⚖️ กฎหมาย

พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — สรุปสาระสำคัญฉบับสมบูรณ์

สรุป พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ครบทุกหมวด หน้าที่นายจ้าง กฎหมายลูก 17 ฉบับ และบทลงโทษที่ต้องรู้

Safety Station 101อ่าน 19 นาที · 4,179 คำ
พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — สรุปสาระสำคัญฉบับสมบูรณ์

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เป็นกฎหมายแม่ของระบบความปลอดภัยในการทำงานของประเทศไทย กำหนดหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง พร้อมทั้งโครงสร้างการกำกับดูแล กองทุน และบทลงโทษ — สรุปสาระสำคัญทั้ง 8 หมวด 74 มาตรา ที่ผู้ประกอบกิจการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทุกระดับควรทราบ เพื่อปฏิบัติให้ครบถ้วนและไม่ตกเป็นผู้กระทำผิด

1. ที่มาและเจตนารมณ์ของกฎหมาย

พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศ คือวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้รักษาการ

ก่อนหน้านี้ บทบัญญัติเรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อยู่ภายใต้หมวด 8 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกระจัดกระจายและไม่มีกลไกกำกับดูแลเฉพาะทาง รัฐสภาจึงตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นโดยมีเจตนารมณ์สามประการ ได้แก่

  1. คุ้มครองทรัพยากรบุคคล ของชาติ ให้พ้นภัยจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน
  2. กำหนดมาตรฐาน ที่ทันสมัยรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่
  3. รวบรวมและขยายผลบทบัญญัติเดิม ให้เป็นกฎหมายเฉพาะที่มีองค์กรกำกับดูแลของตนเอง

2. โครงสร้าง 8 หมวด 74 มาตรา

พระราชบัญญัตินี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 8 หมวดและบทเฉพาะกาล โดยมีโครงสร้างดังนี้

หมวด เนื้อหา มาตรา
1 บททั่วไป — นิยามและหน้าที่นายจ้าง/ลูกจ้าง 4 - 7
2 การบริหาร จัดการ และดำเนินการ (หัวใจของกฎหมาย) 8 - 23
3 คณะกรรมการความปลอดภัยฯ ระดับชาติ 24 - 31
4 การควบคุม กำกับ และดูแล 32 - 34
5 พนักงานตรวจความปลอดภัย 35 - 43
6 กองทุนความปลอดภัยฯ 44 - 51
7 สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย (สสปท.) 52
8 บทกำหนดโทษ 53 - 72
บทเฉพาะกาล การเปลี่ยนผ่าน 73 - 74

ลำดับศักดิ์กฎหมาย พ.ร.บ. → กฎกระทรวง → ประกาศกรม

หมวด 2 ถือเป็นหัวใจของกฎหมาย เพราะกำหนดหน้าที่ที่นายจ้างต้องปฏิบัติเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้อำนาจรัฐมนตรีและอธิบดีในการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดมาตรฐานเฉพาะเรื่อง

3. หน้าที่หลัก 5 ประการของนายจ้าง

ไอคอน 5 หน้าที่หลักของนายจ้าง

มาตรา 6 ถึงมาตรา 22 กำหนดหน้าที่ของนายจ้างไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อสรุปแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประการหลัก ดังนี้

3.1 จัดสภาพการทำงานปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ (มาตรา 6)

นายจ้างต้องจัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย

บทบัญญัตินี้ขยายผลผ่านกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องรวม 14 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่อัคคีภัย สารเคมี ไฟฟ้า ความร้อน-แสง-เสียง ที่อับอากาศ จนถึงรังสีและงานก่อสร้าง

3.2 บริหารจัดการตามมาตรฐานและออกค่าใช้จ่ายเอง (มาตรา 7 และ 8)

นายจ้างต้องบริหารจัดการความปลอดภัยตามมาตรฐานที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง โดย เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ห้ามผลักภาระให้ลูกจ้าง บทบัญญัตินี้สำคัญเพราะปิดช่องโหว่ที่นายจ้างบางรายเคยเรียกเก็บค่า PPE หรือค่าฝึกอบรมจากลูกจ้าง

มาตรฐานหลักในปัจจุบันคือ กฎกระทรวงการจัดให้มีระบบบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องมีนโยบาย องค์กรบริหาร แผนงาน การประเมินความเสี่ยง การควบคุม การฝึกอบรม และการทบทวนผลการดำเนินงาน

3.3 จัดให้มี จป. คปอ. และหน่วยงานความปลอดภัย (มาตรา 13)

มาตรา 13 บัญญัติว่า ให้นายจ้างจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

กฎหมายลูกที่ออกตามมาตรานี้คือ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนด จป. 5 ระดับ ได้แก่ จป.หัวหน้างาน จป.เทคนิค จป.เทคนิคขั้นสูง จป.วิชาชีพ และ จป.บริหาร พร้อมทั้งคณะกรรมการความปลอดภัยฯ (คปอ.)

