แจ้งต้นกำเนิดรังสีภายใน 7 วัน — แบบ กภ.ร.1 ตามกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564
นายจ้างที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้าสถานประกอบกิจการ ต้องแจ้งอธิบดีกรมสวัสดิการฯ ภายใน 7 วัน ตามแบบ กภ.ร.1 เปลี่ยนแปลงแจ้งใน 15 วัน ของเก่ามีบทเฉพาะกาล 30 วัน — สรุปครบใครแจ้งอะไร ภายในกี่วัน ด้วยแบบไหน ที่ไหน

โรงพยาบาลเพิ่งติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตัวใหม่ โรงงานเพิ่งรับเครื่องวัดความหนาแผ่นเหล็กแบบใช้ไอโซโทป หรือห้องปฏิบัติการเพิ่งซื้อต้นกำเนิดรังสีเข้ามา — หลายคนเข้าใจว่าขออนุญาตครอบครองกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เสร็จก็จบ แต่ในมุมของกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่ที่มีนาฬิกานับถอยหลังกำกับอยู่ นั่นคือการ แจ้งต้นกำเนิดรังสีต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 7 วัน
หน้าที่นี้มาจาก กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และเป็นคนละช่องทางกับการขออนุญาต/แจ้งครอบครองตามกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติที่ยื่นกับ ปส. ใครที่ดูแลเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง จป.วิชาชีพ หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี ต้องแยกให้ออกว่าแต่ละช่องทางมีเส้นตายและแบบฟอร์มของตัวเอง
ภาพรวม — ใครต้องแจ้ง ทำไม และมีเวลาเท่าไหร่

หน้าที่แจ้งตกอยู่กับ นายจ้าง ที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาในสถานประกอบกิจการ คำว่า "ต้นกำเนิดรังสี" ตามนิยามในกฎกระทรวงครอบคลุม 3 อย่าง คือ วัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี และวัสดุนิวเคลียร์
พูดให้เห็นภาพ ต้นกำเนิดรังสีไม่ได้มีแค่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดูไกลตัว แต่อยู่ในงานที่เจอกันทั่วไป เช่น เครื่องเอกซเรย์ในโรงพยาบาลและคลินิก เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง เครื่องวัดระดับของไหลและวัดความหนาวัสดุในสายการผลิต งานถ่ายภาพรังสีตรวจสอบรอยเชื่อม (Radiographic Testing) ไปจนถึงต้นกำเนิดรังสีในห้องแล็บมหาวิทยาลัย ทั้งหมดนี้หากนำเข้ามาในสถานประกอบกิจการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้ง
ทำไมต้องแจ้ง? เพราะการแจ้งทำให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรู้ว่ามีต้นกำเนิดรังสีอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเป็นผู้ดูแล มีลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับรังสีกี่คน ข้อมูลชุดนี้คือจุดเริ่มต้นของการกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีในที่ทำงาน หากไม่แจ้ง พนักงานตรวจความปลอดภัยก็ไม่มีทางรู้และเข้าไปตรวจสอบมาตรการป้องกันได้
เส้นตายของหน้าที่นี้มี 3 ตัวเลขที่ต้องแยกให้ชัด อย่าจำสลับกัน
| สถานการณ์ | เส้นตาย | ฐานกฎหมาย |
|---|---|---|
| แจ้งครั้งแรก เมื่อนำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาในสถานประกอบกิจการ | ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่นำเข้ามา | ข้อ 5 วรรคหนึ่ง |
| แจ้งเปลี่ยนแปลง เมื่อข้อมูลที่เคยแจ้งไว้เปลี่ยนไป (เพิ่ม/ลด/ยกเลิก) | ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง | ข้อ 5 วรรคสอง |
| บทเฉพาะกาล สำหรับต้นกำเนิดรังสีที่นำเข้ามาก่อนกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ | ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับ | ข้อ 26 |
ทั้ง 7 วันและ 15 วันเป็นกรอบที่สั้น เผลอนิดเดียวก็เลย ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือถือว่า "วันที่ของถึงโรงงาน/โรงพยาบาล" คือวันเริ่มนับวันที่ 1 แล้ววางแผนยื่นแจ้งให้เสร็จก่อนครบกำหนด
