🩺 สุขภาพอาชีวอนามัย

งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน — มาตรา 38-43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

งานต้องห้ามหญิงคนงานตามมาตรา 38-43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 — 4 ข้อห้าม หญิงมีครรภ์ยกของ 15 กก. นั่งร้าน 10 ม. ลาคลอด 98 วัน + checklist สำหรับ HR

Safety Station 10122 พฤษภาคม 2569อ่าน 27 นาที · 5,917 คำ
งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน — มาตรา 38-43 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ผู้ประกอบกิจการในไทยจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าข้อกำหนดเรื่อง "งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงาน" อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หัวข้อนี้อยู่นอกขอบเขต พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 โดยตรง เนื้อหาหลักอ้างอิงจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 38 ถึงมาตรา 43 (แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) ซึ่งบังคับโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกัน แต่เป็นคนละพระราชบัญญัติกับเรื่องความปลอดภัย เชื่อมโยงกันผ่านนิยาม "ลูกจ้าง" ที่กำหนดไว้ใน มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ฝ่ายบุคคล จป.วิชาชีพ และผู้บริหารโรงงานที่มีลูกจ้างหญิงจึงต้องอ่านกฎหมายทั้งสองฉบับควบคู่กัน เพื่อให้ระบบ compliance ครบทั้งมิติความปลอดภัยและมิติแรงงาน

ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย กับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 บัญญัตินิยาม "ลูกจ้าง" ไว้ชัดเจนว่าหมายถึง "ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับความยินยอมให้ทำงานหรือทำผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกิจการของนายจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม"

การผูกนิยามแบบนี้มีผลทางกฎหมายตรงไปตรงมา ใครที่ถือว่าเป็น "ลูกจ้าง" ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ย่อมเป็นลูกจ้างตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ด้วย และในขณะเดียวกัน เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมีบทบัญญัติเฉพาะที่คุ้มครองลูกจ้างกลุ่มหญิง โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ บทบัญญัตินั้นก็จะใช้บังคับกับนายจ้างที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ทุกราย เพราะหากนายจ้างฝ่าฝืนข้อห้ามใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ก็จะเป็นการละเว้นหน้าที่ตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ด้วย ที่กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ "ส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย"

อ่านประกอบ — ภาพรวม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 อธิบายโครงสร้าง 8 หมวด 74 มาตรา และหน้าที่หลักของนายจ้าง

จุดที่ต้องเน้นคือ บทลงโทษกรณีฝ่าฝืนงานต้องห้ามของหญิงคนงานนั้นใช้บทลงโทษของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่บทลงโทษในหมวด 8 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ดังนั้น HR และที่ปรึกษากฎหมายต้องเปิดทั้งสองฉบับวางคู่กันเมื่อรับเรื่องสอบสวนหรือเตรียมหลักฐานในชั้นพนักงานตรวจแรงงาน

คำจำกัดความและขอบเขตการบังคับใช้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับใช้กับนายจ้างและลูกจ้างทุกประเภทกิจการที่ไม่อยู่ในข้อยกเว้น โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เป็นผู้กำกับดูแล มาตรา 38 ถึงมาตรา 43 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ตั้งอยู่ในหมวด 3 "การใช้แรงงานหญิง" ครอบคลุมหญิงคนงานทุกคนในสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างทดลองงาน ตราบเท่าที่เข้าตามนิยาม "ลูกจ้าง" ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ในมิตินี้คำว่า "หญิงมีครรภ์" หมายถึงลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์โดยมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเป็นทางการต่อนายจ้างก่อนถึงจะได้รับสิทธิตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ HR ส่วนใหญ่จะขอใบรับรองแพทย์เพื่อใช้ปรับ job description และจัดสรรงานใหม่ให้สอดคล้องกับข้อห้าม

งานที่ห้ามหญิงทำเด็ดขาด — 4 ลักษณะตามมาตรา 38

อินโฟกราฟิก 4 ข้อห้ามตามมาตรา 38 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน — งานเหมืองใต้ดิน นั่งร้านเกิน 10 เมตร วัตถุระเบิด/ไวไฟ และงานอื่นตามกฎกระทรวง

มาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงทำงาน 4 ลักษณะดังต่อไปนี้ โดยไม่จำกัดว่าเป็นหญิงมีครรภ์หรือไม่

  1. งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา ยกเว้นสภาพของงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้างหญิงนั้น
  2. งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าสิบเมตรขึ้นไป
  3. งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่สภาพของงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายของลูกจ้างหญิงนั้น
  4. งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ลักษณะงานทั้งสี่ประเภทนี้กฎหมายถือว่ามีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงคนงานในระดับที่ไม่อาจให้ทำได้ในสภาพปกติ ผู้ประกอบกิจการกลุ่มก่อสร้าง ทำเหมือง ขุดเจาะ ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุไวไฟต้องตรวจ job description ของตำแหน่งงานที่มีลูกจ้างหญิงทุกตำแหน่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีงานในขอบเขตข้อห้ามถูกมอบหมายให้

ในประเด็นนี้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ไม่ได้กำหนดงานต้องห้ามของหญิงโดยตรง แต่หากนายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 38 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ผลต่อเนื่องคือเข้าข่ายละเลยหน้าที่ตามมาตรา 6 พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ในการดูแลมิให้ลูกจ้างได้รับอันตราย — ซึ่งอาจถูกพนักงานตรวจความปลอดภัยใช้อำนาจตามมาตรา 36 สั่งให้หยุดงานเพิ่มเติมได้

งานต้องห้ามสำหรับหญิงมีครรภ์ — มาตรา 39

อินโฟกราฟิก 4 งานห้ามหญิงมีครรภ์ตามมาตรา 39 — เครื่องจักรสั่นสะเทือน ยกของเกิน 15 กิโลกรัม ขับยานพาหนะ และงานในเรือ

มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

  1. งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
  2. งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
  3. งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
  4. งานที่ทำในเรือ
  5. งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ตัวเลข 15 กิโลกรัม ในข้อ 3 มี cross-reference ตรงกับ กฎกระทรวงกำหนดงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์หรือเด็กซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี พ.ศ. 2560 ข้อ 1 (2) ที่ระบุไว้ตรงกันว่า "งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม"

ในกฎกระทรวง 2560 ฉบับเดียวกันยังขยายความรายการงานที่อาจเป็นอันตรายต่อหญิงมีครรภ์ในบริบทของผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่ง HR สามารถใช้เป็นแนวเทียบเคียงในการประเมินงานเสี่ยงในโรงงานได้ด้วย รายการที่กฎกระทรวงกำหนดประกอบด้วย

  • งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์อันอาจเกิดอันตรายจากความสั่นสะเทือน
  • งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
  • งานที่ต้องสัมผัสละออง ไอ ก๊าซ จากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น งานพ่นสี งานฟอกย้อม
  • งานที่ต้องสัมผัสกับฝุ่น ฟูม เส้นใย จากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น งานเชื่อมโลหะ หลอมโลหะ งานขัด เจียโลหะ

ข้อสังเกตสำคัญสำหรับ HR — ตัวเลขเกณฑ์ "15 กิโลกรัม" และรายการงานเสี่ยงข้างต้นเป็นเกณฑ์ของกฎหมายไทยทั้งหมด ไม่ใช่เกณฑ์ของ ILO Convention 183 หรือมาตรฐานสากลของ WHO/OSHA แม้ ILO และ WHO จะมีแนวปฏิบัติเรื่องน้ำหนักยกของหญิงมีครรภ์ในระดับสากล แต่ตัวเลขที่จะใช้ในการตีความข้อบังคับและเตรียมหลักฐานในชั้นพนักงานตรวจแรงงานต้องเป็นเลขของกฎหมายไทยเท่านั้น

เวลาทำงานและการลาของหญิงมีครรภ์ — มาตรา 39/1, 41 และ 42

อินโฟกราฟิกไทม์ไลน์ลาคลอด 90 → 98 วัน ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แก้ไขฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 พร้อมเกณฑ์ค่าจ้าง 45 วัน

