🩺 สุขภาพอาชีวอนามัย

WBGT คืออะไร และค่าควบคุมความร้อนตามกฎไทย พ.ศ. 2559

เข้าใจ WBGT แบบครู — สูตรในร่ม-กลางแดด, ค่ามาตรฐานงานเบา 34 / ปานกลาง 32 / หนัก 30 องศาเซลเซียส ตามกฎกระทรวง 2559, ACGIH TLV เทียบ และวิธีคุมความร้อนหน้างาน

Safety Station 1013 พฤษภาคม 2569อ่าน 32 นาที · 6,949 คำ
WBGT คืออะไร และค่าควบคุมความร้อนตามกฎไทย พ.ศ. 2559

หน้าร้อนที่ผ่านมา ในไลน์หลอมโลหะแห่งหนึ่ง พนักงานล้มหมดสติตอนบ่ายสองโมง เครื่องวัดอุณหภูมิอากาศที่ติดข้างผนังบอก 33 องศาเซลเซียส — ดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่เมื่อทีม จป. เอาเครื่องวัด WBGT เข้าไปวัดในจุดที่พนักงานยืนหน้าเตา ค่ากลับขึ้นไปที่ 36.2 องศาเซลเซียส และนั่นคือเหตุผลที่ลูกน้องของคุณเข้าสู่ภาวะ heat exhaustion ทั้งที่อุณหภูมิอากาศ "ดูไม่สูงมาก"

WBGT คือเครื่องมือพื้นฐานที่ จป. ทุกคนต้องอ่านเป็น เพราะกฎหมายไทยใช้ค่านี้ตัดสินว่างานในไลน์ของคุณ "เกินมาตรฐานความร้อน" หรือไม่ และมาตรการคุมความร้อนที่ต้องทำต่อจะเป็นวิศวกรรม การบริหารจัดการ หรือสุดท้ายคือ PPE ทั้งหมดเริ่มที่การเข้าใจตัวเลขตัวเดียวนี้ก่อน หากต้องการทบทวนภาพรวมของกฎกระทรวงทั้งฉบับ ไปอ่าน ภาพรวมกฎกระทรวงความร้อน แสง เสียง พ.ศ. 2559 ก่อนได้

WBGT คืออะไร

ภาพสอนสูตร WBGT 2 case — ในร่ม (0.7 Tnwb + 0.3 Tg) และกลางแดด (0.7 Tnwb + 0.2 Tg + 0.1 Tdb) พร้อมไอคอน thermometer 3 ชนิดและคำอธิบาย

WBGT ย่อมาจาก Wet Bulb Globe Temperature หรือในกฎหมายไทยเรียกว่า "อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ" — เป็นดัชนีที่ใช้ประเมิน "ภาระความร้อน" ที่ร่างกายลูกจ้างได้รับขณะทำงาน หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียสเหมือนอุณหภูมิทั่วไป แต่วิธีคำนวณต่างกันสิ้นเชิง

เปรียบให้เห็นภาพ — อุณหภูมิอากาศที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ติดผนังเหมือนกับการดูแค่ "ตัวเลขสปีด" ของรถ ส่วน WBGT คือการดูสปีดร่วมกับน้ำหนักบรรทุก ความชันของถนน และแรงต้านลม รวมกันออกมาเป็นค่าเดียวที่บอกว่า "เครื่องยนต์ของคุณทำงานหนักแค่ไหนจริง ๆ" ในเชิงสรีรวิทยา ร่างกายเราระบายความร้อนผ่าน 3 ทางหลัก คือ การพาความร้อน (อากาศไหลผ่านผิวหนัง) การแผ่รังสี (ความร้อนวิ่งออกจากผิว) และการระเหยของเหงื่อ (ที่ขึ้นกับความชื้นในอากาศ) ถ้าทั้งสามทางใดทางหนึ่งติดขัด — ร่างกายร้อนขึ้น

WBGT รวม 3 ตัวแปรเข้าด้วยกัน

  • อุณหภูมิกระเปาะเปียกตามธรรมชาติ (Tnwb — natural wet bulb) สะท้อนความชื้นและการระเหยของเหงื่อ
  • อุณหภูมิโกลบ (Tg — globe thermometer) สะท้อนรังสีความร้อนจากแหล่งกำเนิดและการพาความร้อน
  • อุณหภูมิกระเปาะแห้ง (Tdb — dry bulb) คืออุณหภูมิอากาศปกติที่เราคุ้นเคย

ตามนิยามในกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 ข้อ 1 มีสูตรคำนวณ 2 แบบ ตามสภาพสถานที่ทำงาน

กรณีในอาคาร หรือนอกอาคารที่ไม่มีแสงแดด — สูตรย่อ ใช้แค่ 2 ค่า

WBGT = (0.7 × Tnwb) + (0.3 × Tg)

นิยามตามกฎหมายระบุไว้ว่า ระดับความร้อนที่ "วัดนอกอาคารที่ไม่มีแสงแดดหรือในอาคารมีระดับความร้อนเท่ากับ 0.7 เท่าของอุณหภูมิที่อ่านค่าจากเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกตามธรรมชาติ บวก 0.3 เท่าของอุณหภูมิที่อ่านค่าจากโกลบเทอร์โมมิเตอร์"

กรณีกลางแจ้งที่มีแสงแดด — เพิ่มเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้งเข้ามา

WBGT = (0.7 × Tnwb) + (0.2 × Tg) + (0.1 × Tdb)

จะเห็นว่ากลางแดดมี Tdb เข้ามาด้วย เพราะอุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นกลางแจ้งมีผลต่อภาระความร้อนมากกว่าในอาคาร และในขณะเดียวกัน "น้ำหนัก" ของ Tg ลดจาก 0.3 เหลือ 0.2 เพราะอิทธิพลของรังสีดวงอาทิตย์ถูกแยกออกไปอยู่กับ Tdb ส่วนหนึ่ง

จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ — ค่าคงที่ของ Tnwb อยู่ที่ 0.7 ทั้งสองสูตร เพราะการระเหยของเหงื่อเป็นช่องทางระบายความร้อนหลักของร่างกายที่อยู่กลางสภาพร้อน ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแดด

ทำไม WBGT ถึงสำคัญกว่าอุณหภูมิอากาศปกติ

หลายคนเคยเข้าใจว่า "ถ้าวันนี้อุณหภูมิ 32 องศา = ร้อน ถ้า 28 องศา = ไม่ร้อน" — ในชีวิตประจำวันใช้ได้ แต่ในงานอาชีวอนามัยใช้ไม่ได้ เพราะร่างกายลูกจ้างไม่ได้รับเฉพาะ "อุณหภูมิอากาศ" เท่านั้น

ลองนึกภาพ 3 สถานการณ์ที่อุณหภูมิอากาศเท่ากันที่ 32°C

  1. ห้องปรับอากาศ + ความชื้น 30% — เหงื่อระเหยได้ดี รู้สึกเย็นสบาย
  2. โรงงานสิ่งทอ ความชื้น 80% + ลมไม่หมุนเวียน — เหงื่อระเหยไม่ออก รู้สึกร้อนอบอ้าว ทำงานหนักไม่ไหว
  3. โรงหลอมโลหะ มีรังสีความร้อนจากเตา 1,500°C ห่าง 3 เมตร — รังสีความร้อนยิงเข้าผิวโดยตรง ตัวร้อนระอุแม้ห้องอยู่ที่ 32°C

ในสายตาเทอร์โมมิเตอร์ทั่วไปทั้ง 3 สถานการณ์ "เท่ากัน" แต่ในสายตาของร่างกายและ WBGT — ทั้งสามต่างกันคนละโลก โรงหลอมในตัวอย่างที่ 3 อาจมีค่า WBGT สูงกว่า 35°C ทั้งที่อุณหภูมิอากาศเพียง 32°C เท่านั้น

นี่คือสาเหตุที่กฎหมายเลือก WBGT เป็นเกณฑ์ตัดสิน — ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศธรรมดา เพราะ WBGT สะท้อน "ภาระความร้อนจริงที่ร่างกายแบกรับ" ได้แม่นยำกว่ามาก

ข้อสำคัญทางกฎหมายอีกข้อ — กฎกระทรวง 2559 ข้อ 1 กำหนดว่า "ระดับความร้อน" หมายความว่า อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานตรวจวัด โดย ค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาสองชั่วโมงที่มีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบสูงสุดของการทำงานปกติ

