ใครต้องตรวจสุขภาพ — กฎกระทรวง 2563 อ่านเข้าใจง่าย
กฎกระทรวงตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 2563 — ใครต้องตรวจ 5 ปัจจัยเสี่ยง ความถี่ ผู้ตรวจ การบันทึก และแบบ จผส.1 สรุปครบให้ HR และ จป.วิชาชีพ

ฝ่าย HR ของหลายโรงงานเปิดใบเสนอราคาตรวจสุขภาพประจำปีจากคลินิก เห็นยอดรวมหลักแสน แล้วเกิดคำถามว่า "ต้องตรวจทุกคนจริงหรือ ตรวจอย่างไรถึงเรียกว่าทำตามกฎหมาย และถ้าไม่ตรวจมีโทษอะไร" คำตอบสั้น ๆ คือ กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างทุกคนต้องตรวจสุขภาพประจำปี แต่บังคับเฉพาะกลุ่ม "ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" ตามที่กฎกระทรวงปี 2563 กำหนด ใครเข้าข่ายบ้าง ความถี่เท่าไหร่ ใครเป็นคนตรวจ และต้องเก็บผลกี่ปี ลองไล่ทีละข้อ
ภาพรวม — กฎหมายฉบับเดียวที่ใช้ตอนนี้
กฎหมายฉบับปัจจุบันที่กำกับการตรวจสุขภาพลูกจ้างคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ออกตามอำนาจมาตรา 5 และมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
จุดที่ HR หลายคนยังเข้าใจผิดคือ — กฎกระทรวงปี 2547 ถูกยกเลิกไปแล้ว ข้อ 1 ของกฎกระทรวง 2563 ระบุชัดว่า "ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547" หมายความว่าทุกการอ้างอิงตัวเลข ขั้นตอน หรือแบบฟอร์มจากกฎหมายฉบับเก่าใช้ไม่ได้แล้ว
โครงสร้างกฎกระทรวงฉบับนี้สั้น มี 13 ข้อ ครอบคลุม 4 เรื่องหลัก
- ใครต้องตรวจ (ข้อ 2 - ข้อ 4)
- ใครเป็นคนตรวจ (ข้อ 3 - ข้อ 4)
- การบันทึกและเก็บผล (ข้อ 5 - ข้อ 7)
- การแจ้งผลและส่งราชการ (ข้อ 8 - ข้อ 11)
ใครต้องตรวจ — เกณฑ์จาก "ปัจจัยเสี่ยง" ไม่ใช่ "ทุกคน"

จุดแรกที่ต้องเข้าใจให้ตรง — กฎกระทรวง 2563 ไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างทุกคนตรวจสุขภาพประจำปี กฎหมายบังคับเฉพาะ ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามนิยามในข้อ 2 เท่านั้น
ข้อ 2 นิยาม "งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" ไว้ครอบคลุม 5 หมวด
- สารเคมีอันตราย ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด — เช่น ตัวทำละลายอินทรีย์ โลหะหนัก กรด/ด่างเข้มข้น
- จุลชีวันเป็นพิษ ที่อาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือสารชีวภาพอื่น — เช่น งานในโรงพยาบาล ห้องแล็บจุลชีววิทยา โรงฆ่าสัตว์
- กัมมันตภาพรังสี — เช่น งานในห้อง X-ray งานเอกซเรย์โครงสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
- ความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน ความกดดันบรรยากาศ แสง หรือเสียง — เช่น งานในเตาหลอม ห้องเย็น งานเครื่องเจาะกระแทก งานดำน้ำ งานเชื่อม งานในไลน์ที่เสียงดังเกินเกณฑ์
- สภาพแวดล้อมอื่นที่อาจเป็นอันตราย เช่น ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ ไอควันจากการเผาไหม้
ในทางปฏิบัติ HR ควรให้ จป.วิชาชีพหรือเจ้าหน้าที่อาชีวอนามัยเดินสำรวจไลน์ผลิต ทำบัญชี "งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" ทีละแผนก ระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง แล้วจึงสรุปออกมาเป็นจำนวนลูกจ้างที่ต้องตรวจ — ไม่ใช่เหมายอดรวมพนักงานทั้งบริษัทมาเสนอราคาเลย
