🩺 สุขภาพอาชีวอนามัย

คำนวณ NRR Derating — หาเสียงจริงในหูหลังใส่ปลั๊ก/ที่ครอบหู ตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 (เทียบ NIOSH/OSHA)

วิธีคำนวณ NRR derating หาเสียงจริงในหูหลังใส่ปลั๊ก/ที่ครอบหู ตามประกาศกรมสวัสดิการฯ พ.ศ. 2561 — ปรับลด 25/50/70% สูตร dBC/dBA และ SNR พร้อมตัวอย่างแทนค่า เทียบ NIOSH/OSHA

Safety Station 10114 มิถุนายน 2569อ่าน 17 นาที · 3,847 คำ
คำนวณ NRR Derating — หาเสียงจริงในหูหลังใส่ปลั๊ก/ที่ครอบหู ตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 (เทียบ NIOSH/OSHA)

ค่า NRR (Noise Reduction Rating) ที่พิมพ์อยู่บนกล่องปลั๊กลดเสียงหรือที่ครอบหู เป็นค่าที่ได้จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการภายใต้เงื่อนไขการสวมใส่ที่สมบูรณ์แบบ ในการทำงานจริงที่หน้างาน เสียงที่ลดได้จะน้อยกว่านั้นเสมอ เพราะคนงานใส่ไม่แน่น ใส่ผิดวิธี หรือถอดออกบ่อยระหว่างวัน หากนำค่า NRR บนฉลากมาหักออกตรง ๆ จะได้ตัวเลข "เสียงในหู" ที่ดูดีเกินจริง และอาจสรุปผิดว่าคนงานปลอดภัยทั้งที่เสียงที่สัมผัสจริงยังเกินเกณฑ์

จุดที่หลายคนยังไม่รู้คือ ประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดวิธีปรับลดค่า NRR (NRR derating) ของตัวเอง อยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2561 ซึ่งออกตามอำนาจในข้อ 9 วรรคสาม แห่งกฎกระทรวงความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ดังนั้นทั้งสูตรและเปอร์เซ็นต์การปรับลด ไม่ใช่แค่ "best practice สากล" แต่เป็นเกณฑ์ที่อ้างกฎหมายไทยได้โดยตรง

ทำไมต้อง Derate ก่อน — ค่าแล็บกับค่าหน้างานไม่เท่ากัน

ค่า NRR วัดในห้อง audiometric ที่เงียบ ผู้ทดสอบเป็นผู้ที่ใส่อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ในสภาพการทำงานจริงตัวแปรเหล่านี้หายไป — ปลั๊กไม่ได้ม้วนแน่นพอ ที่ครอบหูดันโดนขอบแว่นหรือผมจนซีลไม่สนิท คนงานเลื่อนออกเพื่อคุยงานเป็นระยะ ทั้งหมดทำให้การลดเสียงจริงต่ำกว่าค่าฉลากมาก

หลักการ derate คือยอมรับช่องว่างนี้ตั้งแต่ต้น โดยใช้ค่า NRR เพียงบางส่วนเท่านั้นในการคำนวณ ยิ่งอุปกรณ์ใส่ให้ถูกต้องยากเท่าไร ยิ่งต้องหักทิ้งมากเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่กฎหมายไทยกำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับลดต่างกันตามชนิดอุปกรณ์ ไม่ใช่ตัวเดียวเหมาเข่ง

ก่อนจะ derate ได้ ต้องรู้ "ระดับเสียงที่สัมผัส" เฉลี่ยตลอดเวลาทำงานก่อน ถ้ายังไม่ได้วัด TWA หรือ noise dose ให้กลับไปทำขั้นนั้นก่อน — ดูวิธีหาได้ที่ คำนวณ Noise Dose และ TWA 8 ชั่วโมง

สูตรตามกฎหมายไทย — ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561

ข้อ 3 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 กำหนดวิธีคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่ PPE ไว้ 3 แนวทาง ขึ้นกับว่าฉลากอุปกรณ์ระบุค่าแบบไหน

(1) คำนวณจากค่า NRR

เมื่ออุปกรณ์ระบุค่า NRR สูตรตามข้อ 3(1) มี 2 รูปแบบ ขึ้นกับว่าเครื่องวัดเสียงให้ค่ามาเป็น dBC หรือ dBA

Protected dBA = Sound Level dBC – NRRadj
Protected dBA = Sound Level dBA – (NRRadj – 7)

โดยที่ Protected dBA คือระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์ในสเกลเอ, Sound Level dBC / Sound Level dBA คือระดับเสียงที่ตรวจวัดเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง ในสเกลซีหรือสเกลเอ และ NRRadj คือค่าการลดเสียงที่ปรับแล้ว

ที่ต้องลบ 7 ออกเมื่อใช้ค่า dBA ก็เพราะค่า NRR คำนวณบนฐานสเกลซี (C-weighting) ถ้าใช้ค่าเสียงที่วัดมาเป็น dBA (A-weighting) จะต้องชดเชยความต่างระหว่างสองสเกลนี้ ตัวเลข 7 จึงเป็นค่าชดเชย C-A weighting แบบมาตรฐาน ถ้าวัดเสียงมาเป็น dBC อยู่แล้วก็ไม่ต้องลบ 7

(2) คำนวณจากค่า SNR

อุปกรณ์ที่ผลิตตามมาตรฐานยุโรปมักระบุค่า SNR (Single Number Rating) แทน NRR สูตรตามข้อ 3(2) คือ

L'AX = (LC – SNRx) + 4

โดย L'AX คือระดับเสียงที่สัมผัสในหูในสเกลเอ, LC คือระดับเสียงที่วัดเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงในสเกลซี และ SNRx คือค่าการลดเสียงที่ระบุบนฉลาก

(3) กรณีนอกเหนือจาก (1) และ (2)

หากอุปกรณ์ไม่ได้ระบุค่าแบบ (1) หรือ (2) ข้อ 3(3) ให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ว่าด้วยการเลือกและใช้อุปกรณ์ปกป้องการได้ยิน

ตารางการปรับลด NRRadj ตามชนิดอุปกรณ์ (กฎไทย)

ภาพอินโฟกราฟิกสามแถวเปรียบเทียบที่ครอบหู ปลั๊กโฟม และปลั๊กยาง แสดงด้วยแท่งสีเขียวที่ใช้ได้จริงและส่วนสีเทาที่ถูกหักทิ้ง สื่อว่าปลั๊กยางถูกปรับลดค่ามากที่สุด

หัวใจของการคำนวณคือค่า NRRadj — ค่า NRR ที่ "ปรับลดแล้ว" ตามชนิดอุปกรณ์ ข้อ 3(1) กำหนดเปอร์เซ็นต์การปรับลดไว้ดังนี้

ชนิดอุปกรณ์ กฎหมายปรับลด ค่า NRR ที่ใช้จริง (NRRadj) คำนวณ NRRadj
ที่ครอบหูลดเสียง (Earmuff) ลง 25% เหลือ 75% ของ NRR NRRadj = NRR × 0.75
ปลั๊กลดเสียงชนิดโฟม (Foam) ลง 50% เหลือ 50% ของ NRR NRRadj = NRR × 0.50
ปลั๊กลดเสียงชนิดอื่น ลง 70% เหลือ 30% ของ NRR NRRadj = NRR × 0.30

ตรงนี้ต้องอ่านถ้อยคำให้ดี กฎหมายเขียนว่า "ให้ปรับลดเสียงลงร้อยละ 25 ของค่าการลดเสียงที่ระบุไว้บนฉลาก" สำหรับที่ครอบหู — หมายความว่าหักค่า NRR ทิ้งไป 25% แล้วใช้ส่วนที่เหลือ 75% มาคำนวณ ไม่ใช่ใช้ค่าเต็ม คำว่า "derate 25%" จึงเท่ากับ "ใช้ค่า NRR เพียง 75%" เช่นเดียวกัน ปลั๊กโฟม derate 50% = เหลือ 50% และปลั๊กชนิดอื่น derate 70% = เหลือเพียง 30%

ปลั๊กลดเสียงชนิดอื่น (เช่น ปลั๊กยางสำเร็จรูป pre-molded) ถูกหักหนักที่สุดถึง 70% เพราะเป็นชนิดที่ใส่ให้แนบสนิทพอดีกับช่องหูได้ยาก ความแปรปรวนในการใส่จริงสูง กฎหมายจึงเผื่อ margin ความผิดพลาดไว้มากที่สุด