แปลเป็นภาษาหน้างานคือ — ห้ามวัดตอนเช้าตรู่ที่อากาศยังเย็น หรือวัดตอน 6 โมงเย็นที่เครื่องจักรเริ่มเย็นลง ต้องเล็งวัดในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของการทำงาน เช่น 13.00 - 15.00 น. ในไลน์ที่เครื่องจักรเดินเต็มกำลัง และนำค่ามาเฉลี่ยกัน 2 ชั่วโมงนั้นถึงจะใช้เป็น "ระดับความร้อน" ที่นำไปเปรียบเทียบมาตรฐาน

ค่ามาตรฐาน WBGT ตามกฎไทย 2559

อินโฟกราฟิก 3 panel เปรียบเทียบมาตรฐาน WBGT — งานเบาไม่เกิน 34 องศา (≤ 200 kcal/hr), งานปานกลาง 32 องศา (201-350 kcal/hr), งานหนัก 30 องศา (>350 kcal/hr)

นี่คือใจกลางของเรื่อง — ตารางที่ จป. และหัวหน้างานต้องท่องให้แม่น ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 ข้อ 2 ระบุชัด

"งานที่ลูกจ้างทำในลักษณะงานเบาต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 องศาเซลเซียส"

ตารางสรุปครบทั้ง 3 ระดับ

ลักษณะงาน ภาระงาน (kcal/hr) WBGT สูงสุด (กฎไทย 2559)
งานเบา ไม่เกิน 200 34°C
งานปานกลาง เกิน 200 - 350 32°C
งานหนัก เกิน 350 30°C

ตัวอย่างประเภทงานในแต่ละระดับ ระบุไว้ในข้อ 1 ของกฎกระทรวง

งานเบา (ไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง) — งานเขียนหนังสือ งานพิมพ์ดีด งานบันทึกข้อมูล งานเย็บจักร งานนั่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์ งานประกอบชิ้นงานขนาดเล็ก งานบังคับเครื่องจักรด้วยเท้า การยืนคุมงาน

งานปานกลาง (เกิน 200 ถึง 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง) — งานยก ลาก ดัน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยแรงปานกลาง งานตอกตะปู งานตะไบ งานขับรถบรรทุก งานขับรถแทรกเตอร์

งานหนัก (เกิน 350 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง) — งานที่ใช้พลั่วตัก งานขุด งานเลื่อยไม้ งานเจาะไม้เนื้อแข็ง งานทุบโดยใช้ค้อนขนาดใหญ่ งานยกหรือเคลื่อนย้ายของหนักขึ้นที่สูงหรือที่ลาดชัน

วิธีจำง่าย ๆ — ยิ่งงานหนัก ยิ่งร่างกายเผาผลาญพลังงานมาก ยิ่งทนความร้อนได้น้อย เพดานตัวเลขจึงต่ำลง จาก 34 → 32 → 30 ตามลำดับ ห่างกันแค่ 2°C ต่อระดับ — เล็กน้อยในตัวเลข แต่ใหญ่มากในผลกระทบทางสรีรวิทยา

เปรียบเทียบกับ ACGIH TLV — เกณฑ์สากลที่ "เข้มกว่า"

หลายคนที่อ่านเอกสารต่างประเทศหรือคู่มืออบรมระดับสากลจะเจอชื่อ ACGIH TLV (American Conference of Governmental Industrial Hygienists — Threshold Limit Values) เป็นเกณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมระดับโลก

ข้อต้องระวัง — ACGIH TLV ไม่ใช่กฎหมาย และไม่ใช่กฎหมายไทย เป็นแนวทาง (guideline) ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแนะนำ บริษัทข้ามชาติหรือโรงงานที่ส่งออกอาจเลือกใช้เพราะเข้มกว่า แต่ในแง่การตรวจของพนักงานตรวจความปลอดภัยกรมสวัสดิการฯ — ใช้กฎไทยเท่านั้น

เปรียบเทียบตัวเลขคร่าว ๆ สำหรับลูกจ้างที่ผ่านการ acclimatize ร่างกายแล้ว

ลักษณะงาน กฎไทย พ.ศ. 2559 (บังคับใช้) ACGIH TLV (แนวทางสากล — ไม่ใช่กฎหมาย)
งานเบา 34°C ประมาณ 30°C
งานปานกลาง 32°C ประมาณ 28°C
งานหนัก 30°C ประมาณ 26-27°C

