ชุดปฐมพยาบาลต้องมีอะไร — เกณฑ์ตามจำนวนลูกจ้าง 10 / 200 / 1,000 คน
จำนวนลูกจ้างกี่คนต้องมีอะไร? 10 คนขึ้นไปต้องมีเวชภัณฑ์, 200 คนต้องมีห้องพยาบาล 1 เตียง + พยาบาล, 1,000 คนต้องมี 2 เตียง + แพทย์ 3 ครั้ง/สัปดาห์ ตามกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 + รายการเวชภัณฑ์ขั้นต่ำ

ลองนึกภาพ — พนักงานในไลน์ผลิตมีดบาดมือ เลือดไหล แต่พอเดินไปที่กล่องปฐมพยาบาลกลับเจอแต่พลาสเตอร์เก่าหมดอายุกับสำลีครึ่งห่อ ไม่มีก๊อซ ไม่มีผ้าพันแผล นี่คือภาพที่ จป. และ HR หลายแห่งเจอเวลามีเหตุจริง
คำถามที่ตามมาคือ "ตกลงกฎหมายบังคับให้เรามีอะไรบ้าง" และ "ลูกจ้างกี่คนถึงต้องมีห้องพยาบาล" คำตอบไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อยู่ในกฎหมายอีกฉบับที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคุมเหมือนกัน ลองมาดูกันให้ชัดว่าโรงงานหรือออฟฟิศของคุณอยู่ขั้นไหน และต้องเตรียมอะไร
ภาพรวม — เรื่องนี้กฎหมายฉบับไหนกันแน่
ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดก่อน เพราะเป็นจุดที่คนสับสนกันมากที่สุด
เกณฑ์ "ชุดปฐมพยาบาล / ห้องพยาบาลตามจำนวนลูกจ้าง" มาจาก กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 ทั้งสองฉบับบังคับใช้โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเหมือนกัน แต่เป็นคนละฉบับ ตัวเลข 10 / 200 / 1,000 คน รวมถึงจำนวนเตียง พยาบาล และแพทย์ทั้งหมดในบทนี้ อ้างอิงจากกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ข้อ 3 และ ข้อ 4
แล้ว พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 มาเกี่ยวตรงไหน — มาตรงกรอบหน้าที่ของนายจ้าง มาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 กำหนดว่า "ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ" รวมถึงส่งเสริมไม่ให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพอนามัย
พูดง่าย ๆ คือ การมีชุดปฐมพยาบาลพร้อมใช้คือส่วนหนึ่งของ "สภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ" ตาม ม.6 ส่วนรายละเอียดว่าต้องมี "อะไร เท่าไหร่ ตามจำนวนคนเท่าไหร่" ไปอยู่ในกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548
สรุปจุดที่ต้องจำ — เลขจำนวนคนทั้งหมดในบทนี้มาจาก กฎกระทรวงสวัสดิการ พ.ศ. 2548 (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541) ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 อย่าอ้างสลับฉบับเวลาทำเอกสารหรือชี้แจงผู้ตรวจ
ขั้นบันได 3 ระดับตามจำนวนลูกจ้าง

กฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ข้อ 3 วางเกณฑ์เป็นขั้นบันได ยิ่งคนมาก ข้อกำหนดยิ่งเพิ่ม ดูจากตารางนี้ก่อนเพื่อเทียบกับโรงงานของคุณ
| จำนวนลูกจ้าง | สิ่งที่ต้องจัดให้มี |
|---|---|
| 10 คนขึ้นไป | เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ปฐมพยาบาลอย่างน้อยตามรายการในข้อ 4 |
| 200 คนขึ้นไป | เวชภัณฑ์และยา + ห้องรักษาพยาบาลอย่างน้อย 1 เตียง + พยาบาลเทคนิคขึ้นไปอย่างน้อย 1 คนตลอดเวลาทำงาน + แพทย์อย่างน้อย 1 คน ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง |
| 1,000 คนขึ้นไป | เวชภัณฑ์และยา + ห้องรักษาพยาบาลอย่างน้อย 2 เตียง + พยาบาลเทคนิคขึ้นไปอย่างน้อย 2 คนตลอดเวลาทำงาน + แพทย์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมเวลาไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง + ยานพาหนะพร้อมส่งสถานพยาบาล |
ลองดูทีละขั้นให้เห็นภาพชัดขึ้น
ขั้นที่ 1 — ลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
ถ้ามีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป สิ่งที่กฎหมายบังคับขั้นต่ำคือ "เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาล" ตามรายการในข้อ 4 ของกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ยังไม่ต้องมีห้องพยาบาลหรือพยาบาลประจำ แต่กล่องหรือตู้ปฐมพยาบาลต้องมีของครบและพร้อมใช้
จุดสำคัญคือคำว่า "พร้อมใช้" — มีกล่องแต่ของหมดอายุ หรือใช้ไปแล้วไม่เติม ถือว่าไม่ครบตามเจตนาของกฎหมาย เพราะเวลาเกิดเหตุจริงจะหยิบมาใช้ไม่ได้
ขั้นที่ 2 — ลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป
พอลูกจ้างถึง 200 คนขึ้นไป ของในกล่องอย่างเดียวไม่พอแล้ว ต้องเพิ่ม
- ห้องรักษาพยาบาลอย่างน้อย 1 เตียง — เป็นห้องสำหรับดูแลรักษาเบื้องต้น ไม่ใช่แค่มุมวางกล่องยา
- พยาบาลเทคนิคขึ้นไปอย่างน้อย 1 คน ประจำตลอดเวลาทำงาน — หมายถึงทุกกะที่มีคนทำงาน
- แพทย์อย่างน้อย 1 คน มาประจำไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ถ้าโรงงานทำงาน 2-3 กะ คำว่า "ตลอดเวลาทำงาน" คือกุญแจสำคัญ — พยาบาลต้องครอบคลุมทุกกะ ไม่ใช่มีแค่กะกลางวัน
ขั้นที่ 3 — ลูกจ้าง 1,000 คนขึ้นไป
ระดับใหญ่สุดที่กฎกระทรวงกำหนดคือ 1,000 คนขึ้นไป ข้อกำหนดเพิ่มขึ้นชัดเจน
- ห้องรักษาพยาบาลอย่างน้อย 2 เตียง
- พยาบาลเทคนิคขึ้นไปอย่างน้อย 2 คน ประจำตลอดเวลาทำงาน
- แพทย์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และรวมเวลาแล้วไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง
- ยานพาหนะ ที่พร้อมจะนำลูกจ้างส่งสถานพยาบาลได้ทันทีเมื่อมีเหตุ
ตรงนี้เห็นความต่างชัด — โรงงานขนาดใหญ่ต้องมีทั้งคน อุปกรณ์ และรถ พร้อมรับเหตุที่หนักกว่าการปฐมพยาบาลทั่วไป
รายการเวชภัณฑ์และยาขั้นต่ำ (ข้อ 4)
![]()
หัวใจของระดับ 10 คนขึ้นไป คือรายการเวชภัณฑ์และยาตามข้อ 4 ของกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ในตัวบทระบุไว้ราว 33 รายการ ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ทำแผล ยาสามัญ และน้ำยาทำความสะอาดแผล
รายการหลักที่ต้องมีในกล่อง เช่น
- กรรไกร
- แก้วยาน้ำ และแก้วยาเม็ด
- เข็มกลัด
- ที่ป้ายยา
- ปรอทวัดไข้
- ปากคีบปลายทู่
- ผ้าพันยืด (elastic bandage)
- ผ้าสามเหลี่ยม
- สายยางรัดห้ามเลือด
- สำลี
- ผ้าก๊อซ
- ผ้าพันแผล
- ผ้ายางปลาสเตอร์ปิดแผล (พลาสเตอร์)
- ยาแก้ปวดลดไข้
- ยาแก้แพ้
- ยาทาแก้ผดผื่นคัน
- ยาแก้กรดในกระเพาะ (ลดกรด)
- ยาแก้ท้องเสีย
- แอลกอฮอล์เช็ดแผล
- น้ำยาฆ่าเชื้อใส่แผล (เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน)
- ยาหยอดตา / ยาล้างตา
รายการข้างต้นเป็นกลุ่มหลักที่อยู่ในข้อ 4 จริง แต่เพื่อความครบถ้วน ให้ตรวจ ตัวบทกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ข้อ 4 ฉบับเต็ม อีกครั้งก่อนทำใบจัดซื้อ เพราะรายการเต็มมีรายละเอียดปลีกย่อยและจำนวนขั้นต่ำต่อรายการกำกับอยู่ อย่าจัดซื้อจากความจำหรือจากกล่องสำเร็จรูปโดยไม่เทียบกับตัวบท
เคล็ดสำหรับ HR และ จป. — ทำ checklist รายการตามข้อ 4 ติดไว้ในตู้ปฐมพยาบาล แล้วให้คนรับผิดชอบเซ็นกำกับทุกเดือนว่าตรวจแล้วครบ ของหมดอายุเปลี่ยนแล้ว วิธีนี้ทั้งตรงตามกฎหมายและพร้อมโชว์ผู้ตรวจ
ชุดเสริมเฉพาะความเสี่ยง — เกินขั้นต่ำตามลักษณะงาน
รายการในข้อ 4 คือ "ขั้นต่ำตามจำนวนคน" แต่ไม่ได้แปลว่าแค่นี้พอสำหรับทุกโรงงาน เพราะแต่ละงานมีความเสี่ยงต่างกัน ตรงนี้ต้องใช้การประเมินความเสี่ยง (HIRARC) ช่วยกำหนดว่าควรเสริมอะไร
หลักการคือ — งานเสี่ยงสูงแบบไหน ก็เตรียมเวชภัณฑ์ที่ตรงกับการบาดเจ็บแบบนั้นไว้ เกินกว่ารายการขั้นต่ำ ตัวอย่างที่เจอบ่อย
- งานเครื่องจักร / งานคม — มีโอกาสบาดเจ็บเลือดออกมาก ควรเสริมก๊อซและผ้าพันแผลปริมาณมากกว่าปกติ และมีอุปกรณ์สำหรับการห้ามเลือดเบื้องต้น ให้คนที่ผ่านการอบรมใช้ได้ทันที
- งานสารเคมี — กรด ด่าง สารกัดกร่อนกระเด็นเข้าตาเป็นเหตุที่เกิดเร็วและรุนแรง จุดที่มีสารเคมีควรมีฝักบัวล้างตาฉุกเฉิน อยู่ในระยะที่เข้าถึงได้เร็ว นอกเหนือจากยาล้างตาในกล่องปฐมพยาบาล
- งานความร้อน / งานเชื่อม — เสี่ยงแผลไหม้ ควรเสริมวัสดุปิดแผลไหม้ (burn dressing) ที่ไม่ติดแผล
จุดเหล่านี้เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (best practice) ตามลักษณะความเสี่ยงของงาน ไม่ใช่จำนวนตายตัวที่กฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 กำหนด แต่เป็นการทำให้ครบตามเจตนาของ ม.6 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 ที่ให้นายจ้างดูแลไม่ให้ลูกจ้างได้รับอันตราย
คนดูแลชุดปฐมพยาบาลควรอบรม CPR และปฐมพยาบาล
มีของครบแล้ว แต่ถ้าไม่มีคนใช้เป็นก็ช่วยอะไรไม่ได้ในนาทีฉุกเฉิน
การจัดให้พนักงานได้อบรมปฐมพยาบาลและCPR และ AED ในที่ทำงาน เชื่อมกับหน้าที่ฝึกอบรมของนายจ้างตาม มาตรา 16 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 ที่กำหนดให้ "นายจ้างจัดให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน และลูกจ้างทุกคนได้รับการฝึกอบรม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน"
แนวปฏิบัติที่ดีคือมีผู้ผ่านการอบรมปฐมพยาบาล / CPR ประจำในทุกกะที่มีคนทำงาน เพื่อให้มีคนลงมือได้ทันทีก่อนทีมแพทย์มาถึง ส่วนนี้เป็น best practice เสริม ไม่ใช่จำนวนที่กฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ระบุตายตัว
มาตรฐานสากลที่อ้างอิงได้ (ไม่ใช่กฎหมายไทย)
นอกจากกฎหมายไทย ยังมีมาตรฐานสากลที่ใช้เป็นแนวทางจัดชุดปฐมพยาบาลให้ดีขึ้นได้ แต่ต้องเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้เป็น best practice ไม่ใช่กฎหมายไทย ผู้ตรวจกรมสวัสดิการฯ ใช้กฎหมายไทยเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่มาตรฐานเหล่านี้
- ANSI/ISEA Z308.1 (สหรัฐฯ) — กำหนดรายการและจำนวนขั้นต่ำของชุดปฐมพยาบาลแบบ Class A / Class B ตามระดับความเสี่ยง
- ISO 45001 — ระบบจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ครอบคลุมการเตรียมพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการปฐมพยาบาล
แนวปฏิบัติที่หลายโรงงานใช้ — จัดวางจุดปฐมพยาบาลให้คนเข้าถึงได้ภายในประมาณ 3-4 นาที, ตรวจและเติมของหมดอายุทุกเดือน, แยกชุดเฉพาะตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ — เหล่านี้ก็เป็น best practice ที่ทำได้เกินกว่าขั้นต่ำตามกฎหมายไทย ไม่ใช่ตัวเลขบังคับตามกฎกระทรวง
ข้อควรระวังที่เจอบ่อย
- อ้างกฎหมายผิดฉบับ — เลขจำนวนคน เตียง พยาบาล แพทย์ มาจากกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541) ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 อย่าเขียนสลับในเอกสารหรือรายงาน
- มีกล่องแต่ของไม่ครบ / หมดอายุ — ถือว่าไม่พร้อมใช้ตามเจตนาของข้อ 4 ต้องตรวจและเติมสม่ำเสมอ
- พยาบาลครอบคลุมไม่ครบทุกกะ — คำว่า "ตลอดเวลาทำงาน" ที่ระดับ 200 และ 1,000 คน หมายถึงทุกกะ ไม่ใช่แค่กะกลางวัน
- เอาตัวเลข OSHA / ANSI มาอ้างเป็นกฎหมายไทย — มาตรฐานสากลใช้เป็นแนวทางได้ แต่ห้ามอ้างว่าเป็นข้อบังคับตามกฎหมายไทย
- จัดซื้อจากกล่องสำเร็จรูปโดยไม่เทียบตัวบท — กล่องสำเร็จในตลาดบางรุ่นไม่ครบรายการข้อ 4 ต้องเทียบ checklist ก่อนเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน ต้องมีชุดปฐมพยาบาลไหม เกณฑ์ "รายการเวชภัณฑ์ตามข้อ 4" ของกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 เริ่มที่ 10 คนขึ้นไป แต่ในแง่หน้าที่ดูแลความปลอดภัยตาม ม.6 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554 การมีชุดปฐมพยาบาลพร้อมใช้ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรทำ แม้คนน้อยกว่า 10
นับ "จำนวนลูกจ้าง" รวมพนักงานทุกกะเลยไหม ให้ยึดจำนวนลูกจ้างของสถานประกอบกิจการตามนิยามในกฎหมายแรงงาน ถ้าไม่แน่ใจกรณีของตน ให้ตรวจตัวบทกฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 หรือสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่/จังหวัด
พยาบาลเทคนิคขึ้นไป หมายความว่าอะไร หมายถึงต้องเป็นพยาบาลที่มีคุณวุฒิตั้งแต่ระดับพยาบาลเทคนิคขึ้นไป ตามที่กฎกระทรวงสวัสดิการ 2548 ข้อ 3 ระบุ ไม่ใช่ผู้ช่วยทั่วไป
กล่องปฐมพยาบาลควรตรวจบ่อยแค่ไหน กฎหมายเน้นที่ "มีและพร้อมใช้" แนวปฏิบัติที่ดีคือตรวจและเติมทุกเดือน พร้อมเช็กวันหมดอายุของยาและน้ำยา — ส่วนนี้เป็น best practice ไม่ใช่รอบเวลาตายตัวตามกฎกระทรวง
ต้องมี eyewash ทุกโรงงานไหม ฝักบัวล้างตาฉุกเฉินเป็นชุดเสริมตามความเสี่ยง เหมาะกับพื้นที่ที่มีสารเคมีกัด/กระเด็น ไม่ใช่รายการบังคับตามข้อ 4 สำหรับทุกประเภทงาน แต่ถ้ามีงานสารเคมี ควรมีตามหลักการดูแลความปลอดภัยใน ม.6
สรุป
- เกณฑ์ชุดปฐมพยาบาล / ห้องพยาบาลตามจำนวนลูกจ้าง มาจาก กฎกระทรวงสวัสดิการ พ.ศ. 2548 (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541) ไม่ใช่ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554
- 10 คนขึ้นไป ต้องมีเวชภัณฑ์และยาตามรายการข้อ 4 · 200 คนขึ้นไป เพิ่มห้อง 1 เตียง + พยาบาล 1 คน + แพทย์ 2 ครั้ง/สัปดาห์ · 1,000 คนขึ้นไป เพิ่มเป็น 2 เตียง + พยาบาล 2 คน + แพทย์ 3 ครั้ง/สัปดาห์ (≥ 12 ชั่วโมง) + ยานพาหนะ
- รายการเวชภัณฑ์ขั้นต่ำมีราว 33 รายการ ให้เทียบกับตัวบทข้อ 4 ฉบับเต็มก่อนจัดซื้อ — อย่าจัดซื้อจากความจำ
- เสริมชุดเฉพาะความเสี่ยงตาม HIRARC (ห้ามเลือด / eyewash / burn dressing) และจัดอบรมปฐมพยาบาล-CPR ตาม ม.16 พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ 2554
- มาตรฐานสากล (ANSI/ISEA Z308.1, ISO 45001) ใช้เป็นแนวทางได้ แต่เป็น best practice ไม่ใช่กฎหมายไทย
ลองเริ่มจากสิ่งที่ทำได้วันนี้ — เอา checklist รายการข้อ 4 ไปเทียบกับตู้ปฐมพยาบาลในโรงงานของคุณ 1 จุด แล้วดูว่าขาดอะไร นั่นคือก้าวแรกที่ทั้งถูกกฎหมายและช่วยคนได้จริงเมื่อเกิดเหตุ
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ห้ามเลือดในที่ทำงาน — Direct Pressure ก่อน Tourniquet
ลำดับห้ามเลือด 4 ขั้นในที่ทำงาน — Direct Pressure 10 นาที ก่อนเสมอ, ทบผ้าซ้อนห้ามถอด, Tourniquet เฉพาะเมื่อจำเป็น (รัดเหนือแผล 5-7 ซม. จดเวลา) แนวทาง Stop the Bleed + อ้างมาตรา 16, 21 พ.ร.บ. 2554

แผลไฟไหม้ระดับ 1-2-3 + ปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาด 20 นาที
แยกแผลไฟไหม้ระดับ 1-2-3 ปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาด 20 นาที ภายใน 3 ชั่วโมง ห้ามทายาสีฟัน-น้ำปลา-น้ำแข็ง เมื่อไรต้องส่ง รพ. เกณฑ์ WHO/ANZBA + กฎหมายไทยที่บังคับให้อบรม

CPR + AED ในที่ทำงาน — 5 ขั้นช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงาน
CPR + AED ในโรงงาน/ออฟฟิศ — 5 ขั้นทำตามแนวทาง AHA และ Thai Resuscitation Council + ฐานกฎหมายไทย มาตรา 16 พ.ร.บ. 2554 และข้อ 28 อัคคีภัย 2555 อ่านครบจบในที่เดียว