3.4 ฝึกอบรม แจ้งอันตราย ปิดประกาศ และติดป้ายเตือน (มาตรา 14 - 17)

นายจ้างต้องดำเนินการสี่ประการก่อนให้ลูกจ้างปฏิบัติงาน ได้แก่

  • จัดให้ลูกจ้างทำงานในสภาพที่ปลอดภัย ตามมาตรฐานในกฎกระทรวง (มาตรา 14)
  • แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมทั้งวิธีการป้องกัน (มาตรา 14 วรรคสอง)
  • ปิดประกาศและจัดเอกสาร เกี่ยวกับความปลอดภัยให้ลูกจ้างทราบ (มาตรา 15)
  • จัดให้มีการฝึกอบรม ด้านความปลอดภัยตามที่กำหนด (มาตรา 16) และติดป้ายสัญลักษณ์เตือนอันตราย (มาตรา 17)

3.5 จัดและดูแลอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (มาตรา 22)

นายจ้างต้องจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment — PPE) ที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

มาตรฐาน PPE ปัจจุบันออกตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554

4. หน้าที่เพิ่มเติมที่ต้องระวัง

นอกจากหน้าที่หลัก 5 ประการข้างต้น พ.ร.บ. ยังกำหนดหน้าที่อื่นที่นายจ้างต้องปฏิบัติด้วย ดังนี้

  • ประเมินอันตรายและจัดทำแผนงาน เสนออธิบดี (มาตรา 32) โดยให้ผู้ชำนาญการที่ขึ้นทะเบียนรับรอง (มาตรา 33)
  • แจ้งกรณีประสบอันตรายร้ายแรง ในทันที พร้อมรายงานเป็นหนังสือภายใน 7 วัน (มาตรา 34)
  • รับผิดร่วมกับผู้รับเหมาช่วงทั้งสาย (มาตรา 23) — แม้จะจ้างผู้รับเหมา นายจ้างหลักก็ยังต้องร่วมรับผิดในความปลอดภัยของลูกจ้างของผู้รับเหมาช่วงด้วย
  • สนับสนุนหน้าที่ของผู้บริหารและหัวหน้างาน ตามมาตรา 8, 16, 18 และ 22 (มาตรา 20)

5. หน้าที่ของลูกจ้าง

มาตรา 21 กำหนดให้ลูกจ้างมีหน้าที่

  1. ให้ความร่วมมือ กับนายจ้างในการดำเนินการด้านความปลอดภัย
  2. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ที่นายจ้างกำหนด
  3. สวมใส่ PPE ที่นายจ้างจัดให้
  4. ดูแลรักษา อุปกรณ์ความปลอดภัยที่นายจ้างจัดให้
  5. แจ้งข้อบกพร่อง ที่อาจเป็นอันตรายให้นายจ้างทราบ

ทั้งนี้ มาตรา 42 ห้ามนายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายตำแหน่งของลูกจ้างที่ฟ้องร้อง เป็นพยาน หรือให้หลักฐานในเรื่องความปลอดภัย เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเหตุ (Whistleblower)

6. พนักงานตรวจความปลอดภัยและอำนาจการสั่ง

มาตรา 35 ถึงมาตรา 43 ให้อำนาจพนักงานตรวจความปลอดภัยซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี สามารถเข้าตรวจสถานประกอบกิจการ ตรวจสภาพการทำงาน ออกคำสั่งให้ปรับปรุง หรือสั่งหยุดการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือกระบวนการที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง

ในกรณีที่พนักงานตรวจสั่งหยุดงานหรือสั่งระงับการใช้ นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างตามปกติ (มาตรา 39) เว้นแต่ลูกจ้างจงใจฝ่าฝืน และ ห้ามนายจ้างนำของที่พนักงานตรวจสั่งระงับใช้กลับมาใช้ จนกว่าจะได้รับอนุญาต (มาตรา 36 วรรคสอง)

การฝ่าฝืนคำสั่งหรือนำของที่สั่งระงับกลับมาใช้มีบทลงโทษสูงสุดในระบบ คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 800,000 บาท พร้อมปรับรายวันไม่เกิน 5,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติตาม (มาตรา 66)

7. บทกำหนดโทษโดยสรุป (หมวด 8)

หมวด 8 ของพระราชบัญญัติบัญญัติบทลงโทษทางอาญาไว้ในมาตรา 53 ถึงมาตรา 72 โดยมีตารางสรุปดังนี้