เตรียมการ — ข้อมูลและเอกสารที่ต้องมีก่อนกรอกแบบ
ก่อนเปิดแบบฟอร์มมากรอก ลองรวบรวมข้อมูล 4 กลุ่มนี้ให้พร้อมก่อน จะกรอกได้เร็วและไม่ตกหล่น
1. ข้อมูลนายจ้างและสถานประกอบกิจการ — ชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทน ชื่อสถานประกอบกิจการ เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่ และช่องทางติดต่อ
2. ข้อมูลลูกจ้าง — จำนวนลูกจ้างทั้งหมด และจำนวนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี แยกชาย-หญิง
3. ข้อมูลเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ — ชื่อและประเภทของผู้ดูแล ได้แก่ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี เจ้าหน้าที่ดำเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับวัสดุนิวเคลียร์ หรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน (จป.หัวหน้างาน) ที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดรังสี พร้อมเลขที่ใบอนุญาตหรือเลขทะเบียน และให้แนบสำเนาเอกสารการเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย
4. รายละเอียดต้นกำเนิดรังสี — แยกตามประเภท ทั้งชื่อต้นกำเนิดรังสี ปริมาณความแรงหรืออัตรากำลังตามใบรับรอง สถานที่ตั้ง สถานที่เก็บรักษา และจุดมุ่งหมายในการใช้งาน
นอกจากนี้ ตามข้อ 5 ยังต้องแจ้ง ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแจ้งการครอบครองหรือใช้ตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ด้วย พูดง่าย ๆ คือเอกสารที่ได้จาก ปส. มาผูกไว้ในการแจ้งต่อกรมสวัสดิการฯ เพื่อให้เห็นว่าต้นกำเนิดรังสีตัวนี้ผ่านการอนุญาต/แจ้งครอบครองมาแล้ว
ขั้นตอนการแจ้ง step-by-step

ขั้นที่ 1 — ระบุ "วันที่นำต้นกำเนิดรังสีเข้ามา" ให้ชัด
วันแรกที่ต้นกำเนิดรังสีเข้ามาอยู่ในสถานประกอบกิจการคือจุดเริ่มต้นนับ 7 วัน บันทึกวันนี้ไว้ในเอกสารรับของหรือ Log ให้ชัดเจน เพราะถ้าถูกตรวจสอบภายหลัง วันที่นี้คือหลักฐานว่าแจ้งทันกำหนดหรือไม่
ขั้นที่ 2 — กรอกแบบ กภ.ร.1 ให้ครบทุกช่อง
การแจ้งต้องทำตาม แบบ กภ.ร.1 ท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งออกมารองรับการแจ้งตามข้อ 5 โดยเฉพาะ ห้ามใช้แบบฟอร์มอื่นมาแทน
ในแบบ กภ.ร.1 มีตารางแนบท้ายให้กรอกรายละเอียดต้นกำเนิดรังสี โดยแยกเป็น 3 ประเภทตามนิยามในกฎกระทรวง คือ วัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี และวัสดุนิวเคลียร์ มีตัวอย่างจุดมุ่งหมายการใช้งานที่ระบุไว้ในแบบ เช่น การวัดระดับของไหล การวัดความหนาของวัสดุ การวัดความหนาแน่น การตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพรังสี และการรักษาทางการแพทย์ ให้เลือกกรอกตามงานจริง
ข้อควรสังเกตคือ หากเป็นการใช้งานนอกสถานที่ เช่น รถบริการถ่ายภาพทางรังสี แบบ กภ.ร.1 กำหนดให้ต้องมีสมุดบันทึกรายการใช้งาน (Log Book) ทุกครั้งด้วย
ขั้นที่ 3 — ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
กฎกระทรวงกำหนดชัดว่า การแจ้งให้ ดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก นั่นคือยื่นผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นช่องทางแรก ซึ่งสะดวกและมีหลักฐานเวลายื่นชัดเจน
กรณีที่ไม่สามารถยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ยื่น ณ สำนักงานในเขตพื้นที่ที่ต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่ ดังนี้
- กรุงเทพมหานคร — ยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีนั้นตั้งอยู่
- จังหวัดอื่น — ยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีนั้นตั้งอยู่
- หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายประกาศกำหนด
ผู้รับแจ้งคือ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ซึ่งหมายถึงอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) — การแจ้ง/ขออนุญาตครอบครองตามกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นคนละช่องทางที่ต้องทำควบคู่กันไป
ขั้นที่ 4 — เก็บหลักฐานการยื่นไว้
หลังยื่นแล้ว เก็บหลักฐานการแจ้ง (เลขรับเรื่อง สำเนาแบบ กภ.ร.1 ที่ยื่น และหลักฐานวันที่ยื่น) ไว้ที่สถานประกอบกิจการ กฎกระทรวงเปิดให้เก็บเอกสารหรือหลักฐานไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นกระดาษเสมอไป
เมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลง — นับใหม่ภายใน 15 วัน
หลังแจ้งครั้งแรกไปแล้ว หน้าที่ยังไม่จบ หากข้อมูลที่เคยแจ้งไว้ตามข้อ 5 วรรคหนึ่งเกิดเปลี่ยนแปลง นายจ้างต้องแจ้งต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
แล้ว "การเปลี่ยนแปลง" คืออะไรบ้าง? ในตารางแนบท้ายแบบ กภ.ร.1 ระบุไว้ว่าให้แจ้งกรณี เพิ่ม ลด หรือยกเลิก ปริมาณต้นกำเนิดรังสี ตัวอย่างที่เจอบ่อย เช่น
- รับเครื่องกำเนิดรังสีหรือต้นกำเนิดรังสีตัวใหม่เพิ่มเข้ามา
- ปลดระวางหรือส่งคืนต้นกำเนิดรังสีตัวเก่าออกไป
- ย้ายต้นกำเนิดรังสีไปติดตั้งที่จุดอื่นในสถานประกอบกิจการ
- เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีหรือ จป.หัวหน้างานที่รับผิดชอบ
จำง่าย ๆ คือ ตอนนำเข้ามาครั้งแรกใช้กรอบ 7 วัน แต่พอข้อมูลที่แจ้งไว้แล้วเปลี่ยน ใช้กรอบ 15 วัน อย่าเอา 2 ตัวเลขนี้สลับกัน
กรณีของที่มีอยู่ก่อนกฎใช้บังคับ — บทเฉพาะกาล 30 วัน
มีอีกหนึ่งกรณีที่หลายโรงงานเก่าต้องระวัง คือต้นกำเนิดรังสีที่นำเข้ามาในสถานประกอบกิจการ ก่อน วันที่กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับ ของพวกนี้ก็ต้องแจ้งเหมือนกัน แต่ใช้กรอบเวลาตามบทเฉพาะกาล
ข้อ 26 กำหนดให้กรณีนายจ้างนำต้นกำเนิดรังสีเข้ามาก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ ให้แจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี และสถานประกอบกิจการซึ่งต้นกำเนิดรังสีนั้นตั้งอยู่ รวมทั้งข้อมูลการอนุญาต/แจ้งครอบครอง ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายใน 30 วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ
และในกรณีบทเฉพาะกาลนี้ หากต่อมาข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง ก็กลับมาใช้กรอบ 15 วันเช่นเดียวกับกรณีปกติ
สรุปตัวเลขทั้ง 3 ให้เห็นพร้อมกันอีกครั้ง — 7 วัน สำหรับของใหม่ที่นำเข้ามาหลังกฎใช้บังคับ, 30 วัน สำหรับของเก่าที่มีอยู่ก่อนกฎใช้บังคับ (แจ้งครั้งเดียวตามบทเฉพาะกาล), และ 15 วัน ทุกครั้งที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง
ข้อควรระวังที่เจอบ่อย
1. คิดว่าแจ้ง ปส. แล้วจบ — การขออนุญาตหรือแจ้งครอบครองต้นกำเนิดรังสีกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นไปตามกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ส่วนการแจ้งตามแบบ กภ.ร.1 เป็นไปตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งสองอย่างเป็นคนละช่องทาง คนละหน่วยงาน ทำอย่างหนึ่งไม่ได้แปลว่าครบอีกอย่าง
2. นับวันผิด — กรอบ 7 วันและ 15 วันเริ่มนับจาก "วันที่นำเข้ามา" และ "วันที่เปลี่ยนแปลง" ตามลำดับ ไม่ใช่วันที่เซ็นสัญญาซื้อหรือวันที่ได้ใบอนุญาตจาก ปส. ให้ยึดวันที่ของจริงเข้ามาอยู่ในพื้นที่
3. สลับเส้นตาย 7 / 15 / 30 วัน — ทบทวนอีกครั้ง 7 วัน = แจ้งครั้งแรก (ของใหม่), 15 วัน = เปลี่ยนแปลงข้อมูล, 30 วัน = บทเฉพาะกาล (ของเก่าก่อนกฎใช้บังคับ)
4. ใช้แบบฟอร์มผิด — ต้องเป็นแบบ กภ.ร.1 ท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2565 เท่านั้น
5. ลืมแจ้งเปลี่ยนแปลงเมื่อปลดระวาง — หลายที่จำได้แค่ตอนรับของเข้า แต่พอส่งคืนหรือยกเลิกต้นกำเนิดรังสี กลับลืมแจ้ง ทั้งที่การ "ลด/ยกเลิก" ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องแจ้งภายใน 15 วันเหมือนกัน