อ่านตารางอย่างไรไม่ให้สับสน

  • กฎไทย "ผ่อนกว่า" ACGIH ประมาณ 3-4°C ในทุกระดับงาน
  • แต่ "ผ่อนกว่า" ไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย — แค่ค่า threshold ทางกฎหมายต่างกัน
  • บริษัทข้ามชาติหลายแห่งใช้ ACGIH เป็น "เกณฑ์ภายใน" ที่เข้มกว่ากฎหมายไทย แล้วทำตามเกณฑ์ที่เข้มกว่า — แบบนี้ทำได้และไม่ผิดกฎไทย เพราะกฎไทยเป็นเพดานสูงสุด ไม่ใช่ค่าที่ต้องแตะ
  • ห้ามอ้าง ACGIH ในรายงานตรวจวัดของไทยเป็น "เกณฑ์กฎหมาย" — ผิด ต้องระบุชัดว่ามาจาก ACGIH guideline

ในแง่หลักเทคนิคของการตรวจวัด ประกาศกรม พ.ศ. 2561 ข้อ 5 กำหนดว่าเครื่องวัดระดับความร้อนชนิดอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คำนวณ WBGT ต้องเป็นไปตาม มาตรฐาน ISO 7243 ขององค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเครื่องมือใช้หลักวัดเดียวกัน — แต่ "ค่ามาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ" ของไทยกับสากลคนละชุด ข้อนี้คนสับสนเยอะ

วิธีตรวจวัด WBGT ในที่ทำงาน

ครู จป. เคยเจอเคสซ้ำ ๆ ในคลาสอบรม — ผู้เรียนเอาเครื่องวัดอุณหภูมิอากาศธรรมดามาเสนอ "อันนี้วัด WBGT ได้ไหม" คำตอบคือ วัดไม่ได้ เพราะ WBGT ต้องการเทอร์โมมิเตอร์อย่างน้อย 2-3 ชนิดในเครื่องเดียวกัน

ทางเลือก 2 แบบ ตามประกาศกรม พ.ศ. 2561 ข้อ 5

แบบที่ 1 — ใช้เทอร์โมมิเตอร์ 3 ตัวแยก + คำนวณเอง

ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์ที่ระดับสูงจากพื้นเสมอหน้าอกของลูกจ้าง ตามข้อ 6 ของประกาศกรม

  • เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง ความละเอียด 0.5°C ความแม่นยำ ±0.5°C มีฉากกันแสงอาทิตย์ ไม่กีดลม
  • เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกตามธรรมชาติ ห่อกระเปาะด้วยผ้าฝ้ายชั้นเดียวสะอาด หยดน้ำกลั่นให้เปียก ปลายผ้าจุ่มน้ำกลั่นเพื่อให้เปียกตลอด
  • โกลบเทอร์โมมิเตอร์ ทรงกลมกลวงทองแดงเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. ทาสีดำด้านดูดกลืนรังสี ปลายกระเปาะเสียบตรงกลางทรงกลม

ตั้งอุปกรณ์ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนเริ่มอ่านค่า เพื่อให้เทอร์โมมิเตอร์เข้าสู่สมดุลกับสภาพแวดล้อม

แบบที่ 2 — ใช้เครื่อง WBGT meter อิเล็กทรอนิกส์

เป็นทางที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน เครื่องอ่านค่าและคำนวณ WBGT ให้เลย ต้องเป็นไปตาม มาตรฐาน ISO 7243 หรือเทียบเท่า และต้อง calibrate ก่อนใช้งานทุกครั้ง ส่วนการ calibrate กับหน่วยปรับเทียบมาตรฐานต้องทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

หลังจากได้ค่าหลายช่วงเวลา ให้คำนวณค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุด ตามสูตรในประกาศกรม

WBGT(เฉลี่ย) = (WBGT₁×t₁ + WBGT₂×t₂ + ... + WBGTₙ×tₙ) / (t₁+t₂+...+tₙ)

โดย t₁+t₂+...+tₙ = 120 นาที ของช่วงเวลาที่ WBGT สูงสุด

หากไม่แน่ใจว่างานในไลน์จัดเป็นเบา ปานกลาง หรือหนัก ประกาศกรมข้อ 6 ให้คำนวณภาระงาน (Work-Load Assessment) ตามแนวทาง OSHA Technical Manual หรือ ISO 8996 ซึ่งเป็นวิธีคำนวณ kcal/hr ตามท่าทาง ลักษณะกิจกรรม และน้ำหนักของผู้ปฏิบัติงาน

ถ้าผลตรวจวัดเกินมาตรฐาน — ทำอย่างไรต่อ

นี่คือคำถามที่ผู้เรียนในคลาส จป. ถามบ่อยที่สุด — "ตรวจแล้ว WBGT 33°C ในไลน์งานปานกลาง (มาตรฐาน 32°C) เราต้องทำอะไรต่อ"

กฎกระทรวง 2559 ข้อ 3 วางลำดับชั้นการแก้ไขไว้ชัด ตามหลัก Hierarchy of Controls

ลำดับที่ 1 — ติดป้ายเตือนทันที

กฎหมายระบุว่า กรณีในสถานประกอบกิจการมีแหล่งความร้อนที่อาจเป็นอันตราย นายจ้างต้อง ติดป้ายหรือประกาศเตือนอันตราย ในบริเวณดังกล่าว ให้ลูกจ้างมองเห็นได้ชัดเจน นี่คือสิ่งแรกที่ทำได้ทันทีก่อนการแก้ไขเชิงระบบ

ลำดับที่ 2 — แก้ไขทางวิศวกรรม (Engineering Controls)

กฎหมายข้อ 3 บังคับให้นายจ้าง "ปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรม" ก่อนเป็นอันดับแรก พร้อมปิดประกาศและเก็บหลักฐานไว้ให้พนักงานตรวจตรวจสอบได้

ทางวิศวกรรมที่ใช้บ่อยในงาน heat stress

  • ลดแหล่งความร้อน — ฉาบฉนวนรอบเตา หุ้ม pipe ที่ร้อน เปลี่ยน process ใช้พลังงานต่ำกว่า
  • กั้นรังสีความร้อน — ใส่ฉากกั้นความร้อน (heat shield) ระหว่างพนักงานกับเตา ใช้กระจกสะท้อนรังสี
  • ระบายอากาศ — ติดตั้ง exhaust fan ดูดอากาศร้อนออกด้านบน เพิ่ม supply air เย็นเข้ามาด้านล่าง (ระบบ general dilution ventilation)
  • เพิ่มความเร็วลม — พัดลม spot cooling หันให้พนักงานโดยตรง เพิ่มการระเหยของเหงื่อ
  • ลดความชื้น — dehumidifier ในห้องปิด ลดความชื้นที่กวนการระเหยของเหงื่อ

ลำดับที่ 3 — มาตรการบริหาร (Administrative Controls)

หากแก้ทางวิศวกรรมไม่ได้ หรือลดลงแล้วยังเกินมาตรฐาน กฎข้อ 3 ระบุให้จัดมาตรการ "ควบคุมหรือลดภาระงาน"

ในทางปฏิบัติทำได้หลายแบบ

  • Work-Rest Schedule — แบ่งเวลาทำ-พักเป็นรอบ เช่น ทำ 45 นาที พัก 15 นาที ในห้องเย็น
  • Job Rotation — สลับพนักงานระหว่างจุดร้อนกับจุดเย็น ลดเวลาสัมผัสรายคน
  • เปลี่ยนเวลาทำงาน — งานหน้าเตาให้ทำตอนเช้าก่อน 10 โมง หรือหลัง 4 โมงเย็น เลี่ยงช่วงร้อนสุด
  • บังคับดื่มน้ำเป็นประจำ — จัดน้ำเกลือแร่ทุก 15-20 นาที (ไม่รอให้กระหาย)
  • Acclimatization Program — พนักงานใหม่หรือเพิ่งกลับจากลายาว ค่อย ๆ เพิ่มเวลาสัมผัสความร้อนใน 7-14 วัน

ลำดับที่ 4 — PPE (ทางสุดท้าย)

ข้อ 3 วรรคสามและข้อ 12 ของกฎกระทรวงระบุชัดเจน — เมื่อลำดับ 1-3 ไม่สามารถทำให้ระดับความร้อนเป็นไปตามมาตรฐานได้ จึงจัด PPE ตามหมวด 4 คือ ชุดแต่งกาย รองเท้า และถุงมือสำหรับป้องกันความร้อน ตลอดเวลาที่ทำงาน

PPE เป็นทางสุดท้ายเพราะ — สวมแล้วร่างกายระบายความร้อนได้แย่ลงด้วย (ชุดป้องกันมักหนาและกันลม) จึงต้องใช้คู่กับการลดเวลาสัมผัส ห้ามมองว่า "ใส่ชุดกันความร้อนแล้วทำได้ทั้งวัน"

