รับมือเมื่อสัมผัสเลือดหรือถูกของมีคมทิ่มตำ ลำดับนาทีแรกถึงการติดตามผล
ลำดับปฏิบัติหลังถูกเข็มทิ่มหรือสัมผัสเลือด ตั้งแต่นาทีแรก การรายงาน การบันทึก และการติดตามผล พร้อมแยกชัดว่าส่วนไหนกฎหมายไทยกำหนด ส่วนไหนเป็นแนวทางการแพทย์

พนักงานคัดแยกขยะรีไซเคิลล้วงมือเข้าไปในถุงเพื่อคัดขวดพลาสติก แล้วรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว ถอดถุงมือออกมาเห็นเลือดซึม ในถุงนั้นมีเข็มฉีดยาใช้แล้วปนอยู่ นาทีต่อจากนี้คือช่วงที่ทำอะไรได้มากที่สุด และเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ทำผิดลำดับ
เหตุแบบนี้เกิดเร็ว จบเร็ว และมักไม่มีใครเห็น ผู้ประสบเหตุจึงตัดสินใจอยู่คนเดียวว่าจะล้างแผลอย่างไร จะบอกใคร และจะไปพบแพทย์ตอนไหน เมื่อที่ทำงานไม่ได้เขียนลำดับไว้ล่วงหน้า คำตอบมักจบที่การล้างน้ำเปล่าแล้วทำงานต่อจนหมดกะ
ลำดับที่ใช้ได้จริงมีสามช่วง คือ นาทีแรกที่หน้างาน การรายงานและการบันทึกภายในกะเดียวกัน และการติดตามผลทางการแพทย์ที่ยาวเป็นเดือน ทั้งสามช่วงต้องเขียนไว้ก่อนเกิดเหตุ เพราะไม่มีใครค้นเอกสารตอนนิ้วกำลังมีเลือดไหล
งานที่ต้องเจอเลือดและของมีคม มีมากกว่างานโรงพยาบาล
ภาพจำของเรื่องนี้ผูกอยู่กับพยาบาลกับเข็มฉีดยา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เจอบ่อยที่สุดจริง แต่กลุ่มที่เจอโดยไม่มีระบบรองรับอยู่นอกสถานพยาบาล เพราะของมีคมเปื้อนเลือดเดินทางไปกับถุงขยะทุกวัน
| กลุ่มงาน | ของมีคมที่พบ | จุดที่มักเกิดเหตุ |
|---|---|---|
| โรงพยาบาล คลินิก และห้องปฏิบัติการ | เข็มฉีดยา เข็มเจาะเลือด ใบมีดผ่าตัด หลอดแก้วแตก | ขณะฉีดยา ขณะเก็บอุปกรณ์ ขณะปิดปลอกเข็ม |
| งานเก็บขนขยะและงานกวาดถนน | เข็มที่ปนมากับขยะทั่วไป เศษแก้ว กระป๋องบาด | ขณะยกถุงพาดตัว ขณะอัดขยะท้ายรถ |
| งานทำความสะอาดอาคารและห้องน้ำสาธารณะ | เข็มในถังขยะ ใบมีดโกน เศษกระจก | ขณะเทถังขยะ ขณะล้วงเก็บของตกในถัง |
| งานคัดแยกขยะรีไซเคิล | เข็ม เศษโลหะคม ฝาโลหะ | ขณะล้วงมือคัดของในกองหรือบนสายพาน |
| งานปศุสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ และคลินิกสัตวแพทย์ | เข็มฉีดวัคซีนสัตว์ มีดชำแหละ เศษกระดูก | ขณะจับบังคับสัตว์ ขณะชำแหละ |
กฎหมายไทยไม่ได้จำกัดเรื่องนี้ไว้เฉพาะสถานพยาบาล กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 นิยาม "งานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง" ไว้กว้าง โดยข้อ 2 อนุมาตรา (2) ระบุถึง "จุลชีวันเป็นพิษที่อาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือสารชีวภาพอื่น" ไม่ผูกกับประเภทกิจการใด
