⚠️ อับอากาศ

คำนวณอัตราระบายอากาศและจำนวน Air Change ก่อนเข้าที่อับอากาศ — หลัก ACH เทียบกฎกระทรวง พ.ศ. 2562

วิธีคำนวณ Air Change per Hour (ACH) และเวลา purge ก่อนเข้าที่อับอากาศ พร้อม K-factor เทียบกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 และเกณฑ์บรรยากาศอันตรายข้อ 1

Safety Station 10110 มิถุนายน 2569อ่าน 19 นาที · 4,210 คำ
คำนวณอัตราระบายอากาศและจำนวน Air Change ก่อนเข้าที่อับอากาศ — หลัก ACH เทียบกฎกระทรวง พ.ศ. 2562

ก่อนปล่อยให้ใครเข้าถัง ไซโล หรือบ่อ คำถามที่ผู้อนุญาตและผู้ควบคุมงานต้องตอบให้ได้คือ ต้องเปิด blower นานเท่าไรอากาศในนั้นถึงจะปลอดภัย หลายคนตอบด้วยความเคยชิน "เปิดทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง" ซึ่งเป็นคำตอบที่อันตราย เพราะเวลาที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับปริมาตรพื้นที่ อัตราลมของ blower และรูปทรงของถัง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว

ที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้น คือ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนด "จำนวน Air Change" หรือสูตรคำนวณใด ๆ กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 บังคับให้ "ตรวจวัดและทำให้สภาพอากาศปลอดภัย" ตามเกณฑ์ตัวเลขที่ชัดเจน ส่วนสูตร ACH, CFM และ K-factor ที่จะอธิบายต่อไปนี้เป็นแนวทาง industry best practice ที่ช่วยให้ "วางแผนก่อนเริ่ม" ว่าควรเปิด blower นานแค่ไหน — แต่ตัวเลขสุดท้ายที่ตัดสินว่าเข้าได้หรือไม่ คือผลจากเครื่องวัด ไม่ใช่ผลจากสูตร

ฐานทางกฎหมายไทย — กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 6

มาตรการระบายอากาศก่อนเข้าที่อับอากาศ มีฐานทางกฎหมายอยู่ที่ข้อ 6 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ซึ่งบังคับให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัด บันทึกผล และประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนเข้าและระหว่างทำงาน หากพบบรรยากาศอันตราย ต้องห้ามเข้า นำคนออก ค้นหาสาเหตุ และ

ดำเนินการเพื่อทำให้สภาพอากาศในที่อับอากาศนั้นไม่มีบรรยากาศอันตราย เช่น การระบายอากาศหรือการปฏิบัติตามมาตรการอื่นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง

สังเกตว่า "การระบายอากาศ" ปรากฏเป็นมาตรการตัวอย่างในข้อ 6 (4) โดยตรง — นี่คือฐานทางกฎหมายไทยของการ ventilate/purge ก่อนเข้า แต่ตัวบทไม่มีคำว่า ACH, CFM หรือจำนวน air change ใด ๆ กฎหมายบังคับเพียง "ให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตราย" ไม่ได้บังคับวิธีหรือตัวเลข

อีกจุดที่ต้องระวังไม่ให้สับสน คือ ข้อ 6 เป็นข้อตรวจวัดและประเมินสภาพอากาศ ส่วนข้อ 9 เป็นเรื่องอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและผู้ช่วยเหลือ คนละเรื่องกัน อย่าอ้างสลับข้อ

เป้าหมายเชิงตัวเลขของไทย — เกณฑ์บรรยากาศอันตราย (ข้อ 1)

แม้กฎหมายไม่มีสูตร แต่มีเป้าหมายตัวเลขที่ชัดเจน คือ เกณฑ์ "บรรยากาศอันตราย" ตามนิยามในข้อ 1 การระบายอากาศต้องทำจนค่าทุกตัวกลับเข้าเกณฑ์ปลอดภัยนี้ เกณฑ์ตามข้อ 1 ระบุว่าบรรยากาศอันตรายคือ

มีออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 19.5 หรือมากกว่าร้อยละ 23.5 โดยปริมาตร

นั่นคือ ออกซิเจนต้องอยู่ในช่วงปลอดภัย 19.5 - 23.5% โดยปริมาตร นอกจากนี้ข้อ 1 ยังนิยามบรรยากาศอันตรายรวมถึง ก๊าซ ไอ หรือละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้ เกินร้อยละ 10 ของค่า LEL/LFL (lower flammable limit / lower explosive limit) และฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้ตามค่าความเข้มข้นขั้นต่ำ รวมถึงสารเคมีที่เกินมาตรฐานตามกฎกระทรวงสารเคมี

สรุปเป้าหมายตัวเลขของกฎหมายไทยที่การระบายอากาศต้องทำให้ถึง คือ

  • ออกซิเจน อยู่ในช่วง 19.5 - 23.5% โดยปริมาตร
  • ก๊าซ/ไอติดไฟ ต่ำกว่า 10% ของ LEL
  • ไม่มีสารพิษเกินขีดจำกัด

ทั้งหมดต้องยืนยันด้วยเครื่องวัด ไม่ใช่จบที่ "ครบเวลาที่คำนวณ"

หลักคำนวณสากล — Air Change per Hour (ACH)

อินโฟกราฟิกสูตร Air Change per Hour — ACH เท่ากับ 60 คูณ Q หารด้วย V โดย Q คืออัตราลม blower และ V คือปริมาตรพื้นที่ พร้อมอธิบาย K-factor 3 ถึง 10 จาก dead zone ที่ลมเข้าไม่ถึง

ส่วนต่อจากนี้เป็น แนวทาง industry best practice ไม่ใช่กฎหมายไทย OSHA และกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ไม่ได้กำหนดจำนวน ACH เป็นข้อบังคับ ตัวเลขที่อ้างมาจากแนวทาง ACGIH และคู่มือผู้ผลิตอุปกรณ์ระบายอากาศ ใช้เพื่อวางแผนเวลา purge ก่อนเริ่ม

Air Change per Hour (ACH) คือจำนวนครั้งที่อากาศในพื้นที่ถูกแทนที่ทั้งหมดใน 1 ชั่วโมง คำนวณจาก

ACH = 60 x Q / V

โดย

  • Q = อัตราลมของ blower หน่วย CFM (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที)
  • V = ปริมาตรของพื้นที่อับอากาศ หน่วยลูกบาศก์ฟุต
  • เลข 60 = แปลงนาทีเป็นชั่วโมง

ถ้ากลับสมการเพื่อหาอัตราลมที่ต้องใช้ จากจำนวน ACH เป้าหมาย

Required CFM = (V x ACH เป้าหมาย) / 60

จำนวน ACH เป้าหมายเป็นเรื่องของแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับ แนวทางที่อ้างกันในอุตสาหกรรมคือ ราว 7 ACH เป็นจุดเริ่มต้นก่อนเริ่มงานในบางคู่มือ และบางแนวทางในงานเสี่ยงสูงแนะนำถึงราว 20 ACH ก่อนเข้า — ย้ำว่าเป็นแนวทาง ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด และไม่ควรเขียนทำนองว่า "ตามกฎหมายต้องระบาย 20 ACH" เพราะไม่เป็นความจริง

เวลา purge และ K-factor

เวลาที่ใช้ระบายอากาศโดยประมาณ คำนวณจาก

เวลา purge = (ปริมาตรพื้นที่ V / อัตราลม Q) x จำนวน air change ที่ต้องการ

สูตรนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอากาศผสมกันสมบูรณ์ (perfect mixing) ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เคยเกิดขึ้น ถังจริงมีมุมอับ (dead zone) ที่ลมเข้าไม่ถึง อากาศที่ปนเปื้อนค้างอยู่ตรงนั้น ทำให้ต้องระบายนานกว่าที่สูตรพื้นฐานบอก

จึงต้องคูณด้วยตัวประกอบความปลอดภัยของการผสม (mixing/safety factor หรือ K-factor) เพื่อชดเชย ค่า K ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ในช่วงราว 3 - 10 ขึ้นอยู่กับรูปทรงและการวางท่อ ยิ่งพื้นที่มีรูปทรงซับซ้อนหรือมุมอับมาก ค่า K ยิ่งสูง

เวลา purge ที่เผื่อ K = [(V / Q) x จำนวน air change] x K

ค่า K-factor 3 - 10 นี้เป็นแนวทาง best practice ตาม ACGIH/คู่มือผู้ผลิต ไม่ใช่ตัวเลขที่อยู่ในกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562

ตัวอย่างคำนวณ (ค่าสมมติเพื่อสาธิตสูตร ไม่ใช่ค่ามาตรฐานบังคับ)

สมมติถังมีปริมาตร V = 1,000 ลูกบาศก์ฟุต และใช้ blower อัตราลม Q = 1,000 CFM ต้องการ 5 air change และเผื่อ K-factor = 4

ขั้นที่ 1 หาเวลาต่อ 1 air change ในอุดมคติ

V / Q = 1,000 / 1,000 = 1 นาที ต่อ 1 air change

ขั้นที่ 2 คูณจำนวน air change ที่ต้องการ

1 x 5 = 5 นาที (กรณีอากาศผสมสมบูรณ์)

ขั้นที่ 3 คูณ K-factor เผื่อ dead zone

5 x 4 = 20 นาที

เลขชุดนี้เป็นค่าสมมติเพื่อแสดงวิธีแทนค่าเท่านั้น ผลลัพธ์ 20 นาทีคือ "ค่าประมาณก่อนเริ่ม" สำหรับวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์ที่บอกว่าเข้าได้แน่นอน หลังครบเวลาต้อง re-test ด้วยเครื่องวัดทุกครั้ง ถ้าค่ายังไม่ผ่านเกณฑ์ข้อ 1 ก็ต้องระบายต่อ ไม่ว่าสูตรจะบอกว่ากี่นาที

ข้อควรระวังหน้างานที่ทำให้สูตรใช้ไม่ได้จริง

สูตร ACH ดูสะอาดบนกระดาษ แต่หน้างานมีตัวแปรที่ทำให้ค่าจริงเพี้ยนไปมาก

  1. Short-circuiting ของลม — ถ้าวางปากท่อจ่ายลมกับปากดูด (หรือช่องระบายออก) อยู่ใกล้กันเกินไป ลมจะวิ่งลัดวงจรออกไปเลย ไม่ได้กวาดอากาศเสียในส่วนลึกของถัง วิธีแก้คือจ่ายลมให้ถึงก้นถังหรือส่วนที่ไกลที่สุด แล้วให้อากาศเสียไหลออกทางปากทางเข้า

  2. Dead zone (มุมอับ) — ถังที่มีโครงสร้างภายใน แผ่นกั้น หรือรูปทรงไม่สม่ำเสมอ มีจุดที่ลมเข้าไม่ถึง สารปนเปื้อนค้างอยู่ตรงนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องเผื่อ K-factor และต้องวัดหลายจุด ไม่ใช่วัดแค่ปากทางเข้า

  3. ห้าม purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์เด็ดขาด — บางคนเข้าใจผิดว่าออกซิเจนต่ำก็เติมออกซิเจนเข้าไป การทำเช่นนี้สร้างบรรยากาศ oxygen-enriched ที่ทำให้วัสดุติดไฟง่ายและรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด ต้องใช้อากาศปกติ (fresh air) เท่านั้น

  4. Inert gas ยังคงอันตราย — การใช้ก๊าซเฉื่อยเช่นไนโตรเจน (N2) ไล่ก๊าซไวไฟออก ทำให้บรรยากาศไม่ติดไฟก็จริง แต่บรรยากาศนั้นยังขาดออกซิเจนถึงตายได้ การไล่ inert gas ออกด้วย fresh air ก่อนเข้าจึงสำคัญพอ ๆ กับการไล่ก๊าซพิษ รายละเอียดเคสไนโตรเจนดูที่ งานอับอากาศที่มีไนโตรเจน (oxygen-deficient)

  5. ต้องระบายต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน — ข้อ 6 ให้ประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนและระหว่างทำงาน การระบายอากาศจึงไม่ใช่ทำแค่ก่อนเข้าแล้วปิด แต่ต้องเดินต่อเนื่องตลอด เพราะงานบางอย่าง (เชื่อม ทาสี ขัด) สร้างบรรยากาศอันตรายขึ้นมาใหม่ระหว่างทำ

ลำดับปฏิบัติที่ถูกต้อง

ไอโซเมตริกไดอะแกรมลำดับ purge ก่อนเข้าที่อับอากาศ 5 ขั้น — 1 ระบุปริมาตร 2 เลือก blower/ท่อระบายอากาศ 3 ตรวจวัดยืนยัน O2-LEL-Toxic 4 เข้าเมื่อค่าผ่านเกณฑ์ 5 ระบายต่อเนื่องและ monitor ตลอดเวลาทำงาน

ลำดับที่ถูกต้องคือ คำนวณก่อน วัดยืนยัน เข้าเมื่อผ่านเกณฑ์ แล้วระบายและ monitor ต่อเนื่อง

  1. ระบุปริมาตรพื้นที่ (V) — จากแบบหรือวัดขนาดถัง/ไซโล/บ่อ
  2. เลือก blower และท่อ — กำหนดอัตราลม Q และวางท่อให้ถึงส่วนลึก เลี่ยง short-circuit
  3. ระบายอากาศ (purge) — เปิด blower ตามเวลาที่คำนวณ (เผื่อ K-factor)
  4. ตรวจวัดยืนยัน ตามลำดับ O2 > LEL > Toxic — วัดหลายจุดและหลายระดับความลึก ดูลำดับการตรวจที่ เช็กลิสต์ตรวจวัด 4 ก๊าซก่อนเข้าที่อับอากาศ
  5. เข้าได้เมื่อค่าทุกตัวผ่านเกณฑ์ข้อ 1 — O2 19.5 - 23.5%, ก๊าซไวไฟ < 10% LEL, ไม่มีสารพิษเกินขีดจำกัด และผ่านการอนุญาตตามขั้นตอน
  6. ระบายต่อเนื่อง + monitor ต่อเนื่อง ตลอดการทำงาน — ตามข้อ 6 ที่ให้ประเมินระหว่างทำงานด้วย

ภาพรวมขั้นตอนเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ดูได้ที่ เช็กลิสต์ก่อนเข้าที่อับอากาศ และโครงสร้างกฎหมายทั้งฉบับที่ กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562

การระบายอากาศเป็นทักษะที่กฎหมายไทยบังคับให้อบรม

แม้กฎหมายไม่กำหนดสูตร ACH แต่บังคับให้ "การระบายอากาศ" เป็นทักษะที่ต้องผ่านการอบรม ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 — หลักสูตรผู้ควบคุมงาน (ข้อ 9) บรรจุหัวข้อ

เทคนิคการระบายอากาศ และเครื่องมือการระบายอากาศในที่อับอากาศ

หัวข้อนี้ยังบรรจุอยู่ในหลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน (ข้อ 11) และหลักสูตรรวม 4 ผู้ (ข้อ 12) ด้วย

นี่ยืนยันว่ากฎหมายไทยให้ความสำคัญกับการระบายอากาศในฐานะทักษะที่ต้องอบรม แต่ปล่อยให้ "จำนวน ACH" และวิธีคำนวณเป็นเรื่องของแนวทางวิชาการและคู่มือผู้ผลิต ไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขในกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: กฎหมายไทยกำหนดให้ระบายกี่ Air Change ก่อนเข้า?

ไม่กำหนด กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ไม่มีตัวเลข ACH หรือสูตรคำนวณใด ๆ กฎหมายบังคับเพียงให้ตรวจวัดและทำให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตรายตามเกณฑ์ข้อ 1 (O2 19.5 - 23.5%, ก๊าซไวไฟ < 10% LEL) ตัวเลข 7 ACH หรือ 20 ACH เป็นแนวทาง industry best practice ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย

Q2: คำนวณเวลา purge แล้ว เข้าได้เลยไหม?

ไม่ได้ เวลาที่คำนวณเป็นค่าประมาณเพื่อวางแผนเท่านั้น ต้องตรวจวัดด้วยเครื่องวัดยืนยันว่าค่าทุกตัวผ่านเกณฑ์ข้อ 1 ก่อนเสมอ การคำนวณไม่แทนการวัด

Q3: ทำไมต้องคูณ K-factor?

เพราะอากาศในถังไม่ได้ผสมกันสมบูรณ์ มีมุมอับ (dead zone) ที่ลมเข้าไม่ถึง K-factor (ราว 3 - 10 ตามรูปทรง) เป็นตัวประกอบความปลอดภัยที่ชดเชยส่วนนี้ เป็นแนวทาง best practice ไม่ใช่ตัวเลขกฎหมายไทย

Q4: เติมออกซิเจนเข้าไปเพื่อแก้ปัญหา O2 ต่ำได้ไหม?

ห้ามเด็ดขาด การ purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์สร้างบรรยากาศ oxygen-enriched ที่เสี่ยงไฟไหม้และระเบิดรุนแรง ต้องใช้อากาศปกติ (fresh air) เท่านั้นในการระบาย

Q5: ระบายเสร็จแล้วปิด blower ระหว่างทำงานได้ไหม?

ไม่ควร ข้อ 6 ให้ประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนและระหว่างทำงาน งานหลายอย่างสร้างบรรยากาศอันตรายขึ้นใหม่ระหว่างทำ (เชื่อม ทาสี ขัด) จึงต้องระบายและ monitor ต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน

สรุป

  • ฐานทางกฎหมายไทยของการระบายอากาศก่อนเข้าที่อับอากาศ คือ กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 (ตรวจวัด + ทำให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตราย โดยมี "การระบายอากาศ" เป็นมาตรการตัวอย่างในข้อ 6 (4))
  • เป้าหมายตัวเลขของกฎหมายไทยคือ เกณฑ์บรรยากาศอันตรายตามข้อ 1 — O2 อยู่ในช่วง 19.5 - 23.5% และก๊าซไวไฟต่ำกว่า 10% LEL
  • สูตร ACH = 60Q/V, Required CFM = (V x ACH)/60, เวลา purge = (V/Q) x air change x K-factor และค่า K 3 - 10 ทั้งหมดเป็น industry best practice (ACGIH/คู่มือผู้ผลิต) ไม่ใช่กฎหมายไทย
  • การคำนวณใช้วางแผนก่อนเริ่ม ตัวตัดสินว่าเข้าได้คือผลจากเครื่องวัด ต้อง re-test เสมอ และต้องระบายต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน
  • ห้าม purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์, ระวัง short-circuit และ dead zone, และ inert gas อย่างไนโตรเจนยังคงอันตรายถึงตายแม้ไม่ติดไฟ

อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน

  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 (ข้อ 1 นิยามบรรยากาศอันตราย, ข้อ 6 ตรวจวัด + ระบายอากาศ)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 (ข้อ 9, 11, 12 — เทคนิคการระบายอากาศ)
  • ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice (มาตรฐานสากล — หลัก ACH และ K-factor)
  • OSHA 1910.146 — Permit-Required Confined Spaces (มาตรฐานสหรัฐฯ — ไม่ได้กำหนดจำนวน ACH เป็นตัวเลขบังคับ)

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ การประเมินก่อนเข้า? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →
คำนวณ Air Change และอัตราระบายอากาศก่อนเข้าที่อับอากาศ — เทียบกฎหมายไทย — Safety Station 101