🩺 สุขภาพอาชีวอนามัย

กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 + ALARA — มาตรฐานทำงานกับรังสีในไทย

สรุปกฎกระทรวงมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 — ยกเลิกฉบับ 2547 นายจ้างแจ้งต้นกำเนิดรังสี 7 วัน Dosimeter แผนฉุกเฉิน ห้ามลูกจ้างตั้งครรภ์ทำงานรังสี + ALARA

Safety Station 1013 พฤษภาคม 2569อ่าน 37 นาที · 8,209 คำ
กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 + ALARA — มาตรฐานทำงานกับรังสีในไทย

ผู้ประกอบกิจการที่มีต้นกำเนิดรังสีอยู่ในสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ งานตรวจสอบโดยไม่ทำลายเนื้องาน (NDT) งานสำรวจทางธรณี หรือโรงงานที่ใช้รังสีในกระบวนการผลิต มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องแจ้งต่ออธิบดี กำหนดพื้นที่ควบคุม จัด Dosimeter ประจำตัวบุคคลให้ลูกจ้าง และมีแผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี การละเลยมีบทลงโทษทางอาญาตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎที่บังคับใช้ในปัจจุบันคือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 ซึ่ง ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ. 2547 ไปแล้วโดยข้อ 1 ของกฎฉบับใหม่ — ผู้ที่ยังอ้างอิงกฎกระทรวงรังสีชนิดก่อไอออน พ.ศ. 2547 อยู่จะถือว่าใช้กฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้ว

1. ข้อมูลสำคัญและที่มา

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ลงนามโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

รายการ รายละเอียด
ชื่อเต็ม กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564
ลำดับศักดิ์ กฎกระทรวง (ออกตาม ม.5 + ม.8 พ.ร.บ. 2554)
ผู้ลงนาม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน
ลงนาม 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
โครงสร้าง 4 หมวด 26 ข้อ
ฉบับเก่า ยกเลิกกฎกระทรวงรังสีชนิดก่อไอออน พ.ศ. 2547

จุดเปลี่ยนสำคัญจากฉบับเก่า — ชื่อกฎกระทรวงฉบับใหม่ตัดคำว่า "ชนิดก่อไอออน" ออก แต่ขยายขอบเขตให้ครอบคลุม "รังสี" ทุกชนิดที่ทำให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน ตามนิยามใหม่ในข้อ 2 — รวมถึงรังสีจากเครื่องกำเนิดรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ ไม่จำกัดเฉพาะวัสดุกัมมันตรังสีตามฉบับเดิม

2. คำจำกัดความตามกฎหมาย

ข้อ 2 ของกฎกระทรวงให้นิยามคำสำคัญที่นายจ้าง จป. และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีต้องเข้าใจตรงกัน ดังนี้

  • "รังสี" — คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรืออนุภาคใด ๆ ที่มีความเร็ว ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ในตัวกลางที่ผ่านไป (เช่น รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมมา รังสีบีตา อัลฟา และนิวตรอน)
  • "ต้นกำเนิดรังสี" — วัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี หรือวัสดุนิวเคลียร์
  • "วัสดุกัมมันตรังสี" — ธาตุหรือสารประกอบที่มีโครงสร้างภายในอะตอมไม่คงตัวและสลายตัวโดยปลดปล่อยรังสีออกมา ทั้งที่มีในธรรมชาติและที่เกิดจากการผลิต
  • "เครื่องกำเนิดรังสี" — เครื่องหรือระบบอุปกรณ์เมื่อมีการให้พลังงานเข้าไปแล้วจะก่อให้เกิดการปลดปล่อยรังสีออกมา (เช่น เครื่องเอ็กซเรย์)
  • "ปริมาณรังสีสะสม" — ผลรวมของปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ
  • "พื้นที่ควบคุม" — พื้นที่ที่ต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยและตรวจสอบการได้รับรังสี เพื่อควบคุมการได้รับรังสีหรือป้องกันการแพร่กระจายของการปนเปื้อนทางรังสี
  • "ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี" — ลูกจ้างซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานหรือทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับรังสี

3. ขอบเขตการบังคับใช้

กฎฉบับนี้ใช้บังคับกับสถานประกอบกิจการทุกประเภทที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 และมีต้นกำเนิดรังสีในสถานประกอบกิจการ เช่น โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ใช้เครื่องเอ็กซเรย์หรือเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ห้องปฏิบัติการที่ใช้สารกัมมันตรังสี งานตรวจสอบโดยไม่ทำลายเนื้องาน (Industrial Radiography) งานวัดระดับและความหนาในอุตสาหกรรม งานสำรวจน้ำมันและธรณี ตลอดจนสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยที่มีต้นกำเนิดรังสี

ข้อยกเว้นตามข้อ 6 — บทบัญญัติในข้อ 7, 8, 11-18 และ 20-25 มิให้ใช้บังคับแก่นายจ้างซึ่งมีต้นกำเนิดรังสีที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ กล่าวคือ ต้นกำเนิดรังสีระดับต่ำที่ไม่ต้องขออนุญาตหรือแจ้งการครอบครองต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ควบคุม Dosimeter และแผนฉุกเฉิน

4. โครงสร้าง 4 หมวด 26 ข้อ

หมวด เนื้อหา ข้อ
1 บททั่วไป — การแจ้งและการเก็บเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ 3 - 4
2 การควบคุมและป้องกันอันตราย (หัวใจของกฎ) 5 - 20
3 สัญลักษณ์ทางรังสี สัญญาณเตือนภัย และระบบสัญญาณฉุกเฉิน 21 - 23
4 อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล 24 - 25
- บทเฉพาะกาล 26

5. หน้าที่หลักของนายจ้างตามกฎกระทรวง

ภาพ isometric แสดงหน้าที่ 6 ขั้นของนายจ้างเรื่องรังสี — แจ้งภายใน 7 วัน กำหนดพื้นที่ควบคุม จัด dosimeter ประเมินอันตราย ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉิน เก็บบันทึก 2 ปี

5.1 แจ้งต้นกำเนิดรังสีต่ออธิบดี (ข้อ 5)

นายจ้างต้องแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี และสถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ รวมทั้งแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาในสถานประกอบกิจการ และหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว ต้องแจ้งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

แบบแจ้งใช้ แบบ กภ.ร.1 ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสีฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565

บทเฉพาะกาล (ข้อ 26) — กรณีที่นายจ้างนำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ ต้องแจ้งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ

5.2 กำหนดพื้นที่ควบคุม (ข้อ 7)

นายจ้างต้องกำหนดพื้นที่ควบคุมโดยจัดทำรั้ว คอกกั้น หรือเส้นแสดงแนวเขต หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสม และจัดให้มีป้ายสัญลักษณ์ทางรังสีพร้อมข้อความเตือนภัยที่เหมาะสมอย่างน้อยเป็นภาษาไทยและภาษาอื่นที่ลูกจ้างเข้าใจได้

5.3 ควบคุมดูแลพื้นที่ควบคุม — ข้อห้าม 4 ประการ (ข้อ 8)

เมื่อกำหนดพื้นที่ควบคุมตามข้อ 7 แล้ว นายจ้างมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามข้อห้ามทั้งสี่ประการ ดังนี้

  1. ห้ามผู้ไม่มีหน้าที่เข้า — ไม่ให้ลูกจ้างซึ่งไม่มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีหรือบุคคลภายนอกเข้าไปในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายจ้าง และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ หรือ จป.หัวหน้างาน
  2. ห้ามพักผ่อนหรือนำอาหารเข้า — ไม่ให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าพักอาศัย พักผ่อน หรือนำอาหาร เครื่องดื่ม หรือบุหรี่ เข้าไปในพื้นที่ควบคุม
  3. ห้ามนำต้นกำเนิดรังสีที่เคลื่อนย้ายได้ออก — เว้นแต่ได้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  4. ห้ามนำภาชนะหรือวัสดุที่ปนเปื้อนออก — ไม่ให้บุคคลใดนำภาชนะหรือวัสดุซึ่งปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ออกไปนอกพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ได้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

5.4 กลุ่มเสี่ยงพิเศษ — ห้ามลูกจ้างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรทำงานรังสี (ข้อ 9)

ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี ข้อนี้เป็นข้อห้ามเด็ดขาดที่นายจ้างต้องปฏิบัติทันทีที่ทราบสถานะ ไม่มีข้อยกเว้นในกฎกระทรวง

ในทางปฏิบัติ นายจ้างควรกำหนดในข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสีตามข้อ 10 ให้ลูกจ้างหญิงแจ้งสถานะตั้งครรภ์ต่อ จป.หรือฝ่ายบุคคลทันทีที่ทราบ เพื่อให้ย้ายงานไปยังพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรังสี

5.5 จัด Dosimeter ประจำตัวบุคคล (ข้อ 12)

