กิจการบัญชี 1 และบัญชี 2 ที่ต้องประเมินอันตรายตามมาตรา 32
ตรวจว่ากิจการเข้าข่ายประกาศเรื่องการประเมินอันตรายหรือไม่ บัญชี 1 มี 5 ประเภท ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน บัญชี 2 มี 49 ประเภท ตั้งแต่ 20 คน และเริ่มนับ 180 วันเมื่อใด

สถานประกอบกิจการจะต้องประเมินอันตราย (hazard assessment) ตามมาตรา 32 หรือไม่ ตัดสินจาก 2 เงื่อนไขพร้อมกัน คือประเภทกิจการต้องอยู่ในบัญชีท้ายประกาศ และจำนวนลูกจ้างต้องถึงเกณฑ์ของบัญชีนั้น บัญชี 1 มี 5 ประเภทและเริ่มที่ลูกจ้าง 2 คน บัญชี 2 มี 49 ประเภทและเริ่มที่ลูกจ้าง 20 คน เมื่อเข้าทั้งสองเงื่อนไข นายจ้างมีกรอบเวลา 180 วันในการประเมินอันตรายและจัดทำแผน โดยรับคำแนะนำและการรับรองผลจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยที่มีใบอนุญาต ประกาศนี้มุ่งให้นายจ้างรู้ระดับอันตรายในงานของตนและมีแผนลดอันตรายที่ตรวจสอบได้ ตรวจขอบเขตให้ถูกตั้งแต่แรกจึงเป็นจุดเริ่มของงานทั้งหมด
เครื่องมือทางกฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้คือ ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ซึ่งออกตามมาตรา 5 และมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ต่อจากนี้เรียกว่า "ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย" เลขข้อทุกตัวในบทนี้เป็นเลขข้อของประกาศฉบับนี้ เว้นแต่ระบุฉบับอื่นไว้
ฐานจากมาตรา 32 สู่บัญชีท้ายประกาศ
มาตรา 32 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ จัดทำแผน แล้วส่งผลให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ส่วนวรรคสองส่งอำนาจให้รัฐมนตรีกำหนด "ประเภทกิจการ ขนาดของกิจการที่ต้องดำเนินการ และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ" โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประเภทกิจการและขนาดกิจการตามวรรคสองจึงไปอยู่ที่ข้อ 3 และบัญชีท้ายประกาศเรื่องการประเมินอันตราย ซึ่งเป็นกฎหมายชั้นประกาศกระทรวง ไม่มีกฎกระทรวงฉบับใดออกตามมาตรา 32
ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับแก่สถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ท้ายประกาศนี้
ถ้อยคำในข้อ 3 ผูกจำนวนลูกจ้างไว้กับบัญชีแต่ละบัญชี เกณฑ์ 2 คนใช้กับบัญชี 1 เท่านั้น และเกณฑ์ 20 คนใช้กับบัญชี 2 เท่านั้น กิจการที่ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีใดเลยจึงไม่อยู่ในขอบเขตของประกาศฉบับนี้ ไม่ว่าจะมีลูกจ้างกี่คน ทั้งนี้หน้าที่ตามกฎหมายความปลอดภัยฉบับอื่นยังใช้กับกิจการนั้นตามปกติ

บัญชี 1 กิจการ 5 ประเภท ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน
บัญชี 1 เป็นกิจการพลังงานและแร่ ชื่อประเภทคัดตามบัญชีท้ายประกาศ ส่วนคอลัมน์ขวาสรุปจากคำอธิบายประกอบในคำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ต่อจากนี้เรียกว่า กรมฯ)
| ลำดับ | ประเภทกิจการตามบัญชี 1 | สาระจากคำอธิบายประกอบ |
|---|---|---|
| 1 | อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการทำเหมืองหรือการทำเหมืองใต้ดินตามกฎหมายว่าด้วยแร่ | ทำเหมืองบนบกหรือในน้ำ รวมการเจาะปล่องหรืออุโมงค์ใต้ผิวดิน ไม่รวมการขุดหาแร่รายย่อยหรือการร่อนแร่ |
| 2 | อุตสาหกรรมเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม | สำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และไฮโดรคาร์บอนที่เกิดตามธรรมชาติ |
| 3 | อุตสาหกรรมเกี่ยวกับปิโตรเคมี | นำไฮโดรคาร์บอนจากปิโตรเลียมหรือก๊าซธรรมชาติเข้ากระบวนการผลิตปิโตรเคมีขั้นต้น |
| 4 | อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม | ผลิตเชื้อเพลิงเหลวหรือผลิตภัณฑ์อื่นจากน้ำมันดิบ |
| 5 | อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแยกก๊าซธรรมชาติ | แยกก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือสารพลอยได้ออกเป็นก๊าซแต่ละชนิด |
ลำดับ 1 ของบัญชี 1 มีเส้นแบ่งที่ควรสังเกต คำอธิบายประกอบระบุว่าไม่รวมการขุดหาแร่รายย่อยหรือการร่อนแร่ ซึ่งไปปรากฏในบัญชี 2 ลำดับ 35 แทน กิจการแร่ขนาดเล็กจึงใช้เกณฑ์ 20 คน ส่วนการทำเหมืองใช้เกณฑ์ 2 คน จึงต้องดูทั้งสองบัญชีคู่กัน
บัญชี 2 กิจการ 49 ประเภท ลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน
บัญชี 2 ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน ก่อสร้าง ขนส่ง คลังสินค้า และบริการบางประเภท ชื่อในตารางคัดตามบัญชีท้ายประกาศทุกลำดับ
| ลำดับ | ประเภทกิจการตามบัญชี 2 |
|---|---|
| 1 | อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ |
| 2 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร |
| 3 | อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม |
| 4 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากยาสูบ |
| 5 | อุตสาหกรรมสิ่งทอ |
| 6 | อุตสาหกรรมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย |
| 7 | อุตสาหกรรมเครื่องหนัง |
| 8 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากไม้ |
| 9 | อุตสาหกรรมกระดาษหรือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากกระดาษ |
| 10 | อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมีหรือเคมีภัณฑ์ |
| 11 | อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์หรือเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ |
| 12 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง |
| 13 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก |
| 14 | อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแร่อโลหะ |
| 15 | อุตสาหกรรมโลหะหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ |
| 16 | อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ |
| 17 | อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า |
| 18 | อุตสาหกรรมเครื่องจักรหรือเครื่องมือกล |
| 19 | อุตสาหกรรมยานพาหนะ ชิ้นส่วนยานพาหนะ หรืออุปกรณ์เสริมสำหรับยานพาหนะ |
| 20 | อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ |
| 21 | อุตสาหกรรมเครื่องประดับ |
| 22 | อุตสาหกรรมเครื่องดนตรี |
| 23 | อุตสาหกรรมอุปกรณ์กีฬาออกกำลังกาย |
| 24 | อุตสาหกรรมของเล่น |
| 25 | อุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ |
| 26 | อุตสาหกรรมการผลิต การจัดส่ง หรือการจ่ายไฟฟ้า |
| 27 | อุตสาหกรรมการผลิตหรือการบรรจุก๊าซ |
| 28 | อุตสาหกรรมการผลิตถ่านโค้ก |
| 29 | อุตสาหกรรมการผลิตการเก็บ หรือการจำหน่ายไอน้ำ |
| 30 | อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์หรือการเพาะปลูก |
| 31 | สถานีบริการตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง |
| 32 | คลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง |
| 33 | การให้บริการบำบัดน้ำเสียหรือกำจัดของเสียตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ |
| 34 | อุตสาหกรรมการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ |
| 35 | อุตสาหกรรมการแต่งแร่ การขุดแร่รายย่อย หรือการร่อนแร่ |
| 36 | การก่อสร้าง การดัดแปลง การซ่อมแซม หรือการรื้อถอนอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร |
| 37 | อุตสาหกรรมการขนส่ง |
| 38 | การบริการการเดินอากาศตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ |
| 39 | กิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็นตามกฎหมายว่าด้วยคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น |
| 40 | กิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม |
| 41 | การติดตั้งการซ่อม หรือการซ่อมบำรุงเครื่องจักร |
| 42 | โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม |
| 43 | กิจการนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด |
| 44 | ห้างสรรพสินค้าธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจค้าส่ง |
| 45 | ศูนย์การจัดประชุมและการแสดงสินค้า |
| 46 | โรงพยาบาล |
| 47 | การทดสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติการทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ หรือวิศวกรรม |
| 48 | การขายและการบำรุงรักษายานยนต์หรือการซ่อมยานยนต์ |
| 49 | สวนสัตว์หรือสวนสนุก |
คำอธิบายประกอบเป็นแนวทางเบื้องต้น
คำชี้แจงของกรมฯ มีคำอธิบายประกอบรายประเภทครบทั้งสองบัญชี อ้างอิงการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) ปี 2552 ประกอบกฎกระทรวง จป. พ.ศ. 2565 และกฎหมายเฉพาะกิจการ และใช้คำว่า "เป็นแนวทางในการพิจารณาในเบื้องต้น"
ฐานะของคำอธิบายจึงเป็นเครื่องช่วยอ่านชื่อประเภทในบัญชี ตัวบทที่ใช้บังคับยังเป็นชื่อประเภทในบัญชีท้ายประกาศ ตัวอย่างสาระที่คำอธิบายช่วยให้เห็นขอบเขตชัดขึ้น มีดังนี้
- ลำดับ 3 อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม คำอธิบายรวมการผลิตน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภคไว้ด้วย
- ลำดับ 15 อุตสาหกรรมโลหะ คำอธิบายรวมงานชุบโลหะไว้ด้วย
- ลำดับ 35 การแต่งแร่และการขุดแร่รายย่อย คำอธิบายระบุการใช้แรงงานคนหรือใช้เครื่องจักรรวมกันไม่เกิน 35 แรงม้า
- ลำดับ 36 การก่อสร้าง คำอธิบายรวมการเตรียมสถานที่ก่อสร้าง งานฐานราก งานโครงสร้าง งานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร และงานสถาปัตยกรรม
- ลำดับ 41 การติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องจักร คำอธิบายรวมการติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า เช่น ตู้หม้อแปลงไฟฟ้าหรือตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า
- ลำดับ 46 โรงพยาบาล คำอธิบายระบุบริการสุขภาพให้กับคนหรือสัตว์ ที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
หลายลำดับผูกชื่อประเภทกับกฎหมายเฉพาะไว้ในตัวบทเอง เช่น โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม สถานีบริการตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร นายจ้างจึงควรเตรียมเอกสารแสดงสถานะตามกฎหมายเฉพาะนั้นไว้ประกอบ
วันเริ่มนับ 180 วันเมื่อลูกจ้างครบเกณฑ์
ข้อ 5 วรรคหนึ่ง วางกรอบเวลาไว้ 2 จุดเริ่มต้น
ข้อ 5 ให้นายจ้างดำเนินการประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจัดทำผลการประเมินอันตราย แผนการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ หรือนับแต่วันที่มีจำนวนลูกจ้างครบตามข้อ 3 แล้วแต่กรณีและทบทวนการดำเนินการทุกสามปี
คำชี้แจงของกรมฯ แปลง 2 จุดเริ่มต้นนี้เป็นวันที่ให้แล้ว ดังตาราง
| กรณี | จุดเริ่มนับ | ครบกำหนด |
|---|---|---|
| กิจการที่เข้าข่ายอยู่แล้วในวันที่ประกาศใช้บังคับ | 21 พฤษภาคม 2568 | 16 พฤศจิกายน 2568 |
| กิจการที่มีลูกจ้างครบเกณฑ์ภายหลัง | วันที่มีลูกจ้างครบตามข้อ 3 | นับไปอีก 180 วันจากวันนั้น |
วันที่ในตารางมาจากคำชี้แจงหัวข้อ 4.1 (1) ซึ่งเป็นเอกสารอธิบายของกรมฯ ส่วนตัวบทข้อ 2 กำหนดเพียงว่าประกาศใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
รอบทบทวน ข้อ 5 กำหนดเพียงว่าทบทวนทุก 3 ปี ตัวบทและคำชี้แจงไม่ได้ระบุวันเริ่มนับ ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติคือให้รอบทบทวนเสร็จก่อนครบ 3 ปีนับจากวันที่รอบก่อนดำเนินการเสร็จ และบันทึกวันนั้นไว้ในแฟ้ม
ตัวอย่างการใช้กรอบเวลา สถานประกอบกิจการผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งอยู่ในบัญชี 2 ลำดับ 13 เปิดกิจการด้วยลูกจ้าง 15 คน ช่วงนั้นยังไม่อยู่ในขอบเขตของประกาศ ต่อมารับลูกจ้างเพิ่มจนครบ 20 คน วันที่ลูกจ้างคนที่ 20 เริ่มงานจึงเป็นวันเริ่มนับ 180 วัน ฝ่ายบุคคลควรบันทึกวันนั้นไว้เป็นหลักฐาน
ตัวบทยังไม่ได้ระบุรายละเอียดบางเรื่องที่นายจ้างมักถาม ได้แก่
- วิธีนับลูกจ้าง เช่น จะนับลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างตามฤดูกาลอย่างไร
- กรณีจำนวนลูกจ้างลดลงต่ำกว่าเกณฑ์หลังจากเข้าข่ายแล้ว
- กรณีนายจ้างรายเดียวมีหลายสถานที่ตั้ง จะนับรวมหรือแยกตามสถานประกอบกิจการ
- ลูกจ้างของผู้รับเหมาที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ
ประกาศเรื่องการประเมินอันตรายและคำชี้แจงไม่ได้ตอบเรื่องเหล่านี้ไว้ ถ้าตัดสินใจเองจากการคาดคะเนอาจพลาดกรอบเวลา ให้สอบถามกรมฯ ตามข้อ 6 ของลำดับการตรวจด้านล่าง
ลำดับการตรวจว่ากิจการเข้าข่าย
ควรตรวจเรียงจากประเภทกิจการไปหาจำนวนลูกจ้าง เพราะเกณฑ์จำนวนลูกจ้างขึ้นกับบัญชีที่กิจการอยู่
- ระบุกิจกรรมหลักของสถานประกอบกิจการ จากสิ่งที่ทำจริง เช่น ผลิตอะไร ให้บริการอะไร ประกอบกับหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะที่มีอยู่
- เทียบกับชื่อประเภทในบัญชี 1 ก่อน แล้วจึงเทียบบัญชี 2 ใช้คำอธิบายประกอบในคำชี้แจงช่วยอ่านขอบเขต
- นับลูกจ้างตามเกณฑ์ของบัญชีที่พบ ตั้งแต่ 2 คนสำหรับบัญชี 1 หรือตั้งแต่ 20 คนสำหรับบัญชี 2
- บันทึกวันเริ่มนับ เป็นวันที่ประกาศใช้บังคับหรือวันที่ลูกจ้างครบเกณฑ์ แล้วกำหนดวันครบ 180 วันและรอบทบทวน 3 ปี
- บันทึกเหตุผลของผลการตรวจ ทั้งกรณีเข้าข่ายและไม่เข้าข่าย พร้อมเอกสารอ้างอิง เมื่อพนักงานตรวจความปลอดภัยเข้าตรวจจะใช้อธิบายได้ทันที
- สอบถามกรมฯ เมื่อชื่อประเภทไม่ตรงกับกิจการชัดเจน หรือเข้ากรณีที่ตัวบทไม่ระบุ เช่น กิจการที่มีหลายกิจกรรม กิจการรูปแบบใหม่ที่ไม่มีชื่อในบัญชีตรงตัว หรือวิธีนับลูกจ้าง สอบถามได้ที่กองความปลอดภัยแรงงาน หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่ แล้วขอคำตอบเป็นหนังสือเก็บไว้ในแฟ้มเดียวกับการประเมิน
งานที่ทำตามกฎหมายอื่นแล้วตามข้อ 10
สถานประกอบกิจการบางแห่งประเมินอันตรายตามกฎหมายฉบับอื่นอยู่ก่อนแล้ว ข้อ 10 วางทางไว้สำหรับกรณีนี้
ข้อ 10 ให้ถือว่านายจ้างที่ประเมินอันตรายและจัดทำแผนตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันแล้ว ได้ดำเนินการตามประกาศนี้ และให้ส่งแบบรายงานตามข้อ 9 ด้วย สาระที่ต้องอ่านให้ครบมี 3 ส่วน
- เงื่อนไข งานตามกฎหมายอื่นต้อง "มีลักษณะเดียวกัน" กับการประเมินอันตรายตามข้อ 5 และแผนตามข้อ 8
- ผล ถือว่านายจ้างได้ดำเนินการตามประกาศเรื่องการประเมินอันตรายแล้ว ไม่ต้องทำงานเดียวกันซ้ำ 2 ชุด
- หน้าที่ที่ยังเหลือ นายจ้างยังต้องส่งแบบรายงานตามข้อ 9 คือแบบรายงานที่มีแบบ ปอ.1 และแบบ ปอ.2 แนบท้ายประกาศ
ตัวบทไม่ได้ระบุชื่อกฎหมายฉบับใดว่าเป็น "กฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน" นายจ้างที่ประสงค์จะใช้ข้อ 10 ควรเทียบงานที่มีอยู่กับรายละเอียดขั้นต่ำท้ายประกาศทีละรายการ เช่น วิธีชี้บ่งอันตราย (hazard identification) การจัดระดับอันตราย แผนพร้อมผู้รับผิดชอบและผู้ตรวจติดตาม แล้วสอบถามกรมฯ ตามข้อ 6 ของลำดับการตรวจว่างานชุดนั้นเข้าเงื่อนไขหรือไม่
คำชี้แจงของกรมฯ อธิบายข้อ 10 โดยเติมเงื่อนไขว่างานตามกฎหมายอื่นนั้นต้อง "ได้รับการรับรองจากผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตามมาตรา 33" ด้วย ถ้อยคำนี้ไม่ปรากฏในตัวบทข้อ 10 แต่สอดคล้องกับข้อ 5 วรรคสาม จึงควรวางแผนให้ผู้ชำนาญการรับรองผลไว้ตั้งแต่ต้น
หน้าที่ที่ตามมาหลังเข้าข่าย
หน้าที่หลังเข้าข่ายสรุปได้ดังตาราง รายละเอียดรายข้ออยู่ใน ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 สรุปรายข้อสำหรับนายจ้าง
| เรื่อง | สาระ | ที่มา |
|---|---|---|
| ทีมประเมิน | ลูกจ้างผู้รู้ขั้นตอนงานอย่างน้อย 1 คน ร่วมกับผู้ประเมินอันตราย จป. หรือกรรมการ คปอ. แล้วแต่กรณี | ข้อ 5 วรรคสาม |
| ผู้ชำนาญการ | ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและได้รับการรับรองผลจากผู้ชำนาญการ | ข้อ 5 วรรคสาม |
| การเปลี่ยนแปลง | ดำเนินการให้ครอบคลุมก่อน ระหว่าง และหลังการเปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 30 วัน เก็บผลไว้ ณ สถานประกอบกิจการ | ข้อ 5 วรรคสอง |
| วิธีชี้บ่งอันตราย | เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันจากรายการในข้อ 6 | ข้อ 6 |
| ส่งรายงาน (รอบแรกและรอบทบทวน) | ภายใน 60 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการดำเนินการ | ข้อ 9 วรรคหนึ่ง |
| เก็บเอกสาร | ณ สถานประกอบกิจการ ไม่น้อยกว่า 3 ปี | ข้อ 9 วรรคสอง |
ผู้ชำนาญการคือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33 อาจเป็นบุคคลภายนอก หรือ จป. ของสถานประกอบกิจการเองที่ได้รับใบอนุญาต
ขอบเขตงานผูกกับเส้นทางที่ใช้ขอใบอนุญาตตามกฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 (เรียกต่อไปว่า กฎกระทรวงผู้ชำนาญการ) ผู้ที่ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (1) (2) หรือ (3) ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ทำได้ทุกสถานประกอบกิจการ รวมถึงที่ตนทำงานอยู่ และเสียค่าธรรมเนียม ส่วนผู้ที่ขอด้วยเส้นทางข้อ 6 (4) ทำได้เฉพาะในสถานประกอบกิจการที่ตนขึ้นทะเบียนเป็น จป. ไว้ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวงผู้ชำนาญการ ไม่เสียค่าธรรมเนียมตามข้อ 22 ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน และถ้าย้ายสถานประกอบกิจการต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่ รายละเอียดอยู่ใน จป. ระดับเทคนิคขึ้นไปกับใบอนุญาตผู้ชำนาญการ ขอบเขตตามข้อ 13 และการยกเว้นค่าธรรมเนียม
ปฏิทินส่งรายงานร่วมกับรายงานอื่นดูได้ใน ปฏิทินรายงานที่นายจ้างต้องส่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตลอดปี และฐานกฎหมายทั้งห่วงโซ่อยู่ใน แผนที่กฎหมายไทยที่กำหนดให้ประเมินอันตรายและประเมินความเสี่ยง
บทกำหนดโทษ
นายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 32 มีโทษตามมาตรา 56 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สรุป
- ประกาศเรื่องการประเมินอันตรายใช้บังคับกับกิจการตามบัญชี 1 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คน และกิจการตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน ตามข้อ 3
- บัญชี 1 มี 5 ประเภท ได้แก่ เหมือง ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี การกลั่นน้ำมัน และการแยกก๊าซธรรมชาติ บัญชี 2 มี 49 ประเภท
- คำอธิบายประกอบในคำชี้แจงของกรมฯ เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับอ่านชื่อประเภท ตัวบทที่ใช้บังคับคือชื่อในบัญชีท้ายประกาศ
- กรอบ 180 วันเริ่มนับจากวันที่ประกาศใช้บังคับ หรือวันที่ลูกจ้างครบเกณฑ์ แล้วทบทวนทุก 3 ปี
- ตัวบทไม่ได้ระบุวิธีนับลูกจ้างรายประเภท กรณีหลายสถานที่ตั้ง จุดเริ่มนับรอบทบทวน และลูกจ้างผู้รับเหมา กรณีไม่ชัดให้สอบถามกรมฯ และขอคำตอบเป็นหนังสือ
- ข้อ 10 ให้ถืองานตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันได้ แต่ยังต้องส่งแบบรายงานตามข้อ 9
งานประเมินอันตรายต้องมีผู้ชำนาญการรับรองผล ถ้าคุณเป็น จป. หรือวิศวกรที่ทำงานประเมินอันตรายอยู่แล้ว ลงชื่อรับแจ้งเมื่อเปิดรอบอบรมผู้ชำนาญการ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ลงชื่อรับแจ้ง
อ้างอิงกฎหมาย
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 9 ข้อ 10 และบัญชีท้ายประกาศ · ฉบับเต็ม
- คำชี้แจงประกาศกระทรวงแรงงานฉบับข้างต้น และคำอธิบายประกอบบัญชีท้ายประกาศ จัดทำโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน · ฉบับเต็ม
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 56 · ฉบับเต็ม
- กฎกระทรวงการอนุญาตเป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 ข้อ 13 และข้อ 22 · ฉบับเต็ม
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

กิจการไหนได้รับยกเว้น พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ — กฎกระทรวงใหม่ พ.ศ. 2568 + มาตรา 3
ไล่ขอบเขตการบังคับใช้ตามมาตรา 3 พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 + รายชื่อกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2568 ทั้ง 2 กลุ่ม พร้อมข้อควรระวังเรื่องมาตรฐานไม่ต่ำกว่า

ประกาศเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 สรุปรายข้อสำหรับนายจ้าง
สรุปประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องการประเมินอันตราย พ.ศ. 2567 ครบข้อ 1 ถึง 10 บัญชีท้ายประกาศ ตารางจัดระดับอันตราย แบบ ปอ.1 ปอ.2 กำหนดเวลา และหน้าที่นายจ้าง

พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน ทำอะไรได้บ้าง — ระเบียบใหม่ 2568 + ระบบปรับเป็นพินัย
พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน มีอำนาจอะไรตามมาตรา 35-36 และระเบียบตรวจฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มระบบปรับเป็นพินัย นายจ้างต้องเตรียมและร่วมมืออย่างไร