ระวัง — โรคจากความร้อนที่หัวหน้างานต้องดูเป็น

ไอคอน 4 ระยะของโรคจากความร้อน — ผื่นความร้อน, ตะคริว, อ่อนเพลีย, ฮีทสโตรก — เรียงตามความรุนแรงจากเหลืองอ่อนสู่แดง

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะ จป. และหัวหน้างานคือคนแรกที่เห็นพนักงานเริ่มมีอาการ ก่อนจะถึงมือพยาบาลโรงงานหรือ รพ.ใกล้ที่สุด การแยกระดับอาการเป็น 4 ขั้นช่วยให้ตัดสินใจเร็วและถูกต้อง

ขั้นที่ 1 — Heat Rash (ผื่นจากความร้อน)

ผื่นแดงเล็ก ๆ ตามคอ หน้าอก หลัง บริเวณที่เหงื่อออกเยอะแต่ระบายไม่ทัน คันแสบ ไม่อันตรายเฉียบพลัน แต่เป็นสัญญาณว่าสภาพแวดล้อมร้อนเกินไป

การดูแล — เปลี่ยนสภาพแวดล้อม ใส่ชุดระบายอากาศดีกว่าเดิม ทาแป้ง calamine ลดอาการคัน

ขั้นที่ 2 — Heat Cramp (ตะคริวจากความร้อน)

ปวดเกร็งกล้ามเนื้อขา ท้อง แขน เกิดจากเสียเกลือแร่ (โซเดียม) ออกทางเหงื่อมากเกิน พบบ่อยในพนักงานที่ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวโดยไม่เติมเกลือแร่

การดูแล — พาเข้าที่เย็น ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS หรือ sport drink) ยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ ห้ามนวดแรง

ขั้นที่ 3 — Heat Exhaustion (อ่อนเพลียจากความร้อน)

อาการเริ่มหนัก — เหงื่อท่วม ผิวเย็นชื้น หน้าซีด ปวดหัว คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หน้ามืด ชีพจรเร็วแต่อ่อน อุณหภูมิร่างกายอาจขึ้นไม่เกิน 40°C ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี

การดูแล — พาเข้าที่เย็นทันที นอนยกขาสูง ถอดเสื้อผ้าที่หนา ลูบตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็น เปิดพัดลม ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อย ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 30 นาที — ส่ง รพ.

ขั้นที่ 4 — Heat Stroke (ลมแดด — emergency)

นี่คือขั้นที่อันตรายถึงชีวิต อุณหภูมิร่างกายเกิน 40°C ผู้ป่วยอาจไม่มีเหงื่อแล้ว (กลไกระบายร้อนพังเด็ดขาด) ผิวร้อนแห้งแดงก่ำ มึนงง สับสน ชัก หรือหมดสติ

การดูแล — ทำพร้อม ๆ กัน ห้ามรอ

  1. โทรเรียกรถพยาบาล (1669) ทันที — บอก "heat stroke สงสัย" เพื่อให้รถมาเตรียมอุปกรณ์
  2. ขณะรอรถ — เคลื่อนย้ายเข้าที่ร่ม ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยที่สุด ราดน้ำเย็นทั่วตัว เน้นคอ รักแร้ ขาหนีบ (จุดที่หลอดเลือดใหญ่ผ่าน) เปิดพัดลมหรือ AC แรงสุด
  3. ห้ามให้ดื่มน้ำ ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือชัก — สำลักได้
  4. ติดตามชีพจรและการหายใจตลอดเวลา

ความรู้นี้ต้องสอนให้พนักงานทุกคนในไลน์ที่ทำงานสภาพร้อนผ่าน Toolbox Talk ก่อนเข้าหน้าร้อนทุกปี และเชื่อมเข้ากับการตรวจสุขภาพลูกจ้าง ที่ต้องตรวจก่อนเริ่มงานในสภาพร้อน เพื่อหากลุ่มเสี่ยง เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ โรคไต ที่จะทนความร้อนได้น้อยกว่าคนทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่ จป. เจอบ่อย

จากการเดินตรวจหน้างานในโรงงานหลายร้อยแห่ง ข้อผิดพลาดเรื่อง heat stress ที่เจอซ้ำ ๆ มี 6 ข้อ