กรณีงานออฟฟิศทั่วไป
ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศที่นั่งคอมพิวเตอร์ ไม่สัมผัสสารเคมี ไม่อยู่ใกล้แหล่งเสียงดัง ไม่เกี่ยวข้องกับรังสีหรือจุลชีวัน — ไม่ถือว่าทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามกฎกระทรวง 2563 จึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตบังคับของกฎหมายฉบับนี้
แต่ไม่ได้แปลว่านายจ้างจัดให้ไม่ได้ — หลายบริษัทใหญ่ก็ยังจัดตรวจสุขภาพให้พนักงานออฟฟิศประจำปีในฐานะสวัสดิการสมัครใจ ซึ่งเป็นเรื่องแยกจากการบังคับตามกฎหมายฉบับนี้
เมื่อไหร่ต้องตรวจ — 3 จังหวะ + 1 กรณีพิเศษ

ข้อ 3 และข้อ 4 ของกฎกระทรวง 2563 กำหนด 4 จังหวะที่นายจ้างต้องจัดตรวจสุขภาพ
จังหวะที่ 1 — ตรวจครั้งแรกภายใน 30 วันรับเข้าทำงาน
"การตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งแรกให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน"
ถ้ารับลูกจ้างคนใหม่เข้ามาทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง นายจ้างต้องจัดให้ตรวจสุขภาพให้เสร็จภายใน 30 วันแรก — เพื่อเก็บ baseline สุขภาพไว้เปรียบเทียบในการตรวจครั้งถัดไป
จังหวะที่ 2 — ตรวจประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
หลังจากตรวจครั้งแรก ลูกจ้างคนเดิมต้องได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง ตามข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวง ถ้าผลตรวจรอบก่อนระบุให้ตรวจถี่ขึ้น (เช่น ทุก 6 เดือน) ก็ต้องทำตามที่แพทย์สั่ง
จังหวะที่ 3 — เปลี่ยนงานที่ปัจจัยเสี่ยงต่างจากเดิม
ตามข้อ 3 (3) — ถ้านายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานในแผนกอื่นที่มี "ปัจจัยเสี่ยงแตกต่างไปจากเดิม" เช่น ย้ายจากไลน์ฝุ่นไม้ไปไลน์เชื่อม ต้องจัดตรวจสุขภาพครั้งใหม่ให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่เปลี่ยนงาน — เพราะปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเปลี่ยนไปแล้ว
กรณีพิเศษ — หยุดงาน 3 วันขึ้นไปจากเหตุประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
ข้อ 4 กำหนดว่า ถ้าลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง หยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกัน จากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย — ก่อนกลับเข้าทำงาน นายจ้างต้องขอความเห็นจากแพทย์ผู้รักษา/แพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ หรือจัดให้ตรวจสุขภาพโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ก่อนเสมอ
จุดนี้ HR ที่ดูแลโรงงานควรวางขั้นตอนภายในให้ supervisor รู้ — เมื่อลูกจ้างป่วยหนักจน MC 3 วันขึ้นไป ต้องประสาน HR ก่อนให้กลับเข้าทำงาน
ใครเป็นคนตรวจ — ต้องเป็นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ไม่ใช่หมอทั่วไป

ประเด็นนี้สำคัญมาก หลาย HR ส่งลูกจ้างไปคลินิกข้างโรงงานเพื่อตรวจสุขภาพแล้วคิดว่า "เสร็จแล้ว" — แต่ตามข้อ 3 วรรคท้ายของกฎกระทรวง 2563 ระบุชัดว่า
"การตรวจสุขภาพ...ให้กระทำโดยแพทย์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง"
หมายความว่าคุณสมบัติของแพทย์ผู้ตรวจมี 2 ทางเลือกเท่านั้น
- แพทย์เฉพาะทางอาชีวเวชศาสตร์ — ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ จากแพทยสภา
- แพทย์ที่ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง (โดยทั่วไปคือหลักสูตร 2 เดือนหรือ 60 ชั่วโมงขึ้นไป จากสถาบันที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด)
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือพยาบาลวิชาชีพ ไม่อยู่ในข่ายที่กฎหมายให้ทำการตรวจสุขภาพลูกจ้างปัจจัยเสี่ยงได้
Checklist ก่อนเซ็นสัญญากับโรงพยาบาล/คลินิก
ก่อนตกลงราคากับผู้ให้บริการตรวจสุขภาพ HR ควรขอ
- รายชื่อแพทย์ผู้จะลงนามในรายงานผลตรวจ
- สำเนาเลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- เอกสารรับรองวุฒิบัตร/หนังสืออนุมัติสาขาอาชีวเวชศาสตร์ หรือใบรับรองการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
ถ้าผู้ให้บริการให้ข้อมูลไม่ครบ หรือไม่ยินดีแสดงคุณสมบัติแพทย์ — เปลี่ยนผู้ให้บริการดีกว่าเสี่ยงโดนพนักงานตรวจความปลอดภัยทักทักหลังตรวจเสร็จไปแล้ว
หน้าที่ของนายจ้างหลังตรวจ — บันทึก แจ้งผล และส่งราชการ
ตรวจเสร็จยังไม่จบ — กฎหมายมีหน้าที่เพิ่มอีก 4 เรื่องที่นายจ้างต้องทำ
1. ทำสมุดสุขภาพประจำตัวให้ลูกจ้าง
ข้อ 6 — นายจ้างต้องจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด พร้อมบันทึกผลตรวจในสมุดทุกครั้ง สามารถจัดทำเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
ข้อ 11 — เมื่อลูกจ้างพ้นสภาพการจ้าง นายจ้างต้องมอบสมุดสุขภาพประจำตัวให้ลูกจ้างนำติดตัวไปด้วย ห้ามเก็บไว้ที่บริษัท
2. แจ้งผลตรวจให้ลูกจ้างทราบ ตามกำหนดเวลา
ข้อ 8 กำหนดระยะเวลาแจ้งผลที่ต่างกันตามผลตรวจ
- ผลผิดปกติ — แจ้งลูกจ้างผู้นั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ทราบผลตรวจ
- ผลปกติ — แจ้งลูกจ้างผู้นั้น ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ทราบผลตรวจ
เหตุที่ผลผิดปกติต้องแจ้งเร็วกว่า เพราะกฎหมายต้องการให้ลูกจ้างเข้ารับการรักษาหรือเฝ้าระวังโดยเร็ว ไม่ให้อาการลุกลาม
3. ส่งผลตรวจผิดปกติให้พนักงานตรวจความปลอดภัย ใช้แบบ จผส.1
ข้อ 9 ของกฎกระทรวง — กรณีผลตรวจสุขภาพผิดปกติ หรือมีอาการ/เจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้อง
- จัดให้ลูกจ้างเข้ารับการรักษาทันที
- ตรวจสอบหาสาเหตุ
- ส่งผลตรวจ + การรักษา + การป้องกันแก้ไข ให้พนักงานตรวจความปลอดภัย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบผลตรวจผิดปกติ
แบบที่ใช้ส่งคือ แบบ จผส.1 ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ส่งได้ 3 ช่องทาง คือ ส่งเอง ส่งทางไปรษณีย์ หรือส่งผ่านระบบ e-service ของกรมสวัสดิการฯ
4. เปลี่ยนงานให้ลูกจ้าง ถ้าผลตรวจบ่งบอกว่าทำงานเดิมไม่ได้
ข้อ 10 — ถ้าลูกจ้างมีหลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของราชการ ว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ — นายจ้างต้อง "เปลี่ยนงานให้ลูกจ้างผู้นั้นตามที่เห็นสมควร" โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ
จุดนี้คือกลไกป้องกันไม่ให้ลูกจ้างถูกผลักให้ลาออก หรือเลิกจ้างเพราะผลตรวจไม่ผ่าน
ระยะเวลาเก็บผลตรวจ — 2 ปี หรือ 10 ปี