หน้าที่แจ้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อมีต้นกำเนิดรังสีในที่ทำงานแล้ว ยังมีหน้าที่ต่อเนื่องอีกหลายอย่าง เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับรังสี ดูเพิ่มได้ที่ การตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q1: ซื้อเครื่องเอกซเรย์เข้าคลินิก ต้องแจ้งตามกฎกระทรวงนี้ด้วยไหม? ตอบ: ต้องแจ้ง เครื่องเอกซเรย์เป็น "เครื่องกำเนิดรังสี" ตามนิยามในกฎกระทรวง เมื่อนำเข้ามาในสถานประกอบกิจการ นายจ้างต้องแจ้งตามแบบ กภ.ร.1 ภายใน 7 วัน เช่นเดียวกับต้นกำเนิดรังสีประเภทอื่น
Q2: ต้องแจ้งใคร ที่กรมสวัสดิการฯ หรือ ปส.? ตอบ: การแจ้งตามแบบ กภ.ร.1 ยื่นต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ส่วน ปส. เป็นเรื่องการอนุญาต/แจ้งครอบครองตามกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ต้องทำต่างหาก
Q3: ยื่นออนไลน์ไม่ได้ ทำอย่างไร? ตอบ: กฎกระทรวงกำหนดให้ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก แต่หากทำไม่ได้จริง ให้ยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่ต้นกำเนิดรังสีตั้งอยู่
Q4: ต้นกำเนิดรังสีมีอยู่ตั้งแต่ก่อนปี 2564 ยังต้องแจ้งไหม? ตอบ: ต้อง โดยใช้บทเฉพาะกาลตามข้อ 26 คือแจ้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ และหากภายหลังข้อมูลเปลี่ยนแปลง ให้แจ้งภายใน 15 วันตามปกติ
Q5: เพิ่มต้นกำเนิดรังสีตัวที่ 2 ใช้กรอบ 7 วันหรือ 15 วัน? ตอบ: การเพิ่มต้นกำเนิดรังสีนับเป็น "การเปลี่ยนแปลงข้อมูล" จากที่เคยแจ้งไว้ จึงใช้กรอบ 15 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง ตามข้อ 5 วรรคสอง
สรุป
- ใครต้องแจ้ง — นายจ้างที่นำต้นกำเนิดรังสี (วัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี หรือวัสดุนิวเคลียร์) เข้ามาในสถานประกอบกิจการ
- แจ้งอะไร — ประเภทต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสี สถานที่ตั้ง และข้อมูลการอนุญาต/แจ้งครอบครองตามกฎหมายพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
- ภายในกี่วัน — 7 วัน (แจ้งครั้งแรก) / 15 วัน (เปลี่ยนแปลง) / 30 วัน (บทเฉพาะกาลของเก่าก่อนกฎใช้บังคับ ตามข้อ 26)
- ด้วยแบบไหน — แบบ กภ.ร.1 ท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2565
- ที่ไหน — ยื่นต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก (ไม่ใช่ ปส.)
เริ่มจากตรวจสอบก่อนว่าในสถานประกอบกิจการมีต้นกำเนิดรังสีกี่ตัว แต่ละตัวแจ้งครบหรือยัง แล้วทำปฏิทินเตือนเส้นตาย 7 และ 15 วันไว้ทุกครั้งที่มีของเข้า-ออก จะได้ไม่พลาดกำหนด หากต้องการเห็นภาพรวมของกฎทั้งฉบับ ดูเพิ่มได้ที่ ภาพรวมกฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 (ข้อ 3, ข้อ 5 และข้อ 26) — ฉบับเต็มที่ Law DB
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง แบบแจ้งประเภทต้นกำเนิดรังสีฯ (แบบ กภ.ร.1) พ.ศ. 2565 — ฉบับเต็มที่ Law DB
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 5, 8) — ฉบับเต็มที่ Law DB
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 + ALARA — มาตรฐานทำงานกับรังสีในไทย
สรุปกฎกระทรวงมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 — ยกเลิกฉบับ 2547 นายจ้างแจ้งต้นกำเนิดรังสี 7 วัน Dosimeter แผนฉุกเฉิน ห้ามลูกจ้างตั้งครรภ์ทำงานรังสี + ALARA

ควบคุมและตรวจวัดปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ — พื้นที่ควบคุม Dosimeter และบันทึกปริมาณรังสีสะสม
เข้าใจแบบครู — กฎกระทรวงรังสี พ.ศ. 2564 บังคับนายจ้างทำพื้นที่ควบคุม จัด dosimeter ติดตัวลูกจ้าง บันทึกปริมาณรังสีสะสมทุกเดือน/3 เดือน แจ้งเกินกำหนดใน 7 วัน เก็บเอกสาร 2 ปี