🧪 สารเคมี

คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย

วิธีคำนวณ Capture Velocity และอัตราการไหล Q = V x A ของระบบ LEV และตู้ดูดควัน ตาม ACGIH Industrial Ventilation เทียบข้อกำหนดกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10

Safety Station 10118 มิถุนายน 2569อ่าน 24 นาที · 5,192 คำ
คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย

ฮูดดูดอากาศเฉพาะที่ (Local Exhaust Ventilation - LEV) ที่ติดตั้งผิดตำแหน่งหรือเลือกขนาดพัดลมจากการเดา เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของระบบระบายอากาศที่ "มีแต่ไม่ทำงาน" — ฮูดอยู่ตรงนั้น พัดลมหมุน แต่ไอสารเคมียังลอยเข้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน คำถามที่ จป.วิชาชีพและวิศวกรสุขศาสตร์อุตสาหกรรมต้องตอบให้ได้ก่อนเซ็นรับระบบคือ ความเร็วลมที่จุดกำเนิดมลพิษ (capture velocity) เพียงพอจะดึงสารปนเปื้อนเข้าฮูดหรือไม่ และต้องใช้อัตราการไหลของอากาศ (airflow, Q) เท่าไรจึงจะได้ความเร็วนั้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น คือ กฎหมายไทยกับมาตรฐานสากลพูดกันคนละชั้น กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 บังคับ "ผลลัพธ์" — ต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และคุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด ส่วน "วิธีออกแบบ" ให้ได้ผลลัพธ์นั้น — capture velocity และสูตร Q = V x A — มาจากมาตรฐานสากลของ ACGIH ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด การสับสนสองชั้นนี้ทำให้หลายคนอ้างตัวเลขความเร็วลมว่าเป็น "กฎหมาย" ทั้งที่ไม่ใช่

ปัญหาทางเทคนิค — ทำไม LEV ถึง "ดูด" ได้ไม่จริง

อากาศที่ไหลเข้าฮูดดูดมีพฤติกรรมต่างจากอากาศที่เป่าออกอย่างสิ้นเชิง ลมที่เป่าออกจากปลายท่อพุ่งเป็นลำตรงได้ไกลหลายเท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ แต่ลมที่ดูดเข้าฮูดจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากปากฮูด — โดยทั่วไปที่ระยะเพียง 1 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางปากฮูด ความเร็วลมจะเหลือราว 10% ของความเร็วที่หน้าฮูดเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่ "ฮูดใหญ่ พัดลมแรง" ไม่ได้แปลว่าดูดดี ถ้าฮูดอยู่ไกลจากจุดกำเนิดมลพิษเกินไป ความเร็วลม ณ จุดที่ไอสารเคมีเกิดขึ้นจะต่ำเกินกว่าจะดึงสารเข้าฮูดได้ทัน สารจึงลอยหนีไปก่อน หลักการออกแบบที่ถูกต้องจึงเริ่มจากคำถามว่า "ที่จุดกำเนิดมลพิษ ต้องการความเร็วลมเท่าไร" ไม่ใช่ "พัดลมแรงแค่ไหน"

นิยาม Capture Velocity และ Face Velocity

Capture velocity คือความเร็วลมที่จุดกำเนิดมลพิษ (point of contaminant generation) ที่เพียงพอจะเอาชนะการเคลื่อนที่ของสารปนเปื้อนและกระแสลมรบกวนในพื้นที่ แล้วดึงสารเข้าสู่ฮูดดูด — เป็นนิยามตามมาตรฐานสากล ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design ไม่ใช่กฎหมายไทย

Face velocity คือความเร็วลมเฉลี่ยที่หน้าเปิดของฮูดหรือตู้ดูดควัน เป็นค่าที่วัดได้ตรงปากฮูด ต่างจาก capture velocity ที่เป็นค่า ณ จุดกำเนิดมลพิษซึ่งอยู่ห่างออกไป สองค่านี้ต้องไม่นำมาสับสนกัน

ตัวแปรที่กำหนดว่าต้องใช้ capture velocity เท่าไร มี 2 กลุ่มหลัก คือ (1) ลักษณะการปล่อยสาร — สารระเหยเฉื่อย ๆ จากผิวของเหลว ต้องการความเร็วต่ำกว่าสารที่ถูกเหวี่ยงออกด้วยพลังงานสูง เช่น ฝุ่นจากการเจียร และ (2) ความปั่นป่วนของอากาศโดยรอบ — พื้นที่ที่มีลมพัด คนเดินผ่าน หรือเครื่องจักรทำให้อากาศไหลเร็ว ต้องการ capture velocity สูงกว่าพื้นที่อากาศนิ่ง

ตาราง Capture Velocity ที่ ACGIH แนะนำ

อินโฟกราฟิกบันได 4 ขั้นแสดงช่วง capture velocity ตามลักษณะงานตามมาตรฐาน ACGIH สากล (ไม่ใช่กฎไทย) — งานระเหยจากถัง/ล้างไขมัน 0.25-0.5 m/s, spray booth/บรรจุ/เชื่อม/ชุบ 0.5-1.0 m/s, พ่นสี/บดย่อย 1.0-2.5 m/s, เจียร/พ่นทราย 2.5-10 m/s โดยยิ่งสารแรงและอากาศปั่นป่วนยิ่งต้องใช้ความเร็วลมสูงขึ้น

ค่าต่อไปนี้เป็นช่วงที่ ACGIH Industrial Ventilation Manual แนะนำ ระบุชัดว่าเป็น มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย — กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ไม่มีตัวเลขความเร็วลมกำหนดไว้

ลักษณะการปล่อยสาร / สภาพอากาศ ตัวอย่างงาน Capture velocity (m/s)
ปล่อยสารแทบไม่มีความเร็ว สู่อากาศนิ่ง การระเหยจากถัง, การล้างไขมัน (degreasing) 0.25 - 0.5
ปล่อยด้วยความเร็วต่ำ สู่อากาศค่อนข้างนิ่ง spray booth, การบรรจุภาชนะ, งานเชื่อม, งานชุบ (plating) 0.5 - 1.0
เกิดขึ้นแบบกระจาย สู่อากาศที่เคลื่อนตัวเร็ว spray painting, การบดย่อย (crushing) 1.0 - 2.5
ปล่อยด้วยความเร็วต้นสูง สู่อากาศที่เคลื่อนตัวเร็วมาก งานเจียร (grinding), การพ่นทราย (abrasive blasting) 2.5 - 10

หลักการอ่านตาราง คือ ยิ่งสารถูกปล่อยด้วยพลังงานสูง และยิ่งอากาศรอบ ๆ ปั่นป่วน ก็ยิ่งต้องใช้ capture velocity สูงขึ้น งานเชื่อมที่ฟูมลอยขึ้นช้า ๆ ใช้ช่วง 0.5 - 1.0 m/s ก็พอ — รายละเอียดดูได้ที่ การระบายฟูมงานเชื่อม — แต่งานเจียรที่สะเก็ดและฝุ่นถูกเหวี่ยงออกด้วยความเร็วสูง ต้องการถึง 2.5 - 10 m/s

สำหรับ spray booth ในงานยานยนต์ที่ละอองสีถูกพ่นออกด้วยแรงดัน จัดอยู่ในช่วง spray painting คือ 1.0 - 2.5 m/s ที่ตัวงานพ่น (รายละเอียดการออกแบบและตรวจดูได้ที่ ความปลอดภัยห้องพ่นสี (Spray Booth)) ส่วนไอตัวทำละลายในงานพิมพ์ที่ระเหยจากผิวหมึกแบบเฉื่อย ๆ มักอยู่ในช่วงต่ำ 0.25 - 0.5 m/s ดูเพิ่มที่ ความปลอดภัยตัวทำละลายในงานพิมพ์

สูตรหลัก — Q = V x A

สมการพื้นฐานที่สุดของการออกแบบ LEV ทุกระบบ คือ

Q = V x A

โดย

  • Q = อัตราการไหลปริมาตรของอากาศ (volumetric flow rate) หน่วย m3/s
  • V = ความเร็วลม (velocity) หน่วย m/s
  • A = พื้นที่หน้าตัด (cross-sectional area) หน่วย m2

สมการนี้คือเครื่องมือแปลงระหว่าง "ความเร็วลมที่ต้องการ" กับ "อัตราการไหลที่พัดลมต้องทำได้" เมื่อรู้ว่าต้องการ capture velocity เท่าไร และรู้พื้นที่หน้าฮูด ก็คำนวณ Q ที่ต้องการได้ จากนั้นจึงเลือกพัดลมและท่อให้รองรับ Q นั้น

ตัวอย่างคำนวณ (ค่าสมมติเพื่อสาธิตหลักการ ไม่ใช่ค่าบังคับตามกฎหมาย)

สมมติฮูดแบบ slot มีพื้นที่หน้าฮูด A = 0.2 m2 และต้องการ capture velocity ที่หน้าฮูด V = 0.5 m/s

Q = V x A = 0.5 x 0.2 = 0.1 m3/s

แปลงเป็นหน่วยที่ผู้ใช้พัดลมคุ้นเคย

0.1 m3/s x 3,600 = 360 m3/hr (ประมาณ 212 cfm)

เลขชุดนี้เป็นค่าสมมติเพื่อแสดงวิธีแทนค่าเท่านั้น ค่าจริงต้องคำนวณจาก capture velocity ที่เหมาะกับงานนั้น (ตามตารางด้านบน) และพื้นที่ฮูดจริง

สมการฮูดอิสระ — เหตุผลที่ต้องวางฮูดให้ใกล้แหล่งกำเนิด

ไดอะแกรม isometric อธิบายสูตร Q = V x A และเหตุผลที่ต้องวางฮูด LEV ใกล้แหล่งกำเนิด — เทียบฮูดที่อยู่ใกล้จุดกำเนิด (ใช้ลมน้อย ดักไอครบ) กับฮูดที่อยู่ไกล 2 เท่า (ใช้ลมเกือบ 4 เท่า ไอหนีบางส่วน) พร้อมสูตรฮูดอิสระ Q = V x (10X กำลังสอง + A) ที่แสดงว่า airflow แปรผันตามระยะกำลังสอง โดยระบุว่าเป็นมาตรฐาน ACGIH สากลไม่ใช่กฎไทย

สำหรับฮูดดูดแบบ free-standing ที่มี flange หรือแบบ plain opening ACGIH Industrial Ventilation Manual (Chapter 6) ให้สมการประมาณอัตราการไหลที่ต้องการในรูป

Q = V x (10X2 + A)

โดย X คือระยะจากปากฮูดถึงจุดกำเนิดมลพิษ และ A คือพื้นที่หน้าฮูด

ประเด็นที่ต้องเข้าใจจากสมการนี้ ไม่ใช่ค่าคงที่ตัวเลข แต่คือ airflow ที่ต้องการแปรผันตามระยะกำลังสอง (X2) พูดง่าย ๆ คือ ถ้าขยับฮูดให้ห่างจากแหล่งกำเนิดเป็น 2 เท่า อัตราการไหลที่ต้องใช้ไม่ได้เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่พุ่งขึ้นใกล้ 4 เท่า นี่คือเหตุผลทางวิศวกรรมที่ทำไมหลักการออกแบบ LEV จึงเน้นย้ำให้วางฮูดอยู่ใกล้จุดกำเนิดมลพิษมากที่สุดเท่าที่ทำได้ การขยับฮูดเข้าใกล้อีกไม่กี่เซนติเมตร ประหยัดขนาดพัดลมและค่าไฟได้มากกว่าการเพิ่มกำลังพัดลม

การติด flange (แผ่นขอบรอบปากฮูด) ช่วยลดอากาศที่ดูดมาจากด้านหลังฮูดซึ่งไม่มีสารปนเปื้อน ทำให้ดูดสารจากด้านหน้าได้มีประสิทธิภาพขึ้นที่อัตราการไหลเท่าเดิม

Face Velocity ของตู้ดูดควัน (Fume Hood)

ตู้ดูดควันในห้องปฏิบัติการเป็นกรณีพิเศษของ LEV ค่าที่นิยมใช้ในทางปฏิบัติคือ face velocity ประมาณ 0.3 - 0.5 m/s (ราว 60 - 100 fpm) ตามแนวทางมาตรฐานสากล ANSI/AIHA Z9.5 — ระบุชัดว่าเป็น มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย

จุดที่หลายคนเข้าใจผิด คือคิดว่า "ยิ่งเร็วยิ่งดี" ความจริงคือ face velocity ที่สูงเกินไปทำให้เกิดความปั่นป่วน (turbulence) ที่ขอบตู้และรอบตัวผู้ใช้ กระแสวนนี้สามารถดึงไอสารกลับออกมาหาผู้ใช้ที่ยืนหน้าตู้ได้ ตู้ที่ออกแบบดีจึงรักษา face velocity ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่ใช่ดันให้สูงสุด

เชื่อมโยงกฎหมายไทย — กฎหมายบังคับ "ผลลัพธ์" ไม่ใช่ "ความเร็วลม"

ส่วนนี้คือฐานทางกฎหมายไทยที่ผู้ตรวจจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เป็นเกณฑ์ ต่างจากตัวเลขความเร็วลมข้างต้นซึ่งเป็นมาตรฐานสากล

กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10 — ต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม + O2 >= 19.5%

ตามข้อ 10 (2) ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 — ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องจัดให้

มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย โดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบเก้าจุดห้าโดยปริมาตร

เกณฑ์ที่เป็นตัวเลขชัดเจนในข้อนี้คือ ออกซิเจนในบรรยากาศต้องไม่ต่ำกว่า 19.5% โดยปริมาตร ส่วนคำว่า "ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย" คือเกณฑ์เชิงคุณภาพที่ไม่ได้แปลงเป็นตัวเลขความเร็วลมหรืออัตราการไหล — กฎหมายเปิดให้ผู้ออกแบบเลือกวิธีให้เหมาะกับงาน ซึ่งจุดนี้เองที่ ACGIH เข้ามาเติมเป็นวิธีออกแบบ

ข้อ 10 ยังแบ่งระบบระบายอากาศไว้ 3 ระดับตามตัวบทกฎหมาย คือ แบบทั่วไป (general), แบบเจือจาง (dilution) และแบบดูดอากาศเฉพาะที่ (local exhaust / LEV) ซึ่งตรงกับคำศัพท์สากลพอดี

ข้อ 10 (3) — ต้องมีระบบกำจัดอากาศเสีย

ข้อ 10 (3) เพิ่มอีกชั้น กำหนดให้นายจ้างจัดให้

มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสียโดยใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ ระบบเปียก การปิดคลุม หรือระบบอื่น เพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น

สังเกตว่าเป้าหมายที่กฎหมายเขียนคือ "มิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด" — นี่คือ เกณฑ์ผลลัพธ์ (คุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด) ไม่ใช่เกณฑ์ความเร็วลม กฎหมายไม่ได้สนใจว่าฮูดดูดด้วยความเร็วเท่าไร สนใจแค่ว่าผลลัพธ์ในบรรยากาศต้องไม่เกินขีดจำกัด

ข้อ 28 - 30 — ขีดจำกัดความเข้มข้นคือเป้าหมายตัวเลขที่แท้จริง

เป้าหมายตัวเลขที่กฎหมายไทยบังคับจริง อยู่ที่หมวดควบคุมระดับความเข้มข้น ตามข้อ 28 นายจ้างต้องจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุมเพื่อมิให้ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินขีดจำกัดความเข้มข้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

ข้อ 29 กำหนดให้ตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้น และข้อ 30 กำหนดว่าถ้าตรวจพบว่าเกินขีดจำกัด ต้องใช้มาตรการกำจัดหรือควบคุมทางวิศวกรรม

ตัวเลขขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิด เป็นไปตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2560 (ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย) ที่อธิบดีประกาศกำหนด — เป็นค่าเฉพาะของแต่ละสาร ต้องเปิดบัญชีของสารนั้น ๆ ไม่มีตัวเลขรวมตัวเดียว

ตรรกะการออกแบบ — กฎหมายไทยกับ ACGIH ทำงานร่วมกันอย่างไร

เมื่อแยกสองชั้นออกจากกันชัดแล้ว ภาพรวมจะเป็นเช่นนี้

  • กฎหมายไทย (กฎกระทรวง พ.ศ. 2556 + ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560) กำหนด "ผลลัพธ์ที่ต้องได้" คือ ต้องมีระบบ LEV/ระบายอากาศที่เหมาะสม, O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5%, และความเข้มข้นของสารต้องไม่เกินขีดจำกัด
  • มาตรฐานสากล ACGIH / ANSI Z9.5 ให้ "วิธีออกแบบ" เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น คือ เลือก capture velocity ตามลักษณะงาน แล้วใช้สูตร Q = V x A และ Q = V x (10X2 + A) คำนวณอัตราการไหลและขนาดพัดลม

พูดให้สั้นที่สุด — กฎหมายไทยบอกว่า "ต้องคุมให้อยู่" แต่ไม่บอกว่า "ดูดเร็วเท่าไร" ส่วน ACGIH บอกว่า "ดูดเร็วเท่าไรถึงจะคุมอยู่" ทั้งสองชั้นจึงไม่ขัดกัน แต่เติมเต็มกัน ผู้ออกแบบที่ดีต้องอ้างให้ถูกชั้น — เวลาคุยกับผู้ตรวจ ใช้ภาษากฎหมายไทย (ความเข้มข้น + O2) เวลาออกแบบเชิงวิศวกรรม ใช้ภาษา ACGIH (capture velocity + Q)

ข้อควรระวังในทางปฏิบัติ

  1. อย่ายืนยันตัวเลขความเร็วลมว่าเป็น "กฎหมาย" — capture velocity 0.25 - 10 m/s และ face velocity ตู้ดูดควัน 0.3 - 0.5 m/s ทั้งหมดเป็นมาตรฐานสากล ACGIH/ANSI Z9.5 ไม่ใช่ตัวเลขในกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556

  2. วัด capture velocity ที่จุดกำเนิดมลพิษ ไม่ใช่ที่หน้าฮูด — ค่าที่หน้าฮูด (face velocity) สูงกว่าค่าที่จุดกำเนิดมลพิษเสมอ การวัดผิดจุดทำให้เข้าใจผิดว่าระบบดูดดีกว่าจริง

  3. คำนวณไม่แทนการวัด — ผลคำนวณเป็นค่าออกแบบเริ่มต้น ระบบจริงต้องวัด face velocity ด้วย anemometer และตรวจวัดความเข้มข้นของสารในบรรยากาศตามข้อ 29 เพื่อยืนยันว่าผลลัพธ์อยู่ในเกณฑ์

  4. กระแสลมรบกวนกินประสิทธิภาพฮูด — พัดลมเป่า, ประตูเปิด, คนเดินผ่าน หรือเครื่องปรับอากาศที่เป่าตรงเข้าหาฮูด ทำให้ capture velocity จริงต่ำกว่าที่คำนวณ ต้องเผื่อในการออกแบบหรือกั้นพื้นที่

  5. ระยะฮูดต่อจุดกำเนิดสำคัญกว่ากำลังพัดลม — เพราะ airflow แปรผันตามระยะกำลังสอง การวางฮูดให้ใกล้แหล่งกำเนิดคุ้มกว่าการเพิ่มขนาดพัดลมเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ค่า capture velocity ในตารางเป็นกฎหมายไทยหรือไม่?

ไม่ใช่ ทั้งช่วง 0.25 - 0.5, 0.5 - 1.0, 1.0 - 2.5 และ 2.5 - 10 m/s มาจาก ACGIH Industrial Ventilation Manual ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ไม่มีตัวเลขความเร็วลมกำหนดไว้ กฎหมายไทยกำหนดเพียงว่าต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม + O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5% (ข้อ 10) และคุมความเข้มข้นไม่เกินขีดจำกัด (ข้อ 28)

Q2: รู้ capture velocity ที่ต้องการแล้ว จะหาขนาดพัดลมอย่างไร?

ใช้สูตร Q = V x A หาอัตราการไหล Q ที่ต้องการก่อน โดย V คือ capture velocity ที่เลือกตามลักษณะงาน และ A คือพื้นที่หน้าฮูด จากนั้นนำ Q ไปเลือกพัดลมและท่อ โดยต้องเผื่อ pressure loss ในระบบท่อด้วย (ซึ่งเป็นอีกขั้นของการคำนวณ static pressure)

Q3: face velocity ของตู้ดูดควันยิ่งสูงยิ่งดีไหม?

ไม่ใช่ ค่าที่นิยมคือราว 0.3 - 0.5 m/s ตามแนวทาง ANSI/AIHA Z9.5 ถ้าสูงเกินไปจะเกิด turbulence ที่ขอบตู้และดึงไอสารกลับออกมาหาผู้ใช้ที่ยืนหน้าตู้

Q4: ฮูดดูดได้ไกลแค่ไหน?

ไม่ไกลอย่างที่คิด ความเร็วลมที่ดูดเข้าจะอ่อนลงเร็วมากเมื่อห่างจากปากฮูด เพราะ airflow ที่ต้องการแปรผันตามระยะกำลังสอง (จากสมการ Q = V x (10X2 + A)) หลักปฏิบัติคือวางฮูดให้ใกล้จุดกำเนิดมลพิษมากที่สุด

Q5: ผ่านการคำนวณแล้วถือว่าผ่านกฎหมายเลยไหม?

ไม่ใช่ การคำนวณเป็นค่าออกแบบ ต้องตรวจวัดจริงเพื่อยืนยันผลลัพธ์ตามที่ข้อ 29 บังคับให้ตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้น และผลต้องไม่เกินขีดจำกัดตามข้อ 28 จึงจะถือว่าเป็นไปตามกฎหมาย

สรุป

  • กฎหมายไทย (กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10) บังคับให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมและ O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5% โดยปริมาตร — เป็นเกณฑ์ผลลัพธ์ ไม่ใช่ตัวเลขความเร็วลม
  • เป้าหมายตัวเลขที่แท้จริงของกฎหมายไทยคือ คุมความเข้มข้นของสารไม่ให้เกินขีดจำกัด (ข้อ 28 - 30 + ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560)
  • capture velocity (0.25 - 10 m/s ตามลักษณะงาน) และ face velocity ตู้ดูดควัน (0.3 - 0.5 m/s) เป็นมาตรฐานสากล ACGIH / ANSI Z9.5 ไม่ใช่กฎหมายไทย
  • สูตรออกแบบหลักคือ Q = V x A และสำหรับฮูดอิสระคือ Q = V x (10X2 + A) ซึ่งแสดงว่า airflow แปรผันตามระยะกำลังสอง จึงต้องวางฮูดใกล้แหล่งกำเนิดที่สุด
  • การคำนวณเป็นค่าออกแบบเริ่มต้น ระบบจริงต้องวัด face velocity และตรวจวัดความเข้มข้นเพื่อยืนยันผลลัพธ์ตามกฎหมาย

อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน

  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 (ข้อ 10 ระบบระบายอากาศ + O2 19.5%, ข้อ 28 - 30 ขีดจำกัดความเข้มข้น)
  • ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560
  • ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design (มาตรฐานสากล — capture velocity, สูตร Q = V x A, สมการฮูด Chapter 6)
  • ANSI/AIHA Z9.5 — Laboratory Ventilation (มาตรฐานสากล — face velocity ตู้ดูดควัน)

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ระบบระบายอากาศ? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV — สูตร ACGIH เทียบกฎหมายไทย — Safety Station 101