ตัวอย่างแทนค่า (ค่าสมมติเพื่อสาธิตวิธีคำนวณ)

ตัวเลขในตัวอย่างต่อไปนี้เป็นค่าสมมติเพื่อสาธิตวิธีคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของอุปกรณ์รุ่นใด

เคส A — ปลั๊กลดเสียงชนิดโฟม NRR 29

สมมติเครื่องวัดเสียงได้ค่า 95 dBA เฉลี่ยตลอดกะ และคนงานใช้ปลั๊กโฟมที่ฉลากระบุ NRR 29

  • ปรับลดตามชนิด (โฟม ลง 50%) → NRRadj = 29 × 0.50 = 14.5
  • ใช้สูตรจากค่า dBA → Protected dBA = 95 – (14.5 – 7) = 95 – 7.5 = 87.5 dBA

ผลคือเสียงในหูจริงยังอยู่ที่ 87.5 dBA ซึ่งยังเกิน 85 dBA — แปลว่าปลั๊กรุ่นนี้ในงานนี้ยังป้องกันไม่พอ ต้องเลือกอุปกรณ์ที่ลดเสียงได้ดีกว่า ใช้แบบ double protection (ปลั๊ก + ที่ครอบหู) หรือลดเวลาสัมผัสเสียง

เคส B — ที่ครอบหู NRR 27 ในงานเดียวกัน

ใช้ค่าเสียงเดียวกัน 95 dBA แต่เปลี่ยนเป็นที่ครอบหูที่ฉลากระบุ NRR 27

  • ปรับลดตามชนิด (ที่ครอบหู ลง 25%) → NRRadj = 27 × 0.75 = 20.25
  • Protected dBA = 95 – (20.25 – 7) = 95 – 13.25 = 81.75 dBA

ที่ครอบหูในเคสนี้กดเสียงในหูลงเหลือราว 81.75 dBA ต่ำกว่า 85 dBA ได้ตามเป้า แม้ค่า NRR บนฉลาก (27) จะ "ดูน้อยกว่า" ปลั๊กในเคส A (29) แต่เพราะถูก derate เบากว่า (25% เทียบกับ 50%) ผลลัพธ์จริงกลับดีกว่า นี่คือเหตุผลที่ห้ามตัดสินอุปกรณ์จากตัวเลข NRR บนฉลากเพียงอย่างเดียว

เลือกอุปกรณ์อย่างไรเมื่อฉลากระบุหลายค่า

ข้อ 4 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 กำหนดว่า กรณีฉลากหรืออุปกรณ์ระบุค่าการลดเสียงไว้มากกว่า 1 ค่า ให้นายจ้างใช้ค่าที่คำนวณแล้ว "ได้การลดเสียงน้อยที่สุด" เป็นหลักในการพิจารณา

พูดง่าย ๆ คือเลือกแบบอนุรักษ์ที่สุด — ถ้าค่าหนึ่งบอกว่าลดได้ 20 dB อีกค่าบอก 15 dB ให้ยึด 15 dB ไว้ก่อน กฎหมายไม่ให้เลือกค่าที่ดูดีที่สุดมาอ้าง เพราะจุดประสงค์คือคุ้มครองการได้ยินของคนงานไว้บนสมมติฐานที่ปลอดภัยที่สุด

เป้าหมายตามกฎหมาย — เสียงในหูต้องน้อยกว่า 85 dBA

ภาพประกอบแบบแบนแสดงคลื่นเสียงดังสีแดงจากเครื่องจักรถูกที่ครอบหูลดลงเหลือคลื่นเล็กสีเขียวในหู พร้อมมาตรวัดที่ชี้ว่าเสียงในหูอยู่ในโซนปลอดภัย ไม่เกินเกณฑ์และไม่เงียบเกินไป

ตัวเลขที่ต้องเทียบหลัง derate คือ 85 dBA ประกาศกรมฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2561 ข้อ 6 กำหนดว่า เมื่อพบลูกจ้างสูญเสียการได้ยิน นายจ้างต้องจัดให้สวมใส่ PPE ที่ลดระดับเสียงที่ได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง ให้น้อยกว่า 85 เดซิเบลเอ