ฐานความผิด มาตราโทษ บทลงโทษ
ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานในกฎกระทรวง (ม.8) ม.53 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท
ไม่จัด จป. / ไม่ฝึกอบรม / ไม่ประเมินอันตราย (ม.13, 16, 32) ม.56 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ไม่แจ้งอันตราย / ไม่แจ้งประสบอันตราย (ม.14, 34) ม.57 ปรับไม่เกิน 50,000 บาท
ไม่ปิดประกาศ / ไม่ติดป้ายเตือน (ม.15, 17) ม.58 จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ไม่ดูแลผู้รับเหมา (ม.18 วรรคหนึ่ง) ม.59 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท
ไม่จัดและดูแล PPE (ม.22) ม.62 จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ขัดขวางคำสั่งพนักงานตรวจ (ม.36 วรรคหนึ่ง) ม.65 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
นำของที่สั่งระงับกลับมาใช้ (ม.36 วรรคสอง) — โทษสูงสุด ม.66 จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 800,000 บาท + ปรับรายวันไม่เกิน 5,000 บาท
เลิกจ้าง Whistleblower (ม.42) ม.68 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ผู้รับผิดในกรณีนิติบุคคล (มาตรา 69)

ในกรณีผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล หากการกระทำเกิดจากการสั่งการ การกระทำ การไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย ดังนั้น กรรมการและผู้บริหารระดับสูงไม่อาจหลบเลี่ยงความรับผิดได้ หากการกระทำผิดเกิดจากการสั่งการหรือการละเว้นของตน

8. กฎหมายลูกที่ออกตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

จากอำนาจที่ พ.ร.บ. มอบให้รัฐมนตรีและอธิบดี ปัจจุบันมีการออกกฎหมายลูกครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะเรื่องอย่างกว้างขวาง ดังนี้

ระดับศักดิ์ จำนวน ตัวอย่าง
พระราชกฤษฎีกา 1 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2558
กฎกระทรวง 17 อัคคีภัย 2555 / สารเคมี 2556 / ไฟฟ้า 2558 / ที่อับอากาศ 2562 / ก่อสร้าง 2564 / จป. 2565 / ระบบบริหารจัดการ 2565 ฯลฯ
ประกาศกระทรวง 3
ประกาศกรม 72 หลักสูตรอบรม / มาตรฐานเทคนิค / แบบฟอร์ม / e-Service
คู่มือ/แนวปฏิบัติ 15

ทั้งหมดนี้สามารถสืบค้นและศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หมวด กฎกระทรวง และ ประกาศกรม

9. ขอบเขตการบังคับใช้และข้อยกเว้น

มาตรา 3 กำหนดให้ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกประเภท ยกเว้น

  • ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
  • รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (มีกฎหมายเฉพาะ)
  • กิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง — ปัจจุบันคือ กฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับ พ.ศ. 2568 ซึ่งระบุกิจการขนาดเล็กบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น

ทั้งนี้ แม้กิจการบางประเภทจะได้รับยกเว้นจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ก็อาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เป็นต้น

10. ระบบกองทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กองทุนความปลอดภัยฯ (มาตรา 44 - 51) จัดตั้งภายใต้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยมีที่มาของเงินจากเงินทุนประเดิมของรัฐบาล เงินจัดสรรจากกองทุนเงินทดแทน ค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และดอกผลของกองทุน ใช้สำหรับการรณรงค์ การวิจัย การอุดหนุน และการให้นายจ้างกู้ยืมเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงาน

หน่วยงานหลัก ที่กำกับดูแล ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (ออกกฎกระทรวงและประกาศ) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร. — ออกประกาศกรม รับขึ้นทะเบียน ส่งพนักงานตรวจ) คณะกรรมการความปลอดภัยฯ ระดับชาติ (ตามมาตรา 24) และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท. — องค์การมหาชน ตามมาตรา 52)

สรุป

พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เป็นกฎหมายแม่ที่กำหนดกรอบการจัดการความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการของประเทศไทย โดยมีหน้าที่หลัก 5 ประการของนายจ้าง ระบบ จป. 5 ระดับ พนักงานตรวจที่มีอำนาจสั่งระงับการใช้ และบทลงโทษที่มีโทษสูงสุดถึง 800,000 บาทพร้อมจำคุก 2 ปี

ผู้ประกอบกิจการที่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ควรศึกษา กฎหมายลูก 17 ฉบับ ที่ขยายผลตามแต่ละความเสี่ยง พร้อมทั้งจัดให้มี ระบบบริหารจัดการตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 และ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 เป็นพื้นฐาน ก่อนต่อยอดสู่มาตรฐานเฉพาะเรื่องอื่น


อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ กฎหมายความปลอดภัย? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง