🧪 สารเคมี

คำนวณอัตราระบายอากาศเจือจางไอสาร ให้คุมความเข้มข้นได้ตามกฎหมาย

กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10 กำหนดให้มีระบบระบายอากาศ แต่ไม่ได้ให้สูตร บทนี้ให้สูตรเจือจางตามหลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ตัวอย่างคิดจริง และข้อจำกัด

Safety Station 10113 กันยายน 2569อ่าน 29 นาที · 6,339 คำ
คำนวณอัตราระบายอากาศเจือจางไอสาร ให้คุมความเข้มข้นได้ตามกฎหมาย

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดให้บริเวณที่ลูกจ้างทำงานกับสารเคมีอันตรายมีระบบระบายอากาศ และกำหนดผลลัพธ์ไว้ว่าความเข้มข้นในบรรยากาศต้องไม่เกินขีดจำกัดที่อธิบดีประกาศกำหนด แต่ตัวบทไม่ได้ให้สูตรว่าต้องผลัดอากาศเท่าไรจึงจะพอ

สูตรที่ผู้ออกแบบระบบใช้กันมาจากหลักวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด บทนี้แยกสองชั้นให้ชัด แล้วไล่สูตร นิยามตัวแปรพร้อมหน่วย ตัวอย่างคิดจริงหนึ่งชุด และเส้นแบ่งว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดอากาศเฉพาะที่แทน

เส้นแบ่งระหว่างข้อกำหนดของกฎหมายไทยกับหลักวิชาสากล

ข้อ 10 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 วางเงื่อนไขของบริเวณทำงานไว้สามข้อย่อย ข้อย่อยเรื่องระบายอากาศเขียนไว้ว่า

มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย โดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบเก้าจุดห้าโดยปริมาตร

ตัวบทให้ทางเลือกสามแบบ คือ แบบทั่วไป แบบเจือจาง และแบบดูดอากาศเฉพาะที่ โดยผูกเงื่อนไขว่าต้อง "เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย" ส่วนตัวเลขที่ระบุตรงตัวมีค่าเดียว คือ ออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร

ข้อ 10 (3) เขียนต่อว่าให้มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสีย เพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น

เป้าหมายตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ข้อ 28 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุม เพื่อมิให้ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาเกินขีดจำกัดความเข้มข้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

ขีดจำกัดรายสารอยู่ในตารางท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 28 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ ค่าที่ใช้เทียบในประเทศไทยต้องเปิดจากตารางท้ายประกาศฉบับนี้ ไม่ใช่ค่าของหน่วยงานต่างประเทศ วิธีอ่านและวิธีถ่วงน้ำหนักเวลาดูได้ที่ การคำนวณค่าเฉลี่ยการสัมผัสตลอดกะ

ตารางข้างล่างแยกให้เห็นว่าค่าใดเป็นข้อกำหนดของไทย และค่าใดเป็นหลักวิชาที่ใช้ออกแบบ

รายการ ที่มา สถานะ
ต้องมีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป แบบเจือจาง หรือแบบดูดเฉพาะที่ กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย
ออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย
ความเข้มข้นของสารต้องไม่เกินขีดจำกัด กฎกระทรวงฯ ข้อ 28 และประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย
ตรวจวัดและวิเคราะห์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 4 ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย
สูตรคำนวณอัตราระบายอากาศเจือจาง ตำราสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ACGIH Industrial Ventilation และ ANSI/ASSP Z9.2 หลักวิชาสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย
สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย K ช่วง 1 ถึง 10 ACGIH Industrial Ventilation ค่าอ้างอิงสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย
ปริมาตรโมลาร์ 24.45 ลิตรต่อโมล ค่าคงที่ทางเคมี ที่ 25 องศาเซลเซียส ความดัน 1 บรรยากาศ ค่าคงที่ทางวิทยาศาสตร์

พนักงานตรวจความปลอดภัยตัดสินจากแถวที่เป็นข้อกำหนดของไทย ส่วนสูตรและสัมประสิทธิ์เป็นเครื่องมือที่ผู้ออกแบบใช้เพื่อไปให้ถึงเกณฑ์นั้น การเขียนรายงานว่า "กฎหมายกำหนดให้ใช้สัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเท่ากับ 4" จึงอ้างผิดชั้น

หน้าที่ตามกฎหมาย และผู้ที่ต้องลงมือคำนวณ

นายจ้างคือผู้มีหน้าที่ตามตัวบททั้งหมด โดยมีสี่หน้าที่ที่ผูกกับงานระบายอากาศตรง ๆ

หน้าที่ ตัวบท สาระสำคัญ
จัดให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม กฎกระทรวงฯ ข้อ 10 (2) และ (3) เลือกชนิดของระบบให้ตรงกับประเภทของสารและลักษณะการปล่อยสาร
ควบคุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด กฎกระทรวงฯ ข้อ 28 เกณฑ์ผลลัพธ์ที่ใช้ตัดสินว่าระบบที่ติดตั้งไปทำงานจริงหรือไม่
ตรวจวัดและวิเคราะห์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 4 เมื่อปรับปรุงแก้ไขระบบแล้วเสร็จ ต้องตรวจวัดซ้ำภายในสามสิบวัน
แก้ไขทางวิศวกรรมเมื่อผลเกินขีดจำกัด กฎกระทรวงฯ ข้อ 30 แก้ที่วิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมก่อน แล้วจึงเสริมด้วยการป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

ลำดับที่ตัวบทวางไว้ชัดเจน คือ แก้ที่วิศวกรรมก่อน แล้วจึงเสริมด้วยอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล

ส่วนผู้ดำเนินการตรวจวัดต้องมีคุณวุฒิตามที่ข้อ 6 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ระบุไว้ คือ ปริญญาตรีสายเคมี อาชีวอนามัย หรือวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

ตัวแปรในสูตรและหน่วยที่ต้องใช้ให้ตรงกัน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากหน่วยไม่ตรงกัน ก่อนแทนค่าจึงต้องแปลงทุกตัวให้อยู่ในหน่วยตามตารางนี้

ตัวแปร ความหมาย หน่วย แหล่งของค่า
Q อัตราการระบายอากาศที่ต้องการ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ผลลัพธ์ของการคำนวณ
W อัตราการระเหยของสารเข้าสู่บรรยากาศ กรัมต่อชั่วโมง ชั่งน้ำหนักที่ใช้จริงต่อกะ หรือคำนวณจากยอดเบิกใช้
MW มวลโมเลกุลของสาร กรัมต่อโมล เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (MSDS) ของผลิตภัณฑ์
C ความเข้มข้นเป้าหมายที่ออกแบบไว้ ส่วนในล้านส่วน (ppm) ผู้ออกแบบกำหนด โดยต้องต่ำกว่าขีดจำกัดตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560
K สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย ไม่มีหน่วย ค่าอ้างอิงสากล ช่วง 1 ถึง 10
V ปริมาตรของห้องหรือพื้นที่ทำงาน ลูกบาศก์เมตร วัดจากพื้นที่จริง

ค่า W คือปริมาณที่ระเหยออกมาจริง ไม่ใช่ปริมาณที่เบิกมาทั้งถัง งานที่สารติดไปกับชิ้นงานหรือไหลลงถังของเสีย ต้องหักส่วนนั้นออกก่อน ส่วนค่า C ผู้ออกแบบเลือกเอง ไม่ใช่ขีดจำกัดตามกฎหมาย แนวปฏิบัติสากลตั้งไว้ต่ำกว่าขีดจำกัด เพราะสูตรให้ค่าเฉลี่ยทั้งห้อง ขณะที่จุดใกล้ภาชนะสูงกว่าเสมอ

สูตรอัตราระบายอากาศเจือจาง

สูตรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอากาศในห้องผสมกันสมบูรณ์ และสารระเหยในอัตราคงที่

Q = (24,450 × W × K) ÷ (MW × C)

Q      = อัตราการระบายอากาศที่ต้องการ      ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
W      = อัตราการระเหยของสาร               กรัมต่อชั่วโมง
K      = สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย            ไม่มีหน่วย  (สากล 1 ถึง 10)
MW     = มวลโมเลกุลของสาร                  กรัมต่อโมล
C      = ความเข้มข้นเป้าหมายที่ออกแบบ       ppm
24,450 = ค่าคงที่จากปริมาตรโมลาร์ 24.45 ลิตรต่อโมล
         ที่ 25 องศาเซลเซียส ความดัน 1 บรรยากาศ

ค่าคงที่มาจากหลักเคมีพื้นฐาน สารหนัก W กรัมต่อชั่วโมง คิดเป็นจำนวนโมลเท่ากับ W หารด้วย MW เมื่อคูณด้วยปริมาตรโมลาร์ จะได้ปริมาตรไอต่อชั่วโมง จากนั้นหารด้วยความเข้มข้นเป้าหมายในรูปสัดส่วน แล้วแปลงลิตรเป็นลูกบาศก์เมตร ตัวเลข 24,450 จึงเป็นผลรวมของการแปลงหน่วยทั้งหมด หากอุณหภูมิใช้งานต่างจาก 25 องศาเซลเซียสมาก เช่น งานในเตาอบหรือห้องเย็น ต้องปรับค่าคงที่ตามอุณหภูมิจริงก่อน

การเลือกสัมประสิทธิ์ความปลอดภัย

สัมประสิทธิ์ K ชดเชยข้อเท็จจริงที่ว่าอากาศในห้องจริงไม่ได้ผสมกันสมบูรณ์อย่างที่สูตรสมมติไว้ ตำราสากลให้ช่วงไว้ที่ 1 ถึง 10 โดยไม่มีตารางบังคับ ผู้ออกแบบเลือกเองและต้องบันทึกเหตุผลไว้ ปัจจัยที่ทำให้ต้องเลือกค่าสูงขึ้นมีดังนี้

  • ตำแหน่งช่องอากาศเข้าและช่องระบายออกทำให้เกิดมุมอับ หรืออากาศไหลลัดวงจร
  • สารระเหยไม่สม่ำเสมอ มีช่วงพุ่งสูงเป็นระยะ เช่น จังหวะเปิดฝาถังหรือเทถ่าย
  • ผู้ปฏิบัติงานยืนอยู่ใกล้จุดปล่อยสาร จึงสัมผัสก่อนที่ไอจะผสมกับอากาศทั้งห้อง
  • สารมีพิษสูงหรือมีขีดจำกัดต่ำ ประเมินอัตราการระเหยคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็เกินเกณฑ์

เมื่อบันทึกไม่ได้ว่าเลือกค่าใดเพราะเหตุใด รายงานการออกแบบจะทวนสอบย้อนหลังไม่ได้

ตัวอย่างการคำนวณจากงานเช็ดล้างชิ้นงานด้วยตัวทำละลาย

โจทย์ตัวอย่าง คือ ห้องเช็ดล้างชิ้นงานโลหะด้วยโทลูอีน กว้าง 10 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 3 เมตร ประตูปิดตลอดเวลาทำงาน ชั่งถังตัวทำละลายก่อนและหลังกะแล้วพบว่าใช้ไป 1,600 กรัมต่อกะ 8 ชั่วโมง โดยระเหยหมดภายในกะ

ตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 กำหนดขีดจำกัดค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติของโทลูอีนไว้ที่ 200 ppm ผู้ออกแบบจึงตั้งความเข้มข้นเป้าหมายไว้ครึ่งหนึ่งของขีดจำกัด คือ 100 ppm เพื่อเผื่อความคลาดเคลื่อน มวลโมเลกุลที่ระบุในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เท่ากับ 92 กรัมต่อโมล และเลือกสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเท่ากับ 4 เพราะผู้ปฏิบัติงานยืนอยู่ที่โต๊ะเช็ดล้างซึ่งเป็นจุดปล่อยสาร และช่องอากาศเข้าอยู่คนละด้านกับโต๊ะ

ขั้นที่ 1  ปริมาตรห้อง        10 × 8 × 3               = 240 ลูกบาศก์เมตร

ขั้นที่ 2  อัตราการระเหย W    1,600 กรัม ÷ 8 ชั่วโมง   = 200 กรัมต่อชั่วโมง

ขั้นที่ 3  ความเข้มข้นเป้าหมาย C
           ขีดจำกัดตามประกาศกรมฯ 200 ppm ÷ 2          = 100 ppm

ขั้นที่ 4  แทนค่าในสูตร
           Q = (24,450 × 200 × 4) ÷ (92 × 100)
             = 19,560,000 ÷ 9,200
             = 2,126 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

ขั้นที่ 5  แปลงหน่วยและทวนสอบ
           2,126 ÷ 60   = 35.4 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที
           2,126 ÷ 240  = 8.9 รอบการผลัดอากาศต่อชั่วโมง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ต้องระบายอากาศราว 2,126 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นการผลัดอากาศทั้งห้องราว 8.9 รอบต่อชั่วโมง ตัวเลขรอบการผลัดอากาศ (air change per hour) ใช้ทวนสอบว่าค่าที่คำนวณได้สมเหตุสมผลกับขนาดห้องหรือไม่ แต่ใช้แทนสูตรเจือจางเป็นเกณฑ์ออกแบบตั้งต้นไม่ได้ เพราะห้องสองห้องที่ผลัดอากาศเท่ากันแต่ปล่อยสารต่างกัน จะได้ความเข้มข้นต่างกันมาก

ค่าที่คำนวณได้เป็นค่าตั้งต้นสำหรับเลือกขนาดพัดลมและขนาดช่องอากาศเข้าเท่านั้น เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายยังคงเป็นผลตรวจวัดความเข้มข้นเทียบกับขีดจำกัดตามข้อ 28 ทั้งนี้อากาศที่ระบายออกต้องมีอากาศสะอาดไหลเข้ามาแทนในปริมาณเท่ากัน

ข้อจำกัดของการระบายอากาศแบบเจือจาง

การเจือจางเหมาะกับสารที่มีพิษไม่สูง ปล่อยสม่ำเสมอ ปริมาณไม่มาก และจุดปล่อยอยู่ห่างจากตัวคน เมื่อเงื่อนไขข้อใดหลุดไป การคำนวณยังให้ตัวเลขออกมาได้ แต่ตัวเลขนั้นไม่คุ้มครองคนหน้างานจริง

สารพิษสูงหรือมีขีดจำกัดต่ำ สารที่ตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 กำหนดขีดจำกัดไว้ต่ำมาก เช่น ต่ำกว่าหนึ่งส่วนในล้านส่วน เมื่อแทนค่า C ที่ต่ำลง ผลลัพธ์ Q จะพุ่งขึ้นจนพัดลมที่มีขายทั่วไปทำไม่ได้ และต่อให้ทำได้ ลมที่แรงขนาดนั้นจะพัดพาสารกระจายทั่วห้องก่อนระบายออกไป

สารที่ปล่อยไม่สม่ำเสมอ สูตรใช้ค่าเฉลี่ยต่อชั่วโมง งานที่ปล่อยสารเป็นจังหวะ เช่น เปิดฝาถังผสมวันละไม่กี่ครั้ง จะมีช่วงที่ความเข้มข้นพุ่งสูงเกินขีดจำกัดชั่วขณะ แม้ค่าเฉลี่ยทั้งกะผ่านเกณฑ์ก็ตาม สารที่ประกาศกรมฯ กำหนดค่าสูงสุดที่ยอมให้สัมผัสได้ไว้ด้วย จะตัดสินจากช่วงพุ่งสูงนี้

งานที่คนอยู่ใกล้จุดปล่อย เมื่อผู้ปฏิบัติงานก้มหน้าอยู่เหนือภาชนะ ลมหายใจจะอยู่ในกลุ่มไอที่ยังไม่ทันผสมกับอากาศทั้งห้อง ความเข้มข้นที่คนได้รับจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า การเพิ่มค่า K ช่วยได้บางส่วน แต่แก้ที่ต้นเหตุไม่ได้

ฝุ่นและฟูมโลหะ อนุภาคของแข็งไม่ผสมกับอากาศเหมือนไอสาร แต่ตกลงสู่พื้นและฟุ้งขึ้นใหม่เมื่อมีคนเดินผ่าน การเจือจางจึงกระจายฝุ่นไปทั่วห้องมากกว่าจะกำจัดออก ส่วนงานที่ตัวทำละลายไวไฟระเหยปริมาณมาก ยังมีประเด็นด้านอัคคีภัยซ้อนอยู่ ต้องคุมทั้งสองด้านพร้อมกัน

อากาศที่ระบายออกไปสู่ภายนอก ข้อ 10 (3) กำหนดให้ป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การเป่าไอตัวทำละลายออกทางหน้าต่างที่ติดกับช่องอากาศเข้าของอาคารข้างเคียงจึงไม่ผ่านเงื่อนไขนี้ แม้ผลตรวจวัดในห้องจะผ่าน

เกณฑ์ตัดสินว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดอากาศเฉพาะที่

ตัวบทข้อ 10 (2) ให้ทางเลือกทั้งสามแบบ แต่ผูกไว้กับคำว่าเหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย เมื่อสภาพงานเข้าเงื่อนไขในตารางนี้ ระบบที่เหมาะสมตามตัวบทคือระบบดูดอากาศเฉพาะที่

สภาพงานที่พบ เหตุผล ระบบที่ควรใช้
ขีดจำกัดของสารต่ำมาก จนค่า Q ที่คำนวณได้เกินกำลังพัดลมที่ติดตั้งได้จริง เจือจางไม่ทัน ดูดเฉพาะที่
จุดปล่อยสารอยู่ในระยะเอื้อมมือของผู้ปฏิบัติงาน คนสัมผัสก่อนไอผสมกับอากาศห้อง ดูดเฉพาะที่
สารปล่อยเป็นช่วงพุ่งสูง หรือมีค่าสูงสุดที่ยอมให้สัมผัสได้กำกับไว้ ค่าเฉลี่ยผ่านแต่ช่วงพุ่งเกิน ดูดเฉพาะที่ที่จุดปล่อย
ฝุ่น ฟูม หรือละอองที่ตกสะสมบนพื้นผิว เจือจางแล้วยังฟุ้งซ้ำ ดูดเฉพาะที่พร้อมชุดดักอนุภาค
ผลตรวจวัดยังเกินขีดจำกัดหลังปรับปรุงระบบเจือจาง ข้อ 30 กำหนดให้แก้ทางวิศวกรรมต่อ ดูดเฉพาะที่หรือเปลี่ยนสาร

เมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดเฉพาะที่ วิธีคำนวณจะเปลี่ยนเป็นคนละชุด เพราะตัวแปรหลักย้ายไปเป็นความเร็วลมที่จุดกำเนิดและพื้นที่หน้าฮูด ดูสูตรและเกณฑ์ความเร็วลมได้ที่ การคำนวณความเร็วลมและอัตราการไหลของระบบดูดอากาศเฉพาะที่ ส่วนงานที่ใช้ตัวทำละลายต่อเนื่องตลอดกะ ดูเพิ่มที่ ความปลอดภัยตัวทำละลายในงานพิมพ์

เอกสารและหลักฐานที่ต้องเก็บไว้

การคำนวณที่ไม่มีบันทึกเท่ากับไม่ได้คำนวณ ชุดเอกสารที่ควรเก็บคู่กันมีดังนี้ โดยเก็บผลวัดอัตราการไหลจริงหลังติดตั้ง และบันทึกบำรุงรักษาตามข้อ 14 ด้วย

เอกสาร เนื้อหาที่ต้องมี ฐานตามกฎหมาย
บันทึกการคำนวณออกแบบ ค่า W ค่า C ค่า K พร้อมเหตุผล และผลลัพธ์ Q แสดงว่าระบบเหมาะสมตามข้อ 10 (2)
เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารทุกตัว มวลโมเลกุล การระเหย และอันตรายต่อสุขภาพ กฎกระทรวงฯ ข้อ 2 และข้อ 3
รายงานผลตรวจวัดความเข้มข้นตามแบบ สอ.3 ผลตรวจวัดพร้อมการรับรองจากผู้ตรวจวัดและผู้วิเคราะห์ ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 8 ส่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผล
หลักฐานการสอบเทียบเครื่องมือ สอบเทียบตามมาตรฐานอ้างอิงหรือตามที่ผู้ผลิตกำหนด ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 5 วรรคท้าย

ทำไมผลคำนวณจึงใช้หน้างานไม่ได้

นำค่าขีดจำกัดของหน่วยงานต่างประเทศมาเป็นค่า C ค่าที่พนักงานตรวจความปลอดภัยใช้ตัดสินในไทยคือค่าตามตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ค่าต่างประเทศบางตัวสูงกว่าและบางตัวต่ำกว่าค่าของไทย การหยิบมาใช้ตรง ๆ จึงเสี่ยงทั้งออกแบบต่ำเกินและลงทุนเกินจำเป็น

ลืมช่องอากาศเข้าและวางพัดลมผิดตำแหน่ง ระบบที่มีแต่พัดลมดูดออกโดยไม่มีช่องอากาศเข้าที่พอ จะได้อัตราการไหลจริงต่ำกว่าค่าออกแบบมาก และเมื่อวางช่องเข้ากับช่องออกไว้ชิดกัน อากาศจะไหลลัดวงจรโดยไม่กวาดผ่านจุดที่คนทำงาน

คำนวณครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวนอีก เมื่อเปลี่ยนชนิดสาร เพิ่มกำลังผลิต หรือย้ายตำแหน่งโต๊ะทำงาน ค่า W และค่า K เปลี่ยนตาม ข้อ 4 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 กำหนดให้ตรวจวัดใหม่ภายในสามสิบวันเมื่อเปลี่ยนชนิดหรือปริมาณสาร เครื่องจักร หรือวิธีการทำงาน

เช็กลิสต์ก่อนรับรองผล

  • เปิดเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารทุกตัวในพื้นที่ จดมวลโมเลกุลไว้ แล้วเปิดตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 หาขีดจำกัดของแต่ละตัว
  • ชั่งปริมาณสารที่ใช้จริงต่อกะติดต่อกันอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหาค่า W ที่เชื่อถือได้
  • ตั้งค่า C ให้ต่ำกว่าขีดจำกัด และเลือกค่า K พร้อมบันทึกเหตุผลของทั้งสองค่า
  • คำนวณค่า Q แล้วเทียบกับกำลังของพัดลมที่ติดตั้งอยู่จริง
  • ตรวจว่าช่องอากาศเข้ารับอากาศได้เท่ากับที่ระบายออก และลมพัดจากตัวคนไปหาจุดปล่อยสาร
  • ทบทวนว่างานนี้เข้าเงื่อนไขข้อใดในตารางที่ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดเฉพาะที่หรือไม่
  • ตรวจวัดความเข้มข้นตามรอบที่กฎหมายกำหนด แล้วเก็บรายงานตามแบบ สอ.3 พร้อมส่งภายในกำหนด

คำถามที่พบบ่อย

กฎหมายไทยกำหนดจำนวนรอบการผลัดอากาศต่อชั่วโมงไว้เท่าไร กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) ไม่ได้กำหนดจำนวนรอบไว้ เกณฑ์ตัวเลขที่ใช้ตัดสินคือขีดจำกัดความเข้มข้นตามข้อ 28 และตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560

คำนวณแล้วได้ค่า Q ที่พัดลมเดิมทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรก่อน ลำดับตามข้อ 30 คือแก้ทางวิศวกรรมก่อน เรียงจากได้ผลมากที่สุด คือ เปลี่ยนไปใช้สารที่ระเหยน้อยกว่าหรือพิษน้อยกว่า ปิดคลุมจุดปล่อยสาร ติดตั้งระบบดูดเฉพาะที่ แล้วจึงพิจารณาเพิ่มขนาดพัดลม

ค่าสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยมีค่าที่ถูกต้องค่าเดียวหรือไม่ ไม่มี ค่านี้เป็นค่าอ้างอิงสากลที่ให้ช่วงไว้ 1 ถึง 10 ผู้ออกแบบเลือกตามสภาพงานจริงและบันทึกเหตุผลไว้ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดค่านี้

สรุป

  • กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) กำหนดให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมกับประเภทของสาร พร้อมออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร แต่ไม่ได้ให้สูตรคำนวณ
  • สูตรเจือจางและสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเป็นหลักวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมสากล ไม่ใช่ข้อกำหนดของกฎหมายไทย
  • เกณฑ์ตัวเลขที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายไทยคือขีดจำกัดความเข้มข้นรายสารตามตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ตามที่ข้อ 28 กำหนด
  • การเจือจางใช้ไม่ได้กับสารพิษสูง สารที่ปล่อยไม่สม่ำเสมอ งานที่คนอยู่ใกล้จุดปล่อย และงานที่มีฝุ่นหรือฟูม กรณีเหล่านี้ต้องใช้ระบบดูดเฉพาะที่หรือปิดคลุมแทน
  • ผลการคำนวณเป็นค่าตั้งต้นสำหรับเลือกอุปกรณ์ ส่วนที่ยืนยันความถูกต้องคือผลตรวจวัดตามรอบที่ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 กำหนด พร้อมรายงานตามแบบ สอ.3

อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน

  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 10 ข้อ 14 ข้อ 28 ข้อ 29 และข้อ 30
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ข้อ 3 และตารางท้ายประกาศ
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 8
  • ตำราสุขศาสตร์อุตสาหกรรมสากล ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design และ ANSI/ASSP Z9.2 Fundamentals Governing the Design and Operation of Local Exhaust Ventilation Systems (มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย) สำหรับสูตรเจือจาง สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย และเกณฑ์เลือกชนิดระบบ

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ระบบระบายอากาศ? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน
สารเคมี

ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน

กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดทั้งระบบระบายอากาศตามข้อ 10 และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ 12 พร้อมวิธีตรวจว่ามาตรการที่เลือกได้ผลจริง

8 ก.ย. 2569อ่าน 30 นาที
คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย
สารเคมี

คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย

วิธีคำนวณ Capture Velocity และอัตราการไหล Q = V x A ของระบบ LEV และตู้ดูดควัน ตาม ACGIH Industrial Ventilation เทียบข้อกำหนดกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10

18 มิ.ย. 2569อ่าน 24 นาที
ความปลอดภัยโรงพิมพ์ — หมึก ตัวทำละลาย VOC ไวไฟ และ Nip Point เครื่องพิมพ์
สารเคมี

ความปลอดภัยโรงพิมพ์ — หมึก ตัวทำละลาย VOC ไวไฟ และ Nip Point เครื่องพิมพ์

คุมอันตราย 3 ชั้นในโรงพิมพ์ — สารเคมีจากหมึก/ตัวทำละลาย, nip point ลูกกลิ้ง, อัคคีภัยจากไอ solvent · กฎสารเคมี 2556 ข้อ 10/11/21 + กฎเครื่องจักร 2564 ข้อ 15 + checklist ก่อนเดินเครื่อง

7 มิ.ย. 2569อ่าน 22 นาที
คำนวณอัตราระบายอากาศเจือจางไอสาร พร้อมตัวอย่างคิดจริง — Safety Station 101