ดังนั้นค่า Protected dBA ที่คำนวณได้ ต้องต่ำกว่า 85 dBA จึงจะถือว่าอุปกรณ์ป้องกันได้ตามเกณฑ์ ถ้ายังเกินก็แปลว่ายังไม่พอ ต้องยกระดับการป้องกัน

ระวังการ Over-protection — อย่ากดเสียงต่ำเกินไป

การเลือก PPE ที่ลดเสียงได้มากเกินจำเป็น ก็เป็นปัญหาเช่นกัน ถ้าเสียงในหูถูกกดลงต่ำกว่าราว 70 dBA คนงานจะได้ยินสัญญาณเตือน เสียงรถยก หรือเสียงเรียกจากเพื่อนร่วมงานได้ยากขึ้น ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอีกแบบหนึ่ง เกณฑ์ที่ใช้กันในทางปฏิบัติคือพยายามให้เสียงในหูอยู่ในช่วงประมาณ 70-80 dBA — ต่ำกว่า 85 dBA ตามกฎหมาย แต่ไม่ต่ำจนตัดขาดจากสภาพแวดล้อม การพิจารณาช่วง over-protection นี้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติ ไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขในกฎหมายไทย

ในลำดับของการควบคุม PPE เป็นมาตรการลำดับท้ายสุดเสมอ ก่อนจะพึ่งปลั๊กหรือที่ครอบหู ควรพยายามลดเสียงที่ต้นกำเนิดก่อน — ดูแนวทางที่ การควบคุมเสียงในโรงงานและโรคประสาทหูเสื่อม (NIHL)

เทียบกับวิธีของ NIOSH และ OSHA สหรัฐฯ

จุดที่น่าสนใจคือค่าปรับลด 25/50/70% ของกฎหมายไทย ตรงกับแนวทาง NIOSH (สถาบันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติสหรัฐฯ) ที่ใช้ derating แบบแปรผันตามชนิดอุปกรณ์ คือหักที่ครอบหู 25% ปลั๊กโฟม 50% และปลั๊กชนิดอื่น 70% เช่นเดียวกัน นี่เป็นมาตรฐานต่างประเทศที่นำมาเทียบเคียง ไม่ใช่ตัวกฎหมายไทยเอง

ส่วน OSHA (สหรัฐฯ) ใช้วิธีต่างออกไป คือสูตร (NRR – 7) ÷ 2 ซึ่งหักครึ่งแบบเดียวกันหมดทุกชนิดอุปกรณ์ ไม่แยกตามประเภท วิธี OSHA จึงง่ายกว่าแต่หยาบกว่า กล่าวคือกฎหมายไทยเลือกเดินตามแนวทาง NIOSH (variable derating) มากกว่าแนวทาง OSHA (flat 50%) การเปรียบเทียบนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจเชิงเทคนิคเท่านั้น

แนวทาง วิธี derate แยกตามชนิด? สถานะในไทย
ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 (ไทย) หัก 25/50/70% ตามชนิด ใช่ กฎหมายที่บังคับใช้ในไทย
NIOSH (สหรัฐฯ) หัก 25/50/70% ตามชนิด ใช่ มาตรฐานต่างประเทศ (เทียบเคียง)
OSHA (สหรัฐฯ) (NRR – 7) ÷ 2 ไม่ มาตรฐานต่างประเทศ (เทียบเคียง)

ย้ำว่าสำหรับสถานประกอบกิจการในไทย เกณฑ์ที่ใช้ตรวจและบังคับคือประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 — วิธี NIOSH และ OSHA นำมาอ้างอิงเชิงเปรียบเทียบได้ แต่ไม่ใช่กฎหมายไทย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: ค่า NRR บนกล่องใช้แทนเสียงในหูได้เลยไหม? ไม่ได้ ต้องปรับลด (derate) ตามชนิดอุปกรณ์ก่อนเสมอ ตามข้อ 3(1) ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 — ที่ครอบหูใช้ 75% ปลั๊กโฟม 50% ปลั๊กชนิดอื่น 30% ของค่า NRR

ถาม: ทำไมต้องลบ 7 ในสูตร? ลบ 7 เฉพาะกรณีที่วัดเสียงมาเป็น dBA เพื่อชดเชยความต่างระหว่างสเกลซีกับสเกลเอ (C-A weighting) ถ้าวัดมาเป็น dBC ใช้สูตร Protected dBA = Sound Level dBC – NRRadj ได้เลย ไม่ต้องลบ 7