นายจ้างต้องจัดให้มีอุปกรณ์บันทึกปริมาณรังสีประจำตัวบุคคล (Personal Dosimeter) และต้องควบคุมให้ลูกจ้างซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน อุปกรณ์ดังกล่าวต้องเป็นแบบสวมใส่หรือติดไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของตัวลูกจ้าง สามารถบันทึกปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างได้รับ และสามารถอ่านค่าได้ทันทีหรือนำไปวิเคราะห์ผลภายหลัง

อุปกรณ์ที่นิยมใช้ ได้แก่ TLD (Thermoluminescent Dosimeter), OSL (Optically Stimulated Luminescence) สำหรับการอ่านผลภายหลัง และ Electronic Personal Dosimeter (EPD) สำหรับการอ่านค่าทันที โดยต้องส่งวิเคราะห์ผลกับห้องปฏิบัติการที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติรับรอง

5.6 บันทึกปริมาณรังสีและเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 2 ปี (ข้อ 13)

นายจ้างต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณรังสีสะสมที่ลูกจ้างได้รับเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกสามเดือนขึ้นอยู่กับประเภทของต้นกำเนิดรังสี และต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ลูกจ้างทราบทุกครั้งตามแบบ กภ.ร.2 ท้ายประกาศกรมฯ ลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565

ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับปริมาณรังสีสะสมเกินปริมาณที่กฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติกำหนด นายจ้างต้องแจ้งปริมาณรังสีสะสมพร้อมหาสาเหตุและการป้องกันแก้ไขต่ออธิบดี ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อมูลตามแบบ กภ.ร.3

นายจ้างต้องเก็บเอกสารหรือหลักฐานข้างต้น ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างแต่ละราย ไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ

5.7 จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (ข้อ 14-15)

ข้อ 14 แยกระดับผู้รับผิดชอบตามประเภทต้นกำเนิดรังสีเป็นสองกรณี

  • กรณีต้องมีใบอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ — นายจ้างต้องจัดให้มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (Radiation Safety Officer — RSO) หรือ เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ อย่างน้อย 1 คน ประจำสถานประกอบกิจการตลอดเวลาที่มีการทำงานเกี่ยวกับรังสี
  • กรณีต้องแจ้งการครอบครองหรือใช้ — นายจ้างต้องจัดให้มี จป.หัวหน้างาน อย่างน้อย 1 คน ประจำสถานประกอบกิจการตลอดเวลาที่มีการทำงานเกี่ยวกับรังสี

ข้อ 15 กำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ข้างต้น 4 ประการ ดังนี้

  1. ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่นายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับรังสี รวมทั้งให้คำแนะนำในการจัดทำกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และแนวปฏิบัติ
  2. ตรวจตราและควบคุมดูแลการปฏิบัติงาน สภาพการทำงาน การใช้และการบำรุงรักษาวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ รวมทั้งการทำความสะอาดและการกำจัดการปนเปื้อนทางรังสี แล้วรายงานนายจ้างเพื่อปรับปรุงแก้ไข
  3. จัดทำบันทึก สถิติ และสืบหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและโรคที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องจากรังสี แล้วรายงานนายจ้าง
  4. ประเมินอันตรายจากรังสีในพื้นที่ปฏิบัติงานของลูกจ้างตามหลักวิธีทางด้านรังสีและบันทึกเป็นหลักฐานอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และนำมาวางแผนหรือกำหนดแนวทางป้องกันและระงับอันตราย

5.8 ที่ล้างมือ ที่อาบน้ำ และการทำความสะอาดการปนเปื้อน (ข้อ 16-17)

นายจ้างต้องจัดให้มีที่ล้างมือ ที่ล้างหน้า และที่อาบน้ำ เพื่อให้ลูกจ้างใช้หลังจากปฏิบัติงานหรือก่อนออกจากพื้นที่ปฏิบัติงาน และต้องจัดให้มีสถานที่ที่ปลอดภัยในการเก็บชุดทำงาน เพื่อให้ลูกจ้างถอดและเก็บชุดทำงานไว้ในสถานที่ดังกล่าว

การทำความสะอาดชุดทำงาน สิ่งของ อุปกรณ์ และสถานที่ที่มีการปนเปื้อนวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

5.9 แผนป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉินทางรังสี + ฝึกซ้อมปีละครั้ง (ข้อ 18-19)

นายจ้างต้องจัดให้มีแผนเพื่อป้องกันและระงับอันตรายจากรังสีในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสี และต้องจัดให้มี การฝึกซ้อมตามแผนดังกล่าวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พร้อมเก็บเอกสารหรือหลักฐานการฝึกซ้อมไว้ ณ สถานประกอบกิจการเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ

แผนฉุกเฉินทางรังสีเป็นส่วนหนึ่งของแผนเหตุฉุกเฉิน (ERP) ของสถานประกอบกิจการ และต้องสอดคล้องกับแผนฉุกเฉินทางรังสีตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

ข้อ 19 กำหนดว่าเมื่อต้นกำเนิดรังสีรั่วไหล หก หล่น หรือฟุ้งกระจาย เกิดอัคคีภัย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสีอันอาจเป็นเหตุให้ลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต — นายจ้างต้องสั่งให้ลูกจ้างทุกคนหยุดทำงานและออกไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยทันที พร้อมดำเนินการตามแผนทันที

6. สัญลักษณ์ทางรังสีและระบบสัญญาณฉุกเฉิน (หมวด 3)

ข้อ 21 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสัญลักษณ์ทางรังสีพร้อมข้อความเตือนภัยจากรังสีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนบริเวณพื้นที่ควบคุม ต้นกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสี และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว โดยรูปแบบสัญลักษณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

ข้อ 22 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสัญญาณไฟสีแดงหรือป้ายสัญลักษณ์เตือนภัยเด่นชัดขณะที่มีการใช้งานต้นกำเนิดรังสี

ข้อ 23 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบสัญญาณฉุกเฉิน โดยต้องมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้

  1. ระบบสัญญาณฉุกเฉินต้องเปล่งเสียงให้ลูกจ้างซึ่งทำงานภายในอาคารได้ยินอย่างทั่วถึง
  2. อุปกรณ์ที่ทำให้เสียงของสัญญาณฉุกเฉินทำงานต้องอยู่ในที่เด่นชัดและเข้าถึงได้ง่าย
  3. สัญญาณฉุกเฉินต้องมีเสียงที่แตกต่างไปจากเสียงที่ใช้ในสถานประกอบกิจการทั่วไป และห้ามใช้เสียงดังกล่าวในกรณีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
  4. กิจการสถานพยาบาลหรือสถานที่ที่ไม่ต้องการใช้เสียง ต้องจัดให้มีอุปกรณ์หรือมาตรการอื่นใดที่แจ้งเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สัญญาณไฟ รหัส

นายจ้างต้องทดสอบประสิทธิภาพของระบบสัญญาณฉุกเฉิน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเก็บเอกสารการทดสอบไว้ ณ สถานประกอบกิจการ

7. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลสำหรับงานรังสี (หมวด 4)

ข้อ 24 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่มีคุณสมบัติสามารถป้องกันหรือลดอันตรายจากรังสีที่จะเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ลูกจ้างใช้หรือสวมใส่ตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน ตามสภาพและลักษณะของงาน ได้แก่

  • หมวกพลาสติก
  • ถุงมือผ้าหรือยาง
  • รองเท้า
  • เสื้อคลุมที่ทำด้วยฝ้ายหรือยาง
  • แว่นตา
  • ที่กรองอากาศ
  • เครื่องช่วยหายใจ
  • อุปกรณ์อื่นที่จำเป็น

หากลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว นายจ้างต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติงานทันทีจนกว่าจะได้ใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์ครบ

ข้อ 25 กำหนดให้นายจ้างจัดทำคู่มือเกี่ยวกับประโยชน์ วิธีการใช้ และวิธีการบำรุงรักษาอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล สาธิตวิธีการใช้ให้ลูกจ้างทราบ และกำหนดมาตรการเป็นลายลักษณ์อักษร

8. หลัก ALARA — มาตรฐานสากลที่หนุนกฎหมายไทย

ภาพประกอบหลัก ALARA สามหลักการ — ลดเวลาที่อยู่ใกล้รังสี เพิ่มระยะห่างจากต้นกำเนิด และใช้แผ่นกำบังป้องกันรังสี

นอกเหนือจากข้อกำหนดในกฎกระทรวง ผู้ปฏิบัติงานทางรังสีทั่วโลกยึดหลัก ALARA (As Low As Reasonably Achievable) เป็นปรัชญาการลดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทางปฏิบัติ หลักนี้กำหนดโดย คณะกรรมาธิการนานาชาติว่าด้วยการป้องกันรังสี (International Commission on Radiological Protection — ICRP) ตั้งแต่ ICRP Publication 26 ปี ค.ศ. 1977 และพัฒนาต่อเนื่องใน Publication 60, 103 และ 147

