ควบคุมและตรวจวัดปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ — พื้นที่ควบคุม Dosimeter และบันทึกปริมาณรังสีสะสม
เข้าใจแบบครู — กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 บังคับนายจ้างทำพื้นที่ควบคุม จัด dosimeter ติดตัวลูกจ้าง บันทึกปริมาณรังสีสะสมทุกเดือน/3 เดือน แจ้งเกินกำหนดใน 7 วัน เก็บเอกสาร 2 ปี

ลองนึกถึงพยาบาลห้องเอกซเรย์ หรือช่างที่ใช้เครื่องถ่ายภาพรอยเชื่อมด้วยรังสีแกมมา (radiography) ในโรงงาน คนกลุ่มนี้ทำงานกับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น ไม่เจ็บ ไม่ร้อน แต่ทุกครั้งที่เข้าใกล้ต้นกำเนิดรังสี ร่างกายรับปริมาณรังสีเข้าไปสะสมทีละนิด และตัวคนทำงานเองไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้รับไปเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเครื่องมือวัด
นี่คือเหตุผลที่กฎหมายแรงงานไทยไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ "รู้สึกเอา" แต่บังคับให้นายจ้างวางระบบ คุม ตรวจวัด และจดบันทึก ปริมาณรังสีที่ลูกจ้างได้รับอย่างเป็นทางการ กฎหมายที่ว่าคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 ออกตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 หากต้องการดูภาพรวมทั้งฉบับก่อน ไปอ่าน ภาพรวมกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 ประกอบได้
มีจุดหนึ่งที่ จป. และคนทำงานรังสีเข้าใจผิดกันบ่อยมาก จะเคลียร์ให้ชัดตั้งแต่ต้น
เรื่องเข้าใจผิดเรื่องแรก — กฎหมายแรงงานไม่มีตัวเลข mSv
หลายคนเปิดกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 มาเพื่อหา "ตัวเลข" ว่าทำงานรังสีรับได้ปีละกี่ mSv (มิลลิซีเวิร์ต) แล้วงงว่าหาไม่เจอ — เพราะมันไม่มีจริง
ตัวบทกฎกระทรวงฉบับนี้ ข้อ 11 เขียนไว้ว่า นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยทางรังสีตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ "เพื่อป้องกันมิให้ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีได้รับปริมาณรังสีสะสม เกินปริมาณที่กำหนด"
สังเกตคำว่า "เกินปริมาณที่กำหนด" — กฎหมายแรงงานไม่ได้บอกเองว่าปริมาณที่กำหนดเท่าไหร่ แต่โยนไปอ้างอิง กฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับ คุมโดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ไม่ใช่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
พูดง่าย ๆ คือกฎหมายแรงงานแบ่งหน้าที่กันชัดเจน
- ตัวเลขขีดจำกัด (เช่น ค่าขีดจำกัดเป็น mSv/ปี สำหรับผู้ปฏิบัติงาน) → อยู่ในกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
- การคุม การวัด การบันทึก ที่หน้างาน → อยู่ในกฎกระทรวงรังสีของกระทรวงแรงงานฉบับนี้
ถ้าใครเขียนรายงาน เอกสารอบรม หรือป้ายในโรงงานว่า "ตามกฎหมายแรงงานไทย ผู้ปฏิบัติงานรับรังสีได้ไม่เกิน 20 mSv/ปี" — นั่นคืออ้างผิดฉบับ ตัวเลขแนวนี้เป็นมาตรฐานสากล (เช่นคำแนะนำของ ICRP ที่กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์ฯ นำมาใช้) ไม่ใช่ถ้อยคำในกฎกระทรวงแรงงานฉบับนี้ ถ้าจะอ้างตัวเลข ต้องระบุให้ชัดว่าอ้างจากกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ไม่ใช่กฎหมายแรงงาน
เคลียร์ตรงนี้แล้ว เรามาดูสิ่งที่กฎหมายแรงงาน "กำหนดจริง" ซึ่งสรุปได้เป็น 3 เสาหลัก — คุม วัด บันทึก
ทำไมต้องคุม วัด บันทึก — หลัก Time / Distance / Shielding


ก่อนลงรายละเอียดข้อกฎหมาย ขอปูพื้นว่าทำไมต้องมี "พื้นที่ควบคุม" และ "dosimeter" ตั้งแต่แรก เพราะถ้าเข้าใจหลักการ จะจำข้อกฎหมายได้เอง
การลดปริมาณรังสีที่คนรับ มีหลักสากลง่าย ๆ 3 ตัว ที่คนทำงานรังสีท่องกันทั่วโลก เรียกว่า Time / Distance / Shielding (เวลา ระยะห่าง และเครื่องกำบัง) ซึ่งเป็นแนวคิดเบื้องหลัง ALARA หรือ "ทำให้ปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้" (As Low As Reasonably Achievable) — ขอย้ำว่า Time/Distance/Shielding และ ALARA เป็น หลักปฏิบัติสากล ที่หนุนเจตนารมณ์กฎหมายไทย ไม่ใช่ตัวบทในกฎกระทรวง แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมกฎหมายถึงสั่งแบบนั้น
- Time (เวลา) — ยิ่งอยู่ใกล้ต้นกำเนิดรังสีนานเท่าไหร่ ยิ่งรับมากเท่านั้น จึงต้องบริหารเวลาทำงานให้สั้น
- Distance (ระยะห่าง) — ปริมาณรังสีลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อยืนห่างออกมา การขีดเส้น ทำรั้ว ทำคอกกั้น คือการบังคับระยะห่างนั่นเอง
- Shielding (เครื่องกำบัง) — ผนังตะกั่ว กระจกตะกั่ว ฉากกั้น ช่วยดูดซับรังสีก่อนถึงตัวคน
พอเห็นภาพแบบนี้ จะเข้าใจทันทีว่า "พื้นที่ควบคุม" คือการจัดการ Distance + Shielding ส่วน "dosimeter" และ "การบันทึก" คือการ พิสูจน์ ว่ามาตรการทั้งหมดได้ผลจริง ปริมาณที่คนรับยังอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ ถ้าไม่วัด ก็ไม่มีทางรู้
เสาที่ 1 — พื้นที่ควบคุม (Controlled Area)
พื้นที่ควบคุมคืออะไร
ตามนิยามในกฎกระทรวง ข้อ 2 "พื้นที่ควบคุม" หมายความว่า พื้นที่ที่ต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับรังสีและตรวจสอบการได้รับรังสี เพื่อควบคุมการได้รับรังสีหรือป้องกันการแพร่กระจายของการปนเปื้อนทางรังสีของลูกจ้าง
เปรียบให้เห็นภาพ — พื้นที่ควบคุมก็เหมือน "เขตหวงห้าม" รอบเตาหลอม หรือรอบบ่อสารเคมีเข้มข้น คือบริเวณที่อันตรายกระจุกตัวอยู่ จึงต้องตีกรอบให้ชัดว่าตรงไหน "เข้าได้เฉพาะคนที่มีหน้าที่และมีการป้องกัน"
นายจ้างต้องทำอะไรกับพื้นที่ควบคุม
ข้อ 7 กำหนดว่า นายจ้างต้องกำหนดพื้นที่ควบคุมโดยจัดทำรั้ว คอกกั้น หรือเส้นแสดงแนวเขต หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสม และจัดให้มีป้ายสัญลักษณ์ทางรังสีพร้อมข้อความเตือนภัยอย่างน้อยเป็นภาษาไทยและภาษาอื่นที่ลูกจ้างเข้าใจได้ แสดงให้เห็นชัดเจน
ป้ายสัญลักษณ์ทางรังสีที่ว่านี้ คือสัญลักษณ์ใบพัด 3 แฉก (trefoil) สีดำหรือสีม่วงแดงบนพื้นเหลือง ที่คนทั่วโลกเห็นแล้วรู้ทันทีว่า "ระวังรังสี"
เมื่อกำหนดพื้นที่ควบคุมแล้ว ข้อ 8 ให้นายจ้างมีหน้าที่ควบคุมดูแล 4 ข้อห้ามสำคัญ
- ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้า — ไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่มีหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกเข้าไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายจ้าง และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ หรือ จป.หัวหน้างาน
- ห้ามกิน ดื่ม สูบบุหรี่ พักอาศัย — ไม่ให้ใครเข้าพักผ่อน หรือนำอาหาร เครื่องดื่ม หรือบุหรี่เข้าไปในพื้นที่ควบคุม เพราะเสี่ยงรับสารกัมมันตรังสีเข้าร่างกายทางปาก
- ห้ามนำต้นกำเนิดรังสีที่เคลื่อนย้ายได้ออกนอกพื้นที่ — เว้นแต่ทำตามมาตรการความปลอดภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ห้ามนำภาชนะหรือวัสดุที่ปนเปื้อนออก — เว้นแต่ทำตามมาตรการความปลอดภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มเสี่ยงที่ห้ามทำงานรังสีเด็ดขาด
มีมาตรการคุมการรับรังสีของกลุ่มเสี่ยงโดยตรงในข้อ 9 — ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี
ข้อนี้เด็ดขาด ไม่มีเงื่อนไข "ถ้าระวังแล้วทำได้" เพราะทารกในครรภ์และเด็กที่ยังกินนมแม่ ไวต่อรังสีมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า
เสาที่ 2 — Dosimeter อุปกรณ์บันทึกปริมาณรังสีประจำตัว
dosimeter คืออะไร และทำไมต้องติดตลอดเวลา
dosimeter หรือในกฎหมายเรียกว่า "อุปกรณ์บันทึกปริมาณรังสีประจำตัวบุคคล" คืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่ลูกจ้างสวมใส่หรือติดไว้ตามตัว เพื่อจดว่าตลอดช่วงที่ทำงาน ร่างกายรับรังสีไปสะสมเท่าไหร่ ที่คุ้นตากันคือ film badge หรือ TLD ติดที่หน้าอก หรือปากกาวัดรังสีเหน็บกระเป๋าเสื้อ
ข้อ 12 กำหนดว่า นายจ้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์บันทึกปริมาณรังสีประจำตัวบุคคลและต้องควบคุมให้ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
ตัวบทยังระบุด้วยว่า อุปกรณ์นี้ต้องเป็นแบบที่สวมใส่หรือติดตามส่วนต่าง ๆ ของตัวลูกจ้าง เพื่อบันทึกปริมาณรังสีสะสมตามช่วงเวลาทำงาน ซึ่ง อ่านค่าได้ทันที หรือนำไปวิเคราะห์ผลภายหลัง ก็ได้
จุดที่หน้างานพลาดบ่อยคือคำว่า "ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน" — ไม่ใช่ติดเฉพาะตอนเข้าใกล้เครื่อง แล้วถอดวางไว้บนโต๊ะตอนพัก เพราะถ้าวางทิ้ง dosimeter ก็จะวัดรังสีของโต๊ะ ไม่ใช่ของคน ค่าที่ได้จะเพี้ยนและใช้เป็นหลักฐานไม่ได้
อนึ่ง dosimeter เป็นคนละอย่างกับ PPE ที่ข้อ 24 กำหนด (เช่น เสื้อตะกั่ว ถุงมือ แว่นตา เครื่องช่วยหายใจ) — PPE มีไว้ "ลด" รังสีที่เข้าสู่ร่างกาย ส่วน dosimeter มีไว้ "วัด" ว่ารับเข้าไปเท่าไหร่ ต้องมีทั้งสองอย่างควบคู่กัน
เสาที่ 3 — การตรวจวัด บันทึก และแจ้งปริมาณรังสีสะสม
นี่คือหัวใจของบทความ และเป็นจุดที่กฎหมายแรงงานกำหนด "ตัวเลขเวลา" ไว้ชัดเจน (ไม่ใช่ตัวเลข mSv นะ)
จัดทำข้อมูลทุกเดือนหรือทุก 3 เดือน และแจ้งลูกจ้างทุกครั้ง
ข้อ 13 วรรคแรก กำหนดว่า นายจ้างต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีได้รับ เป็นประจำทุกเดือนหรือทุกสามเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของต้นกำเนิดรังสี และต้องแจ้งข้อมูลปริมาณรังสีสะสมดังกล่าวให้ลูกจ้างทราบทุกครั้ง
มี 2 คำที่ต้องเน้น
- ทุกเดือน หรือ ทุก 3 เดือน — ขึ้นอยู่กับประเภทต้นกำเนิดรังสี ไม่ใช่นายจ้างเลือกตามสะดวก
- แจ้งให้ลูกจ้างทราบทุกครั้ง — คนทำงานมีสิทธิรู้ว่าตัวเองรับรังสีสะสมไปเท่าไหร่ ไม่ใช่นายจ้างเก็บข้อมูลไว้คนเดียว
การจัดทำข้อมูลนี้ ต้องทำตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งคือ แบบ กภ.ร.2 ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องแบบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565
กรณีเกินกำหนด — แจ้งอธิบดีภายใน 7 วัน
ข้อ 13 วรรคสอง วางขั้นตอนฉุกเฉินไว้ ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับปริมาณรังสีสะสมเกินปริมาณที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ให้นายจ้างแจ้งปริมาณรังสีสะสมดังกล่าว พร้อมหาสาเหตุและการป้องกันแก้ไข ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบข้อมูล
ย้ำอีกครั้งให้ไม่สับสน — "เกินปริมาณที่กำหนด" ในที่นี้ ใช้เกณฑ์ของกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นตัววัด ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎกระทรวงแรงงานตั้งเอง
แบบที่ใช้แจ้งกรณีเกินกำหนดคือ แบบ กภ.ร.3 ตามประกาศกรมฯ ฉบับเดียวกัน
เก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 2 ปี
ข้อ 13 วรรคสาม กำหนดว่า นายจ้างต้องเก็บเอกสารหรือหลักฐานทั้งข้อมูลปริมาณรังสีสะสมและการแจ้งกรณีเกินกำหนด ไว้ไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างแต่ละราย ไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ
สังเกตว่า "2 ปี" นับจาก วันสิ้นสุดการจ้าง ของลูกจ้างแต่ละราย ไม่ใช่นับจากวันที่จัดทำข้อมูล ดังนั้นแม้พนักงานลาออกไปแล้ว แฟ้มประวัติรังสีของเขายังต้องเก็บต่ออีกอย่างน้อย 2 ปี
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีต้องประเมินอันตรายเดือนละครั้ง
นอกจากบันทึกของรายบุคคล กฎหมายยังให้ประเมินสภาพพื้นที่ด้วย ข้อ 15(4) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (หรือผู้ที่ทำหน้าที่ตามข้อนี้) ประเมินอันตรายจากรังสีในพื้นที่ปฏิบัติงานตามหลักวิธีทางด้านรังสี และบันทึกเป็นหลักฐานอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แล้วนำมาวางแผนป้องกันและระงับอันตราย
พูดให้เห็นภาพคือ — dosimeter วัดที่ "ตัวคน" ส่วนการประเมินเดือนละครั้งนี้วัดที่ "พื้นที่" สองอย่างนี้เสริมกัน
หน้าที่ก่อนเริ่มงานรังสี — อย่าลืมแจ้งต้นกำเนิดรังสี
ก่อนระบบคุม-วัด-บันทึก จะเดินได้ มีหน้าที่ตั้งต้นที่นายจ้างต้องทำก่อน คือการแจ้งต้นกำเนิดรังสี ข้อ 5 กำหนดให้นายจ้างแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี และสถานที่ตั้ง ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาในสถานประกอบกิจการ
รายละเอียดขั้นตอนนี้ดูเพิ่มได้ที่ การแจ้งต้นกำเนิดรังสีภายใน 7 วัน
ตัวอย่างจริง — แผนกรังสีวินิจฉัยในโรงพยาบาล
ลองดูภาพรวมว่าทั้งหมดประกอบกันยังไงในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาลขนาดกลางแห่งหนึ่ง
- หน้าห้องเอกซเรย์ขีดเส้นแนวเขตและติดป้าย trefoil ระบุ "พื้นที่ควบคุม ห้ามผู้ไม่มีหน้าที่เข้า" ผนังบุตะกั่ว ประตูมีกระจกตะกั่ว — นี่คือ Distance + Shielding ตามข้อ 7
- นักรังสีการแพทย์ทุกคนติด film badge ที่หน้าอก สวมตลอดเวลาที่ขึ้นเวร และวางไว้ที่ rack เฉพาะตอนเลิกงาน ไม่พกกลับบ้าน — ตามข้อ 12
- ทุกเดือน หน่วยงานส่ง film badge ไปอ่านค่ากับห้องปฏิบัติการ แล้วกรอกผลลงแบบ กภ.ร.2 พร้อมแจ้งค่าให้นักรังสีแต่ละคนทราบ — ตามข้อ 13
- ถ้าเดือนไหนมีคนค่าพุ่งเกินเกณฑ์ของกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์ฯ หัวหน้าแผนกหาสาเหตุ (เช่น ลืมปิดประตู หรือยืนผิดจุด) แล้วแจ้งอธิบดีด้วยแบบ กภ.ร.3 ภายใน 7 วัน — ตามข้อ 13 วรรคสอง
- พยาบาลที่แจ้งว่าตั้งครรภ์ ถูกย้ายออกจากงานเอกซเรย์ทันที — ตามข้อ 9
เห็นภาพชัดว่าระบบนี้ไม่ได้ยุ่งยากเกินไป แค่ต้องทำให้ครบและสม่ำเสมอ
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยหน้างาน
- อ้างตัวเลข mSv ว่าเป็นกฎหมายแรงงาน — ตัวเลขขีดจำกัดอยู่ในกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ถ้าจะเขียนต้องระบุแหล่งให้ถูก
- ติด dosimeter ไม่ตลอดเวลา — ถอดวางตอนพัก หรือลืมพกบางวัน ทำให้ค่าที่บันทึกไม่สะท้อนความจริง
- บันทึกแล้วไม่แจ้งลูกจ้าง — ข้อ 13 บังคับให้แจ้งทุกครั้ง ไม่ใช่เก็บไว้รอตรวจ
- เก็บเอกสารไม่ครบ 2 ปีหลังลาออก — รีบทำลายแฟ้มทันทีที่พนักงานออก เป็นการทำผิดข้อ 13 วรรคสาม
- ปล่อยคนตั้งครรภ์ทำงานต่อ — ข้อ 9 ห้ามเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น
- พื้นที่ควบคุมไม่มีป้าย/เส้นเขตชัด — มีแค่ห้องแต่ไม่ตีกรอบและไม่ติดป้าย ถือว่าไม่ครบตามข้อ 7
Checklist สรุปสั้น
- แจ้งต้นกำเนิดรังสีต่ออธิบดีภายใน 7 วันที่นำเข้ามา (ข้อ 5)
- กำหนดพื้นที่ควบคุม ทำรั้ว/คอกกั้น/เส้นเขต + ป้ายสัญลักษณ์ทางรังสี (ข้อ 7)
- คุม 4 ข้อห้ามในพื้นที่ควบคุม — คนเข้า กิน-ดื่ม-สูบ ต้นกำเนิด ภาชนะปนเปื้อน (ข้อ 8)
- ไม่ให้คนตั้งครรภ์/ให้นมบุตรทำงานรังสี (ข้อ 9)
- จัด dosimeter ประจำตัว ติดตัวลูกจ้างตลอดเวลาทำงาน (ข้อ 12)
- จัดทำข้อมูลปริมาณรังสีสะสมทุกเดือน/ทุก 3 เดือน แจ้งลูกจ้างทุกครั้ง (แบบ กภ.ร.2, ข้อ 13)
- กรณีเกินกำหนด แจ้งอธิบดีภายใน 7 วัน (แบบ กภ.ร.3, ข้อ 13)
- เก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้าง (ข้อ 13)
- ประเมินอันตรายในพื้นที่อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง (ข้อ 15)
คำถามที่พบบ่อย
กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 กำหนดว่ารับรังสีได้ปีละกี่ mSv
ไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขในตัวบท กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้ถ้อยคำว่า "ปริมาณรังสีสะสมเกินปริมาณที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ" (ข้อ 11, ข้อ 13) ตัวเลขขีดจำกัดเป็น mSv อยู่ในกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งเป็นคนละฉบับ
ลูกจ้างต้องติด dosimeter ตอนไหนบ้าง
ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี ตามข้อ 12 ไม่ใช่เฉพาะตอนเข้าใกล้เครื่อง และไม่ใช่ถอดวางตอนพัก
นายจ้างต้องแจ้งค่าปริมาณรังสีให้ลูกจ้างรู้ไหม
ต้องแจ้งทุกครั้งที่จัดทำข้อมูล ตามข้อ 13 ลูกจ้างมีสิทธิรู้ว่าตัวเองรับรังสีสะสมไปเท่าไหร่
ถ้าค่ารังสีของลูกจ้างเกินกำหนด ต้องทำอย่างไร
หาสาเหตุ วางมาตรการป้องกันแก้ไข แล้วแจ้งอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบ ด้วยแบบ กภ.ร.3 (ข้อ 13)
ต้องเก็บเอกสารปริมาณรังสีนานแค่ไหน
ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างแต่ละราย ตามข้อ 13 วรรคสาม
สรุป
- กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 ของกระทรวงแรงงาน เน้น "ควบคุม ตรวจวัด บันทึก" — ตัวเลขขีดจำกัด mSv อยู่ในกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ คนละฉบับ
- พื้นที่ควบคุม ต้องตีเส้นเขต ติดป้าย และคุม 4 ข้อห้าม (ข้อ 7, ข้อ 8)
- dosimeter ต้องจัดให้และติดตัวลูกจ้างตลอดเวลาทำงาน (ข้อ 12)
- บันทึกปริมาณรังสีสะสมทุกเดือน/3 เดือน แจ้งลูกจ้างทุกครั้ง เกินกำหนดแจ้งใน 7 วัน เก็บเอกสาร 2 ปี (ข้อ 13, แบบ กภ.ร.2 และ กภ.ร.3)
- ห้ามคนตั้งครรภ์/ให้นมบุตรทำงานรังสีเด็ดขาด (ข้อ 9)
ลองเริ่มที่จุดเดียวก่อน — เดินไปดู dosimeter ในแผนกของคุณว่าทุกคนติดครบ และอ่านค่าตรงรอบหรือยัง ถ้าตรงนี้แน่น เสาที่เหลือจะตามมาเอง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