ถาม: อุปกรณ์ระบุ NRR และ SNR มาทั้งคู่ ใช้ค่าไหน? คำนวณทั้งสองค่าตามสูตรของแต่ละแบบ แล้วเลือกค่าที่ได้การลดเสียงน้อยที่สุดเป็นหลัก ตามข้อ 4 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561

ถาม: คำนวณแล้วเสียงในหูยังเกิน 85 dBA ต้องทำอย่างไร? ต้องยกระดับการป้องกัน เช่น เลือกอุปกรณ์ที่ลดเสียงได้มากกว่า ใช้ปลั๊กร่วมกับที่ครอบหู (double protection) หรือลดเวลาสัมผัสเสียงด้วยการหมุนเวียนงาน ตามมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน

ถาม: เลือกอุปกรณ์ที่ลดเสียงได้มากที่สุดไว้ก่อนดีไหม? ไม่จำเป็นต้องมากที่สุด ถ้ากดเสียงในหูต่ำกว่า ~70 dBA คนงานอาจได้ยินสัญญาณเตือนไม่ชัด เกิด over-protection — เป้าหมายคือต่ำกว่า 85 dBA แต่ยังได้ยินสภาพแวดล้อม

สรุป

  • ค่า NRR บนฉลากเป็นค่าห้องแล็บ ต้อง derate ก่อนเชื่อเสมอ ตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 3
  • ปรับลดตามชนิด: ที่ครอบหู ลง 25% (เหลือ 75%) · ปลั๊กโฟม ลง 50% (เหลือ 50%) · ปลั๊กชนิดอื่น ลง 70% (เหลือ 30%)
  • สูตร: Protected dBA = Sound Level dBC – NRRadj หรือ Sound Level dBA – (NRRadj – 7) · สูตร SNR: L'AX = (LC – SNRx) + 4
  • ถ้าฉลากระบุหลายค่า ให้ใช้ค่าที่ลดเสียงได้น้อยที่สุดเป็นหลัก (ข้อ 4)
  • เป้าหมายคือเสียงในหูเฉลี่ย 8 ชั่วโมง น้อยกว่า 85 dBA (ประกาศกรมฯ อนุรักษ์การได้ยิน พ.ศ. 2561 ข้อ 6) แต่ระวังอย่ากดต่ำจน over-protect
  • ค่า 25/50/70% ตรงกับวิธี NIOSH ส่วน OSHA ใช้ (NRR–7)÷2 — ทั้งคู่เป็นมาตรฐานต่างประเทศ ไม่ใช่กฎหมายไทย

อ้างอิงกฎหมาย

  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2561 (ข้อ 3, ข้อ 4)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2561 (ข้อ 6)
  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 (ข้อ 9 วรรคสาม)
  • มาตรฐานต่างประเทศที่อ้างเชิงเปรียบเทียบ: NIOSH variable derating (25/50/70%) · OSHA (NRR – 7) ÷ 2 — ไม่ใช่กฎหมายไทย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ความร้อน/แสง/เสียง? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level
สุขภาพ

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level

ค่า AQI/PM2.5 ที่ควรลดหรือหยุดงานกลางแจ้งมาจากกรมควบคุมมลพิษ/US EPA/WHO ไม่ใช่กฎกระทรวงไทย — เรียนรู้วิธีตั้ง action level ของบริษัท ลำดับการควบคุม และการเฝ้าระวังสุขภาพคนงานสัมผัสฝุ่น/ไอควันตามกฎไทย 2563/2559

30 พ.ค. 2569อ่าน 29 นาที
คำนวณ Heat Index แปลผลความเสี่ยงความร้อน — และทำไมไม่ใช่ WBGT
สุขภาพ

คำนวณ Heat Index แปลผลความเสี่ยงความร้อน — และทำไมไม่ใช่ WBGT

Heat Index คืออะไร คำนวณจากอุณหภูมิ+ความชื้นยังไง แปลผล Caution ถึง Extreme Danger และทำไม Heat Index ไม่ใช่ WBGT ที่กฎหมายไทยใช้ควบคุมความร้อน

16 มิ.ย. 2569อ่าน 19 นาที
คำนวณ NRR Derating — เสียงจริงในหูตามประกาศกรมฯ 2561 — Safety Station 101