คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย
วิธีคำนวณ Capture Velocity และอัตราการไหล Q = V x A ของระบบ LEV และตู้ดูดควัน ตาม ACGIH Industrial Ventilation เทียบข้อกำหนดกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10

ฮูดดูดอากาศเฉพาะที่ (Local Exhaust Ventilation - LEV) ที่ติดตั้งผิดตำแหน่งหรือเลือกขนาดพัดลมจากการเดา เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของระบบระบายอากาศที่ "มีแต่ไม่ทำงาน" — ฮูดอยู่ตรงนั้น พัดลมหมุน แต่ไอสารเคมียังลอยเข้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน คำถามที่ จป.วิชาชีพและวิศวกรสุขศาสตร์อุตสาหกรรมต้องตอบให้ได้ก่อนเซ็นรับระบบคือ ความเร็วลมที่จุดกำเนิดมลพิษ (capture velocity) เพียงพอจะดึงสารปนเปื้อนเข้าฮูดหรือไม่ และต้องใช้อัตราการไหลของอากาศ (airflow, Q) เท่าไรจึงจะได้ความเร็วนั้น
ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น คือ กฎหมายไทยกับมาตรฐานสากลพูดกันคนละชั้น กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 บังคับ "ผลลัพธ์" — ต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และคุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด ส่วน "วิธีออกแบบ" ให้ได้ผลลัพธ์นั้น — capture velocity และสูตร Q = V x A — มาจากมาตรฐานสากลของ ACGIH ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด การสับสนสองชั้นนี้ทำให้หลายคนอ้างตัวเลขความเร็วลมว่าเป็น "กฎหมาย" ทั้งที่ไม่ใช่
ปัญหาทางเทคนิค — ทำไม LEV ถึง "ดูด" ได้ไม่จริง
อากาศที่ไหลเข้าฮูดดูดมีพฤติกรรมต่างจากอากาศที่เป่าออกอย่างสิ้นเชิง ลมที่เป่าออกจากปลายท่อพุ่งเป็นลำตรงได้ไกลหลายเท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ แต่ลมที่ดูดเข้าฮูดจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากปากฮูด — โดยทั่วไปที่ระยะเพียง 1 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางปากฮูด ความเร็วลมจะเหลือราว 10% ของความเร็วที่หน้าฮูดเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ "ฮูดใหญ่ พัดลมแรง" ไม่ได้แปลว่าดูดดี ถ้าฮูดอยู่ไกลจากจุดกำเนิดมลพิษเกินไป ความเร็วลม ณ จุดที่ไอสารเคมีเกิดขึ้นจะต่ำเกินกว่าจะดึงสารเข้าฮูดได้ทัน สารจึงลอยหนีไปก่อน หลักการออกแบบที่ถูกต้องจึงเริ่มจากคำถามว่า "ที่จุดกำเนิดมลพิษ ต้องการความเร็วลมเท่าไร" ไม่ใช่ "พัดลมแรงแค่ไหน"
นิยาม Capture Velocity และ Face Velocity
Capture velocity คือความเร็วลมที่จุดกำเนิดมลพิษ (point of contaminant generation) ที่เพียงพอจะเอาชนะการเคลื่อนที่ของสารปนเปื้อนและกระแสลมรบกวนในพื้นที่ แล้วดึงสารเข้าสู่ฮูดดูด — เป็นนิยามตามมาตรฐานสากล ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design ไม่ใช่กฎหมายไทย