ข้อ 7 — นายจ้างต้องเก็บบันทึกผลตรวจสุขภาพและข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ไว้ที่สถานประกอบกิจการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ตลอดเวลา ระยะเวลาเก็บแบ่งเป็น 2 กรณี
| ประเภทงาน | ระยะเวลาเก็บผลตรวจ |
|---|---|
| งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทั่วไป | ไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดการจ้างแต่ละราย |
| ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงาน | ไม่น้อยกว่า 10 ปี นับแต่วันสิ้นสุดการจ้างแต่ละราย |
เหตุที่กลุ่มสารก่อมะเร็งต้องเก็บนานกว่า เพราะ latency period ของโรคมะเร็งจากการทำงาน (เช่น โรคปอดจากแร่ใยหิน มะเร็งจากเบนซีน) อาจปรากฏหลังหยุดสัมผัสไปแล้ว 5 - 20 ปี ผลตรวจในอดีตจึงต้องเก็บไว้นานเพื่อเป็นหลักฐานทางการแพทย์
โรคที่ถือเป็น "โรคจากปัจจัยเสี่ยงก่อมะเร็ง" ดูจาก ประกาศกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน
ตัวอย่างเอกสาร — สิ่งที่ HR ต้องเตรียม
แฟ้มเอกสารตรวจสุขภาพของกิจการที่ทำตามกฎกระทรวง 2563 ครบ ควรมี
- บัญชีรายชื่อลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง จำแนกตามแผนกและประเภทปัจจัยเสี่ยง
- สัญญาว่าจ้างผู้ให้บริการตรวจสุขภาพ พร้อมเอกสารรับรองคุณสมบัติแพทย์
- รายงานผลตรวจสุขภาพรายบุคคล ที่แพทย์เซ็นและระบุความเห็นเรื่องความเหมาะสมต่องาน
- สมุดสุขภาพประจำตัวลูกจ้าง (แบบกระดาษหรือ e-book)
- บันทึกการแจ้งผล ระบุวันที่แจ้ง ลูกจ้างเซ็นรับ
- แบบ จผส.1 สำหรับเคสที่ผลผิดปกติ พร้อมหลักฐานการส่งให้พนักงานตรวจความปลอดภัย
- บันทึกการเปลี่ยนงาน สำหรับลูกจ้างที่ผลตรวจบ่งว่าทำงานเดิมไม่ได้
แฟ้มเหล่านี้ต้องอยู่ในที่ที่พนักงานตรวจความปลอดภัยขอดูได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เก็บใส่ตู้แล้วลืมรหัส
ข้อควรระวัง — จุดที่ HR ผิดบ่อย
ในสนามจริง พบว่า HR มักผิดพลาด 5 จุดนี้
- อ้างกฎกระทรวง 2547 ที่ถูกยกเลิกแล้ว — บางบริษัทยังใช้แบบฟอร์มเก่า "แบบ จส.1/จส.2" จากกฎหมาย 2547 ซึ่งใช้ไม่ได้แล้ว ฉบับปัจจุบันคือ จผส.1 ตามประกาศกรม 2564
- เหมา "ตรวจสุขภาพประจำปี" ทุกคน โดยไม่แยกว่าใครทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง — เป็น overspend ที่ไม่จำเป็น และอาจตรวจไม่ตรงปัจจัยเสี่ยงจริง
- ใช้แพทย์ไม่มีวุฒิอาชีวเวชศาสตร์ — เซ็นรายงานออกมาแล้วใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย
- ไม่ตรวจลูกจ้างใหม่ภายใน 30 วัน — เพราะคิดว่ารอรอบประจำปีก็พอ
- เก็บผลแค่ 1 ปีแล้วทิ้ง — ไม่ตรงกับข้อ 7 ที่ระบุ 2 ปีหรือ 10 ปี
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: บริษัทมีพนักงาน 100 คน เป็นพนักงานออฟฟิศ 80 คน คนงานคลังสินค้า 20 คน — ต้องตรวจกี่คน? ตอบ: ต้องดูปัจจัยเสี่ยงของแต่ละแผนกเป็นหลัก ถ้าคลังสินค้ามีงานยกของในสภาพแวดล้อมเสียงดัง ฝุ่น หรือความร้อนเกินเกณฑ์ จึงเข้านิยาม "ปัจจัยเสี่ยง" ตามข้อ 2 — ส่วนพนักงานออฟฟิศที่นั่งคอมไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่อยู่ในขอบเขตบังคับของกฎกระทรวงนี้