นอกจากข้อห้ามด้านลักษณะงาน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ยังคุ้มครองหญิงมีครรภ์ในมิติของชั่วโมงทำงาน เวลาทำงานล่วงเวลา และสิทธิการลาคลอด

มาตรา 39/1 กำหนดว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกาถึง 06.00 นาฬิกา ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดไม่ได้ ยกเว้นกรณีที่ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในตำแหน่งบริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรือเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี ซึ่งนายจ้างอาจให้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานเท่าที่ไม่กระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างหญิงมีครรภ์ โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ

มาตรา 41 กำหนดสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรไว้ที่ 98 วันต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง โดยรวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย และให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลา ทั้งนี้เป็นไปตามการแก้ไขเพิ่มเติมของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 ซึ่งเพิ่มจำนวนวันลาจากของเดิม 90 วันเป็น 98 วัน HR ที่ยังใช้เลข 90 วันในระบบ payroll หรือ HRIS ต้องอัปเดตให้ตรงกับฉบับแก้ไขล่าสุด

มาตรา 42 กำหนดสิทธิขอเปลี่ยนงานชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดของหญิงมีครรภ์ เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งออกใบรับรองว่างานเดิมอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้างหรือทารกในครรภ์ ลูกจ้างมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานเป็นการชั่วคราว และนายจ้างต้องพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้ บทบัญญัตินี้เปิดทางให้ระบบ return-to-work program ของ HR มีรากกฎหมายที่ชัด ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการสมัครใจ

มาตรา 43 ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ บทบัญญัตินี้เป็นกุญแจป้องกันการใช้เหตุตั้งครรภ์เป็นเหตุผลในการเลิกจ้างทางอ้อม HR ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อมีการประเมินผลงานหรือปรับโครงสร้างองค์กรในช่วงที่ลูกจ้างกำลังตั้งครรภ์ หากการเลิกจ้างเกิดในจังหวะใกล้กับการแจ้งตั้งครรภ์ ภาระการพิสูจน์ว่าเหตุเลิกจ้างไม่ได้มาจากการตั้งครรภ์มักตกอยู่ที่นายจ้าง

อ่านประกอบ — การตรวจสุขภาพประจำปี ครอบคลุมระบบตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ใช้เป็นเครื่องมือประกอบในการประเมินก่อนเปลี่ยนงานหญิงมีครรภ์

การคุ้มครองสุขภาพหญิงทำงานในมิติจิตใจ

มาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 ครอบคลุมการป้องกันอันตรายต่อ "จิตใจ" และ "สุขภาพอนามัย" อย่างชัดเจน ในบริบทของหญิงคนงาน โดยเฉพาะหลังคลอด ภาวะ postpartum depression เป็นความเสี่ยงทางจิตที่นายจ้างควรรวมเข้าในระบบ HSE และโปรแกรม wellness ของบริษัท การมีระบบ return-to-work ที่ค่อย ๆ ปรับชั่วโมงและความเข้มงวดของงานหลังหญิงคนงานกลับจากลาคลอดเป็นแนวปฏิบัติที่หลายโรงงานในไทยเริ่มทำ — รวมทั้งการมีช่องทางปรึกษาแบบไม่เปิดเผยตัวสำหรับลูกจ้างหญิงที่กำลังเผชิญภาวะเครียดในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอด

อ่านประกอบ — สุขภาพจิตในที่ทำงาน อธิบายโครงสร้างโปรแกรม mental health ที่บริษัทไทยทำได้จริง รวมทั้งฐานกฎหมายตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554

บทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

บทลงโทษกรณีฝ่าฝืนงานต้องห้ามของหญิงคนงานตามมาตรา 38 ถึงมาตรา 43 ใช้บทลงโทษของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม) ไม่ใช่บทลงโทษในหมวด 8 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 โทษโดยทั่วไปประกอบด้วยโทษปรับและในบางกรณีอาจมีโทษจำคุก โดยอัตราโทษเฉพาะมาตราจะแตกต่างกันตามลักษณะการฝ่าฝืน

HR และที่ปรึกษากฎหมายควรเปิด พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับปรับปรุงล่าสุด (รวมฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) และอ่านบทลงโทษเฉพาะแต่ละมาตราโดยตรง เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง อัตราโทษในตำราเก่าหรือเอกสารสรุปที่ไม่ได้ update อาจผิดพลาดได้ ในกรณีฝ่าฝืนพร้อมเกิดอันตรายจริง อาจมีโทษซ้อนจากกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 หากเข้าข่ายละเลยมาตรา 6 หรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำเชิงกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ HR และผู้บริหารที่เผชิญสถานการณ์ specific case ควรปรึกษาทนายความด้านแรงงานหรือสอบถามพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่เพื่อความถูกต้อง

Compliance checklist สำหรับ HR

รายการตรวจสอบเชิงปฏิบัติสำหรับฝ่ายบุคคลและ จป.วิชาชีพ เพื่อให้ระบบ compliance ครอบคลุมมาตรา 38 ถึงมาตรา 43

  1. ทำบัญชีลูกจ้างหญิงทั้งหมด ในระบบ HRIS แยกตามแผนกและตำแหน่งงาน เพื่อใช้เป็นฐานในการตรวจสอบ job description
  2. ตรวจ job description ของตำแหน่งงานที่มีลูกจ้างหญิง ว่าไม่ครอบคลุมงาน 4 ลักษณะตามมาตรา 38 — งานใต้ดิน/ใต้น้ำ/ในอุโมงค์ งานบนนั่งร้านเกิน 10 เมตร งานวัตถุระเบิด/ไวไฟ และงานอื่นที่กฎกระทรวงกำหนด
  3. จัดทำระบบแจ้งตั้งครรภ์ที่เป็นความลับ ผ่าน HR หรือพยาบาลประจำสถานประกอบกิจการ ให้ลูกจ้างหญิงรู้สึกปลอดภัยที่จะแจ้งโดยเร็วที่สุด
  4. ทบทวนรายการงานเสี่ยงสำหรับหญิงมีครรภ์ ตามมาตรา 39 และกฎกระทรวง 2560 — งานสั่นสะเทือน ยกของเกิน 15 กิโลกรัม ขับยานพาหนะ งานพ่นสี เชื่อม ขัด เจียโลหะ
  5. อัปเดตระบบ payroll และนโยบายลาคลอด ให้ตรงกับ 98 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 ไม่ใช่ 90 วันของฉบับเก่า
  6. ตั้งระบบเปลี่ยนงานชั่วคราวตามมาตรา 42 มีแบบฟอร์มขอเปลี่ยนงาน ใบรับรองแพทย์ และรายการตำแหน่งงานทางเลือกที่ไม่เข้าข่ายเสี่ยง
  7. ตรวจสอบตารางกะการทำงาน ของหญิงมีครรภ์ ห้ามจัดให้ทำงานในช่วง 22.00 - 06.00 น. ล่วงเวลา หรือวันหยุด เว้นแต่เป็นงานบริหาร วิชาการ ธุรการ หรือการเงิน/บัญชีที่ลูกจ้างยินยอมเป็นคราว ๆ
  8. ทำนโยบาย return-to-work หลังลาคลอด ครอบคลุมการปรับเวลาทำงาน สถานที่ให้นมบุตร และระบบประเมินสุขภาพจิตในช่วง postpartum
  9. อบรมหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ให้รู้จักข้อห้ามตามมาตรา 38 - 43 พร้อมตัวอย่างกรณีที่หัวหน้างานสั่งงานเสี่ยงให้หญิงมีครรภ์โดยไม่ทราบสถานะ — เพื่อป้องกันการละเมิดจากระดับปฏิบัติ
  10. ทบทวน checklist นี้อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรือเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน หรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: หญิงคนงานที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ทำงานบนนั่งร้านสูง 8 เมตรได้หรือไม่ ตอบ: ได้ตามมาตรา 38 ที่ห้ามเฉพาะนั่งร้านที่สูงกว่าสิบเมตรขึ้นไป แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงเกี่ยวกับงานในที่สูง พ.ศ. 2564 ที่บังคับใช้กับลูกจ้างทุกเพศ

