⚖️ กฎหมาย

กิจการไหนได้รับยกเว้น พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ — กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2568 + มาตรา 3

ไล่ขอบเขตการบังคับใช้ตามมาตรา 3 พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 + รายชื่อกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 ทั้ง 2 กลุ่ม พร้อมข้อควรระวังเรื่องมาตรฐานไม่ต่ำกว่า

Safety Station 1016 มิถุนายน 2569อ่าน 22 นาที · 4,828 คำ
กิจการไหนได้รับยกเว้น พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ — กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2568 + มาตรา 3

คำถามที่ HR และที่ปรึกษากฎหมายแรงงานถามบ่อยที่สุดเมื่อต้องวางระบบความปลอดภัยให้องค์กรใหม่ คือ "หน่วยงานของเราต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ หรือไม่" คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่ตอบผิดบ่อย เพราะหลายคนเหมารวมว่าทุกองค์กรที่มีลูกจ้างต้องทำตามกฎหมายฉบับนี้เหมือนกันหมด ความจริงคือกฎหมายเปิดช่องยกเว้นบางกลุ่มไว้ตั้งแต่ต้น และในปี พ.ศ. 2568 เพิ่งมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ออกมากำหนดรายชื่อกิจการที่ได้รับยกเว้นเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้อยู่ที่มาตรา 3 ของกฎหมายแม่ บวกกับบัญชีท้ายกฎกระทรวงฉบับล่าสุด

จุดที่ต้องระวังตั้งแต่ต้น คือคำว่า "ยกเว้น" ในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องดูแลความปลอดภัย" เลย ใครเข้าใจผิดตรงนี้มีโอกาสวางระบบผิดทั้งองค์กร

หลักการตามมาตรา 3 — ใครไม่อยู่ในบังคับ

ขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมายความปลอดภัยทั้งฉบับเริ่มต้นที่มาตรา 3 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่" กลุ่มต่อไปนี้

  • (1) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น
  • (2) กิจการอื่นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

โครงสร้างนี้สำคัญมาก เพราะกลุ่มแรก (ราชการ) ถูกยกเว้นโดยตัวกฎหมายเองทันที ส่วนกลุ่มที่ 2 กฎหมายแม่ไม่ได้ระบุชื่อกิจการไว้ตรง ๆ แต่มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงมา "เติม" รายชื่อกิจการที่จะได้รับยกเว้นในภายหลัง ดังนั้นรายชื่อกิจการที่ยกเว้นในกลุ่มที่ 2 จึงเปลี่ยนแปลงได้ตามที่มีการออกกฎกระทรวงใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของฉบับ พ.ศ. 2568 ที่จะกล่าวต่อไป

นิยามที่เป็นตัวกำหนดว่าใครอยู่ในระบบ อยู่ที่มาตรา 4 ของกฎหมายเดียวกัน ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 คำว่า "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" ให้ถือตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และ "สถานประกอบกิจการ" หมายถึงหน่วยงานแต่ละแห่งของนายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานอยู่

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าหน่วยงานหนึ่งมีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน หน่วยงานนั้นจะอยู่ในบังคับ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 (1) หรือ (2) เท่านั้น รายละเอียดภาพรวมของกฎหมายแม่ฉบับนี้ดูเพิ่มได้ที่ สรุป พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

ของใหม่ปี 2568 — กฎกระทรวงยกเว้นกิจการอื่น

กฎกระทรวงฉบับที่ใช้อยู่ตอนนี้คือ "กฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2568" ให้ไว้ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 (2) และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กล่าวคือเป็นการใช้อำนาจ "เติมรายชื่อกิจการที่ยกเว้น" ตามช่องที่กฎหมายแม่เปิดไว้ในมาตรา 3 (2) นั่นเอง

หัวใจของกฎกระทรวงอยู่ที่ข้อ 2 ตามข้อ 2 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2568 กำหนดว่า "กิจการตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554"

เรื่องวันบังคับใช้ต้องอ่านให้ละเอียด ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ระบุว่า ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัววันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ปรากฏในกฎกระทรวงเป็น "วันที่ให้ไว้" (วันที่รัฐมนตรีลงนาม) ไม่ใช่วันที่มีผลบังคับโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ต้องอ้างวันบังคับใช้แบบเป๊ะ ๆ ควรตรวจวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาของฉบับนี้อีกครั้งก่อนนำไปใช้ในเอกสารทางการ

ใครได้รับยกเว้น — บัญชีท้ายกฎกระทรวง 2 กลุ่ม

บัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 แบ่งกิจการที่ได้รับยกเว้นออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ รายชื่อทั้งหมดด้านล่างนี้คัดมาจากบัญชีท้ายกฎกระทรวงโดยตรง ไม่มีการเพิ่มชื่อหน่วยงานนอกบัญชี

กลุ่มที่ 1 — หน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล

กลุ่มนี้แยกย่อยได้อีกหลายชั้น เริ่มจากองค์การมหาชน

1.1 องค์การมหาชน ครอบคลุม

  • องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542
  • องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น (ก) หน่วยงานในกำกับของรัฐ และ (ข) สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ

ภายใต้ (ก) หน่วยงานในกำกับของรัฐ มีรายชื่อ 25 หน่วยงาน ตัวอย่างที่หลายคนคุ้นชื่อ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, คุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

1.2 หน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ แบ่งเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก หน่วยธุรการขององค์การของรัฐที่เป็นอิสระ มี 8 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย, สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

ประเภทที่สอง กองทุนที่เป็นนิติบุคคล มี 6 กองทุน ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, กองทุนการออมแห่งชาติ, กองทุนประกันชีวิต, กองทุนประกันวินาศภัย และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

กลุ่มที่ 2 — หน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐหรือเป็นกลไกของรัฐ แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การเป็นหน่วยงานของรัฐ

กลุ่มที่ 2 ตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงคือ หน่วยงานที่ใช้อำนาจรัฐหรือเป็นกลไกของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะ แต่ไม่เป็นองค์กรของรัฐและไม่เข้าตามหลักเกณฑ์การเป็นหน่วยงานของรัฐ แบ่งเป็น 2 ประเภท

ประเภทแรก สภาวิชาชีพซึ่งใช้อำนาจรัฐในการดำเนินกิจกรรมและจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะที่จัดตั้งสภาวิชาชีพ และมีสถานะเป็นนิติบุคคล กลุ่มนี้บัญชีท้ายไม่ได้ไล่ชื่อทีละสภา แต่ใช้เกณฑ์ "จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ + มีสถานะนิติบุคคล" เป็นตัวกำหนด

ประเภทที่สอง สถาบันภายใต้มูลนิธิ ซึ่งเป็นกลไกของส่วนราชการ มี 13 สถาบัน ได้แก่ สถาบันไทย-เยอรมัน, สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, สถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ, สถาบันอาหาร, สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ, สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ, สถาบันยานยนต์, สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย, สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สถาบันพลาสติก, สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา และสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย

ข้อควรระวัง — "ยกเว้น" ไม่เท่ากับ "ไม่ต้องดูแลความปลอดภัย"

นี่คือจุดที่หลายองค์กรเข้าใจผิดและวางระบบพลาด การได้รับยกเว้นตามมาตรา 3 ไม่ได้แปลว่าหน่วยงานนั้นปลอดหน้าที่ด้านความปลอดภัยทั้งหมด มาตรา 3 วรรคสองเขียนกำกับไว้ชัด

ตามมาตรา 3 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 กำหนดให้ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และกิจการอื่นที่ยกเว้นตามกฎกระทรวง ต้องจัดให้มีมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในหน่วยงานของตน "ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามพระราชบัญญัตินี้"

แปลเป็นภาษาทำงาน คือ กิจการที่ยกเว้นพ้นจากการ "ถูกกำกับและบังคับโดยตรง" จากพนักงานตรวจความปลอดภัยและกลไกบทลงโทษตาม พ.ร.บ. นี้ แต่ยังต้องวางมาตรฐานความปลอดภัยภายในของตนเองให้ "ไม่ต่ำกว่า" ระดับเดียวกับที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด สิ่งที่ถูกยกเว้นคือ "การกำกับ" ไม่ใช่ "หน้าที่ดูแล" ในทางปฏิบัติหลายหน่วยงานในกลุ่มยกเว้นจึงยังต้องจัดอบรม จัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และดูแลสภาพแวดล้อมการทำงาน เทียบเท่ากับกิจการที่อยู่ในระบบ ดูเทียบได้จาก หน้าที่นายจ้างตามมาตรา 32 ซึ่งเป็นชุดหน้าที่ที่กิจการในระบบต้องทำ และเป็น "เพดานมาตรฐาน" ที่หน่วยงานยกเว้นต้องทำให้ได้ไม่ต่ำกว่านั้น

วิธีตรวจว่ากิจการของคุณเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่

อินโฟกราฟิก decision tree 4:5 วิธีตรวจว่ากิจการเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่ — ราชการหรืออยู่ในบัญชีท้ายกฎกระทรวง 2568 ได้รับยกเว้นแต่ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่า ส่วนบริษัทเอกชนทั่วไปบังคับใช้เต็มรูปแบบ

ขั้นตอนตรวจทำได้เป็นลำดับ ดังนี้

  1. หน่วยงานของคุณเป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ถ้าใช่ ได้รับยกเว้นตามมาตรา 3 (1) ทันที แต่ต้องจัดมาตรฐานไม่ต่ำกว่าตามวรรคสอง
  2. ถ้าไม่ใช่ราชการ ให้เปิดบัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 แล้วเช็กว่าชื่อหน่วยงานหรือประเภทกิจการของคุณอยู่ในกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 หรือไม่
  3. ถ้าชื่ออยู่ในบัญชี ได้รับยกเว้นตามมาตรา 3 (2) และข้อ 2 ของกฎกระทรวง แต่ยังต้องจัดมาตรฐานไม่ต่ำกว่าเช่นกัน
  4. ถ้าไม่อยู่ในบัญชี และไม่ใช่ราชการตามข้อ 1 หน่วยงานของคุณยังอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ เต็มรูปแบบ

จุดที่ต้องเน้นให้ชัดสำหรับภาคเอกชน คือ บริษัทเอกชนทั่วไป โรงงาน ห้างร้าน และสถานประกอบกิจการของเอกชน ไม่ได้รับยกเว้น ไม่ว่าจะมีลูกจ้างมากหรือน้อย เพราะบัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 เป็นรายชื่อหน่วยงานรัฐในกำกับและกลไกของรัฐเท่านั้น ไม่มีกิจการเอกชนทั่วไปอยู่ในบัญชีนี้แม้แต่รายเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: องค์การมหาชนที่เพิ่งจัดตั้งใหม่หลังกฎกระทรวง 2568 ได้รับยกเว้นด้วยหรือไม่ ตอบ: บัญชีท้ายกลุ่มที่ 1.1 ระบุว่ายกเว้น "องค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542" เป็นเกณฑ์ตามฐานทางกฎหมายของการจัดตั้ง ไม่ใช่ตามวันจัดตั้ง ส่วนองค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะให้ดูรายชื่อในบัญชี (ก) และ (ข) ประกอบ

ถาม: รัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้า การประปา อยู่ในบัญชียกเว้นหรือไม่ ตอบ: รัฐวิสาหกิจในรูปบริษัททั่วไปไม่ปรากฏชื่อในบัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 ฉบับนี้ บัญชีนี้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในกำกับ หน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่ สภาวิชาชีพ และสถาบันภายใต้มูลนิธิที่เป็นกลไกของส่วนราชการ การพิจารณาสถานะของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจึงต้องตรวจชื่อกับบัญชีโดยตรง ถ้าไม่อยู่ในบัญชีและไม่ใช่ราชการ ก็ยังอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.

ถาม: ได้รับยกเว้นแล้ว ยังต้องมี จป. หรือ คปอ. ไหม ตอบ: หน้าที่จัดให้มี จป. และคณะกรรมการความปลอดภัยฯ เป็นกลไกตาม พ.ร.บ. ซึ่งกิจการที่ยกเว้นไม่ได้ถูกบังคับโดยตรง แต่มาตรา 3 วรรคสองบังคับให้หน่วยงานวางมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯ ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตาม พ.ร.บ. นี้ ในทางปฏิบัติหลายหน่วยงานจึงเลือกตั้งกลไกภายในที่เทียบเท่า เพื่อให้มาตรฐานไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

ถาม: กฎกระทรวง พ.ศ. 2568 ยกเลิกฉบับเก่าทั้งหมดหรือไม่ และมีผลตั้งแต่เมื่อใด ตอบ: ตามข้อ 1 ฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นวันที่รัฐมนตรีลงนาม ผู้ที่ต้องอ้างผลทางกฎหมายแบบเป๊ะควรตรวจวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและสถานะของฉบับก่อนหน้าอีกครั้งจากต้นฉบับล่าสุด

สรุป

  • มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ยกเว้น 2 กลุ่ม คือ (1) ราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และ (2) กิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  • กฎกระทรวง พ.ศ. 2568 (ให้ไว้ 31 มกราคม พ.ศ. 2568) ออกตามมาตรา 3 (2) กำหนดกิจการที่ยกเว้นไว้ในบัญชีท้าย 2 กลุ่มใหญ่ คือ หน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารที่เป็นนิติบุคคล และหน่วยงานที่เป็นกลไกของรัฐแต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การเป็นหน่วยงานของรัฐ
  • "ยกเว้น" คือยกเว้นการกำกับและบังคับตาม พ.ร.บ. ไม่ใช่ยกเว้นหน้าที่ดูแล มาตรา 3 วรรคสองบังคับให้จัดมาตรฐานไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตาม พ.ร.บ. นี้
  • บริษัทเอกชนทั่วไปไม่ได้รับยกเว้น ไม่ว่าขนาดใด เพราะไม่ปรากฏในบัญชีท้ายกฎกระทรวง
  • วิธีตรวจที่ปลอดภัยที่สุดคือ เช็กชื่อกับบัญชีท้ายกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 และยืนยันวันบังคับใช้กับฉบับราชกิจจานุเบกษาล่าสุดก่อนนำไปใช้ในเอกสารทางการ

สำหรับกิจการที่ยังอยู่ในระบบและต้องเริ่มวางหน้าที่ตามกฎหมาย อ่านต่อได้ที่ 6 เรื่องที่ลูกจ้างต้องรู้ตาม พ.ร.บ. 2554

อ้างอิงกฎหมาย

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 3, มาตรา 4, มาตรา 5) — law.safety.ac.th/laws/01-oshact-00-act-2554
  • กฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2568 (ให้ไว้ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 / ข้อ 1, ข้อ 2 และบัญชีท้ายกฎกระทรวง)

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ กฎหมายความปลอดภัย? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประกาศใหม่ 2567 ตามมาตรา 32 — นายจ้างต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้าง
กฎหมาย

ประกาศใหม่ 2567 ตามมาตรา 32 — นายจ้างต้องประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ และทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้าง

ประกาศกระทรวงแรงงาน 14 พ.ย. 2567 ลงรายละเอียดมาตรา 32 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — นายจ้างบัญชี 1 (2 คนขึ้นไป) และบัญชี 2 (20 คนขึ้นไป) ต้องประเมินอันตราย ทำแผนควบคุม ให้เสร็จใน 180 วัน รับรองโดยผู้ชำนาญการ ส่งอธิบดีใน 60 วัน

30 พ.ค. 2569อ่าน 30 นาที
พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน ทำอะไรได้บ้าง — ระเบียบใหม่ 2568 + ระบบปรับเป็นพินัย
กฎหมาย

พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน ทำอะไรได้บ้าง — ระเบียบใหม่ 2568 + ระบบปรับเป็นพินัย

พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน มีอำนาจอะไรตามมาตรา 35-36 และระเบียบตรวจฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มระบบปรับเป็นพินัย นายจ้างต้องเตรียมและร่วมมืออย่างไร

2 มิ.ย. 2569อ่าน 22 นาที
กิจการไหนได้รับยกเว้น พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ — กฎกระทรวง 2568 — Safety Station 101