ตัวอย่างงานในแบบสมุดสุขภาพท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 ระบุว่า "ทำงานกับผู้ป่วยติดเชื้อ งานวิเคราะห์เกี่ยวกับจุลชีวัน งานปศุสัตว์ เป็นต้น" คำว่าเป็นต้นบอกชัดว่าเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่รายการปิด งานเก็บขนขยะและงานทำความสะอาดจึงเข้าข่ายได้ ถ้าผลการประเมินอันตรายชี้ว่ามีการสัมผัสจริง
เส้นทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายมีสี่ทาง คือ ทิ่มตำหรือบาดผ่านผิวหนัง สัมผัสเยื่อบุตา จมูก และปาก สัมผัสผิวหนังที่มีแผลอยู่ก่อน และหายใจรับละออง สำหรับเชื้อที่ติดต่อทางเลือด เส้นทางหลักคือสองทางแรก ซึ่งคนหน้างานจัดการเองได้ทันทีถ้ารู้ว่าต้องทำอะไร
ฐานกฎหมายไทยที่ใช้ได้ และช่องที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้
จุดนี้ต้องพูดตรง ๆ เพื่อไม่ให้เอกสารของบริษัทอ้างผิด ประเทศไทยไม่มีกฎกระทรวงหรือประกาศฉบับใดกำหนดขั้นตอนหลังถูกของมีคมทิ่มตำหรือหลังสัมผัสเลือดไว้เป็นการเฉพาะ ต่างจากงานสารเคมีอันตราย งานอับอากาศ และงานที่สูง ที่มีกฎกระทรวงของตัวเองระบุมาตรการไว้ตรง ๆ
ขั้นตอนการล้างแผล การเลือกตรวจเลือด และการพิจารณาให้ยาป้องกันหลังสัมผัส มาจากแนวทางเวชปฏิบัติและหลักการควบคุมการติดเชื้อ เช่น แนวทางขององค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสากล ไม่ใช่ข้อกำหนดตามกฎหมายแรงงานไทย เวลาเขียนลงระเบียบปฏิบัติของบริษัท ให้กำกับที่มาตามจริง อย่าเขียนว่ากฎหมายกำหนด
กฎหมายไทยกำกับกรอบรอบนอกไว้ ซึ่งครอบเรื่องนี้ได้เกือบครบทุกด้าน
| ประเด็น | ตัวบทไทยที่รองรับ | ส่วนที่ตัวบทไม่ได้เขียน |
|---|---|---|
| หน้าที่จัดสภาพการทำงานให้ปลอดภัย | มาตรา 6 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 | ไม่ได้ระบุมาตรการเรื่องของมีคมเป็นรายข้อ |
| หน้าที่แจ้งอันตราย แจกคู่มือปฏิบัติงาน และฝึกอบรมลูกจ้างทุกคน | มาตรา 14 และมาตรา 16 | ไม่ได้กำหนดเนื้อหาคู่มือและไม่มีหลักสูตรเฉพาะเรื่องนี้ |
| หน้าที่จัดและดูแลให้สวม PPE ที่ได้มาตรฐาน | มาตรา 22 | ไม่ได้ระบุชนิดถุงมือของงานคัดแยกขยะ |
| การแจ้งการประสบอันตรายต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย | มาตรา 34 | ไม่ได้แยกกรณีของมีคมทิ่มตำออกมาเป็นการเฉพาะ |
| การเฝ้าระวังสุขภาพและการบันทึกผล | กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 3 ถึงข้อ 11 | ไม่ได้กำหนดรายการตรวจหลังสัมผัสเป็นชุดสำเร็จ |
| การประเมินอันตรายและแผนควบคุม | ประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ข้อ 6 ถึงข้อ 9 | ไม่ได้ระบุวิธีประเมินปัจจัยชีวภาพไว้เฉพาะ |
มาตรา 6 กำหนดให้นายจ้าง "จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ" ซึ่งเป็นฐานกว้างที่รองรับระบบเผชิญเหตุเรื่องนี้ได้ทั้งชุด
ส่วนประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ที่ออกตามมาตรา 32 ใช้บังคับกับสถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป โดยข้อ 6 อนุมาตรา (8) เปิดช่องให้ใช้ "วิธีการชี้บ่งเพื่อประเมินอันตรายต่อสุขภาพ" และอนุมาตรา (9) เปิดให้ใช้วิธีการอื่นที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล สองช่องนี้คือทางที่ถูกต้องสำหรับดึงหลักประเมินความเสี่ยงทางชีวภาพแบบสากลมาใช้โดยยังมีฐานกฎหมายไทยรองรับ
ลำดับการปฏิบัติในนาทีแรก
ลำดับนี้ทำตามได้โดยไม่ต้องเปิดเอกสาร เหมาะกับการติดเป็นป้ายที่จุดล้างมือและในฝากล่องปฐมพยาบาล
ขั้นที่ 1 หยุดงานตรงนั้นและแยกของมีคมออกจากทาง อย่าเก็บด้วยมือเปล่าและอย่าเก็บขณะที่มือยังมีเลือด ใช้ที่คีบหรือคีมหยิบใส่ภาชนะที่ทนการเจาะทะลุ แล้วบอกคนรอบข้างให้เลี่ยงจุดนั้นไว้ก่อน
ขั้นที่ 2 ล้างทันทีตามชนิดของการสัมผัส ช่วงไม่กี่นาทีแรกสำคัญที่สุด และการล้างที่ถูกวิธีทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรออุปกรณ์
- ถูกทิ่มตำหรือบาดจนมีแผล ถอดถุงมือ ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านกับสบู่ ปล่อยให้เลือดไหลออกเอง แล้วซับแห้งและปิดแผล
- เยื่อบุตา ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อ ให้ไหลผ่านต่อเนื่องจากหัวตาไปหางตา ถ้าใส่คอนแทคเลนส์ให้เริ่มล้างก่อน แล้วถอดเลนส์ระหว่างล้าง
- ปากและจมูก บ้วนด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง อย่ากลืน
- ผิวหนังปกติที่เปื้อนเลือด ล้างด้วยน้ำกับสบู่ ถ้าเสื้อผ้าเปียกเลือดให้เปลี่ยนออก
สามข้อที่ต้องไม่ทำ คือ อย่าบีบเค้นแผลไล่เลือด อย่ากรีดแผลให้กว้างขึ้น และอย่าราดหรือแช่แผลด้วยน้ำยาที่กัดเนื้อเยื่อ เช่น น้ำยาฟอกขาว ทั้งสามอย่างทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บเพิ่มโดยไม่ลดโอกาสติดเชื้อ ข้อห้ามชุดนี้มาจากแนวทางเวชปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมายไทย
ขั้นที่ 3 แจ้งหัวหน้างานทันที ไม่รอเลิกกะ การแจ้งช้าทำให้เสียโอกาสตัดสินใจทางการแพทย์ที่ต้องทำให้เร็ว มาตรา 21 กำหนดให้หัวหน้างานที่ทราบข้อบกพร่องซึ่งอาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตราย ป้องกันอันตรายนั้นทันทีที่ทราบภายในขอบเขตที่รับผิดชอบ ถ้าจัดการเองไม่ได้ ให้แจ้งผู้บริหารหรือนายจ้างแก้ไขโดยไม่ชักช้า
ขั้นที่ 4 จดข้อมูลของเหตุตั้งแต่ยังจำได้ แพทย์ใช้ข้อมูลชุดนี้ตัดสิน ถ้ารอไปจดที่โรงพยาบาลจะเหลือแค่ครึ่งเดียว
- วันเวลาและสถานที่ พร้อมงานที่กำลังทำอยู่ตอนนั้น
- ชนิดของมีคม เข็มกลวงหรือของมีคมตัน มีเลือดหรือสารคัดหลั่งติดอยู่หรือไม่
- ตำแหน่งบนร่างกาย ความลึกของแผล และมีเลือดออกหรือไม่
- อุปกรณ์ป้องกันที่สวมอยู่ เช่น ถุงมือชั้นเดียวหรือสองชั้น แว่นครอบตา
