👷‍♂️ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย

ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567 คุณสมบัติ ใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม

สรุปกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2567 — คุณสมบัติ 2 ชั้น ใบอนุญาต 5 ปี ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ยกเว้นสำหรับ จป.วิชาชีพ พร้อมหน้าที่และบทลงโทษ

Safety Station 10114 เมษายน 2569อ่าน 33 นาที · 7,177 คำ
ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567 คุณสมบัติ ใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม

ผู้ชำนาญการ OSH — กฎกระทรวง 2567 คุณสมบัติ ใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม

นายจ้างของกิจการที่เข้าข่ายมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับคำแนะนำและการรับรองผลจาก ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามมาตรา 33 — ตำแหน่งนี้เปิดทางการอย่างเป็นทางการครั้งแรกผ่าน กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 ซึ่งบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2568 ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้ขออนุญาต อายุใบอนุญาต ค่าธรรมเนียม และหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาต

ผู้ที่กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — บทบัญญัตินี้ทำให้ผู้ที่ทำงานในสายให้คำปรึกษา OSH ต้องตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองให้ชัดก่อนรับงานในรูปแบบ "ผู้ชำนาญการ"

คำจำกัดความตามกฎหมาย

ข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 กำหนดนิยามไว้ว่า

"ผู้ชำนาญการ" หมายความว่า ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

"ใบอนุญาต" หมายความว่า ใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

ในทางปฏิบัติ ผู้ชำนาญการคือ บุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อทำหน้าที่ ให้คำแนะนำและรับรองผล แก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3) คือ การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย — ไม่ใช่ตำแหน่งของนายจ้างทั่วไป แต่เป็นบุคคลภายนอกหรือ จป.ภายในที่นายจ้างใช้บริการเพื่อรับรองความถูกต้องของงานตามมาตรา 32

ขอบเขตการบังคับใช้

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามอำนาจในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 33 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554

ข้อ 1 ระบุการบังคับใช้ว่า

"กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป"

ราชกิจจานุเบกษาประกาศวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 (เล่ม 141 ตอนที่ 70 ก หน้า 22) เมื่อบวก 180 วันจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ตามคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน [คู่มือผู้ชำนาญการ 2567]

กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับกับสองกลุ่มหลัก

  1. ผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ — ครอบคลุมคุณสมบัติ การฝึกอบรม การประเมิน และการพิจารณาคำขอ
  2. ผู้ได้รับใบอนุญาตแล้ว — ครอบคลุมการต่ออายุ การออกใบแทน การพักใช้ การเพิกถอน และหน้าที่ในการปฏิบัติงาน

ในแง่นายจ้าง — ไม่ใช่กฎที่บังคับใช้กับนายจ้างโดยตรง แต่นายจ้างของกิจการตามประกาศมาตรา 32 ต้อง ใช้บริการของผู้ชำนาญการ ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น มิเช่นนั้นถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.

คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต — สองชั้น

ภาพประกอบคุณสมบัติ 2 ชั้นของผู้ขอรับใบอนุญาตผู้ชำนาญการ — ชั้นทั่วไป 6 ข้อตามข้อ 5 และชั้นเพิ่มเติม 4 ทางเลือกตามข้อ 6

ผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการต้องมีคุณสมบัติครบ สองชั้น คือ คุณสมบัติทั่วไปตามข้อ 5 และคุณสมบัติเพิ่มเติมตามข้อ 6 (เลือกหนึ่งใน 4 ทาง) นอกจากนั้นยังต้องผ่านการฝึกอบรมและการประเมินตามข้อ 7 ก่อนยื่นคำขอ

ชั้นที่ 1 — คุณสมบัติทั่วไป 6 ข้อ (ข้อ 5)

ข้อ 5 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดคุณสมบัติทั่วไปที่ผู้ขออนุญาตต้องมีครบทุกข้อ

  1. มีสัญชาติไทย
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปี (25 ปี) — กำหนดเป็นอายุขั้นต่ำเพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติประสบการณ์ 5 ปีในข้อ (6)
  3. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (ตามคำพิพากษาของศาล)
  4. ไม่เป็นผู้เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
  5. ไม่เคยถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่พ้นกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่ถูกพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต
  6. มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี

ข้อ (6) เป็นจุดที่ผู้ขออนุญาตต้องเตรียมหลักฐานให้พร้อม — เอกสารแสดงประสบการณ์ 5 ปี ต้องเชื่อมโยงกับงานด้านการประเมินอันตราย/แผน OSH ชัดเจน ไม่ใช่งานบริหารทั่วไปในกิจการ

ชั้นที่ 2 — คุณสมบัติเพิ่ม 1 ใน 4 ทาง (ข้อ 6)

นอกจากคุณสมบัติทั่วไป 6 ข้อแล้ว ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติเพิ่มอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 ทางต่อไปนี้

ทาง (1) — ป.ตรี อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

"สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยหรือเทียบเท่า"

ทางนี้สำหรับบัณฑิตที่จบสาขาตรงจากมหาวิทยาลัยที่หลักสูตรเป็นที่ยอมรับของกองความปลอดภัยแรงงาน รายชื่อสถาบันและหลักสูตรที่ยอมรับ ตรวจสอบได้จากกองความปลอดภัยแรงงาน

ทาง (2) — ป.ตรี วิทย์/วิศวะ/สธ. + เรียน OSH ไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต

"สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ ปริญญาตรีทางสาธารณสุขศาสตร์ หรือปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง ไม่น้อยกว่าสิบแปดหน่วยกิต"

ผู้ใช้ทางนี้ต้องตรวจสอบทรานสคริปต์ของตนเองว่ามีรายวิชาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงการประเมินอันตรายหรือประเมินความเสี่ยง รวมแล้วครบ 18 หน่วยกิตตามที่กฎหมายกำหนด — ไม่ใช่จำนวนหน่วยกิตรวมทั้งปริญญา แต่เป็นหน่วยกิตเฉพาะรายวิชาด้าน OSH

ทาง (3) — ใบประกอบวิชาชีพ ว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยฯ

"เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

ทางนี้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพควบคุมในสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงใบประกอบวิชาชีพอื่นที่อธิบดีจะประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง

ทาง (4) — เป็น จป.เทคนิค / จป.เทคนิคขั้นสูง / จป.วิชาชีพ

"เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หรือระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประเภทและขนาดของกิจการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 32 แล้วแต่กรณี"

ทางนี้เปิดสำหรับ จป.วิชาชีพ (รวมถึง จป.เทคนิคและ จป.เทคนิคขั้นสูง) ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบกิจการตามประกาศมาตรา 32 อยู่แล้ว — ทางนี้มีข้อยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 22 (รายละเอียดในส่วนค่าธรรมเนียมด้านล่าง) แต่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตการทำงานตามข้อ 13 ที่ต้องระวัง

การฝึกอบรมและการประเมิน (ข้อ 7)

ผู้มีคุณสมบัติครบทั้งข้อ 5 และข้อ 6 ยังต้อง ผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมิน เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นผู้ชำนาญการ

หลักสูตรการฝึกอบรม คุณสมบัติของวิทยากร การดำเนินการฝึกอบรม และการประเมิน ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา หลักสูตรนี้แยกต่างหากจากหลักสูตร จป.วิชาชีพ 234 ชั่วโมง ผู้ที่จบ จป.วิชาชีพแล้วและประสงค์จะเป็นผู้ชำนาญการ ยังต้องเข้าหลักสูตรผู้ชำนาญการอีกชั้นหนึ่ง

การยื่นคำขอและการออกใบอนุญาต

ภาพ isometric ขั้นตอนการยื่นคำขอใบอนุญาตผู้ชำนาญการ 6 ขั้น — เตรียมเอกสาร ผ่านอบรม ยื่นคำขอ อธิบดีพิจารณา 60 วัน ชำระค่าธรรมเนียม รับใบอนุญาต 5 ปี