Face velocity คือความเร็วลมเฉลี่ยที่หน้าเปิดของฮูดหรือตู้ดูดควัน เป็นค่าที่วัดได้ตรงปากฮูด ต่างจาก capture velocity ที่เป็นค่า ณ จุดกำเนิดมลพิษซึ่งอยู่ห่างออกไป สองค่านี้ต้องไม่นำมาสับสนกัน
ตัวแปรที่กำหนดว่าต้องใช้ capture velocity เท่าไร มี 2 กลุ่มหลัก คือ (1) ลักษณะการปล่อยสาร — สารระเหยเฉื่อย ๆ จากผิวของเหลว ต้องการความเร็วต่ำกว่าสารที่ถูกเหวี่ยงออกด้วยพลังงานสูง เช่น ฝุ่นจากการเจียร และ (2) ความปั่นป่วนของอากาศโดยรอบ — พื้นที่ที่มีลมพัด คนเดินผ่าน หรือเครื่องจักรทำให้อากาศไหลเร็ว ต้องการ capture velocity สูงกว่าพื้นที่อากาศนิ่ง
ตาราง Capture Velocity ที่ ACGIH แนะนำ

ค่าต่อไปนี้เป็นช่วงที่ ACGIH Industrial Ventilation Manual แนะนำ ระบุชัดว่าเป็น มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย — กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ไม่มีตัวเลขความเร็วลมกำหนดไว้
| ลักษณะการปล่อยสาร / สภาพอากาศ | ตัวอย่างงาน | Capture velocity (m/s) |
|---|---|---|
| ปล่อยสารแทบไม่มีความเร็ว สู่อากาศนิ่ง | การระเหยจากถัง, การล้างไขมัน (degreasing) | 0.25 - 0.5 |
| ปล่อยด้วยความเร็วต่ำ สู่อากาศค่อนข้างนิ่ง | spray booth, การบรรจุภาชนะ, งานเชื่อม, งานชุบ (plating) | 0.5 - 1.0 |
| เกิดขึ้นแบบกระจาย สู่อากาศที่เคลื่อนตัวเร็ว | spray painting, การบดย่อย (crushing) | 1.0 - 2.5 |
| ปล่อยด้วยความเร็วต้นสูง สู่อากาศที่เคลื่อนตัวเร็วมาก | งานเจียร (grinding), การพ่นทราย (abrasive blasting) | 2.5 - 10 |
หลักการอ่านตาราง คือ ยิ่งสารถูกปล่อยด้วยพลังงานสูง และยิ่งอากาศรอบ ๆ ปั่นป่วน ก็ยิ่งต้องใช้ capture velocity สูงขึ้น งานเชื่อมที่ฟูมลอยขึ้นช้า ๆ ใช้ช่วง 0.5 - 1.0 m/s ก็พอ — รายละเอียดดูได้ที่ การระบายฟูมงานเชื่อม — แต่งานเจียรที่สะเก็ดและฝุ่นถูกเหวี่ยงออกด้วยความเร็วสูง ต้องการถึง 2.5 - 10 m/s
สำหรับ spray booth ในงานยานยนต์ที่ละอองสีถูกพ่นออกด้วยแรงดัน จัดอยู่ในช่วง spray painting คือ 1.0 - 2.5 m/s ที่ตัวงานพ่น (รายละเอียดการออกแบบและตรวจดูได้ที่ ความปลอดภัยห้องพ่นสี (Spray Booth)) ส่วนไอตัวทำละลายในงานพิมพ์ที่ระเหยจากผิวหมึกแบบเฉื่อย ๆ มักอยู่ในช่วงต่ำ 0.25 - 0.5 m/s ดูเพิ่มที่ ความปลอดภัยตัวทำละลายในงานพิมพ์
สูตรหลัก — Q = V x A
สมการพื้นฐานที่สุดของการออกแบบ LEV ทุกระบบ คือ
Q = V x A
โดย
- Q = อัตราการไหลปริมาตรของอากาศ (volumetric flow rate) หน่วย m3/s
- V = ความเร็วลม (velocity) หน่วย m/s
- A = พื้นที่หน้าตัด (cross-sectional area) หน่วย m2
สมการนี้คือเครื่องมือแปลงระหว่าง "ความเร็วลมที่ต้องการ" กับ "อัตราการไหลที่พัดลมต้องทำได้" เมื่อรู้ว่าต้องการ capture velocity เท่าไร และรู้พื้นที่หน้าฮูด ก็คำนวณ Q ที่ต้องการได้ จากนั้นจึงเลือกพัดลมและท่อให้รองรับ Q นั้น
ตัวอย่างคำนวณ (ค่าสมมติเพื่อสาธิตหลักการ ไม่ใช่ค่าบังคับตามกฎหมาย)
สมมติฮูดแบบ slot มีพื้นที่หน้าฮูด A = 0.2 m2 และต้องการ capture velocity ที่หน้าฮูด V = 0.5 m/s
Q = V x A = 0.5 x 0.2 = 0.1 m3/s
แปลงเป็นหน่วยที่ผู้ใช้พัดลมคุ้นเคย
0.1 m3/s x 3,600 = 360 m3/hr (ประมาณ 212 cfm)
เลขชุดนี้เป็นค่าสมมติเพื่อแสดงวิธีแทนค่าเท่านั้น ค่าจริงต้องคำนวณจาก capture velocity ที่เหมาะกับงานนั้น (ตามตารางด้านบน) และพื้นที่ฮูดจริง
สมการฮูดอิสระ — เหตุผลที่ต้องวางฮูดให้ใกล้แหล่งกำเนิด

สำหรับฮูดดูดแบบ free-standing ที่มี flange หรือแบบ plain opening ACGIH Industrial Ventilation Manual (Chapter 6) ให้สมการประมาณอัตราการไหลที่ต้องการในรูป
Q = V x (10X2 + A)
โดย X คือระยะจากปากฮูดถึงจุดกำเนิดมลพิษ และ A คือพื้นที่หน้าฮูด
ประเด็นที่ต้องเข้าใจจากสมการนี้ ไม่ใช่ค่าคงที่ตัวเลข แต่คือ airflow ที่ต้องการแปรผันตามระยะกำลังสอง (X2) พูดง่าย ๆ คือ ถ้าขยับฮูดให้ห่างจากแหล่งกำเนิดเป็น 2 เท่า อัตราการไหลที่ต้องใช้ไม่ได้เพิ่มเป็น 2 เท่า แต่พุ่งขึ้นใกล้ 4 เท่า นี่คือเหตุผลทางวิศวกรรมที่ทำไมหลักการออกแบบ LEV จึงเน้นย้ำให้วางฮูดอยู่ใกล้จุดกำเนิดมลพิษมากที่สุดเท่าที่ทำได้ การขยับฮูดเข้าใกล้อีกไม่กี่เซนติเมตร ประหยัดขนาดพัดลมและค่าไฟได้มากกว่าการเพิ่มกำลังพัดลม
การติด flange (แผ่นขอบรอบปากฮูด) ช่วยลดอากาศที่ดูดมาจากด้านหลังฮูดซึ่งไม่มีสารปนเปื้อน ทำให้ดูดสารจากด้านหน้าได้มีประสิทธิภาพขึ้นที่อัตราการไหลเท่าเดิม
Face Velocity ของตู้ดูดควัน (Fume Hood)
ตู้ดูดควันในห้องปฏิบัติการเป็นกรณีพิเศษของ LEV ค่าที่นิยมใช้ในทางปฏิบัติคือ face velocity ประมาณ 0.3 - 0.5 m/s (ราว 60 - 100 fpm) ตามแนวทางมาตรฐานสากล ANSI/AIHA Z9.5 — ระบุชัดว่าเป็น มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย
จุดที่หลายคนเข้าใจผิด คือคิดว่า "ยิ่งเร็วยิ่งดี" ความจริงคือ face velocity ที่สูงเกินไปทำให้เกิดความปั่นป่วน (turbulence) ที่ขอบตู้และรอบตัวผู้ใช้ กระแสวนนี้สามารถดึงไอสารกลับออกมาหาผู้ใช้ที่ยืนหน้าตู้ได้ ตู้ที่ออกแบบดีจึงรักษา face velocity ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่ใช่ดันให้สูงสุด
เชื่อมโยงกฎหมายไทย — กฎหมายบังคับ "ผลลัพธ์" ไม่ใช่ "ความเร็วลม"
ส่วนนี้คือฐานทางกฎหมายไทยที่ผู้ตรวจจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใช้เป็นเกณฑ์ ต่างจากตัวเลขความเร็วลมข้างต้นซึ่งเป็นมาตรฐานสากล
กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10 — ต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม + O2 >= 19.5%
ตามข้อ 10 (2) ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 — ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องจัดให้
มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย โดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบเก้าจุดห้าโดยปริมาตร
เกณฑ์ที่เป็นตัวเลขชัดเจนในข้อนี้คือ ออกซิเจนในบรรยากาศต้องไม่ต่ำกว่า 19.5% โดยปริมาตร ส่วนคำว่า "ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย" คือเกณฑ์เชิงคุณภาพที่ไม่ได้แปลงเป็นตัวเลขความเร็วลมหรืออัตราการไหล — กฎหมายเปิดให้ผู้ออกแบบเลือกวิธีให้เหมาะกับงาน ซึ่งจุดนี้เองที่ ACGIH เข้ามาเติมเป็นวิธีออกแบบ
ข้อ 10 ยังแบ่งระบบระบายอากาศไว้ 3 ระดับตามตัวบทกฎหมาย คือ แบบทั่วไป (general), แบบเจือจาง (dilution) และแบบดูดอากาศเฉพาะที่ (local exhaust / LEV) ซึ่งตรงกับคำศัพท์สากลพอดี
ข้อ 10 (3) — ต้องมีระบบกำจัดอากาศเสีย
ข้อ 10 (3) เพิ่มอีกชั้น กำหนดให้นายจ้างจัดให้
มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสียโดยใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ ระบบเปียก การปิดคลุม หรือระบบอื่น เพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
สังเกตว่าเป้าหมายที่กฎหมายเขียนคือ "มิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด" — นี่คือ เกณฑ์ผลลัพธ์ (คุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด) ไม่ใช่เกณฑ์ความเร็วลม กฎหมายไม่ได้สนใจว่าฮูดดูดด้วยความเร็วเท่าไร สนใจแค่ว่าผลลัพธ์ในบรรยากาศต้องไม่เกินขีดจำกัด
ข้อ 28 - 30 — ขีดจำกัดความเข้มข้นคือเป้าหมายตัวเลขที่แท้จริง
เป้าหมายตัวเลขที่กฎหมายไทยบังคับจริง อยู่ที่หมวดควบคุมระดับความเข้มข้น ตามข้อ 28 นายจ้างต้องจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุมเพื่อมิให้ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินขีดจำกัดความเข้มข้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 29 กำหนดให้ตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้น และข้อ 30 กำหนดว่าถ้าตรวจพบว่าเกินขีดจำกัด ต้องใช้มาตรการกำจัดหรือควบคุมทางวิศวกรรม
ตัวเลขขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิด เป็นไปตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2560 (ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย) ที่อธิบดีประกาศกำหนด — เป็นค่าเฉพาะของแต่ละสาร ต้องเปิดบัญชีของสารนั้น ๆ ไม่มีตัวเลขรวมตัวเดียว
ตรรกะการออกแบบ — กฎหมายไทยกับ ACGIH ทำงานร่วมกันอย่างไร
เมื่อแยกสองชั้นออกจากกันชัดแล้ว ภาพรวมจะเป็นเช่นนี้
- กฎหมายไทย (กฎกระทรวง พ.ศ. 2556 + ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560) กำหนด "ผลลัพธ์ที่ต้องได้" คือ ต้องมีระบบ LEV/ระบายอากาศที่เหมาะสม, O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5%, และความเข้มข้นของสารต้องไม่เกินขีดจำกัด
- มาตรฐานสากล ACGIH / ANSI Z9.5 ให้ "วิธีออกแบบ" เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น คือ เลือก capture velocity ตามลักษณะงาน แล้วใช้สูตร Q = V x A และ Q = V x (10X2 + A) คำนวณอัตราการไหลและขนาดพัดลม
พูดให้สั้นที่สุด — กฎหมายไทยบอกว่า "ต้องคุมให้อยู่" แต่ไม่บอกว่า "ดูดเร็วเท่าไร" ส่วน ACGIH บอกว่า "ดูดเร็วเท่าไรถึงจะคุมอยู่" ทั้งสองชั้นจึงไม่ขัดกัน แต่เติมเต็มกัน ผู้ออกแบบที่ดีต้องอ้างให้ถูกชั้น — เวลาคุยกับผู้ตรวจ ใช้ภาษากฎหมายไทย (ความเข้มข้น + O2) เวลาออกแบบเชิงวิศวกรรม ใช้ภาษา ACGIH (capture velocity + Q)
ข้อควรระวังในทางปฏิบัติ
-
อย่ายืนยันตัวเลขความเร็วลมว่าเป็น "กฎหมาย" — capture velocity 0.25 - 10 m/s และ face velocity ตู้ดูดควัน 0.3 - 0.5 m/s ทั้งหมดเป็นมาตรฐานสากล ACGIH/ANSI Z9.5 ไม่ใช่ตัวเลขในกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556
-
วัด capture velocity ที่จุดกำเนิดมลพิษ ไม่ใช่ที่หน้าฮูด — ค่าที่หน้าฮูด (face velocity) สูงกว่าค่าที่จุดกำเนิดมลพิษเสมอ การวัดผิดจุดทำให้เข้าใจผิดว่าระบบดูดดีกว่าจริง
-
คำนวณไม่แทนการวัด — ผลคำนวณเป็นค่าออกแบบเริ่มต้น ระบบจริงต้องวัด face velocity ด้วย anemometer และตรวจวัดความเข้มข้นของสารในบรรยากาศตามข้อ 29 เพื่อยืนยันว่าผลลัพธ์อยู่ในเกณฑ์
-
กระแสลมรบกวนกินประสิทธิภาพฮูด — พัดลมเป่า, ประตูเปิด, คนเดินผ่าน หรือเครื่องปรับอากาศที่เป่าตรงเข้าหาฮูด ทำให้ capture velocity จริงต่ำกว่าที่คำนวณ ต้องเผื่อในการออกแบบหรือกั้นพื้นที่
-
ระยะฮูดต่อจุดกำเนิดสำคัญกว่ากำลังพัดลม — เพราะ airflow แปรผันตามระยะกำลังสอง การวางฮูดให้ใกล้แหล่งกำเนิดคุ้มกว่าการเพิ่มขนาดพัดลมเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ค่า capture velocity ในตารางเป็นกฎหมายไทยหรือไม่?
ไม่ใช่ ทั้งช่วง 0.25 - 0.5, 0.5 - 1.0, 1.0 - 2.5 และ 2.5 - 10 m/s มาจาก ACGIH Industrial Ventilation Manual ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ไม่มีตัวเลขความเร็วลมกำหนดไว้ กฎหมายไทยกำหนดเพียงว่าต้องมีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม + O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5% (ข้อ 10) และคุมความเข้มข้นไม่เกินขีดจำกัด (ข้อ 28)
Q2: รู้ capture velocity ที่ต้องการแล้ว จะหาขนาดพัดลมอย่างไร?
ใช้สูตร Q = V x A หาอัตราการไหล Q ที่ต้องการก่อน โดย V คือ capture velocity ที่เลือกตามลักษณะงาน และ A คือพื้นที่หน้าฮูด จากนั้นนำ Q ไปเลือกพัดลมและท่อ โดยต้องเผื่อ pressure loss ในระบบท่อด้วย (ซึ่งเป็นอีกขั้นของการคำนวณ static pressure)
Q3: face velocity ของตู้ดูดควันยิ่งสูงยิ่งดีไหม?
ไม่ใช่ ค่าที่นิยมคือราว 0.3 - 0.5 m/s ตามแนวทาง ANSI/AIHA Z9.5 ถ้าสูงเกินไปจะเกิด turbulence ที่ขอบตู้และดึงไอสารกลับออกมาหาผู้ใช้ที่ยืนหน้าตู้
Q4: ฮูดดูดได้ไกลแค่ไหน?
ไม่ไกลอย่างที่คิด ความเร็วลมที่ดูดเข้าจะอ่อนลงเร็วมากเมื่อห่างจากปากฮูด เพราะ airflow ที่ต้องการแปรผันตามระยะกำลังสอง (จากสมการ Q = V x (10X2 + A)) หลักปฏิบัติคือวางฮูดให้ใกล้จุดกำเนิดมลพิษมากที่สุด
Q5: ผ่านการคำนวณแล้วถือว่าผ่านกฎหมายเลยไหม?
ไม่ใช่ การคำนวณเป็นค่าออกแบบ ต้องตรวจวัดจริงเพื่อยืนยันผลลัพธ์ตามที่ข้อ 29 บังคับให้ตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้น และผลต้องไม่เกินขีดจำกัดตามข้อ 28 จึงจะถือว่าเป็นไปตามกฎหมาย
สรุป
- กฎหมายไทย (กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10) บังคับให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมและ O2 ไม่ต่ำกว่า 19.5% โดยปริมาตร — เป็นเกณฑ์ผลลัพธ์ ไม่ใช่ตัวเลขความเร็วลม
- เป้าหมายตัวเลขที่แท้จริงของกฎหมายไทยคือ คุมความเข้มข้นของสารไม่ให้เกินขีดจำกัด (ข้อ 28 - 30 + ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560)
- capture velocity (0.25 - 10 m/s ตามลักษณะงาน) และ face velocity ตู้ดูดควัน (0.3 - 0.5 m/s) เป็นมาตรฐานสากล ACGIH / ANSI Z9.5 ไม่ใช่กฎหมายไทย
- สูตรออกแบบหลักคือ Q = V x A และสำหรับฮูดอิสระคือ Q = V x (10X2 + A) ซึ่งแสดงว่า airflow แปรผันตามระยะกำลังสอง จึงต้องวางฮูดใกล้แหล่งกำเนิดที่สุด
- การคำนวณเป็นค่าออกแบบเริ่มต้น ระบบจริงต้องวัด face velocity และตรวจวัดความเข้มข้นเพื่อยืนยันผลลัพธ์ตามกฎหมาย
อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 (ข้อ 10 ระบบระบายอากาศ + O2 19.5%, ข้อ 28 - 30 ขีดจำกัดความเข้มข้น)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560
- ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design (มาตรฐานสากล — capture velocity, สูตร Q = V x A, สมการฮูด Chapter 6)
- ANSI/AIHA Z9.5 — Laboratory Ventilation (มาตรฐานสากล — face velocity ตู้ดูดควัน)
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน
กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดทั้งระบบระบายอากาศตามข้อ 10 และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ 12 พร้อมวิธีตรวจว่ามาตรการที่เลือกได้ผลจริง

คำนวณอัตราระบายอากาศเจือจางไอสาร ให้คุมความเข้มข้นได้ตามกฎหมาย
กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10 กำหนดให้มีระบบระบายอากาศ แต่ไม่ได้ให้สูตร บทนี้ให้สูตรเจือจางตามหลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ตัวอย่างคิดจริง และข้อจำกัด

คำนวณสมดุลลมเติมให้ระบบดูดอากาศทำงานได้จริง
วิธีทำบัญชีลมเข้าออก คำนวณลมเติมกับลมถ่ายเท ตรวจหน่วย ทิศทาง ความดัน และทดสอบระบบดูดอากาศจากค่าจริง