  1. เอาอุณหภูมิอากาศไปเปรียบกับ WBGT — ผิดสมบูรณ์ เพราะคนละค่า อ่านบนเครื่องวัดธรรมดาให้เป็น Tdb อย่างเดียว ไม่ใช่ WBGT
  2. วัดตอนเช้า/เย็นที่ไม่ร้อนที่สุด — ผิดวิธี ต้องวัดในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนสุดของวันทำงาน ตามนิยามข้อ 1
  3. วัดที่จุดเย็นแล้วบอกว่าผ่านมาตรฐาน — ต้องวัดในจุดที่พนักงานยืนปฏิบัติงานจริง ระดับสูงเสมอหน้าอก ไม่ใช่ในห้อง control room
  4. ใส่เกณฑ์ผิดระดับงาน — งานพลั่วขนถ่ายในโกดัง = งานหนัก เพดาน 30°C ไม่ใช่ 32°C
  5. ลืม calibrate เครื่องก่อนใช้ — ค่าผิดได้หลายองศา ตามประกาศกรม 2561 ต้อง calibrate ก่อนใช้งานทุกครั้ง
  6. ไม่เก็บหลักฐานการแก้ไข — กฎข้อ 3 บังคับให้ปิดประกาศและเก็บเอกสาร พนักงานตรวจขอดูเมื่อไหร่ต้องโชว์ได้

Checklist สรุปสั้น สำหรับ จป. หน้างาน

ก่อนปิดงานเรื่องความร้อนในไลน์ของคุณ ตรวจให้ครบทุกข้อ

  • ระบุได้ว่างานในแต่ละจุดเป็น เบา / ปานกลาง / หนัก (อ้างจาก kcal/hr ในข้อ 1 ของกฎ)
  • รู้เพดาน WBGT ของแต่ละระดับ — 34 / 32 / 30°C
  • มีเครื่อง WBGT meter หรือเทอร์โมมิเตอร์ 3 ตัว ที่ calibrate ภายใน 1 ปี
  • วัดในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนสุด ที่ระดับสูงเสมอหน้าอกของลูกจ้าง
  • ติดป้ายเตือนในบริเวณที่มีแหล่งความร้อนอันตราย
  • ถ้าเกินมาตรฐาน — มีแผนแก้ไขทางวิศวกรรม + เอกสารหลักฐาน
  • มีน้ำดื่ม / น้ำเกลือแร่ ใกล้จุดทำงาน เข้าถึงได้ง่าย
  • พนักงานทุกคนผ่าน Toolbox Talk เรื่อง heat illness 4 ขั้น
  • มี work-rest schedule สำหรับงานหนักในช่วงร้อน
  • จัดตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานในสภาพร้อนตามกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: WBGT 32°C ใช้กับงานปานกลางใช่ไหม ถ้าไลน์ของผมมีทั้งงานเบาและงานปานกลางในจุดเดียวกัน ใช้เกณฑ์ไหน

A: ใช้เกณฑ์ที่เข้มที่สุดของจุดนั้น — ถ้ามีงานปานกลางผสม ใช้เกณฑ์งานปานกลาง 32°C เป็นหลัก เพราะกฎข้อ 2 มองที่ลักษณะงานที่ลูกจ้าง "ทำ" ในจุดนั้น ถ้ายังมีลูกจ้างทำงานปานกลางในจุดที่ WBGT 33°C อยู่ — ถือว่าเกินมาตรฐาน ต้องแก้ไข

Q2: ถ้าตรวจวัดแล้ว WBGT 30.5°C ในงานหนัก เกินไป 0.5°C นิดเดียวพอจะถือว่าผ่านไหม

A: ไม่ผ่าน — กฎไทยใช้คำว่า "ไม่เกิน" ไม่มีระยะผ่อนปรน 0.5°C คือเกินแล้ว ต้องแก้ไขตามข้อ 3 และเก็บหลักฐาน

Q3: ทำไมกฎไทย 34°C งานเบา ขณะที่ ACGIH แค่ 30°C ทำไมต่างกันขนาดนั้น

A: เพราะคนละสถานะกฎหมาย — กฎไทยเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายบังคับ ส่วน ACGIH เป็น guideline สากลที่เน้นการป้องกันที่เข้มกว่า ในทางปฏิบัติบริษัทข้ามชาติหลายแห่งใช้ ACGIH เป็นเกณฑ์ภายในที่เข้มกว่ากฎไทยได้ ไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นการ "เข้มกว่าที่กฎหมายกำหนด" — ส่วนพนักงานตรวจกรมสวัสดิการฯ จะใช้กฎไทยเป็นเกณฑ์เท่านั้น

Q4: เครื่องวัด WBGT ต้องส่ง calibrate ที่ไหน บ่อยแค่ไหน

A: ตามประกาศกรม 2561 ข้อ 5 — ต้อง calibrate ก่อนใช้งานทุกครั้ง (calibrate field check ด้วย calibrator ของตัวเอง) และ calibrate กับหน่วยปรับเทียบมาตรฐาน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ห้องปฏิบัติการที่รับ calibrate ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น ISO/IEC 17025

Q5: ถ้าโรงงานมี AC ตลอดเวลา ก็ไม่ต้องวัด WBGT ใช่ไหม

A: ไม่ใช่อัตโนมัติ — ถ้าเป็นกิจการประเภทที่ประกาศกรม 2561 ข้อ 4 ระบุไว้ (เช่น โรงน้ำตาล โรงปั่นทอ โรงเยื่อกระดาษ โรงหล่อยาง โรงผลิตกระจก โรงปูน โรงถลุงโลหะ) ยังต้องวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะ AC อาจเสีย/ไม่ครอบคลุมทุกจุด ส่วนกิจการอื่นที่ไม่อยู่ในประเภทบังคับ ถ้ามีแหล่งความร้อนที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตราย — ก็เข้าข่ายต้องวัด

สรุป

  • WBGT คือดัชนีรวมความชื้น + รังสีความร้อน + อุณหภูมิอากาศ + ลม สะท้อนภาระความร้อนจริงต่อร่างกายลูกจ้าง — ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศปกติ
  • สูตรในร่ม / ไม่มีแดด: WBGT = 0.7×Tnwb + 0.3×Tg · สูตรกลางแดด: WBGT = 0.7×Tnwb + 0.2×Tg + 0.1×Tdb (กฎกระทรวง 2559 ข้อ 1)
  • เพดานตามกฎไทย: งานเบา 34 / ปานกลาง 32 / งานหนัก 30°C เฉลี่ย 2 ชั่วโมงที่ร้อนสุด (ข้อ 2)
  • ACGIH TLV เข้มกว่ากฎไทย 3-4°C — เป็น guideline สากล ไม่ใช่กฎหมายไทย ห้ามอ้างเป็นเกณฑ์กฎหมาย
  • เกินมาตรฐาน → แก้ตามลำดับ Engineering → Administrative → PPE (กฎข้อ 3 + ข้อ 12)
  • รู้จัก heat illness 4 ขั้น: rash → cramp → exhaustion → stroke และ heat stroke = emergency โทร 1669 ทันที

เริ่มจากเดินตรวจไลน์ที่ร้อนที่สุดในโรงงานของคุณ 1 จุดก่อน วัด WBGT ดูสักรอบ จัดระดับงาน เทียบเกณฑ์ ถ้าเกิน — วางแผนแก้ทางวิศวกรรมก่อนเสมอ และสุดท้ายค่อยคิดเรื่อง PPE เรื่อง heat stress ไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันเริ่มจากการที่เครื่องวัด 1 เครื่องในมือคุณวัดถูกที่ ถูกเวลา ถูกวิธี


อ้างอิงกฎหมาย

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 (ลงนาม 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ พ.ศ. 2561 (ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561)
  • ACGIH TLVs and BEIs — Threshold Limit Values for Chemical Substances and Physical Agents (อ้างอิงเป็น guideline สากล ไม่ใช่กฎหมายไทย)
  • ISO 7243 — Ergonomics of the thermal environment, Heat stress assessment using the WBGT index

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ความร้อน/แสง/เสียง? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level
สุขภาพ

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level

ค่า AQI/PM2.5 ที่ควรลดหรือหยุดงานกลางแจ้งมาจากกรมควบคุมมลพิษ/US EPA/WHO ไม่ใช่กฎกระทรวงไทย — เรียนรู้วิธีตั้ง action level ของบริษัท ลำดับการควบคุม และการเฝ้าระวังสุขภาพคนงานสัมผัสฝุ่น/ไอควันตามกฎไทย 2563/2559

30 พ.ค. 2569อ่าน 29 นาที