ALARA ไม่ใช่ข้อบังคับโดยตรงตามกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 แต่เป็นหลักสากลที่เสริมการปฏิบัติตามกฎหมายไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหลักที่ใช้กำกับการกำหนด "ปริมาณรังสีสะสมที่ยอมรับได้" ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติที่กฎกระทรวงข้อ 11 อ้างถึง

หลัก ALARA ประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลักที่ใช้ในการวางแผนงานทุกครั้ง ได้แก่

8.1 Time — ลดเวลาสัมผัสรังสีให้สั้นที่สุด

ปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับเป็นสัดส่วนตรงกับเวลาที่สัมผัส การวางแผนงานล่วงหน้า การฝึกซ้อมขั้นตอนการทำงานนอกพื้นที่ควบคุม การจัดเตรียมเครื่องมือให้ครบก่อนเข้าพื้นที่ และการแบ่งงานเป็นกะสั้น ๆ ล้วนช่วยลดเวลาสัมผัสรังสีของลูกจ้างแต่ละคน

8.2 Distance — เพิ่มระยะห่างจากต้นกำเนิดรังสี

ปริมาณรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีแบบจุด (Point Source) ลดลงตาม กฎกำลังสองผกผัน (Inverse Square Law) กล่าวคือ เมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้นสองเท่า ปริมาณรังสีจะลดลงเหลือหนึ่งในสี่ การใช้คีมยาว ที่จับระยะไกล หรือหุ่นยนต์ในการเคลื่อนย้ายต้นกำเนิดรังสีจึงเป็นวิธีลดปริมาณรังสีที่ได้ผลและประหยัดที่สุด

8.3 Shielding — ใช้วัสดุกำบังรังสี

วัสดุกำบังรังสีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของรังสี — รังสีอัลฟากำบังได้ด้วยกระดาษหรือชั้นผิวหนัง รังสีบีตาใช้พลาสติกหรืออลูมิเนียม รังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์ใช้ตะกั่วหรือคอนกรีตหนา และรังสีนิวตรอนใช้พาราฟิน น้ำ หรือคอนกรีตที่มีไฮโดรเจนสูง การออกแบบห้องเอ็กซเรย์ที่มีผนังตะกั่วและกระจกตะกั่วเป็นการนำหลัก Shielding มาใช้ในทางปฏิบัติ

ข้อควรระวัง — ค่าขีดจำกัดปริมาณรังสีที่ ICRP แนะนำ เช่น 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปีเฉลี่ย 5 ปีสำหรับผู้ปฏิบัติงาน (Occupational Exposure) เป็นค่าอ้างอิงสากลที่ไทยรับมาใช้ผ่านกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ไม่ใช่ตัวเลขที่ระบุโดยตรงในกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 — การอ้างค่าตัวเลขใด ๆ ในเอกสารควบคุมหรือคู่มือลูกจ้าง ควรอ้างกฎหมายและฉบับที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นแหล่งที่มา

9. การเฝ้าระวังสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับรังสี

นอกจากข้อกำหนดในกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 แล้ว นายจ้างยังต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 ด้วย โดยลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับรังสีจัดเป็นผู้สัมผัสปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพ ต้องได้รับการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

10. บทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน

การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 ถือเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ที่กำหนดให้นายจ้างต้องบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 53 — จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลต้องร่วมรับผิดด้วย ตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. ฉบับเดียวกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำผิดนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอม และได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

11. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: กฎกระทรวงรังสีฉบับเดิม พ.ศ. 2547 ยังใช้บังคับอยู่หรือไม่? A: ไม่ใช้แล้ว ข้อ 1 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ยกเลิกกฎกระทรวงรังสีชนิดก่อไอออน พ.ศ. 2547 อย่างชัดเจน ผู้ที่ยังอ้างฉบับ พ.ศ. 2547 ในเอกสารควบคุมหรือ Procedure ต้องปรับปรุงให้อ้างฉบับ พ.ศ. 2564 แทน

Q2: ถ้าโรงพยาบาลมีเฉพาะเครื่องเอ็กซเรย์ทันตกรรมขนาดเล็ก ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ไหม? A: ต้องปฏิบัติตามข้อ 5 (แจ้งต้นกำเนิดรังสี) และข้อ 9 (ห้ามลูกจ้างตั้งครรภ์) ส่วนข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ควบคุม Dosimeter และแผนฉุกเฉิน (ข้อ 7-8, 11-18, 20-25) อาจได้รับยกเว้นตามข้อ 6 หากต้นกำเนิดรังสีไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเครื่องเอ็กซเรย์ทางการแพทย์ส่วนใหญ่ต้องแจ้งการครอบครองต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงไม่เข้าข้อยกเว้น

Q3: เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO) กับ จป.หัวหน้างาน เป็นคนเดียวกันได้หรือไม่? A: ได้ หากบุคคลนั้นมีคุณสมบัติครบทั้งสองตำแหน่ง คือ ได้รับใบอนุญาตเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และได้ผ่านการอบรม จป.หัวหน้างาน 12 ชั่วโมงตามกฎกระทรวงการจัดให้มี จป. พ.ศ. 2565 ในทางปฏิบัติบุคคลเดียวกันมักทำหน้าที่ทั้งสอง แต่ต้องแยกบทบาทและบันทึกผลการทำงานแต่ละบทบาทให้ชัด

Q4: Dosimeter ต้องส่งวิเคราะห์ผลทุกเดือนหรือทุกสามเดือน? A: ขึ้นอยู่กับประเภทของต้นกำเนิดรังสีตามที่ระบุในข้อ 13 — สถานประกอบกิจการที่มีรังสีระดับสูง (เช่น Industrial Radiography, เวชศาสตร์นิวเคลียร์) มักต้องอ่านผลทุกเดือน ส่วนงานรังสีระดับต่ำ (เช่น เอ็กซเรย์วินิจฉัยทั่วไป) อาจอ่านผลทุกสามเดือนได้ ทั้งนี้ ต้องแจ้งผลให้ลูกจ้างทราบทุกครั้ง

Q5: ALARA เป็นข้อบังคับตามกฎหมายไทยหรือไม่? A: ไม่ใช่ ALARA เป็นหลักการสากลของ ICRP ไม่ได้ระบุโดยตรงในกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 แต่กฎกระทรวงข้อ 11 อ้างถึงกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเรื่องปริมาณรังสีสะสมที่ยอมรับได้ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวรับหลัก ICRP มาใช้ การปฏิบัติตามหลัก ALARA จึงเป็น Best Practice ที่ช่วยให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงและกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ครบถ้วน

12. สรุป

  • กฎกระทรวงรังสีฉบับปัจจุบันคือ พ.ศ. 2564 ยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2547 — ใครยังอ้างฉบับเก่าต้องอัปเดต
  • ขอบเขตใหม่กว้างขึ้น ครอบคลุมรังสีทุกชนิดที่ทำให้แตกตัวเป็นไอออน ไม่จำกัดเฉพาะ "ชนิดก่อไอออน" ตามชื่อฉบับเก่า
  • หน้าที่นายจ้างหลัก — แจ้งต้นกำเนิดรังสีใน 7 วัน · กำหนดพื้นที่ควบคุม · จัด Dosimeter ประจำตัว · เก็บบันทึก 2 ปี · มีแผนฉุกเฉินซ้อมปีละครั้ง · จัด PPE 7 รายการ
  • ห้ามเด็ดขาด ให้ลูกจ้างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี (ข้อ 9)
  • หลัก ALARA (Time-Distance-Shielding) เป็นหลักสากลของ ICRP ที่เสริมกฎหมายไทย — ไม่ใช่ข้อบังคับโดยตรง แต่เป็น Best Practice ที่ช่วยลดปริมาณรังสีและสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
  • บทลงโทษ จำคุก ≤ 1 ปี หรือปรับ ≤ 400,000 บาท ตามมาตรา 53 พ.ร.บ. 2554 และกรรมการนิติบุคคลอาจร่วมรับผิดตามมาตรา 69

รังสีเป็นปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพที่ไม่อาจสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสปกติ การปฏิบัติตามกฎกระทรวงและหลัก ALARA จึงเป็นเครื่องมือเดียวที่ปกป้องลูกจ้างได้ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการความปลอดภัย (SMS)ที่ครอบคลุมทุกประเภทอันตรายในสถานประกอบกิจการ

13. อ้างอิงกฎหมาย

มาตรฐานสากลที่อ้างอิง (ไม่ใช่กฎหมายไทย):

  • ICRP Publication 103 (2007), Publication 147 (2021) — หลัก ALARA และค่าขีดจำกัดปริมาณรังสีสำหรับผู้ปฏิบัติงาน
  • IAEA General Safety Requirements Part 3 (GSR Part 3, 2014) — Radiation Protection and Safety of Radiation Sources

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ รังสี (Radiation)? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →