กฎกระทรวงตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 — สรุปครบ 13 ข้อ
สรุปกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ครบทั้ง 13 ข้อ พร้อม 5 หมวดปัจจัยเสี่ยง รอบการตรวจ และระยะเวลาเก็บบันทึก

ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย รังสี ฝุ่น ความร้อน เสียงดัง หรือเชื้อชีวภาพ มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวเป็นการเฉพาะ — ไม่ใช่การตรวจสุขภาพประจำปีตามสิทธิประกันสังคมที่หลายคนคุ้นเคย หลักเกณฑ์ปัจจุบันที่ใช้บังคับคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ซึ่งยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ. 2547 ทั้งฉบับ พร้อมปรับนิยาม "งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" คุณสมบัติแพทย์ผู้ตรวจ และระยะเวลาเก็บบันทึกผลใหม่ทั้งหมด
1. ที่มาและสถานะของกฎหมาย
กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563 มีโครงสร้างทั้งสิ้น 13 ข้อ โดยไม่แบ่งเป็นหมวด
ข้อ 1 ของกฎกระทรวงนี้บัญญัติให้ยกเลิก กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 ทั้งฉบับ ดังนั้นนายจ้างที่ยังอ้างอิงหลักเกณฑ์เดิมต้องปรับเอกสารระบบและขั้นตอนปฏิบัติให้สอดคล้องกับฉบับ พ.ศ. 2563 โดยทันที
2. นิยามตามกฎหมาย
ข้อ 2 กำหนดความหมายของถ้อยคำสำคัญไว้ 3 รายการ ดังนี้
"การตรวจสุขภาพ" หมายถึง การตรวจร่างกายและสภาวะทางจิตใจตามวิธีทางการแพทย์ เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสมของสภาวะสุขภาพของลูกจ้าง หรือผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้าง อันอาจเกิดจากการทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง
"แพทย์" หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม
"งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" หมายถึง งานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับ 5 หมวดต่อไปนี้
| # | หมวดปัจจัยเสี่ยง | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1 | สารเคมีอันตราย ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด | ตะกั่ว, เบนซีน, แคดเมียม, ฟอร์มาลดีไฮด์, ซิลิก้า, แอสเบสตอส |
| 2 | จุลชีวันเป็นพิษ (ไวรัส, แบคทีเรีย, รา หรือสารชีวภาพอื่น) | งานในห้องปฏิบัติการเชื้อ, งานปศุสัตว์, งานพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ |
| 3 | กัมมันตภาพรังสี | งานเอกซเรย์, งานเครื่องเร่งอนุภาค, งานต้นกำเนิดรังสี |
| 4 | ความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน ความกดดันบรรยากาศ แสง หรือเสียง | งานเตาหลอม, ห้องเย็น, งานเชื่อม, งานประดาน้ำ, งานเสียงดังเกิน 85 dB(A) |
| 5 | สภาพแวดล้อมอื่นที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ | ฝุ่นฝ้าย, ฝุ่นไม้, ไอควันจากการเผาไหม้ |
หมวดที่ 1 (สารเคมีอันตราย) ปัจจุบันขยายผลผ่าน ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ซึ่งระบุรายชื่อสารเคมีอันตรายไว้ 6 กลุ่ม ได้แก่ สารทำละลายอินทรีย์ ก๊าซ ฝุ่น/ฟูม/ผงโลหะ กรด สารกำจัดศัตรูพืช และสารเคมีอันตรายในกลุ่มอื่น
3. ขอบเขตการบังคับใช้
กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับกับ นายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามนิยามในข้อ 2 — ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนในสถานประกอบกิจการ การจำแนกว่าลูกจ้างผู้ใดเข้าข่ายปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นภาระของนายจ้างและ จป.วิชาชีพในการประเมินตามลักษณะงานจริง
สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างไม่ได้สัมผัสปัจจัยเสี่ยงตามข้อ 2 หน้าที่ตรวจสุขภาพเป็นไปตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หรือสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของกฎกระทรวงฉบับนี้ (ใครต้องตรวจสุขภาพประจำปี — Checklist)
4. รอบเวลาการตรวจสุขภาพ (ข้อ 3)

ข้อ 3 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามระยะเวลาดังนี้
| รอบการตรวจ | กรอบเวลา | ความถี่ |
|---|---|---|
| ครั้งแรก (ก่อนเริ่มงาน) | ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับลูกจ้างเข้าทำงาน | ครั้งเดียว |
| ตรวจประจำ | หลังครั้งแรก — ปีละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง | ทุกปี |
| ตรวจตามคำสั่งแพทย์ | ตามที่ผลการตรวจชี้ว่าจำเป็น | ตามที่กำหนด |
| เปลี่ยนงานที่ปัจจัยเสี่ยงต่างไปจากเดิม | ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เปลี่ยนงาน | ทุกครั้งที่เปลี่ยน |
จุดที่ HR และ จป.มักพลาดคือ กรณีเปลี่ยนงาน — หากลูกจ้างย้ายจากแผนกหนึ่งไปอีกแผนกที่ปัจจัยเสี่ยงต่างจากเดิม (เช่น จากแผนกบรรจุภัณฑ์ทั่วไป ไปยังแผนกผสมสารเคมี) ต้องนับเป็น "ครั้งแรก" ใหม่ และตรวจให้เสร็จภายใน 30 วัน ไม่สามารถใช้ผลตรวจรอบประจำปีของแผนกเดิมแทนได้
5. คุณสมบัติแพทย์ผู้ตรวจ (ข้อ 3 วรรคสอง และข้อ 4)
ข้อ 3 วรรคสองกำหนดให้การตรวจสุขภาพต้องกระทำโดย แพทย์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
ในทางปฏิบัติ แพทย์ผู้ตรวจมี 2 ประเภท ดังนี้
- แพทย์เฉพาะทาง ที่ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ จากแพทยสภา
- แพทย์ทั่วไป ที่ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง (เช่น หลักสูตรอาชีวเวชศาสตร์พื้นฐาน 2 เดือน)
นายจ้างจึงไม่จำเป็นต้องใช้บริการแพทย์เฉพาะทางเสมอไป แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน่วยบริการตรวจสุขภาพที่จ้าง มีแพทย์ที่มีคุณสมบัติตรงตามกฎกระทรวงนี้ และต้องระบุ เลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ลงในแบบ จผส. 1 ตอนรายงานผลผิดปกติ
บทเฉพาะกาลสำหรับแพทย์ตามกฎเดิม (ข้อ 13)
ข้อ 13 กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ว่า ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งซึ่งผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2547 เป็นแพทย์ที่สามารถตรวจสุขภาพลูกจ้างปัจจัยเสี่ยงตามกฎกระทรวงนี้ได้
ระยะเวลา 3 ปีดังกล่าวสิ้นสุดแล้วในปี พ.ศ. 2566 ดังนั้นปัจจุบันแพทย์ผู้ตรวจต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อ 3 วรรคสองเต็มรูปแบบ
6. การตรวจซ้ำเมื่อหยุดงานหรือประสบอันตราย (ข้อ 4)
ข้อ 4 กำหนดว่า กรณีลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง หยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่ว่ากรณีใด ๆ ก่อนให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน นายจ้างต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
- ขอความเห็นจากแพทย์ผู้รักษา หรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ หรือ
- จัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้าง โดยแพทย์ผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 3 วรรคสอง
คำว่า "3 วันทำงานติดต่อกัน" หมายถึง วันทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่วันปฏิทิน — หากลูกจ้างหยุดงานวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ (ซึ่งวันเสาร์-อาทิตย์เป็นวันหยุดตามปกติ) จะนับเป็นวันทำงานที่หยุดเพียง 1 วัน ไม่เข้าข่ายต้องตรวจซ้ำ
ระวัง — การปฏิบัติที่นายจ้างมักพลาด: กรณีลูกจ้างประสบอุบัติเหตุในงานแล้วหยุดเพียง 1-2 วันทำงาน ก็ไม่เข้าข่ายข้อ 4 แต่อาจมีหน้าที่อื่นตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ในการแจ้งเหตุประสบอันตรายต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย — ทั้งสองหน้าที่แยกจากกัน
7. บันทึกผลการตรวจและสมุดสุขภาพประจำตัว (ข้อ 5-6)
ข้อ 5 กำหนดให้แพทย์ผู้ตรวจบันทึกรายละเอียดผลการตรวจ พร้อมระบุความเห็นที่บ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของลูกจ้างที่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย พร้อมลายมือชื่อและวันที่ตรวจ — โดยสามารถจัดทำในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้
ข้อ 6 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มี สมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด และบันทึกผลตรวจทุกครั้งลงในสมุดดังกล่าว แบบสมุดสุขภาพประจำตัวฉบับปัจจุบันเป็นไปตาม ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564
สมุดสุขภาพประจำตัวต้องประกอบด้วยข้อมูลหลัก ได้แก่ ประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน ประวัติการเจ็บป่วย ผลการตรวจสุขภาพแต่ละครั้ง บันทึกความเห็นแพทย์ก่อนให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน และบันทึกการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน — นายจ้างสามารถจัดทำสมุดในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นเดียวกับบันทึกผลตรวจของแพทย์
8. ระยะเวลาเก็บบันทึกผลตรวจ (ข้อ 7)

ข้อ 7 เป็นจุดที่ HR และผู้บริหารต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับการเตรียมเอกสารสำหรับการสอบสวนคดีโรคจากการทำงาน ซึ่งอาจถูกฟ้องร้องหลังลูกจ้างพ้นสภาพการจ้างไปแล้วหลายปี
นายจ้างต้องเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ตลอดเวลา ตามระยะเวลาดังนี้
| กรณี | ระยะเวลาเก็บขั้นต่ำ |
|---|---|
| ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป (ตามข้อ 2 ทั้ง 5 หมวด) | ไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย |
| ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงาน ตามประกาศกระทรวงแรงงาน | ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย |
ระยะเวลา 2 ปี และ 10 ปีนี้เป็นไปตามกฎหมายไทย ไม่ใช่ตามมาตรฐาน OSHA ของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้เก็บผลตรวจ exposure record ไว้ 30 ปี (29 CFR 1910.1020) — นายจ้างในประเทศไทยจึงไม่ต้องใช้เกณฑ์ 30 ปีในการเก็บบันทึก แต่หากนโยบายภายในต้องการเก็บนานกว่ากฎหมายกำหนดก็สามารถทำได้
9. การแจ้งผลตรวจให้ลูกจ้างทราบ (ข้อ 8)
ข้อ 8 กำหนดระยะเวลาที่นายจ้างต้องแจ้งผลตรวจสุขภาพให้ลูกจ้างทราบ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี
| กรณี | ระยะเวลาแจ้ง |
|---|---|
| ผลตรวจผิดปกติ | ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ |
| ผลตรวจปกติ | ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ |
กรอบเวลา 3 วันสำหรับกรณีผิดปกตินั้นสั้นมาก — HR ที่ทำงานกับห้องตรวจสุขภาพภายนอกควรประสานกระบวนการส่งผลให้ทันกรอบดังกล่าว และจัดให้มีช่องทางแจ้งลูกจ้างที่ตรวจสอบได้ (เช่น หนังสือลงนามรับทราบ, ระบบสารสนเทศพร้อมบันทึก timestamp)
10. กรณีพบผลผิดปกติ — หน้าที่ส่ง จผส. 1 (ข้อ 9)
เมื่อพบผลตรวจสุขภาพลูกจ้างปัจจัยเสี่ยง ผิดปกติ หรือลูกจ้างมีอาการ/เจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ข้อ 9 กำหนดให้นายจ้างต้องดำเนินการ 3 ขั้นต่อเนื่อง คือ
- จัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันที
- ตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติ เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน
- ส่งผลการตรวจสุขภาพ ที่ผิดปกติ พร้อมข้อมูลการรักษาพยาบาลและการป้องกันแก้ไข ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วยของลูกจ้าง
แบบและวิธีการที่ใช้ในขั้นที่ 3 เป็นไปตาม ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบและวิธีการส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติฯ ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดให้ใช้ แบบ จผส. 1 และเปิดช่องทางส่งทาง ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือส่งทางไปรษณีย์/โทรสาร/ด้วยตนเองก็ได้
ข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุในแบบ จผส. 1 ได้แก่ ประเภทการตรวจ (ครั้งแรก/ประจำปี/เปลี่ยนงาน/เฝ้าระวัง) ชื่อแพทย์ผู้ตรวจพร้อมเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ชื่อหน่วยบริการตรวจสุขภาพ จำนวนลูกจ้างที่ตรวจปกติ/ผิดปกติแยกแต่ละแผนก พร้อมรายละเอียดการให้การรักษา การแก้ไขสภาพแวดล้อม และการป้องกันที่ตัวลูกจ้าง
11. การเปลี่ยนงานและการมอบสมุดสุขภาพ (ข้อ 10-11)

ข้อ 10 กำหนดว่า กรณีลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงผู้ใดมีหลักฐานทางการแพทย์ จากสถานพยาบาลของราชการหรือที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น แสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ ให้นายจ้าง เปลี่ยนงานให้ลูกจ้างผู้นั้นตามที่เห็นสมควร โดยต้องคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ
จุดสำคัญคือหลักฐานทางการแพทย์ตามข้อ 10 ต้องมาจาก สถานพยาบาลของรัฐหรือที่รัฐจัดตั้ง เท่านั้น — ไม่ใช่คลินิกเอกชนหรือใบรับรองแพทย์ทั่วไป ดังนั้นการประเมินสมรรถภาพในการกลับเข้าทำงาน (Fit-to-work assessment) จึงต้องผ่านโรงพยาบาลรัฐ หรือศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ที่รัฐจัดตั้ง
ข้อ 11 กำหนดให้นายจ้างมอบสมุดสุขภาพประจำตัวให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง เมื่อสิ้นสุดการจ้าง ทุกราย — เป็นหน้าที่แยกออกจากการเก็บบันทึกผลตามข้อ 7 (นายจ้างมอบสมุดให้ลูกจ้าง แต่ยังคงเก็บสำเนาบันทึกผลตรวจไว้ตามกรอบ 2 ปี/10 ปี)
12. บทเฉพาะกาลและการเชื่อมโยงกับกฎเดิม (ข้อ 12)
ข้อ 12 กำหนดให้การดำเนินการของนายจ้างตามกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2547 ที่ทำไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2563
หมายความว่า ผลตรวจสุขภาพและสมุดสุขภาพที่จัดทำไว้ตามกฎเก่า ไม่ต้องตรวจซ้ำ — แต่กระบวนการนับจากวันที่กฎใหม่ใช้บังคับเป็นต้นไป ต้องใช้หลักเกณฑ์และแบบฟอร์มของฉบับ พ.ศ. 2563 ทั้งหมด
13. การเชื่อมโยงกับกฎกระทรวงเฉพาะเรื่อง
กฎกระทรวงตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 เป็น "กฎกระทรวงกลาง" ที่กฎกระทรวงเฉพาะเรื่องอื่น ๆ อ้างถึงในส่วนการตรวจสุขภาพ ปัจจุบันมีกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องที่อ้างถึงการตรวจสุขภาพอย่างน้อย 4 ฉบับ ได้แก่
| กฎกระทรวงเฉพาะเรื่อง | ข้อที่เกี่ยวกับตรวจสุขภาพ |
|---|---|
| กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 | ข้อ 31 |
| กฎกระทรวงความร้อน แสง และเสียง พ.ศ. 2559 | ข้อ 16 |
| กฎกระทรวงประดาน้ำ พ.ศ. 2563 | ข้อ 4 |
| กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 | (ทั้งฉบับ) |
หากลูกจ้างทำงานเข้าข่ายกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องเหล่านี้ นายจ้างต้องปฏิบัติทั้งตามกฎเฉพาะเรื่อง และ กฎกระทรวงตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ควบคู่กัน (ดูOffice Syndrome และโรคจากงาน สำหรับลักษณะโรคจากการทำงานที่พบบ่อย)
14. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ตรวจสุขภาพประจำปีตามประกันสังคม นับเป็นการตรวจตามกฎกระทรวงนี้ได้หรือไม่? ตอบ: ไม่ได้ การตรวจตามประกันสังคมเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไป ไม่ครอบคลุมการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะ และไม่ดำเนินการโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ตามข้อ 3 วรรคสอง นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจตามกฎกระทรวงนี้แยกต่างหาก
Q2: ลูกจ้างปฏิเสธไม่เข้ารับการตรวจสุขภาพ นายจ้างทำอย่างไร? ตอบ: นายจ้างต้องเก็บหลักฐานการเรียก/นัดตรวจ พร้อมเอกสารปฏิเสธของลูกจ้าง — เพื่อให้สามารถแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยได้ว่านายจ้างปฏิบัติตามหน้าที่แล้ว แต่ในเชิงกฎหมาย ลูกจ้างก็มีหน้าที่ตามมาตรา 21 (5) แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ที่ต้องให้ความร่วมมือกับนายจ้างในเรื่องความปลอดภัยด้วย
Q3: ตรวจสุขภาพเสร็จแล้วผลออกหลัง 3 วัน นายจ้างจะแจ้งลูกจ้างทันได้อย่างไร? ตอบ: กรอบเวลา 3 วันตามข้อ 8 (1) เริ่มนับจาก "วันที่ทราบผลการตรวจ" ไม่ใช่วันที่ตรวจ ดังนั้นหากผลออกจากห้องตรวจในวันที่ 10 นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างกรณีผิดปกติให้เสร็จภายในวันที่ 13 — แต่หากนายจ้างทราบผลล่าช้าจากห้องตรวจ ก็เริ่มนับจากวันที่ได้รับผลจากห้องตรวจ
Q4: ผลตรวจผิดปกติเล็กน้อย เช่น สมรรถภาพปอดลดลงเล็กน้อย ต้องส่ง จผส. 1 หรือไม่? ตอบ: ต้องส่ง ถ้าแพทย์ผู้ตรวจระบุว่าเป็น "ผิดปกติ" และ "อาจเกี่ยวข้องกับการทำงาน" — กฎกระทรวงไม่กำหนดเกณฑ์ความรุนแรงขั้นต่ำ การพิจารณาส่ง จผส. 1 หรือไม่ จึงขึ้นกับความเห็นของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ผู้ตรวจ
Q5: สมุดสุขภาพประจำตัวต้องเป็นเล่มกระดาษหรือไม่? ตอบ: ไม่จำเป็น ข้อ 3 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 (ฉบับสมุดสุขภาพ) ระบุว่ากรณีนายจ้างจัดทำในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าจัดทำตามประกาศแล้ว แต่ต้องครอบคลุมข้อมูลครบตามแบบที่อธิบดีกำหนด และสามารถมอบให้ลูกจ้างได้เมื่อสิ้นสุดการจ้างตามข้อ 11
สรุป
- ฉบับใช้บังคับปัจจุบัน — กฎกระทรวงตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 (13 ข้อ ไม่แบ่งหมวด) ยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2547 ทั้งฉบับ
- 5 หมวดปัจจัยเสี่ยง — สารเคมี / จุลชีวัน / รังสี / สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (ความร้อน แสง เสียง ฯลฯ) / สภาพแวดล้อมอื่น
- รอบการตรวจ — ครั้งแรกภายใน 30 วัน + ประจำปีอย่างน้อย 1 ครั้ง + ตรวจซ้ำเมื่อหยุดงาน 3 วันทำงาน/เปลี่ยนงาน
- ผู้ตรวจ — แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (วุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติ) หรือแพทย์ที่ผ่านอบรมหลักสูตรกระทรวงสาธารณสุขรับรอง
- เก็บบันทึก — ไม่น้อยกว่า 2 ปี (ทั่วไป) หรือ 10 ปี (ปัจจัยเสี่ยงสารก่อมะเร็ง) นับแต่วันสิ้นสุดการจ้าง
- พบผิดปกติ — รักษาทันที + ตรวจสาเหตุ + ส่งแบบ จผส. 1 ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยภายใน 30 วัน
- กฎหมายลูก พ.ศ. 2564 — 3 ฉบับ: แบบ จผส. 1 / แบบสมุดสุขภาพประจำตัว / รายชื่อสารเคมีอันตรายที่ต้องตรวจ
ผู้ประกอบกิจการที่จัดระบบตรวจสุขภาพตามกฎกระทรวงฉบับนี้ครบถ้วนจะลดความเสี่ยงทั้งทางอาญา (มาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — ฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท) และทางแพ่ง (คดีเรียกร้องค่าชดเชยโรคจากการทำงาน) พร้อมทั้งสร้างฐานข้อมูลสุขภาพระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนป้องกันโรคจากการทำงานภายในองค์กร
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 — ฉบับเต็มที่ Law DB
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบและวิธีการส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติฯ (แบบ จผส. 1) พ.ศ. 2564 — ฉบับเต็มที่ Law DB
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2564 — ฉบับเต็มที่ Law DB
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง พ.ศ. 2564 — ฉบับเต็มที่ Law DB
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 5, 8, 21, 34, 53) — ฉบับเต็มที่ Law DB
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 — สรุป 10 หมวด 36 ข้อ
สรุปสาระสำคัญกฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ครบทั้ง 10 หมวด 36 ข้อ พร้อมขีดจำกัด TWA/STEL/Ceiling ตามประกาศกรม 2560 และบทลงโทษตาม พ.ร.บ. 2554 มาตรา 56

กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 — สรุปครบ 4 หมวด 23 ข้อ
สรุปกฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ครบ 4 หมวด 23 ข้อ นิยาม O2 19.5-23.5% LEL 10% บุคลากร 4 ตำแหน่ง หนังสืออนุญาตทำงาน 12 รายการ และหลักสูตรอบรม 4 ระดับตามประกาศกรม 2563

กฎกระทรวงงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 — สรุป 9 หมวด 67 ข้อ
สรุปกฎกระทรวงงานก่อสร้าง พ.ศ. 2564 ครบ 9 หมวด 67 ข้อ — แจ้งก่อนเริ่มงาน 15 วัน ผู้ควบคุมงาน บันได 1.50 ม. รั้ว 2 ม. PPE ลิฟต์ชั่วคราว งานในน้ำ และงานรื้อถอน