- ทราบแหล่งที่มาของเลือดหรือไม่ ถ้าทราบ ให้ระบุว่าเป็นใครหรือมาจากที่ใด
- ประวัติวัคซีนของผู้ประสบเหตุเท่าที่ทราบ
ขั้นที่ 5 ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด พร้อมข้อมูลจากขั้นที่ 4 การเลือกรายการตรวจ การตรวจติดตาม และการพิจารณาให้ยาป้องกันหลังสัมผัส เป็นการตัดสินของแพทย์ตามแนวทางที่ใช้อยู่ในขณะนั้น จป. พยาบาลประจำหน่วยงาน และหัวหน้างาน มีหน้าที่ส่งต่อให้เร็ว ไม่ใช่ผู้ตัดสินเรื่องยา
การรายงาน การบันทึก และผู้รับผิดชอบแต่ละขั้น
สายรายงานภายในควรสั้นที่สุด คือ ผู้ประสบเหตุ → หัวหน้างาน → จป. และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพ → นายจ้าง โดยการส่งตัวไปพบแพทย์เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอให้สายรายงานเดินครบ
การแจ้งออกนอกสถานประกอบกิจการอยู่ที่มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งวางไว้สามกรณี กรณีลูกจ้างเสียชีวิตให้แจ้งพนักงานตรวจความปลอดภัยทันทีที่ทราบ แล้วแจ้งรายละเอียดและสาเหตุเป็นหนังสือภายในเจ็ดวัน กรณีอุบัติภัยร้ายแรงให้แจ้งทันทีที่ทราบและแจ้งเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเกิดเหตุ ส่วนกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน เมื่อแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว ให้ส่งสำเนาหนังสือแจ้งนั้นต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยด้วย
เหตุของมีคมทิ่มตำโดยทั่วไปเข้ากรณีที่สาม รายละเอียดแบบฟอร์มและการนับวันอ่านต่อได้ที่ การแจ้งการประสบอันตรายตามมาตรา 34
การบันทึกภายในมีสองชั้น ชั้นแรกคือบันทึกเหตุการณ์ในระบบสอบสวนอุบัติเหตุตามปกติ ชั้นที่สองคือบันทึกด้านสุขภาพรายบุคคล ซึ่งกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 6 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด และแบบนั้นมีช่อง "บันทึกเกี่ยวกับการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและสาเหตุ" ไว้ให้ลงพอดี
เมื่อพบว่าลูกจ้างมีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ข้อ 9 กำหนดให้นายจ้างจัดให้ได้รับการรักษาพยาบาลทันที ตรวจสอบหาสาเหตุเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน แล้วส่งผลการตรวจที่ผิดปกติ การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ
อายุการเก็บเอกสารอยู่ที่ข้อ 7 คือเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพและข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้องไว้ ณ สถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงานตามประกาศกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน ให้เก็บไม่น้อยกว่าสิบปี และเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ข้อ 11 กำหนดให้มอบสมุดสุขภาพประจำตัวคืนแก่ลูกจ้าง