เอกสารที่ต้องใช้ (ข้อ 8)

ข้อ 8 กำหนดเอกสารที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องยื่นพร้อมคำขอ

  1. เลขประจำตัวประชาชน
  2. เอกสารหรือหลักฐานแสดงคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6
  3. คำยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลตาม (1) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
  4. เอกสารการผ่านการฝึกอบรมและผ่านการประเมินตามข้อ 7

ช่องทางการยื่น (ข้อ 3)

การยื่นคำขอและการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ ดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่สามารถดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ดำเนินการทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือ ณ สถานที่ดังนี้

  1. กองความปลอดภัยแรงงาน
  2. สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่
  3. สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
  4. สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

กรอบเวลาการพิจารณา (ข้อ 9-11)

  • ข้อ 9 — เมื่ออธิบดีได้รับคำขอ ตรวจสอบความครบถ้วน หากบกพร่อง แจ้งให้แก้ไขภายใน 30 วัน หากไม่แก้ไขในกำหนด ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ
  • ข้อ 10 — กรณีเอกสารครบถ้วน อธิบดีพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากผ่านทั้งข้อ 5/6/7 ให้มีคำสั่งออกใบอนุญาต
  • ข้อ 11 — เมื่ออธิบดีมีคำสั่งออกใบอนุญาต แจ้งผู้ขอรับใบอนุญาตภายใน 7 วัน และให้ชำระค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง หากไม่ชำระในกำหนด ถือว่าไม่ประสงค์จะรับใบอนุญาต

อายุใบอนุญาตและการต่ออายุ

อายุ 5 ปี (ข้อ 12)

ข้อ 12 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดอายุใบอนุญาตไว้

"ใบอนุญาตให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต"

การต่ออายุ — ยื่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน (ข้อ 14)

ข้อ 14 ระบุเงื่อนเวลาการต่ออายุไว้

"ผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่ออธิบดีภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ พร้อมด้วยใบอนุญาต เอกสารการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติม..."

จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ — กฎหมายเขียนว่า "ภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ" หมายความว่า ต้องยื่นก่อนหมดอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน มิใช่ยื่นภายใน 90 วันหลังจากหมดอายุ การยื่นช้าทำให้ใบอนุญาตเดิมขาดอายุก่อนการต่ออายุจะเสร็จสิ้น

เมื่อยื่นคำขอต่ออายุแล้ว ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการต่อไปได้จนกว่าอธิบดีจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ — กระบวนการพิจารณาต่ออายุนำข้อ 9, 10, 11 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ตรวจสอบ 30 วัน + พิจารณา 60 วัน + แจ้ง 7 วัน + ชำระค่าธรรมเนียม 30 วัน)

การออกใบแทน (ข้อ 15)

กรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือเสียหายในสาระสำคัญ ผู้ได้รับใบอนุญาตยื่นคำขอใบแทนพร้อมเลขที่ใบอนุญาตและเอกสารอื่นตามแบบ — อธิบดีออกใบแทนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เมื่อเอกสารครบถ้วน

ค่าธรรมเนียม — และการยกเว้น

อินโฟกราฟิกตารางค่าธรรมเนียมและอายุใบอนุญาตผู้ชำนาญการ — ใบอนุญาต 5,000 บาท ใบแทน 500 บาท อายุ 5 ปี ต่ออายุก่อน 90 วัน ยกเว้น จป.วิชาชีพ

อัตราค่าธรรมเนียม (ข้อ 21)

ข้อ 21 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดค่าธรรมเนียมไว้ดังนี้

รายการ ค่าธรรมเนียม
(1) ใบอนุญาต ฉบับละ 5,000 บาท
(2) ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 500 บาท
(3) การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (5,000 บาท)

ข้อยกเว้นค่าธรรมเนียม (ข้อ 22)

ข้อ 22 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจน

"ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 21 แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 6 (4)"

ข้อ 6 (4) คือ การเป็น จป.เทคนิค / จป.เทคนิคขั้นสูง / จป.วิชาชีพ ในสถานประกอบกิจการตามประกาศมาตรา 32 — ดังนั้น จป.วิชาชีพหรือ จป.เทคนิคที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) ในการขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาท สำหรับการขอครั้งแรก รวมถึงการต่ออายุ

ข้อจำกัดของผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) — ข้อ 13

ผู้ที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) ในการขอรับใบอนุญาต ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่มีข้อจำกัดด้านขอบเขตการทำงานตามข้อ 13

"ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค หรือระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ ให้มีสิทธิดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานไว้เท่านั้น"

แปลความได้ว่า — จป.วิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการโดยใช้คุณสมบัติทาง (4) รับงานเป็นผู้ชำนาญการได้เฉพาะที่นายจ้างที่ตนเองขึ้นทะเบียน จป.ไว้ ไม่สามารถออกไปรับงานเป็นที่ปรึกษาให้สถานประกอบกิจการอื่น หากต้องการรับงานนอก ต้องใช้คุณสมบัติทาง (1) (2) หรือ (3) ในการขออนุญาต ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาทเต็มจำนวน

หน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาต — 3 ข้อหลักตามข้อ 19

ข้อ 19 ของกฎกระทรวง 2567 กำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับใบอนุญาตไว้ 3 ข้อ

(1) ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 (1)(2)(3)

"ให้คำแนะนำและรับรองผลแก่นายจ้างในการดำเนินการตามมาตรา 32 (1) (2) และ (3)"

ครอบคลุมการให้คำแนะนำและรับรอง

  • การประเมินอันตราย — มาตรา 32 (1)
  • การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีผลต่อลูกจ้าง — มาตรา 32 (2)
  • การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน + แผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ — มาตรา 32 (3)

ทั้ง 3 รายการนี้คือสิ่งที่นายจ้างต้อง ส่งให้อธิบดี ตามมาตรา 32 (4) — ผู้ชำนาญการเป็นผู้รับรองว่าผลที่นายจ้างจัดทำขึ้นถูกต้องตามหลักวิชาการก่อนนำส่ง

(2) แจ้งล่วงหน้า 7 วัน + ส่งรายงานภายใน 30 วัน

ข้อ 19 (2) กำหนดกรอบเวลาการรายงานสองช่วงไว้ในข้อเดียวกัน

"แจ้งกำหนดการดำเนินการตาม (1) พร้อมรายชื่อสถานประกอบกิจการที่เข้าดำเนินการและรายชื่อผู้ชำนาญการ ต่ออธิบดีไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนดำเนินการ และส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน...ต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน"

กรอบเวลาที่ผู้ชำนาญการต้องจำให้แม่นมี 2 ช่วง

ช่วงเวลา สิ่งที่ต้องทำ
7 วันก่อนเข้าดำเนินการ แจ้งกำหนดการ + รายชื่อสถานประกอบกิจการ + รายชื่อผู้ชำนาญการ ต่ออธิบดี
30 วันหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน ส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน + เอกสารหลักฐานตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด ต่ออธิบดี

การไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลานี้เป็นเหตุให้อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้ตามข้อ 16 (กำหนดไม่เกิน 60 วัน)

(3) ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้าง

"ไม่เปิดเผยความลับของนายจ้างซึ่งล่วงรู้หรือได้มาจากการปฏิบัติงาน"

หน้าที่นี้ครอบคลุมข้อมูลกระบวนการผลิต สูตรเคมี ข้อมูลทางการเงิน รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างที่ผู้ชำนาญการเข้าถึงจากการปฏิบัติงาน — การฝ่าฝืนนอกจากเป็นเหตุพักใช้ใบอนุญาต ยังอาจถูกฟ้องตามกฎหมายแพ่งและอาญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีก

การพัฒนาความรู้เพิ่มเติม (ข้อ 20)

ข้อ 20 กำหนดให้ผู้ชำนาญการต้องได้รับการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย และการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ — ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เอกสารแสดงการฝึกอบรมหรือการพัฒนาความรู้นี้เป็นหลักฐานที่ต้องใช้ยื่นพร้อมคำขอต่ออายุใบอนุญาตทุก 5 ปี ตามข้อ 14

บทลงโทษและการพักใช้/เพิกถอน

พักใช้ใบอนุญาต ≤ 60 วัน (ข้อ 16)

ข้อ 16 ระบุเหตุพักใช้ไว้ดังนี้

"ให้อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตโดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินหกสิบวัน ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ดำเนินการตามที่กำหนดในข้อ 19"

อธิบดีพักใช้ใบอนุญาตได้สูงสุด 60 วัน หากผู้ได้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนข้อ 19 (3 ข้อหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น) ในระหว่างถูกพักใช้ ผู้นั้นยังคงเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตอยู่ แต่ห้ามให้คำแนะนำและรับรองผลในงานใหม่

เพิกถอนใบอนุญาต (ข้อ 17)

ข้อ 17 กำหนดเหตุเพิกถอนไว้ 4 ประการ

  1. ขาดคุณสมบัติตามข้อ 5 และข้อ 6
  2. เคยถูกพักใช้ใบอนุญาตมาแล้วหนึ่งครั้ง และมีเหตุต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตซ้ำในเรื่องเดียวกันอีกระหว่างอายุใบอนุญาต
  3. ให้คำแนะนำและรับรองผลตามมาตรา 32 วรรคสาม ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
  4. จัดทำรายงานหรือให้การรับรองตามข้อ 19 อันเป็นเท็จ

ผู้ถูกเพิกถอน — ขอใหม่ไม่ได้ใน 5 ปี (ข้อ 18)

ข้อ 18 วรรคสอง ระบุไว้ว่า

"ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะขออนุญาตอีกไม่ได้จนกว่าจะพ้นห้าปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต"

ระยะเวลา 5 ปีนี้สอดคล้องกับข้อ 5 (5) ที่ห้ามผู้ที่เคยถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขออนุญาตใหม่จนกว่าจะพ้น 5 ปี

โทษอาญา — กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ที่กระทำการเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี ต้องระวางโทษตาม มาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทลงโทษนี้อ้างอิงตามคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน [คู่มือผู้ชำนาญการ 2567] ซึ่งระบุไว้ในข้อ 10 ของคำชี้แจง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. จป.วิชาชีพต้องเป็นผู้ชำนาญการเพิ่มอีกหรือไม่

ไม่จำเป็น เว้นแต่ต้องการทำหน้าที่ ให้คำแนะนำและรับรองผล ตามมาตรา 32 (1)(2)(3) — งาน จป.วิชาชีพ 13 ข้อตามข้อ 22 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงและการตรวจวัดสภาพแวดล้อมในสถานประกอบกิจการของตน แต่การ "รับรองผล" เพื่อให้นายจ้างนำส่งอธิบดีตามมาตรา 32 (4) ต้องทำโดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการ

2. จป.วิชาชีพที่ใช้คุณสมบัติทาง (4) รับงานนอกได้หรือไม่

ไม่ได้ — ข้อ 13 จำกัดสิทธิการดำเนินการเป็นผู้ชำนาญการของผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) ไว้เฉพาะที่สถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียน จป. ไว้เท่านั้น หากต้องการรับงานนอก ต้องใช้คุณสมบัติทาง (1)(2)(3) และเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาท

3. ค่าธรรมเนียม 5,000 บาทเก็บครั้งเดียวหรือเก็บทุกปี

เก็บครั้งเดียวต่อใบอนุญาต — ใบอนุญาตอายุ 5 ปี และต่ออายุครั้งหนึ่งเสีย 5,000 บาทเท่ากัน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมรายปี

4. ยื่นต่ออายุล่าช้ากว่า 90 วันก่อนหมดอายุได้หรือไม่

ข้อ 14 ใช้คำว่า "ภายในเก้าสิบวันก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ" หมายความว่า ต้องยื่นล่วงหน้าก่อนหมดอายุไม่น้อยกว่า 90 วัน หากใบอนุญาตหมดอายุก่อนที่จะยื่นคำขอ ต้องขอใบอนุญาตใหม่แทน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทุกขั้นเหมือนผู้ขอครั้งแรก

5. ถ้าถูกเพิกถอนใบอนุญาตในปีที่ 3 ต้องรอกี่ปีจึงขอใหม่ได้

5 ปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอน ตามข้อ 18 วรรคสอง — รวมแล้วผู้นั้นจะกลับมาเป็นผู้ชำนาญการได้เร็วที่สุดในปีที่ 8 นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตครั้งแรก

สรุป

  • กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ พ.ศ. 2567 บังคับใช้ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2568 หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน
  • คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตมี 2 ชั้น — ทั่วไป 6 ข้อ (ข้อ 5) + เพิ่ม 1 ใน 4 ทาง (ข้อ 6) + ผ่านการฝึกอบรมและประเมิน (ข้อ 7)
  • ใบอนุญาตอายุ 5 ปี ต่ออายุล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน อธิบดีพิจารณาภายใน 60 วัน
  • ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ต่อฉบับ ใบแทน 500 บาท การต่ออายุครั้งละเท่ากับค่าใบอนุญาต — ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้คุณสมบัติทาง (4) ซึ่งคือ จป.เทคนิค/เทคนิคขั้นสูง/วิชาชีพในสถานประกอบกิจการตามมาตรา 32
  • หน้าที่ผู้ได้รับใบอนุญาตตามข้อ 19 มี 3 ข้อ ที่สำคัญคือ แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนเข้าดำเนินการ และส่งรายงานภายใน 30 วัน หลังเสร็จงาน
  • กระทำการเป็นผู้ชำนาญการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต — โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 63 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

อ้างอิงกฎหมาย

บทความที่เกี่ยวข้อง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ผู้ชำนาญการ? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก
จป

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — เปิดมาตรา 32 + เคสไหนบังคับ + ในบ้าน vs จ้างนอก

นายจ้างต้องมีผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยไหม — กฎหมายผูกกับมาตรา 32 พ.ร.บ. 2554 + ประกาศ 14 พ.ย. 2567 · เคสไหนบังคับ · จป.ในบริษัทเอง vs จ้างที่ปรึกษาภายนอก · เปรียบเทียบต้นทุน-ผลประโยชน์ + เช็คลิสต์ตัดสินใจ

27 พ.ค. 2569อ่าน 20 นาที
อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย — 4 เส้นทาง + ขั้นตอนสมัครละเอียด
จป

อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย — 4 เส้นทาง + ขั้นตอนสมัครละเอียด

อยากเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน — เลือก 1 ใน 4 เส้นทาง (ป.ตรี อาชีวอนามัย/วิทย์-วิศวฯ+HSE/ใบประกอบ ก.ว./จป.) + ขั้นตอนสมัครครบ + อบรม 24 ชม. + สอบ 80% + ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท

27 พ.ค. 2569อ่าน 19 นาที
4 ประกาศกรม 1 พ.ค. 2569 ผู้ชำนาญการ — สรุปอะไรใหม่ + เช็คลิสต์ เตรียมตัว
จป

4 ประกาศกรม 1 พ.ค. 2569 ผู้ชำนาญการ — สรุปอะไรใหม่ + เช็คลิสต์ เตรียมตัว

สรุป 4 ประกาศกรมสวัสดิการฯ 1 พ.ค. 2569 ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย — หลักสูตร 24 ชม. 3 หมวด · สอบ 80% · พัฒนาความรู้ ≥6 ชม./ปี · แบบฟอร์ม กภ.คบญ.33/กภ.ชก 1-4 + เช็คลิสต์ สำหรับนายจ้าง หน่วยฝึก ผู้สนใจสอบ

27 พ.ค. 2569อ่าน 17 นาที