้นทะเบียนจะสิ้นอายุ

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงกำหนดรายละเอียดของผู้ขอขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9 หรือนิติบุคคลที่ขอใบอนุญาตตามมาตรา 11 — ผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ป.ตรี สาขาอาชีวอนามัยหรือเทียบเท่า ที่เคยขึ้นทะเบียนตามกฎฉบับ พ.ศ. 2549 หรือผู้ที่มีประสบการณ์เป็นผู้รับรองรายงานการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานไม่น้อยกว่า 3 ปี สามารถดำเนินการตรวจวัดแทนได้ "ไปพลางก่อน"

10.2 รับรองผลการตรวจวัดเดิม (ข้อ 18)

ข้อ 18 กำหนดว่า กรณีที่นายจ้างได้ตรวจวัดตามกฎฉบับ พ.ศ. 2549 ก่อนวันที่กฎฉบับ พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับ และยังครบไม่ถึงหนึ่งปีนับจากวันที่ตรวจวัด ให้ถือว่านายจ้างได้ดำเนินการตามกฎฉบับนี้แล้ว จนกว่าจะครบรอบ 1 ปี

11. กฎหมายลูกที่ขยายผล (ประกาศกรม)

ปี ประกาศกรม สาระสำคัญ
2560 มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง ตาราง 3 ตาราง ระบุ lux ตามลักษณะงาน
2560 มาตรฐานระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน (TWA) ตาราง TWA + สูตร exchange rate 3 dB
2561 หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และวิเคราะห์สภาวะการทำงาน ขั้นตอน เครื่องมือ คุณสมบัติผู้ตรวจวัด
2561 มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน (HCP) องค์ประกอบ HCP เมื่อ TWA ≥ 85 dBA
2561 แบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน ฟอร์มที่ใช้ส่งอธิบดี
2561 สูตรคำนวณระดับเสียงเมื่อสวม PPE สูตรลดเสียงในหูเมื่อสวมที่ครอบหู/ปลั๊ก
2564 หลักเกณฑ์ตรวจวัด (ฉบับที่ 2) แก้ไขมาตรฐานเครื่องมือ + คุณสมบัติผู้ตรวจวัด

12. บทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตาม มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานในกฎกระทรวงนี้จึงเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 8 ซึ่งมีโทษตาม มาตรา 53 คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ หากการฝ่าฝืนเกิดจากการสั่งการหรือไม่สั่งการของกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบ — บุคคลเหล่านั้นต้องรับโทษส่วนตัวตาม มาตรา 69 เช่นเดียวกับนิติบุคคล รายละเอียดศึกษาได้ที่บทความ ค่าปรับและบทลงโทษ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ

13. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: กฎกระทรวง พ.ศ. 2549 ยังใช้อยู่หรือไม่ A: ไม่ใช้แล้ว — กฎฉบับ พ.ศ. 2559 เข้ามาแทนที่ตั้งแต่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปัจจุบันถ้ามีบุคคลใดยังอ้าง "กฎกระทรวง พ.ศ. 2549" ในรายงานตรวจวัดหรือเอกสารตรวจสอบ ถือว่าใช้กฎหมายผิดฉบับ ต้องเปลี่ยนเป็น "พ.ศ. 2559" ทันที

Q2: WBGT 32 °C ใช้กับงานปานกลางหรืองานเบา A: งานปานกลาง (งานยก ลาก ดัน งานขับรถบรรทุก งานตอกตะปู) ไม่เกิน 32 °C — งานเบา (งานเขียน งานบันทึก งานยืนคุมงาน) ขยายได้ถึง 34 °C ส่วนงานหนัก (งานพลั่ว งานขุด) จำกัดที่ 30 °C ตามข้อ 2

Q3: 85 dBA TWA เป็นเกณฑ์ไทยหรือต่างประเทศ A: เป็น เกณฑ์กฎหมายไทย ตามข้อ 11 ของกฎกระทรวง 2559 ซึ่งกำหนดให้ TWA 8 ชม. ≥ 85 dBA ต้องจัด HCP — ค่านี้ตรงกับ NIOSH REL ของสหรัฐ แต่ เข้มกว่า OSHA action level ที่ 90 dBA ดังนั้นการอ้างเอกสารต่างประเทศต้องระบุชัดว่าเป็นเกณฑ์ OSHA หรือ NIOSH เพราะคนละค่า

Q4: ตรวจวัดต้องใช้นิติบุคคลภายนอกเสมอหรือไม่ A: ไม่จำเป็น หากนายจ้างมี จป.วิชาชีพ (หรือบุคคลที่จบ ป.ตรี อาชีวอนามัยและขึ้นทะเบียน จป. กับกรมฯ) ของสถานประกอบกิจการเอง พร้อมมีเครื่องมือที่ปรับเทียบและมี serial number สามารถตรวจวัดเองได้ตามประกาศกรม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 ข้อ 15 (1)-(2) — แต่ถ้าไม่มี ต้องใช้ผู้ขึ้นทะเบียน ม.9 หรือนิติบุคคล ม.11

Q5: ต้องตรวจวัดและส่งรายงานบ่อยแค่ไหน A: ระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องตรวจวัดอยู่ใน ประกาศกรม พ.ศ. 2561 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564 โดยทั่วไปคือ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และต้องส่งรายงานต่ออธิบดี ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เสร็จสิ้นการตรวจวัด ตามข้อ 15 ของกฎกระทรวง

14. สรุป

  • กฎที่บังคับใช้ปัจจุบันคือ พ.ศ. 2559 — ฉบับ พ.ศ. 2549 ถูกยกเลิกแล้ว ใครยังอ้างฉบับเก่าต้องอัปเดต
  • WBGT — งานเบา ≤ 34, ปานกลาง ≤ 32, หนัก ≤ 30 องศาเซลเซียส (ข้อ 2)
  • เสียง — Peak ≤ 140 dB, ต่อเนื่อง ≤ 115 dBA (ข้อ 7) และ TWA 8 ชม. ≥ 85 dBA ต้องมี HCP (ข้อ 11)
  • เกินมาตรฐานเสียง = หยุดงานจนกว่าจะแก้ไข (ข้อ 9)
  • ตรวจวัดโดยผู้ขึ้นทะเบียน ม.9 หรือนิติบุคคล ม.11 (พ.ร.บ. 2554) หรือ จป.วิชาชีพ/ป.ตรี อาชีวอนามัยของสถานประกอบกิจการเอง — ส่งรายงานต่ออธิบดีภายใน 30 วัน (ข้อ 14-15)
  • บทลงโทษ — มาตรา 53 พ.ร.บ. 2554 จำคุก ≤ 1 ปี หรือปรับ ≤ 400,000 บาท + กรรมการรับผิดส่วนตัวตามมาตรา 69

อ้างอิงกฎหมาย

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — ฉบับเต็มที่ Law DB
  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 — ลงนาม 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (ราชกิจจานุเบกษา 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง พ.ศ. 2560 — ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน พ.ศ. 2560 — ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง พ.ศ. 2561 (ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561) และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2564 (ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2561
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง สูตรคำนวณระดับเสียงสัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2561
  • Cross-Reference Map พ.ร.บ. ↔ กฎกระทรวง ↔ ประกาศกรม

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ กฎหมายความปลอดภัย? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 — สรุป 10 หมวด 36 ข้อ
กฎหมาย

กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 — สรุป 10 หมวด 36 ข้อ

สรุปสาระสำคัญกฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ครบทั้ง 10 หมวด 36 ข้อ พร้อมขีดจำกัด TWA/STEL/Ceiling ตามประกาศกรม 2560 และบทลงโทษตาม พ.ร.บ. 2554 มาตรา 56

6 เม.ย. 2569อ่าน 39 นาที
กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 — สรุปครบ 4 หมวด 23 ข้อ
กฎหมาย

กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 — สรุปครบ 4 หมวด 23 ข้อ

สรุปกฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ครบ 4 หมวด 23 ข้อ นิยาม O2 19.5-23.5% LEL 10% บุคลากร 4 ตำแหน่ง หนังสืออนุญาตทำงาน 12 รายการ และหลักสูตรอบรม 4 ระดับตามประกาศกรม 2563

22 เม.ย. 2569อ่าน 31 นาที
กฎกระทรวงงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 — สรุป 9 หมวด 67 ข้อ
กฎหมาย

กฎกระทรวงงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 — สรุป 9 หมวด 67 ข้อ

สรุปกฎกระทรวงงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 ครบ 9 หมวด 67 ข้อ — แจ้งก่อนเริ่มงาน 15 วัน ผู้ควบคุมงาน บันได 1.50 ม. รั้ว 2 ม. PPE ลิฟต์ชั่วคราว งานในน้ำ และงานรื้อถอน

12 พ.ค. 2569อ่าน 38 นาที