ผลตรวจเลือดของผู้ประสบเหตุและของแหล่งที่มาเป็นข้อมูลสุขภาพ ควรจำกัดผู้เข้าถึงเท่าที่จำเป็น และแยกจากรายงานสอบสวนอุบัติเหตุที่เวียนให้หลายฝ่ายอ่าน ข้อนี้เป็นแนวปฏิบัติด้านการจัดการข้อมูล ไม่ได้มาจากกฎกระทรวง
การติดตามผลทางการแพทย์และการป้องกันระยะยาว
เรื่องนี้ไม่จบในวันที่เกิดเหตุ การติดตามผลทอดยาวหลายเดือนและหลุดบ่อยที่สุด เพราะผู้ประสบเหตุกลับมาทำงานได้ตามปกติแล้ว จึงไม่มีใครตามต่อ กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ให้เครื่องมือรองรับไว้หลายข้อ
| ข้อ | สาระที่กำหนด | ใช้กับเหตุสัมผัสเลือดอย่างไร |
|---|---|---|
| ข้อ 3 (1) | ตรวจครั้งแรกให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันรับเข้าทำงาน และตรวจครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง | ค่าฐานที่ใช้เทียบผลก่อนและหลังเหตุ |
| ข้อ 3 (2) | ตรวจตามระยะเวลาอื่นตามผลการตรวจสุขภาพ เมื่อลักษณะหรือสภาพของงานจำเป็น | ฐานที่ใช้จัดตารางตรวจติดตามหลังสัมผัส |
| ข้อ 3 (3) | เปลี่ยนงานที่ปัจจัยเสี่ยงต่างไป ให้ตรวจภายในสามสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนงาน | ใช้เมื่อย้ายคนออกจากงานเดิม |
| ข้อ 4 | หยุดงานตั้งแต่สามวันทำงานติดต่อกันขึ้นไปเพราะประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ต้องขอความเห็นแพทย์ก่อนกลับเข้าทำงาน | ใช้เมื่ออาการทำให้หยุดงานยาว |
| ข้อ 8 | แจ้งผลผิดปกติภายในสามวัน ผลปกติภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ทราบผล | เวลาที่ต้องแจ้งผลตรวจติดตามให้เจ้าตัว |
| ข้อ 10 | มีหลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของรัฐว่าทำงานหน้าที่เดิมไม่ได้ ให้นายจ้างเปลี่ยนงานให้ | ใช้เมื่อผลการติดตามกระทบงานเดิม |
จุดที่ต้องระวังคือ กฎกระทรวงไม่ได้บอกรายการตรวจหลังสัมผัสเลือด แบบสมุดสุขภาพประจำตัวท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 เขียนไว้เพียงว่า ปัจจัยเสี่ยงกลุ่มจุลชีวันเป็นพิษให้ "ตรวจสุขภาพหาโรคติดเชื้อจากการทำงานแต่ละชนิดโดยเฉพาะ" แปลว่าต้องรู้ก่อนว่างานนั้นเสี่ยงเชื้อชนิดใด จึงจะเลือกรายการตรวจได้ตรง ซึ่งย้อนกลับไปที่ทะเบียนความเสี่ยงของสถานประกอบกิจการ วิธีจับคู่ปัจจัยเสี่ยงกับรายการตรวจอ่านต่อได้ที่ ตรวจสุขภาพแยกตามความเสี่ยง และภาพรวมทั้งฉบับอยู่ที่ กฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563
ด้านการป้องกันระยะยาว แนวปฏิบัติสากลของงานที่สัมผัสเลือดถือว่าวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นมาตรการพื้นฐาน กฎหมายแรงงานไทยไม่ได้กำหนดให้นายจ้างจัดวัคซีนชนิดนี้เป็นการเฉพาะ แต่หน้าที่ตามมาตรา 6 รองรับให้จัดได้ และเมื่อจัดแล้วควรบันทึกสถานะวัคซีนไว้ในระบบสุขภาพ เพราะแพทย์ต้องใช้ข้อมูลนี้ทันทีในวันที่มีคนถูกเข็มทิ่ม
การป้องกันที่ต้นทาง เช่น อุปกรณ์ที่มีกลไกนิรภัย ภาชนะทิ้งของมีคมที่ทนการเจาะทะลุ และการไม่ปิดปลอกเข็มด้วยมือสองข้าง เป็นคนละชุดกับการเผชิญเหตุ รายละเอียดอยู่ที่ ความปลอดภัยบุคลากรการแพทย์ ส่วนของในมุมปฐมพยาบาลดูที่ ชุดปฐมพยาบาลตามจำนวนลูกจ้าง
ตัวอย่างจากหน้างานจริง
สามหน่วยงานต่อไปนี้เจอเหตุคล้ายกันในสัปดาห์เดียวกัน แต่ผลต่างกันเพราะระบบที่วางไว้ต่างกัน
โรงพยาบาลชุมชน กะดึก พยาบาลถูกเข็มเจาะเลือดทิ่มนิ้วชี้ขณะเก็บอุปกรณ์ ล้างแผลด้วยน้ำกับสบู่ทันที แจ้งหัวหน้าเวรภายในสิบนาที กรอกแบบรายงานการสัมผัสที่หน่วยมีอยู่แล้ว ระบุได้ว่าเข็มมาจากผู้ป่วยรายใด ทีมควบคุมการติดเชื้อประสานแพทย์ประเมินในคืนนั้น เรื่องเดินเร็วเพราะแบบรายงานมีอยู่ก่อน และมีคนรับสายตลอดคืน
รถเก็บขนขยะของเทศบาล พนักงานยกถุงพาดหลังแล้วรู้สึกแหลมทิ่มที่ต้นแขน เลือดซึมผ่านเสื้อ เขาล้างด้วยน้ำจากขวดบนรถแล้วทำงานต่อจนจบเส้นทาง เพราะไม่มีใครเคยบอกว่าต้องแจ้งใคร บันทึกของหน่วยงานจึงไม่มีเหตุนี้เลย หน่วยงานนี้ขาดแผนเผชิญเหตุและช่องทางแจ้งที่ใช้ได้จากบนรถ ไม่ได้ขาดอุปกรณ์
โรงคัดแยกขยะรีไซเคิล พนักงานถูกเข็มทิ่มผ่านถุงมือผ้าขณะคัดของบนสายพาน หัวหน้ากะสั่งหยุดสายพาน พาไปล้างที่อ่างล้างมือ จดข้อมูลลงแบบฟอร์มที่ทำขึ้นหลังการประเมินอันตรายรอบล่าสุด แล้วส่งโรงพยาบาลในวันเดียวกัน จากนั้นโรงงานเปลี่ยนเป็นถุงมือกันบาดกันทิ่ม และเพิ่มถังทิ้งของมีคมข้างสายพาน ระบบเดินได้เพราะปัจจัยชีวภาพอยู่ในทะเบียนความเสี่ยงตั้งแต่ต้น จึงมีทั้งแบบฟอร์มและงบประมาณรองรับ
ความเร็วในการตอบสนองจึงไม่ขึ้นกับขนาดองค์กร แต่ขึ้นกับว่ามีใครเขียนลำดับไว้ล่วงหน้าหรือยัง
การตัดสินใจที่ทำให้เสียเวลาสำคัญ
- บีบเค้นแผลให้เลือดออกมาก ๆ หรือราดน้ำยาที่กัดเนื้อเยื่อลงบนแผล ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บเพิ่มโดยไม่ลดโอกาสติดเชื้อ ให้ล้างด้วยน้ำไหลผ่านกับสบู่ และปล่อยให้เลือดไหลเอง
- ไม่แจ้งเพราะกลัวถูกตำหนิหรือกลัวสถิติเสีย ให้แยกระบบรายงานเหตุสัมผัสออกจากการประเมินผลงานรายบุคคล และประกาศให้ชัดว่าหน่วยงานต้องการให้แจ้งเร็ว
- นัดพบแพทย์ในวันรุ่งขึ้นเพราะแผลดูเล็ก ขนาดแผลไม่ใช่ตัวชี้ความเสี่ยง ให้ส่งพบแพทย์ในวันเดียวกันเสมอ
- บันทึกไว้แค่ในสมุดกะ ทำให้ข้อมูลไม่ไปถึงระบบสุขภาพ ให้ลงในสมุดสุขภาพประจำตัวตามข้อ 6 ควบคู่กับรายงานอุบัติเหตุ
- คิดว่าเป็นเรื่องของโรงพยาบาลเท่านั้น ทำให้งานเก็บขนขยะ งานทำความสะอาด และงานคัดแยกไม่มีแผนรองรับ ให้ใส่ปัจจัยชีวภาพลงในการประเมินอันตรายของงานเหล่านี้
- เขียนแนวปฏิบัติสากลลงเอกสารบริษัทโดยอ้างว่าเป็นกฎหมายไทย ทำให้เอกสารเสียน้ำหนักเมื่อถูกตรวจ ให้กำกับที่มาตามจริงทุกข้อ
- ให้พยาบาลประจำหน่วยงานหรือ จป. ตัดสินเรื่องยาเอง ให้กำหนดในระเบียบว่าเรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเป็นการตัดสินของแพทย์ หน้าที่ของหน่วยงานคือส่งต่อให้เร็วพร้อมข้อมูลครบ
- ปิดเรื่องทันทีเมื่อผลตรวจครั้งแรกปกติ ทำให้ไม่มีการตรวจติดตาม ให้ใช้ช่องตามข้อ 3 อนุมาตรา (2) จัดตารางตรวจติดตามตามที่แพทย์กำหนด
เช็กลิสต์รับเหตุสัมผัส
ใช้รายการนี้ตรวจความพร้อม
- ระบุแล้วว่างานใดมีโอกาสสัมผัสเลือดหรือของมีคม และใส่ไว้ในผลการประเมินอันตราย
- มีเอกสารลำดับปฏิบัติสามช่วง ติดที่จุดล้างมือและในกล่องปฐมพยาบาล ไม่ได้เก็บแต่ในแฟ้ม
- มีช่องทางแจ้งเหตุที่ใช้ได้จากหน้างานจริง ทั้งบนรถและนอกเวลาราชการ
- มีแบบบันทึกเหตุสัมผัสที่ถามครบตามขั้นที่ 4 และกรอกได้ในไม่กี่นาที
- ระบุชื่อสถานพยาบาลปลายทางและวิธีเดินทางนอกเวลาทำการไว้ล่วงหน้า
- ระบุในระเบียบว่าการตัดสินเรื่องการตรวจและยาหลังสัมผัสเป็นของแพทย์
- มีสมุดสุขภาพประจำตัวตามข้อ 6 และลงช่องบันทึกการบาดเจ็บจากการทำงานทุกครั้ง
- มีตารางตรวจติดตามตามที่แพทย์กำหนด พร้อมผู้รับผิดชอบตามชื่อและวันนัด
- เก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพตามข้อ 7 ไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้าง
เริ่มจากข้อเดียวก็ได้ คือ ลองถามพนักงานหน้างานสักคนว่าถ้าถูกเข็มทิ่มตอนนี้จะทำอะไรก่อน และจะโทรหาใคร คำตอบจะบอกทันทีว่าระบบที่มีอยู่ใช้ได้จริงหรือยัง ส่วนสิทธิเมื่อการเจ็บป่วยจากงานกลายเป็นโรค อ่านต่อได้ที่ บัญชีโรคจากการทำงานกับสิทธิเงินทดแทน
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ห้ามเลือดในที่ทำงาน — Direct Pressure ก่อน Tourniquet
ลำดับห้ามเลือด 4 ขั้นในที่ทำงาน — Direct Pressure 10 นาที ก่อนเสมอ, ทบผ้าซ้อนห้ามถอด, Tourniquet เฉพาะเมื่อจำเป็น (รัดเหนือแผล 5-7 ซม. จดเวลา) แนวทาง Stop the Bleed + อ้างมาตรา 16, 21 พ.ร.บ. 2554

แผลไฟไหม้ระดับ 1-2-3 + ปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาด 20 นาที
แยกแผลไฟไหม้ระดับ 1-2-3 ปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาด 20 นาที ภายใน 3 ชั่วโมง ห้ามทายาสีฟัน-น้ำปลา-น้ำแข็ง เมื่อไรต้องส่ง รพ. เกณฑ์ WHO/ANZBA + กฎหมายไทยที่บังคับให้อบรม

CPR + AED ในที่ทำงาน — 5 ขั้นช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงาน
CPR + AED ในโรงงาน/ออฟฟิศ — 5 ขั้นทำตามแนวทาง AHA และ Thai Resuscitation Council + ฐานกฎหมายไทย มาตรา 16 พ.ร.บ. 2554 และข้อ 28 อัคคีภัย 2555 อ่านครบจบในที่เดียว