ถาม: ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์เดือนที่ 2 ยังไม่ได้แจ้ง HR แล้วถูกมอบหมายงานยกของ 20 กิโลกรัม นายจ้างผิดมาตรา 39 หรือไม่ ตอบ: ในทางทฤษฎี การฝ่าฝืนมาตรา 39 ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างทราบสถานะตั้งครรภ์หรือไม่ ในทางปฏิบัติ HR และหัวหน้างานควรมีระบบ proactive — ให้ลูกจ้างทุกคนทราบสิทธิแจ้งตั้งครรภ์ และให้มีช่องทางแจ้งที่เป็นความลับ เพื่อลดความเสี่ยงในการละเมิดโดยไม่เจตนา กรณีเฉพาะควรปรึกษาทนายความด้านแรงงาน

ถาม: วันลาคลอด 98 วัน รวมวันหยุดสุดสัปดาห์หรือไม่ ตอบ: มาตรา 41 ระบุชัดว่าให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลา และรวมวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอด ดังนั้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ตกในช่วง 98 วันนั้นถือเป็นวันลาด้วย

ถาม: บริษัทเล็กที่มีลูกจ้างหญิงเพียง 2 คน ยังต้องทำ Compliance checklist ครบทุกข้อหรือไม่ ตอบ: ใช่ ขอบเขตของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ได้กำหนด threshold จำนวนลูกจ้างขั้นต่ำสำหรับมาตรา 38 - 43 นายจ้างที่มีลูกจ้างหญิงแม้เพียงรายเดียวก็อยู่ในขอบเขตบังคับ

ถาม: ถ้าหญิงมีครรภ์ขอเปลี่ยนงานตามมาตรา 42 แต่ตำแหน่งใหม่ค่าจ้างน้อยกว่า นายจ้างต้องจ่ายเท่าเดิมไหม ตอบ: ในประเด็นนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 เพิ่มหลักการคุ้มครองค่าจ้างไว้ในมาตรา 42 ให้ครบถ้วน HR ที่เผชิญสถานการณ์นี้ควรตรวจฉบับ update และปรึกษาทนายแรงงานหากกรณียังคลุมเครือ

สรุป

  • งานต้องห้ามสำหรับหญิงคนงานอยู่ในมาตรา 38 - 43 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566) ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 แต่เชื่อมโยงผ่านนิยาม "ลูกจ้าง" ในมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัย
  • มาตรา 38 ห้ามหญิงทำงาน 4 ลักษณะ — งานเหมือง/ก่อสร้างใต้ดิน-ใต้น้ำ-ในอุโมงค์ งานบนนั่งร้านเกิน 10 เมตร งานวัตถุระเบิด/ไวไฟ และงานอื่นตามกฎกระทรวง
  • มาตรา 39 ห้ามหญิงมีครรภ์ทำงาน 5 ลักษณะ — เครื่องจักรสั่นสะเทือน ขับยานพาหนะ ยกของเกิน 15 กิโลกรัม งานในเรือ และงานอื่นตามกฎกระทรวง — เลข 15 กิโลกรัม cross-reference ตรงกับกฎกระทรวง 2560 ข้อ 1 (2)
  • หญิงมีครรภ์ห้ามทำงานช่วง 22.00 - 06.00 น. ล่วงเวลา หรือวันหยุด เว้นแต่งานบริหาร/วิชาการ/ธุรการ/บัญชีที่ยินยอมเป็นคราว ๆ — สิทธิลาคลอด 98 วัน ตามฉบับที่ 7 พ.ศ. 2566 (เพิ่มจาก 90 วัน)
  • บทลงโทษใช้ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัย 2554 — HR ต้องเปิดฉบับ update เพื่อตรวจอัตราโทษเฉพาะมาตรา
  • Compliance checklist 10 ข้อข้างต้นเป็นจุดเริ่มเชิงปฏิบัติ เริ่มจาก audit job description และทบทวนนโยบายลาคลอดให้ตรงกับ 98 วัน

อ้างอิงกฎหมาย

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ สุขภาพหญิงทำงาน? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง