สิทธิหญิงตั้งครรภ์ในที่ทำงาน — 4 งานห้าม ยกของ 15 กก. และลาคลอด 98 วัน
4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง 2560 · ยกของไม่เกิน 15 กก. · ลาคลอด 98 วันตามแก้ไขฉบับ 7 พ.ศ. 2566 · workflow 5 ขั้นตอนสำหรับ HR เมื่อลูกจ้างแจ้งตั้งครรภ์

เมื่อลูกจ้างหญิงแจ้งกับฝ่ายบุคคลว่ากำลังตั้งครรภ์ คำถามที่ HR และหัวหน้างานต้องตอบทันทีไม่ใช่ "ยินดีด้วย" แต่คือ "งานที่ทำอยู่นั้นปลอดภัยตามกฎหมายหรือไม่" และ "ต้องปรับเงื่อนไขการทำงานอย่างไรเพื่อไม่ให้นายจ้างตกเป็นผู้กระทำผิด" ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายสามชั้นซ้อนทับกันเพื่อคุ้มครองหญิงตั้งครรภ์ — ทั้ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) และกฎกระทรวงเฉพาะเรื่อง 4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 — ผู้ประกอบกิจการที่ไม่เข้าใจกรอบทั้งสามจะวางขั้นตอนภายในผิด และเสี่ยงโดนพนักงานตรวจความปลอดภัยทักทันที
คุ้มครอง 3 ชั้น — กฎหมายฉบับใดบังคับเรื่องใด

ก่อนเข้ารายละเอียด ต้องเข้าใจก่อนว่าสิทธิหญิงตั้งครรภ์ในที่ทำงานไม่ได้อยู่ในกฎหมายฉบับเดียว แต่กระจายอยู่สามจุด ซึ่งใช้ประกอบกัน
| ชั้นที่ | กฎหมาย | บังคับเรื่อง |
|---|---|---|
| 1 | พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 6 | กรอบทั่วไป — นายจ้างต้องดูแลลูกจ้างไม่ให้ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย |
| 2 | พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) มาตรา 39, 41, 42, 43 | เวลาทำงาน · ลาคลอด · สิทธิเปลี่ยนงาน · ห้ามเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ |
| 3 | กฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ข้อ 1 | กำหนด 4 งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์ |
จุดที่ต้องระวังคือ — กฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ออกมาภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 โดยตรง แต่เนื้อหา "4 งานต้องห้าม" นั้นมักนำมาเทียบเคียงและใช้เป็นมาตรฐานสำหรับลูกจ้างทั่วไปตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ด้วย — เพราะลักษณะอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ย่อมเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านหรือลูกจ้างในโรงงาน นายจ้างที่ยังให้หญิงตั้งครรภ์ทำงานในลักษณะนี้จึงเสี่ยงทั้งทางอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และทางแพ่งหากเกิดผลกระทบต่อทารก
หมายเหตุการอ้างอิง: เนื้อหาในส่วนที่อ้าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 อ้างจากตัวบทกฎหมายโดยตรง ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล Safety_DB ของบทความ — ผู้อ่านควรตรวจสอบฉบับล่าสุดกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนนำไปใช้ในเอกสารราชการ
ดูประกอบกับโครงสร้าง งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน (มาตรา 38-43) เพื่อเห็นภาพรวมการคุ้มครองหญิงคนงานทั้งหมดก่อน
4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ข้อ 1

ข้อ 1 ของกฎกระทรวงกำหนดงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์หรือเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี พ.ศ. 2560 ระบุงานที่ห้ามให้หญิงมีครรภ์ทำไว้ 4 ลักษณะ
(1) งานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
งานที่ตัวลูกจ้างต้องสัมผัสแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักร เช่น งานเครื่องเจาะกระแทก งานบดอัด งานเครื่องตอก งานเลื่อยวงเดือนหนัก งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ — ทั้งแบบสั่นทั่วร่างกาย (Whole-Body Vibration) และสั่นเฉพาะมือและแขน (Hand-Arm Vibration) แรงสั่นสะเทือนระดับสูงและซ้ำ ๆ อาจกระทบต่อมดลูกและการไหลเวียนเลือดของทารกในครรภ์
(2) งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
กฎกระทรวงระบุไว้ตรง ๆ ว่า "งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม"
จุดสำคัญที่ HR ต้องเข้าใจคือ — ตัวเลข 15 กก. นี้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่ใช่ลูกจ้างหญิงทุกคน (สำหรับลูกจ้างหญิงทั่วไป กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดเพดานสูงกว่านี้) และไม่ได้จำกัดแค่การยกขึ้น แต่ครอบคลุมทุกท่าทาง "แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็น" หมายความว่าแม้จะไม่ยกขึ้นเหนือพื้น เพียงเข็นรถเข็นที่มีน้ำหนักรวมเกิน 15 กก. ก็ถือว่าเข้าข่ายแล้ว ในทางปฏิบัติ คลังสินค้าและไลน์ผลิตที่มีการยกลังต้องประเมินทั้งน้ำหนักของลังและความถี่ในการยกของลูกจ้าง
(3) งานที่ต้องสัมผัสละออง ไอ ก๊าซจากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต
กฎกระทรวงยกตัวอย่างไว้ชัด — "งานพ่นสี งานฟอกย้อม" ในความเป็นจริงครอบคลุมงานหลายประเภท เช่น งานพ่นสารเคลือบ งานล้างชิ้นส่วนด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ งานในห้องปฏิบัติการที่ใช้สารเคมีระเหย งานเชื่อมประสานที่มีไอจากฟลักซ์ งานในไลน์ผลิตที่มีก๊าซรั่วซึม — เพราะสารระเหยและก๊าซจำนวนหนึ่งจัดเป็นสารก่อพิการแต่กำเนิด (teratogen) ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาสแรก
(4) งานที่ต้องสัมผัสฝุ่น ฟูม เส้นใยจากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต
ตัวอย่างที่กฎกระทรวงระบุคือ "งานเชื่อมโลหะ หลอมโลหะ งานขัด เจียโลหะ" ในไลน์งานจริงยังรวมงานอื่น เช่น งานในโรงโม่หิน งานในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้จากงานเฟอร์นิเจอร์ เส้นใยแร่ใยหินจากงานรื้อถอน ฟูมโลหะจากการตัด/เชื่อม — โลหะหนักบางชนิด เช่น ตะกั่ว แมงกานีส แคดเมียม สามารถผ่านรกและกระทบต่อระบบประสาทของทารกได้
สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน — ลาคลอด เปลี่ยนงาน ห้ามเลิกจ้าง
นอกจาก 4 งานต้องห้ามแล้ว สิทธิที่หญิงตั้งครรภ์ได้รับโดยตรงจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) ครอบคลุม 4 เรื่องหลัก ผู้ประกอบกิจการต้องจัดให้ครบ
เวลาทำงาน — ห้ามทำงานล่วงเวลา · งานวันหยุด · งานกลางคืน
มาตรา 39 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดข้อจำกัดเวลาทำงานของหญิงมีครรภ์ ห้ามนายจ้างให้ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น. งานล่วงเวลา หรืองานในวันหยุด ยกเว้นงานที่กฎหมายอนุญาตเฉพาะกรณี (เช่น งานวิชาชีพหรืองานบริหาร) ในไลน์ผลิตที่มีกะดึก HR ต้องปรับตารางย้ายลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์ไปกะเช้าหรือกะบ่ายทันทีเมื่อรับแจ้งการตั้งครรภ์
ลาคลอด 98 วัน — ฉบับแก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2566
มาตรา 41 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 ปรับเพดานวันลาคลอดจากเดิม 90 วัน เป็น 98 วัน ครอบคลุมทั้งวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดด้วย — ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะฝ่ายบุคคลที่ใช้ตำราเก่าก่อน พ.ศ. 2566 จะยังยึด 90 วัน ซึ่งใช้ไม่ได้แล้ว
สิทธิรับค่าจ้างระหว่างลา — มาตรา 59 ของ พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ ไม่เกิน 45 วัน ในระหว่างลาคลอด 98 วันนั้น ส่วนที่เหลือลูกจ้างมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายประกันสังคม
สิทธิเปลี่ยนงานชั่วคราว
มาตรา 42 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ระบุว่า ในกรณีที่ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีใบรับรองแพทย์แสดงว่างานเดิมอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงนั้นหรือทารกในครรภ์ ให้ลูกจ้างมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานที่เหมาะสมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอด และนายจ้างต้องพิจารณาเปลี่ยนงานให้
กลไกนี้เสริมด้วย ข้อ 10 ของกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563 ซึ่งระบุว่า ในกรณีลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงผู้ใดมีหลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของราชการหรือที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้นแสดงว่า "ไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ ให้นายจ้างเปลี่ยนงานให้ลูกจ้างผู้นั้น"
หมายความว่า ถ้าหญิงตั้งครรภ์ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง (สารเคมี ความร้อน รังสี เสียง ความสั่นสะเทือน ฯลฯ) แล้วแพทย์อาชีวเวชศาสตร์รับรองว่าไม่ควรทำงานเดิม นายจ้างจะปฏิเสธไม่ได้ การไม่ยอมเปลี่ยนงานหรือผลักให้ลาออกถือว่าฝ่าฝืนทั้งสองฉบับพร้อมกัน
ห้ามเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์
มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ การฝ่าฝืนมีบทกำหนดโทษทั้งจำคุกและปรับ และที่สำคัญลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องให้รับกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมพร้อมค่าจ้างย้อนหลัง ในทางปฏิบัติ ถ้านายจ้างเลิกจ้างในช่วงที่ลูกจ้างกำลังตั้งครรภ์ ภาระการพิสูจน์จะตกที่นายจ้างต้องชี้แจงว่าเลิกจ้างด้วยเหตุผลอื่นจริง ไม่ใช่เพราะการตั้งครรภ์
กรอบทั่วไปจาก พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
แม้ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 จะไม่ได้พูดถึงหญิงตั้งครรภ์โดยตรง แต่มาตรา 6 ที่กำหนดให้นายจ้าง "จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย" ใช้บังคับกับลูกจ้างทุกคน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์
มาตรานี้เป็นกรอบที่กว้างกว่า — ครอบคลุมแม้กระทั่งงานที่ไม่ปรากฏใน 4 ลักษณะตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 แต่หากในทางการแพทย์มีเหตุให้เชื่อว่าอาจเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ นายจ้างก็ยังมีหน้าที่ดูแลปกป้องอยู่ดี ตัวอย่างที่พบในไซต์งานคือ — งานยืนต่อเนื่องนาน ๆ เกิน 4 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก งานในที่อับอากาศที่ค่าออกซิเจนอาจต่ำกว่าเกณฑ์ งานที่ต้องเดินทางไกลระหว่างวันหรือบินบ่อย — แม้ไม่อยู่ในรายการห้ามตามกฎกระทรวง 2560 ก็ยังเข้าข่ายหน้าที่ตามมาตรา 6 อยู่
การตรวจสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานปัจจัยเสี่ยง
ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์ทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง (สารเคมี จุลชีวันเป็นพิษ กัมมันตภาพรังสี ความร้อน ความเย็น แสง เสียง ความสั่นสะเทือน ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ ฯลฯ) นายจ้างยังมีหน้าที่ตาม การตรวจสุขภาพประจำปี เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป
ข้อ 3 ของกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563 กำหนดให้นายจ้าง "จัดให้มีการตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง" สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง และเมื่อลูกจ้างเปลี่ยนงานที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างจากเดิม ให้จัดตรวจสุขภาพให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันเปลี่ยนงานด้วย
ในทางปฏิบัติ เมื่อลูกจ้างหญิงแจ้งตั้งครรภ์ HR ควรส่งไป ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง โดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินว่างานปัจจุบันมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ ใบรับรองที่ได้จะเป็นเอกสารสำคัญทั้งสำหรับการเปลี่ยนงานตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และเอกสารบังคับการเปลี่ยนงานตามข้อ 10 ของกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563
Workflow 5 ขั้นตอนสำหรับ HR เมื่อลูกจ้างแจ้งตั้งครรภ์

ขั้นตอนภายในที่ฝ่ายบุคคลและ จป.วิชาชีพควรวางไว้เป็น SOP เพื่อใช้กับทุกกรณี
ขั้นที่ 1 — ตรวจ Job Hazard Exposure ของตำแหน่งปัจจุบัน
จป.วิชาชีพร่วมกับหัวหน้างานทบทวน Job Hazard Analysis ของตำแหน่งที่ลูกจ้างทำอยู่ ตรวจสอบว่าเข้าข่าย 4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ข้อ 1 หรือไม่ และเข้าข่ายงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563 ข้อ 2 หรือไม่
ขั้นที่ 2 — ส่งตรวจอาชีวเวชศาสตร์
ส่งลูกจ้างไปรับการประเมินจากแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่มีวุฒิบัตรหรือผ่านการอบรมตามที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง พร้อมส่งข้อมูลปัจจัยเสี่ยงในงานที่ลูกจ้างสัมผัส (สารเคมี ระดับเสียง ความร้อน ฯลฯ) เพื่อให้แพทย์ประเมินได้ครบ — ข้อแนะนำคือใช้สถานพยาบาลของราชการหรือที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ใบรับรองมีน้ำหนักตามข้อ 10 ของกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563
ขั้นที่ 3 — ทบทวน Job Description ตามคำแนะนำแพทย์
นำใบรับรองแพทย์มาประกอบกับ JHA เดิม วาง modified job description ที่ตัดงาน 4 ลักษณะต้องห้ามและลดการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงตามที่แพทย์แนะนำ ในกรณีที่ตำแหน่งเดิมไม่สามารถแยกงานต้องห้ามออกได้ ต้องเสนอตำแหน่งทดแทนที่เหมาะสม
ขั้นที่ 4 — ปรับเวลาทำงานตามกฎหมาย
ย้ายลูกจ้างออกจากกะดึก (22.00-06.00 น.) หยุดการมอบหมายงานล่วงเวลาและงานในวันหยุด ตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในแฟ้มประวัติพนักงานเพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อพนักงานตรวจความปลอดภัยขอดู
ขั้นที่ 5 — วาง Return-to-Work Plan หลังคลอด
ก่อนถึงวันคลอด HR ควรเตรียมแผนกลับเข้าทำงานล่วงหน้า ครอบคลุมตำแหน่งที่จะกลับมาทำ ช่วงเวลาให้นมบุตร และเงื่อนไขที่อาจต้องเปลี่ยนงานต่อหลังคลอดถ้ายังให้นมบุตรอยู่ (มาตรา 43 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกันการเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ครอบคลุมตั้งแต่แจ้งจนถึงสิ้นสุดสิทธิตามกฎหมาย)
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ลูกจ้างยังไม่แจ้งการตั้งครรภ์อย่างเป็นทางการ แต่หัวหน้างานสังเกตได้ — นายจ้างต้องทำอะไรหรือไม่?
ตอบ: กฎหมายผูกพันนายจ้างเมื่อรับ "แจ้ง" หรือ "ทราบ" — หากหัวหน้างานสังเกตได้ ควรแจ้งฝ่ายบุคคลและให้ฝ่ายบุคคลคุยกับลูกจ้างเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ละเลย เพราะหากเกิดเหตุระหว่างนั้นและพิสูจน์ได้ว่านายจ้างทราบ อาจรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ถาม: เพดาน 15 กิโลกรัมตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ข้อ 1(2) นับน้ำหนักของรถเข็นด้วยหรือไม่?
ตอบ: กฎกระทรวงระบุ "ของหนัก" และครอบคลุมการ "เข็น" ในทางการตีความที่ปลอดภัยที่สุด ควรนับน้ำหนักของวัตถุที่ขนย้ายรวมกับน้ำหนักของพาหนะที่ลูกจ้างต้องใช้แรงเข็น ถ้ามีรถเข็นพลังงานไฟฟ้าหรือ powered pallet jack ที่ลูกจ้างไม่ต้องออกแรงดันก็ไม่นับ
ถาม: ลาคลอด 98 วันรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วยหรือไม่?
ตอบ: ตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน นับเป็นวันต่อเนื่องรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ในระหว่างนั้น
ถาม: ลูกจ้างขอเปลี่ยนงานเอง โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ นายจ้างต้องเปลี่ยนให้หรือไม่?
ตอบ: มาตรา 42 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดให้สิทธินี้เกิดขึ้นเมื่อมี "ใบรับรองแพทย์" ดังนั้นถ้าลูกจ้างขอด้วยวาจาโดยไม่มีใบรับรอง นายจ้างไม่อยู่ในข้อบังคับกฎหมาย แต่ในเชิงปฏิบัติงานคุ้มครองสุขภาพ จป.วิชาชีพควรแนะนำให้ลูกจ้างไปพบแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เพื่อให้ได้ใบรับรองที่ชัดเจน
ถาม: หากให้คำแนะนำเชิงการแพทย์ผิดและเกิดผลกระทบ HR ต้องรับผิดหรือไม่?
ตอบ: HR และ จป.วิชาชีพไม่ควรให้คำแนะนำเชิงการแพทย์โดยตรง ทุกคำแนะนำที่เกี่ยวกับสุขภาพควรอ้างอิงจากแพทย์อาชีวเวชศาสตร์หรือสูตินรีแพทย์ (OBGYN) — HR มีหน้าที่ "จัดให้มี" การตรวจและ "เปลี่ยนงาน" ตามใบรับรองแพทย์ ไม่ใช่วินิจฉัยเอง
Checklist สรุปสำหรับ HR และ จป.วิชาชีพ
- รับแจ้งการตั้งครรภ์ บันทึกในแฟ้มประวัติพร้อมวันที่ทราบ
- ทบทวน JHA ของตำแหน่งปัจจุบัน เทียบกับ 4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ข้อ 1
- ส่งตรวจกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ใช้สถานพยาบาลของราชการหากเป็นไปได้
- หากมีปัจจัยเสี่ยง — ส่งตรวจสุขภาพตามกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563 ข้อ 3 ภายใน 30 วันที่เปลี่ยนเงื่อนไขงาน
- ปรับตารางออกจากกะดึก 22.00-06.00 น. งดงานล่วงเวลาและงานวันหยุด ตามมาตรา 39 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
- หากแพทย์รับรอง ดำเนินการเปลี่ยนงานตามมาตรา 42 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน + ข้อ 10 กฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563
- วางแผนลาคลอด 98 วัน — จ่ายค่าจ้างไม่เกิน 45 วันตามมาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
- เตรียม Return-to-Work Plan หลังคลอดล่วงหน้า
- ห้ามเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ — มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
สรุป
- หญิงตั้งครรภ์ในที่ทำงานได้รับการคุ้มครอง 3 ชั้น — มาตรา 6 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 (กรอบทั่วไป) · พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 39, 41, 42, 43 (เวลาทำงาน ลาคลอด เปลี่ยนงาน ห้ามเลิกจ้าง) · กฎกระทรวง พ.ศ. 2560 ข้อ 1 (4 งานต้องห้าม)
- 4 งานต้องห้ามตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2560 — เครื่องจักรสั่นสะเทือน · ยกของหนักเกิน 15 กิโลกรัม · สัมผัสละออง ไอ ก๊าซ · สัมผัสฝุ่น ฟูม เส้นใย
- ลาคลอด 98 วัน ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 (เดิม 90 วัน) · ค่าจ้างไม่เกิน 45 วันตามมาตรา 59
- สิทธิเปลี่ยนงานชั่วคราวด้วยใบรับรองแพทย์ — มาตรา 42 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน + ข้อ 10 กฎกระทรวงตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2563
- HR และ จป.วิชาชีพควรวาง SOP 5 ขั้นตอนตั้งแต่รับแจ้งจนถึง Return-to-Work หลังคลอด
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์หรือเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี พ.ศ. 2560 (ข้อ 1 — 4 งานต้องห้ามสำหรับหญิงมีครรภ์ · ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553)
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 (ข้อ 3 ตรวจประจำปี · ข้อ 10 เปลี่ยนงานเมื่อมีหลักฐานทางการแพทย์)
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 6 หน้าที่นายจ้างคุ้มครองสุขภาพอนามัยลูกจ้าง)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (มาตรา 39 เวลาทำงานหญิงมีครรภ์ · มาตรา 41 ลาคลอด · มาตรา 42 เปลี่ยนงาน · มาตรา 43 ห้ามเลิกจ้าง · มาตรา 59 ค่าจ้างระหว่างลาคลอด)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 (แก้มาตรา 41 ปรับลาคลอดจาก 90 เป็น 98 วัน รวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด)
- การตรวจสุขภาพประจำปี — บทความสรุปกฎกระทรวง 2563
- งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน (มาตรา 38-43) — ภาพรวมการคุ้มครองหญิงคนงาน
- ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง — รายการตรวจตามประเภทปัจจัยเสี่ยง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

งานอันตรายต่อหญิงมีครรภ์และเด็กต่ำกว่า 15 ปี — กฎหมายผู้รับงานไปทำที่บ้าน 2560
กฎกระทรวง 2560 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน 2553 กำหนดงานห้ามมอบหญิงมีครรภ์ 4 ลักษณะ และเด็กต่ำกว่า 15 ปี 6 ลักษณะ ยกของเกิน 15 กก. งานเชื่อม พ่นสี เข้าใจง่ายสำหรับแรงงานนอกระบบ

งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน — มาตรา 38-43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
งานต้องห้ามหญิงคนงานตามมาตรา 38-43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 — 4 ข้อห้าม หญิงมีครรภ์ยกของ 15 กก. นั่งร้าน 10 ม. ลาคลอด 98 วัน + checklist สำหรับ HR