🩺 สุขภาพอาชีวอนามัย

ความปลอดภัยโรงงานสิ่งทอและตัดเย็บ — ฝุ่นฝ้าย เสียงเครื่องจักร เครื่องเย็บ ความร้อน

4 ความเสี่ยงในโรงงานสิ่งทอ/ตัดเย็บ — ฝุ่นฝ้าย byssinosis, เสียงเครื่องทอ 115/140 dB, การ์ดเครื่องจักร, WBGT 34 องศา งานเย็บ คุมตามกฎกระทรวง 2559 + 2564

Safety Station 1019 มิถุนายน 2569อ่าน 27 นาที · 5,975 คำ
ความปลอดภัยโรงงานสิ่งทอและตัดเย็บ — ฝุ่นฝ้าย เสียงเครื่องจักร เครื่องเย็บ ความร้อน

เดินเข้าไปในโรงงานทอผ้าหรือไลน์ตัดเย็บเสื้อผ้าครั้งแรก สิ่งที่กระทบประสาทสัมผัสทันทีคือเสียงเครื่องทอที่ดังจนต้องตะโกนคุยกัน ฝุ่นด้ายฝ้ายที่ลอยฟุ้งจับเสื้อผ้า และความร้อนอบอ้าวในห้องที่ปิดมิดเพื่อกันฝุ่นเข้าผ้า ทั้งสามอย่างนี้ดูเหมือนเป็น "เรื่องปกติของโรงงานสิ่งทอ" ที่ใคร ๆ ก็เจอ แต่ในมุมของ จป. มันคือความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ซ้อนกันหลายชั้น และแต่ละชั้นก็มีกฎหมายไทยกำกับอยู่คนละฉบับ

โรงงานสิ่งทอ/ตัดเย็บเป็นอุตสาหกรรมที่ จป. ต้องอ่านกฎหมายข้ามฉบับ เพราะความเสี่ยงในไลน์เดียวกันคาบเกี่ยวทั้งกฎความร้อน-แสง-เสียง พ.ศ. 2559 และกฎเครื่องจักร พ.ศ. 2564 ลองมาแยกความเสี่ยงทีละกลุ่ม แล้วดูว่าจุดไหนต้องคุมด้วยกฎข้อใด

ภาพรวม — ทำไมโรงงานสิ่งทอถึงคุมยากกว่าที่คิด

อินโฟกราฟิกแนวตั้ง 4 กลุ่มเสี่ยงของโรงงานสิ่งทอ — 1 ฝุ่นฝ้าย (byssinosis) 2 เสียงเครื่องจักร (85 dBA อนุรักษ์การได้ยิน) 3 เครื่องเย็บ/เครื่องทอ (เข็ม/pinch point) 4 ความร้อนสะสม (WBGT ไม่เกิน 34 องศา)

โรงงานในสายนี้แบ่งกระบวนการคร่าว ๆ ได้ 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มต้นน้ำคือ "สิ่งทอ" ได้แก่ปั่นด้าย ทอผ้า ย้อม ซึ่งใช้เครื่องจักรหนัก เสียงดัง และฝุ่นฝ้ายเยอะ ส่วนกลุ่มปลายน้ำคือ "ตัดเย็บ" หรือ garment ที่เน้นเครื่องเย็บจักรอุตสาหกรรม พนักงานนั่งทำงานหนาแน่นในพื้นที่ปิด

ความเสี่ยงหลักที่ จป. ต้องจับให้ครบมี 4 กลุ่ม

  • ฝุ่นฝ้าย — สูดสะสมระยะยาวทำให้เกิดโรคปอดที่เรียกว่า byssinosis หรือโรคปอดจากฝุ่นฝ้าย
  • เสียงเครื่องทอ/เครื่องปั่นด้าย — ดังต่อเนื่องตลอดกะ เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินถาวร
  • เครื่องเย็บและเครื่องทอ — มีจุดหนีบจากสายพาน/เพลา และเข็มเครื่องเย็บที่ทิ่มนิ้วได้
  • ความร้อนสะสม — โรงปิดในหน้าร้อนของไทยทำให้ความร้อนในไลน์สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ที่บอกว่าคุมยาก เพราะความเสี่ยง 4 กลุ่มนี้เกิดพร้อมกันในพื้นที่เดียว และต้องอ้างกฎหมายต่างฉบับกัน ถ้า จป. ดูแค่กฎเดียวจะมีจุดที่หลุดเสมอ ลองไล่ทีละกลุ่ม

ฝุ่นฝ้ายและโรค byssinosis — เฝ้าระวังสุขภาพเป็นหลัก

ฝุ่นฝ้าย (cotton dust) เกิดจากเส้นใยฝ้าย ลินิน ป่าน ที่ฟุ้งระหว่างเปิดมัดฝ้าย สาง ปั่น และทอ พนักงานที่สูดเข้าไปสะสมเป็นปีอาจเกิด byssinosis ซึ่งเป็นโรคปอดจากการทำงานชนิดหนึ่ง อาการเด่นคือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก โดยเฉพาะ "วันจันทร์" หลังหยุดงานมาแล้วกลับเข้าไลน์ จนมีชื่อเรียกในวงการอาชีวเวชศาสตร์ว่า Monday feeling

เรื่องที่ จป. ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ฝ่ายตัวเลขขีดจำกัดความเข้มข้นของฝุ่นฝ้าย ในต่างประเทศมีค่าอ้างอิงที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น มาตรฐาน OSHA ของสหรัฐกำหนด cotton dust ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ACGIH ก็มีค่า TLV ของตัวเอง แต่ตัวเลขเหล่านี้ เป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย ของไทยให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศกำหนดขีดจำกัดความเข้มข้นของสารแยกต่างหาก จป. จึงไม่ควรหยิบเลข OSHA มาอ้างเป็นเกณฑ์บังคับของไทย แต่ใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางวิชาการได้

แล้วกฎหมายไทยพูดถึงฝุ่นฝ้ายตรงไหน คำตอบอยู่ที่ 2 ฉบับ

ฉบับแรกคือ กฎกระทรวงเครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ข้อ 14 ที่บังคับว่านายจ้างต้องดูแลให้พื้นบริเวณรอบเครื่องจักร "มีความปลอดภัยจากความร้อน แสงสว่าง เสียง ฝุ่น ฟูมโลหะ สารเคมีอันตราย" หรือสิ่งกีดขวาง

คำว่า "ฝุ่น" ในข้อนี้ครอบคลุมฝุ่นฝ้ายในโรงทอ ดังนั้นเครื่องปั่นด้ายหรือเครื่องทอที่ปล่อยฝุ่นฟุ้ง นายจ้างต้องคุมไม่ให้บริเวณรอบเครื่องเป็นอันตรายจากฝุ่น

ฉบับที่สองคือ กฎกระทรวงตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ซึ่งระบุไว้ในนิยาม "งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" ว่าหมายรวมถึงสภาพแวดล้อมอื่นที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ ไอควันจากการเผาไหม้

แปลว่าลูกจ้างที่สัมผัสฝุ่นฝ้ายเข้าข่ายต้องตรวจสุขภาพตามกฎฉบับนี้โดยตรง

เมื่อกฎหมายผูกฝุ่นฝ้ายไว้กับการตรวจสุขภาพ จป. จึงต้องวางมาตรการเฝ้าระวังเป็นหลัก ไม่ใช่แค่กวาดฝุ่นไปวัน ๆ

  • ระบบดูดฝุ่นเฉพาะที่ (LEV) — ติดที่ต้นกำเนิดฝุ่น เช่น จุดเปิดมัดฝ้าย จุดสาง จุดทอ ดูดฝุ่นออกก่อนฟุ้งเข้าสู่ทางหายใจ
  • ทำความสะอาดเครื่องจักรสม่ำเสมอ — เศษด้ายและฝุ่นที่เกาะเครื่องคือแหล่งฟุ้งซ้ำ ควรดูดออกด้วยเครื่องดูด ไม่ใช่เป่าด้วยลม เพราะการเป่าทำให้ฝุ่นกระจายมากกว่าเดิม
  • ตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) — เป็นหัวใจของการเฝ้าระวัง byssinosis ตรวจตั้งแต่ก่อนเข้างานเพื่อทำ baseline แล้วตรวจซ้ำประจำปี เปรียบเทียบดูแนวโน้มสมรรถภาพปอดที่ลดลง
  • หน้ากากกันฝุ่น — เป็นด่านสุดท้าย เลือกชนิดที่กรองอนุภาคได้จริง และฝึกให้พนักงานสวมแนบใบหน้า ไม่ใช่แค่ผ้าปิดจมูกบาง ๆ

กฎกระทรวง 2563 ข้อ 3 ยังกำหนดจังหวะตรวจไว้ชัด คือตรวจครั้งแรกให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่รับเข้าทำงาน และตรวจครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ผลตรวจทุกครั้งต้องบันทึกในสมุดสุขภาพประจำตัวลูกจ้าง และต้องเป็นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นผู้ตรวจ ไม่ใช่คลินิกทั่วไป

เสียงเครื่องจักร — ตัวเลขที่ต้องท่องให้แม่น

อินโฟกราฟิกตัวเลขเกณฑ์กฎหมายโรงงานสิ่งทอ — เสียง 115 dBA ต่อเนื่อง, 140 dB กระแทกสูงสุด, 85 dBA เฉลี่ย 8 ชม. ต้องอนุรักษ์การได้ยิน, ความร้อนงานเบา WBGT ไม่เกิน 34 องศาเซลเซียส อ้างกฎกระทรวงปี 2559

เครื่องทอและเครื่องปั่นด้ายเป็นหนึ่งในแหล่งเสียงที่ดังที่สุดในโรงงานทั่วไป เครื่องทอ 50 ตัวเรียงกันในห้องเดียวสามารถดันระดับเสียงทั้งห้องขึ้นไปแตะ 95 ถึง 98 เดซิเบลเอได้สบาย ๆ ตลอดทั้งกะ ตรงนี้คือจุดที่กฎกระทรวงความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 เข้ามากำกับ

กฎฉบับนี้กำหนดเพดานเสียงไว้ 2 ค่าใน ข้อ 7 คือนายจ้างต้องควบคุมไม่ให้ลูกจ้างสัมผัสเสียงกระทบหรือเสียงกระแทกที่ระดับสูงสุดเกิน 140 เดซิเบล และไม่ให้สัมผัสเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ "เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ"

ตัวเลข 115 และ 140 เดซิเบลนี้เป็น "เพดานสูงสุดที่ห้ามเกินเด็ดขาด" ถ้าจุดใดในไลน์วัดได้เกินเพดานนี้ นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่าจะแก้ไขให้เสียงลดลง ไม่ใช่แค่แจกที่อุดหูแล้วทำงานต่อ

แต่ในทางปฏิบัติของโรงทอ ตัวเลขที่ใช้บ่อยกว่าคือเกณฑ์ 85 เดซิเบลเอ เพราะ ข้อ 11 กำหนดว่าหากระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน "แปดชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน"

ในสถานประกอบกิจการ

โรงทอแทบทุกแห่งที่เครื่องทอเดินพร้อมกันมักวัดค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงเกิน 85 เดซิเบลเออยู่แล้ว ดังนั้นมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program) จึงเป็นเรื่องบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก สิ่งที่ต้องมีในโปรแกรมนี้

  • ตรวจวัดระดับเสียงในไลน์ — ทำ Noise Contour Map ระบุโซนที่เกิน 85 เดซิเบลเอ และอัปเดตทุกครั้งที่ย้ายเครื่องหรือเปลี่ยน layout
  • ลดเสียงตามลำดับวิศวกรรมก่อน — เช่น ติดผ้าม่านกันเสียง (acoustic curtain) กั้นโซน หรือทำห้องคุมเครื่อง (operator booth) กระจกกันเสียงให้ผู้คุมนั่งห่างจากเครื่อง
  • อุปกรณ์ลดเสียง — เป็นด่านสุดท้าย ปลั๊กลดเสียงหรือที่ครอบหู และในจุดที่เสียงดังมากอาจต้องใส่ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
  • ตรวจการได้ยินประจำปี (Audiogram) — ทำ baseline ก่อนเข้างาน แล้วเทียบทุกปีเพื่อจับความเสื่อมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ใครที่ต้องวางโปรแกรมอนุรักษ์การได้ยินแบบลงรายละเอียด แวะอ่าน ควบคุมเสียงในโรงงานและป้องกัน NIHL ที่อธิบายขั้นตอนทำ HCP เต็มรูปแบบ พร้อมเคสโรงทอผ้าจริง

เครื่องเย็บและเครื่องทอ — การ์ดและเข็มที่ต้องคุม

เครื่องจักรในไลน์สิ่งทอมีจุดอันตรายเชิงกล 2 แบบที่ จป. ต้องแยกให้ออก

แบบแรกคือ จุดส่งกำลัง ของเครื่องทอและเครื่องปั่นด้าย ที่มีเพลาหมุน สายพาน รอก เปิดโล่ง กฎกระทรวงเครื่องจักร พ.ศ. 2564 ข้อ 15 (4) บังคับว่าเครื่องจักรที่ถ่ายทอดพลังงานด้วยเพลา สายพาน รอก หรือล้อตุนกำลัง "ต้องมีตะแกรงหรือที่ครอบปิดคลุมส่วนที่หมุนได้และส่วนส่งถ่ายกำลังให้มิดชิด"

และถ้าส่วนที่หมุนได้สูงกว่า 2 เมตร ต้องมีรั้วหรือตะแกรงสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตรกั้นล้อมไว้

จุดที่ จป. ในโรงทอมักพลาด คือสายพานส่งกำลังด้านหลังเครื่องทอที่เปิดโล่ง เพราะอยู่ด้านหลังเลยมองไม่เห็น แต่ช่างซ่อมที่เอื้อมเข้าไปขณะเครื่องเดินมีโอกาสถูกหนีบนิ้วหรือดึงเสื้อเข้าเครื่อง การ์ดที่ครอบตรงนี้จึงต้องอยู่ครบและล็อกแน่น

แบบที่สองคือ เข็มเครื่องเย็บอุตสาหกรรม ในไลน์ตัดเย็บ เครื่องเย็บจักรอุตสาหกรรมเดินเร็วกว่าจักรบ้านมาก เข็มขึ้นลงหลายพันครั้งต่อนาที พนักงานที่ป้อนผ้าด้วยมือมีโอกาสถูกเข็มทิ่มทะลุนิ้ว มาตรการที่ต้องมี

  • Needle guard หรือ finger guard — แผ่นกั้นเล็ก ๆ ครอบบริเวณเข็มกันไม่ให้นิ้วเข้าถึงจุดเข็มลง
  • ฝึกอบรมก่อนเริ่มงาน — สอนวิธีป้อนผ้า วิธีวางมือ และจุดที่ห้ามเอานิ้วเข้าใกล้ พนักงานใหม่คือกลุ่มเสี่ยงที่สุด
  • เครื่องตัดผ้า (cutting machine) — ในห้องตัดมีเครื่องตัดผ้าใบมีดที่อันตรายสูงกว่าเข็มอีก ต้องมีถุงมือกันบาด (cut-resistant glove) และการ์ดใบมีดครบ

เรื่องการเลือกประเภทการ์ดให้เหมาะกับเครื่องแต่ละชนิด มีอธิบายไว้ละเอียดใน การ์ดป้องกันเครื่องจักร 4 ประเภท ซึ่งช่วยให้ จป. เลือก fixed guard, interlock guard หรือแบบอื่นได้ถูกกับเครื่องในไลน์

ความร้อนในโรงงาน — งานเย็บคืองานเบา WBGT ไม่เกิน 34 องศา

โรงงานตัดเย็บมักปิดมิดเพื่อกันฝุ่นเข้าผ้าและคุมคุณภาพแสง ผลคือลมไม่หมุนเวียน ความร้อนจากตัวพนักงานหลายร้อยคน มอเตอร์เครื่องเย็บ และหลอดไฟเหนือโต๊ะ สะสมจนอุณหภูมิในไลน์สูงขึ้น โดยเฉพาะหน้าร้อนของไทย

กฎกระทรวง พ.ศ. 2559 จัดประเภทงานตามภาระงานที่ร่างกายใช้ และ ข้อ 1 ระบุชัดว่า "งานเย็บจักร" จัดเป็น งานเบา คือใช้กำลังงานที่ทำให้เกิดการเผาผลาญในร่างกายไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง อยู่กลุ่มเดียวกับงานเขียนหนังสือ งานพิมพ์ดีด และงานนั่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์

เมื่อจัดเป็นงานเบา เพดานความร้อนจึงสูงสุดในบรรดา 3 ระดับ คือ ข้อ 2 (1) กำหนดว่า "งานเบาต้องมีมาตรฐานระดับความร้อนไม่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ 34 องศาเซลเซียส"

ค่าเปรียบเทียบทั้ง 3 ระดับตามข้อ 2

ลักษณะงาน ตัวอย่างในโรงสิ่งทอ WBGT สูงสุด (ข้อ 2)
งานเบา เย็บจักร, นั่งตรวจผ้า, คุมเครื่องด้วยเท้า 34 องศาเซลเซียส
งานปานกลาง ยก ลาก เคลื่อนย้ายม้วนผ้าด้วยแรงปานกลาง 32 องศาเซลเซียส
งานหนัก ยกของหนักขึ้นที่สูงในคลังวัตถุดิบ 30 องศาเซลเซียส

ข้อควรระวังคือ แม้ตัวเลข 34 องศาจะดูสูง แต่ WBGT ไม่ใช่อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ธรรมดา มันคำนวณรวมความชื้นและรังสีความร้อนเข้าด้วย ในห้องเย็บที่ปิดมิดและความชื้นสูง WBGT จะพุ่งเร็วกว่าอุณหภูมิอากาศที่รู้สึก โรงงานหลายแห่งจึงเข้าใจผิดว่า "งานเย็บไม่ร้อน" ทั้งที่ค่า WBGT จริงเข้าใกล้เพดาน 34 องศาได้ในช่วงบ่ายหน้าร้อน

มาตรการคุมความร้อนที่ทำได้

  • ระบายอากาศ — ติดพัดลมระบายความร้อน หรือระบบเติมอากาศ ลดการสะสมความร้อนในห้องปิด
  • ตรวจวัด WBGT จริงในไลน์ — วัดในจุดที่พนักงานนั่งทำงานจริง ในช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนที่สุดของกะ ไม่ใช่วัดที่ทางเดิน
  • จัดน้ำดื่มและจุดพัก — แม้เป็นงานเบา การนั่งนาน ๆ ในที่ร้อนก็ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อนได้

แนวทางจัดการความร้อนเชิงลึก ทั้งวิธีวัด WBGT และการวางรอบทำงาน-พัก อ่านได้ที่ การจัดการความเครียดจากความร้อนด้วย WBGT

เชื่อมโยงกฎ 2 ฉบับเข้าด้วยกันในไลน์เดียว

จุดที่ทำให้โรงงานสิ่งทอต่างจากอุตสาหกรรมอื่น คือความเสี่ยงทับซ้อนกันในพื้นที่เดียว ลองดูตัวอย่างห้องทอผ้า 1 ห้อง

  • เสียง เครื่องทอดังเกิน 85 เดซิเบลเอ คุมตามกฎ 2559 ข้อ 11
  • ฝุ่น ฝุ่นฝ้ายฟุ้งรอบเครื่อง คุมตามกฎ 2564 ข้อ 14 และเฝ้าระวังตามกฎ 2563
  • เครื่องจักร สายพานส่งกำลังเปิดโล่ง คุมตามกฎ 2564 ข้อ 15
  • ความร้อน ถ้าในห้องนั้นมีงานเย็บรวมอยู่ด้วย คุมตามกฎ 2559 ข้อ 2

จป. ที่ดูแลไลน์นี้ต้องทำ HIRARC โดยมองความเสี่ยงทั้ง 4 มิติพร้อมกัน ไม่ใช่แยกเป็นคนละแบบประเมิน เพราะมาตรการแก้บางอย่างขัดกันเอง เช่น การปิดห้องเพื่อกันฝุ่นฝ้ายและลดเสียงรั่ว จะทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้น ต้องชั่งน้ำหนักและออกแบบระบบระบายอากาศที่กรองฝุ่นได้ไปพร้อมกัน

ข้อควรระวัง / ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  1. เอาเลข OSHA cotton dust มาอ้างเป็นกฎไทย — ค่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่เกณฑ์บังคับของไทย ถ้าจะระบุขีดจำกัดความเข้มข้นฝุ่นต้องอ้างประกาศกรมที่อธิบดีกำหนด ไม่ใช่หยิบเลขต่างประเทศมาใส่

  2. คิดว่างานเย็บไม่ร้อนเพราะนั่งเฉย ๆ — เพดาน WBGT งานเบาคือ 34 องศา แต่ในห้องปิดความชื้นสูง ค่า WBGT จริงพุ่งเร็วกว่าที่รู้สึก ต้องวัดจริงในจุดที่นั่งทำงาน

  3. ลืมการ์ดสายพานด้านหลังเครื่องทอ — ที่ครอบส่วนส่งกำลังมักหลุดหรือถูกถอดเพื่อสะดวกตอนซ่อม แล้วไม่ใส่กลับ ทั้งที่กฎ 2564 ข้อ 15 บังคับให้ปิดคลุมให้มิดชิด

  4. เป่าฝุ่นฝ้ายออกจากเครื่องด้วยลม — การเป่าทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายมากกว่าเดิม ควรใช้เครื่องดูดแทน

  5. ให้คลินิกทั่วไปตรวจสุขภาพ — กฎ 2563 กำหนดให้แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นผู้ตรวจ และสำหรับฝุ่นฝ้ายต้องมีการตรวจสมรรถภาพปอด ไม่ใช่แค่ตรวจเลือดทั่วไป

  6. แจกที่อุดหูแล้วถือว่าจบ — กฎ 2559 ให้ไล่แก้ทางวิศวกรรมก่อน PPE คือทางสุดท้าย ถ้าผู้ตรวจถามว่าเคยปรับปรุงต้นกำเนิดเสียงหรือยัง ต้องตอบได้พร้อมเอกสาร

Checklist สรุปสำหรับ จป. โรงงานสิ่งทอ

  • ติดระบบดูดฝุ่นเฉพาะที่ (LEV) ที่จุดเปิดมัด สาง ปั่น ทอ
  • ทำความสะอาดเครื่องด้วยเครื่องดูด ไม่เป่าด้วยลม
  • ตรวจสมรรถภาพปอดลูกจ้างฝุ่นฝ้าย ทำ baseline + ตรวจประจำปี โดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์
  • วัดเสียงในไลน์ ทำ Noise Contour Map และอัปเดตทุกครั้งที่ย้ายเครื่อง
  • ถ้าเสียงเฉลี่ย 8 ชั่วโมงเกิน 85 เดซิเบลเอ จัดมาตรการอนุรักษ์การได้ยินครบ
  • ตรวจการ์ดส่วนส่งกำลังของเครื่องทอ/ปั่นด้ายให้ปิดคลุมมิดชิด
  • ติด needle guard เครื่องเย็บ + ฝึกอบรมพนักงานป้อนผ้า
  • วัด WBGT จริงในจุดที่นั่งเย็บ ช่วง 2 ชั่วโมงที่ร้อนสุด ไม่เกิน 34 องศา
  • ทำ HIRARC มองความเสี่ยง 4 มิติ (ฝุ่น เสียง เครื่องจักร ความร้อน) พร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

1. ฝุ่นฝ้ายในไทยมีค่าขีดจำกัดบังคับเท่าไร

ไทยไม่ได้กำหนดเลขขีดจำกัดความเข้มข้นของฝุ่นฝ้ายไว้ในกฎกระทรวงโดยตรง แต่ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศกำหนดขีดจำกัดความเข้มข้นของสารแยกต่างหาก ส่วนเลข 0.2 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรที่เห็นบ่อยเป็นมาตรฐาน OSHA ของสหรัฐ ใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางวิชาการได้ แต่ไม่ใช่กฎหมายไทย

2. งานเย็บถือเป็นงานหนักหรืองานเบาในแง่ความร้อน

เป็นงานเบาตามนิยามในกฎกระทรวง 2559 ข้อ 1 เพราะใช้กำลังงานไม่เกิน 200 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง เพดาน WBGT จึงอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส ตามข้อ 2

3. โรงทอที่เสียงเฉลี่ยเกิน 85 เดซิเบลเอ ต้องทำอะไรบ้าง

ต้องจัดมาตรการอนุรักษ์การได้ยินตามกฎ 2559 ข้อ 11 ครอบทั้งการตรวจวัดเสียง การลดเสียงทางวิศวกรรม การจัดอุปกรณ์ลดเสียง และการตรวจการได้ยินประจำปี ถ้าจุดใดเกิน 115 เดซิเบลเอต่อเนื่อง ต้องหยุดงานแก้ไขก่อนตามข้อ 7

4. byssinosis คืออะไร ป้องกันได้ไหม

byssinosis คือโรคปอดจากการสูดฝุ่นฝ้าย ลินิน ป่าน สะสมระยะยาว ป้องกันได้ด้วยการคุมฝุ่นที่ต้นกำเนิด (LEV) ทำความสะอาดเครื่อง สวมหน้ากากกันฝุ่น และเฝ้าระวังด้วยการตรวจสมรรถภาพปอด ลูกจ้างที่สัมผัสฝุ่นฝ้ายเข้าข่ายต้องตรวจสุขภาพตามกฎ 2563

5. เครื่องเย็บอุตสาหกรรมต้องมีการ์ดแบบไหน

ต้องมี needle guard กันนิ้วเข้าถึงจุดเข็มลง ส่วนสายพานหรือเพลาส่งกำลังของเครื่องต้องมีที่ครอบปิดคลุมตามกฎ 2564 ข้อ 15 และต้องฝึกอบรมพนักงานป้อนผ้าก่อนเริ่มงานทุกคน

สรุป

  • โรงงานสิ่งทอ/ตัดเย็บมีความเสี่ยง 4 กลุ่มซ้อนกัน คือ ฝุ่นฝ้าย เสียง เครื่องจักร และความร้อน ต้องอ่านกฎข้ามฉบับ
  • ฝุ่นฝ้ายและ byssinosis เน้นเฝ้าระวังสุขภาพ ติด LEV ตรวจสมรรถภาพปอด ตามกฎ 2564 ข้อ 14 และกฎ 2563
  • เสียงเครื่องทอ คุมไม่เกิน 115/140 เดซิเบล และจัดมาตรการอนุรักษ์การได้ยินที่ 85 เดซิเบลเอ ตามกฎ 2559
  • การ์ดส่วนส่งกำลัง (ข้อ 15) และ needle guard เครื่องเย็บ คือด่านป้องกันอันตรายเชิงกล
  • งานเย็บเป็นงานเบา WBGT ไม่เกิน 34 องศา แต่ในห้องปิดความร้อนพุ่งเร็วกว่าที่คิด

ลองเริ่มจากเดินตรวจไลน์ของคุณ 1 รอบ จับให้ครบทั้ง 4 มิติในแบบประเมินเดียว แล้วจะเห็นว่าจุดที่หลุดส่วนใหญ่มักเป็นการ์ดสายพานด้านหลังเครื่องและการตรวจสมรรถภาพปอดที่ยังไม่ได้ทำ


อ้างอิงกฎหมาย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ความร้อน/แสง/เสียง? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level
สุขภาพ

PM2.5 หมอกควัน — ค่า AQI เท่าไรควรลด/หยุดงานกลางแจ้ง และวิธีตั้ง Action Level

ค่า AQI/PM2.5 ที่ควรลดหรือหยุดงานกลางแจ้งมาจากกรมควบคุมมลพิษ/US EPA/WHO ไม่ใช่กฎกระทรวงไทย — เรียนรู้วิธีตั้ง action level ของบริษัท ลำดับการควบคุม และการเฝ้าระวังสุขภาพคนงานสัมผัสฝุ่น/ไอควันตามกฎไทย 2563/2559

30 พ.ค. 2569อ่าน 29 นาที
ความปลอดภัยโรงงานสิ่งทอ — ฝุ่นฝ้าย เสียง เครื่องเย็บ ความร้อน — Safety Station 101