ถาม: ตรวจสุขภาพทั่วไปที่โรงพยาบาลรัฐปีละครั้งใช้แทนได้ไหม? ตอบ: ไม่ได้ ถ้าแพทย์ผู้เซ็นรายงานไม่ใช่แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ตามข้อ 3 — แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐ การตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยงต้องเลือกแพทย์ตามคุณสมบัติเฉพาะ
ถาม: ถ้าลูกจ้างไม่ยอมไปตรวจ ทำอย่างไร? ตอบ: กฎหมายไม่ได้บังคับลูกจ้างให้ตรวจ แต่บังคับนายจ้างให้ "จัด" ให้มีการตรวจ ทางที่ทำได้คือ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้จัดให้แล้วและลูกจ้างปฏิเสธ พร้อมแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงผลกระทบต่อสุขภาพและการเฝ้าระวัง
ถาม: เปลี่ยนงานลูกจ้างจากไลน์เชื่อมไปไลน์ประกอบเสียงดัง ปัจจัยเสี่ยงต่างกันแน่นอน — ต้องตรวจใหม่หรือ? ตอบ: ต้อง ตามข้อ 3 (3) — เปลี่ยนงานที่ปัจจัยเสี่ยงต่างไปจากเดิม ต้องตรวจสุขภาพให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันเปลี่ยนงาน
ถาม: แบบ จผส.1 ส่งทาง e-service ของกรมฯ ได้แล้วใช่ไหม? ตอบ: ใช่ ตามประกาศกรมสวัสดิการฯ 2564 ข้อ 4 - 5 — นายจ้างลงทะเบียนรับรหัสผู้ใช้งานในระบบ eservice.labour.go.th แล้วยื่นผลผ่านระบบได้ ถือว่าส่งสมบูรณ์ตั้งแต่วันและเวลาที่ระบบบันทึก
สรุป
- กฎหมายปัจจุบันคือ กฎกระทรวง 2563 — ฉบับ 2547 ถูกยกเลิกตามข้อ 1 ของฉบับใหม่ อย่าอ้างของเก่า
- บังคับเฉพาะ ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 5 หมวด ตามข้อ 2 ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคน
- ครั้งแรก ภายใน 30 วัน รับเข้าทำงาน · ครั้งต่อไป อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง · เปลี่ยนงานเสี่ยงต่างจากเดิมตรวจใหม่ใน 30 วัน · หยุดงาน 3 วันขึ้นไปจากเหตุประสบอันตรายต้องตรวจก่อนกลับ
- ผู้ตรวจต้องเป็น แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เท่านั้น ตามข้อ 3 — มีวุฒิบัตรหรือผ่านการอบรมที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
- แจ้งผลผิดปกติใน 3 วัน · ปกติใน 7 วัน · เก็บผล 2 ปี (10 ปีถ้าเป็นปัจจัยก่อมะเร็ง) · เคสผิดปกติส่ง จผส.1 ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยภายใน 30 วัน
ลองเริ่มจาก 2 ขั้นง่าย ๆ — เอาบัญชีลูกจ้างของกิจการมาแยกตามแผนก ระบุปัจจัยเสี่ยงในแต่ละไลน์ แล้วเทียบกับ 5 หมวดในข้อ 2 จะรู้ทันทีว่าใครต้องตรวจบ้าง จากนั้นถึงไปคุยกับผู้ให้บริการเรื่องราคา จะเสนอราคาตรงประเด็น และประหยัดได้มากกว่าตรวจเหมาทุกคนแน่นอน
อ้างอิง
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 (ข้อ 1 - 13 ครอบคลุมนิยาม ความถี่ ผู้ตรวจ บันทึก แจ้งผล)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบและวิธีการส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติฯ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2564 (แบบ จผส.1 + ระบบ e-service)
- พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 (มาตรา 5 และ 8 — ฐานอำนาจของกฎกระทรวง 2563)
- บทลงโทษและค่าปรับ (โทษกรณีไม่จัดให้มีการตรวจสุขภาพตามกฎหมาย)
- คปอ. — คณะกรรมการความปลอดภัยฯ (บทบาทกำกับการตรวจสุขภาพในสถานประกอบกิจการ)
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
