คำนวณอัตราระบายอากาศและจำนวน Air Change ก่อนเข้าที่อับอากาศ — หลัก ACH เทียบกฎกระทรวง พ.ศ. 2562
วิธีคำนวณ Air Change per Hour (ACH) และเวลา purge ก่อนเข้าที่อับอากาศ พร้อม K-factor เทียบกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 และเกณฑ์บรรยากาศอันตรายข้อ 1

ก่อนปล่อยให้ใครเข้าถัง ไซโล หรือบ่อ คำถามที่ผู้อนุญาตและผู้ควบคุมงานต้องตอบให้ได้คือ ต้องเปิด blower นานเท่าไรอากาศในนั้นถึงจะปลอดภัย หลายคนตอบด้วยความเคยชิน "เปิดทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง" ซึ่งเป็นคำตอบที่อันตราย เพราะเวลาที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับปริมาตรพื้นที่ อัตราลมของ blower และรูปทรงของถัง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
ที่ต้องเข้าใจให้ชัดตั้งแต่ต้น คือ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนด "จำนวน Air Change" หรือสูตรคำนวณใด ๆ กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 บังคับให้ "ตรวจวัดและทำให้สภาพอากาศปลอดภัย" ตามเกณฑ์ตัวเลขที่ชัดเจน ส่วนสูตร ACH, CFM และ K-factor ที่จะอธิบายต่อไปนี้เป็นแนวทาง industry best practice ที่ช่วยให้ "วางแผนก่อนเริ่ม" ว่าควรเปิด blower นานแค่ไหน — แต่ตัวเลขสุดท้ายที่ตัดสินว่าเข้าได้หรือไม่ คือผลจากเครื่องวัด ไม่ใช่ผลจากสูตร
ฐานทางกฎหมายไทย — กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 6
มาตรการระบายอากาศก่อนเข้าที่อับอากาศ มีฐานทางกฎหมายอยู่ที่ข้อ 6 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ซึ่งบังคับให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัด บันทึกผล และประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนเข้าและระหว่างทำงาน หากพบบรรยากาศอันตราย ต้องห้ามเข้า นำคนออก ค้นหาสาเหตุ และ
ดำเนินการเพื่อทำให้สภาพอากาศในที่อับอากาศนั้นไม่มีบรรยากาศอันตราย เช่น การระบายอากาศหรือการปฏิบัติตามมาตรการอื่นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง
สังเกตว่า "การระบายอากาศ" ปรากฏเป็นมาตรการตัวอย่างในข้อ 6 (4) โดยตรง — นี่คือฐานทางกฎหมายไทยของการ ventilate/purge ก่อนเข้า แต่ตัวบทไม่มีคำว่า ACH, CFM หรือจำนวน air change ใด ๆ กฎหมายบังคับเพียง "ให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตราย" ไม่ได้บังคับวิธีหรือตัวเลข
อีกจุดที่ต้องระวังไม่ให้สับสน คือ ข้อ 6 เป็นข้อตรวจวัดและประเมินสภาพอากาศ ส่วนข้อ 9 เป็นเรื่องอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและผู้ช่วยเหลือ คนละเรื่องกัน อย่าอ้างสลับข้อ
เป้าหมายเชิงตัวเลขของไทย — เกณฑ์บรรยากาศอันตราย (ข้อ 1)
แม้กฎหมายไม่มีสูตร แต่มีเป้าหมายตัวเลขที่ชัดเจน คือ เกณฑ์ "บรรยากาศอันตราย" ตามนิยามในข้อ 1 การระบายอากาศต้องทำจนค่าทุกตัวกลับเข้าเกณฑ์ปลอดภัยนี้ เกณฑ์ตามข้อ 1 ระบุว่าบรรยากาศอันตรายคือ
มีออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 19.5 หรือมากกว่าร้อยละ 23.5 โดยปริมาตร
นั่นคือ ออกซิเจนต้องอยู่ในช่วงปลอดภัย 19.5 - 23.5% โดยปริมาตร นอกจากนี้ข้อ 1 ยังนิยามบรรยากาศอันตรายรวมถึง ก๊าซ ไอ หรือละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้ เกินร้อยละ 10 ของค่า LEL/LFL (lower flammable limit / lower explosive limit) และฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้ตามค่าความเข้มข้นขั้นต่ำ รวมถึงสารเคมีที่เกินมาตรฐานตามกฎกระทรวงสารเคมี
สรุปเป้าหมายตัวเลขของกฎหมายไทยที่การระบายอากาศต้องทำให้ถึง คือ
- ออกซิเจน อยู่ในช่วง 19.5 - 23.5% โดยปริมาตร
- ก๊าซ/ไอติดไฟ ต่ำกว่า 10% ของ LEL
- ไม่มีสารพิษเกินขีดจำกัด
ทั้งหมดต้องยืนยันด้วยเครื่องวัด ไม่ใช่จบที่ "ครบเวลาที่คำนวณ"
หลักคำนวณสากล — Air Change per Hour (ACH)

ส่วนต่อจากนี้เป็น แนวทาง industry best practice ไม่ใช่กฎหมายไทย OSHA และกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ไม่ได้กำหนดจำนวน ACH เป็นข้อบังคับ ตัวเลขที่อ้างมาจากแนวทาง ACGIH และคู่มือผู้ผลิตอุปกรณ์ระบายอากาศ ใช้เพื่อวางแผนเวลา purge ก่อนเริ่ม
Air Change per Hour (ACH) คือจำนวนครั้งที่อากาศในพื้นที่ถูกแทนที่ทั้งหมดใน 1 ชั่วโมง คำนวณจาก
ACH = 60 x Q / V
โดย
- Q = อัตราลมของ blower หน่วย CFM (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที)
- V = ปริมาตรของพื้นที่อับอากาศ หน่วยลูกบาศก์ฟุต
- เลข 60 = แปลงนาทีเป็นชั่วโมง
ถ้ากลับสมการเพื่อหาอัตราลมที่ต้องใช้ จากจำนวน ACH เป้าหมาย
Required CFM = (V x ACH เป้าหมาย) / 60
จำนวน ACH เป้าหมายเป็นเรื่องของแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับ แนวทางที่อ้างกันในอุตสาหกรรมคือ ราว 7 ACH เป็นจุดเริ่มต้นก่อนเริ่มงานในบางคู่มือ และบางแนวทางในงานเสี่ยงสูงแนะนำถึงราว 20 ACH ก่อนเข้า — ย้ำว่าเป็นแนวทาง ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด และไม่ควรเขียนทำนองว่า "ตามกฎหมายต้องระบาย 20 ACH" เพราะไม่เป็นความจริง
เวลา purge และ K-factor
เวลาที่ใช้ระบายอากาศโดยประมาณ คำนวณจาก
เวลา purge = (ปริมาตรพื้นที่ V / อัตราลม Q) x จำนวน air change ที่ต้องการ
สูตรนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอากาศผสมกันสมบูรณ์ (perfect mixing) ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เคยเกิดขึ้น ถังจริงมีมุมอับ (dead zone) ที่ลมเข้าไม่ถึง อากาศที่ปนเปื้อนค้างอยู่ตรงนั้น ทำให้ต้องระบายนานกว่าที่สูตรพื้นฐานบอก
จึงต้องคูณด้วยตัวประกอบความปลอดภัยของการผสม (mixing/safety factor หรือ K-factor) เพื่อชดเชย ค่า K ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ในช่วงราว 3 - 10 ขึ้นอยู่กับรูปทรงและการวางท่อ ยิ่งพื้นที่มีรูปทรงซับซ้อนหรือมุมอับมาก ค่า K ยิ่งสูง
เวลา purge ที่เผื่อ K = [(V / Q) x จำนวน air change] x K
ค่า K-factor 3 - 10 นี้เป็นแนวทาง best practice ตาม ACGIH/คู่มือผู้ผลิต ไม่ใช่ตัวเลขที่อยู่ในกฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562
ตัวอย่างคำนวณ (ค่าสมมติเพื่อสาธิตสูตร ไม่ใช่ค่ามาตรฐานบังคับ)
สมมติถังมีปริมาตร V = 1,000 ลูกบาศก์ฟุต และใช้ blower อัตราลม Q = 1,000 CFM ต้องการ 5 air change และเผื่อ K-factor = 4
ขั้นที่ 1 หาเวลาต่อ 1 air change ในอุดมคติ
V / Q = 1,000 / 1,000 = 1 นาที ต่อ 1 air change
ขั้นที่ 2 คูณจำนวน air change ที่ต้องการ
1 x 5 = 5 นาที (กรณีอากาศผสมสมบูรณ์)
ขั้นที่ 3 คูณ K-factor เผื่อ dead zone
5 x 4 = 20 นาที
เลขชุดนี้เป็นค่าสมมติเพื่อแสดงวิธีแทนค่าเท่านั้น ผลลัพธ์ 20 นาทีคือ "ค่าประมาณก่อนเริ่ม" สำหรับวางแผน ไม่ใช่เกณฑ์ที่บอกว่าเข้าได้แน่นอน หลังครบเวลาต้อง re-test ด้วยเครื่องวัดทุกครั้ง ถ้าค่ายังไม่ผ่านเกณฑ์ข้อ 1 ก็ต้องระบายต่อ ไม่ว่าสูตรจะบอกว่ากี่นาที
ข้อควรระวังหน้างานที่ทำให้สูตรใช้ไม่ได้จริง
สูตร ACH ดูสะอาดบนกระดาษ แต่หน้างานมีตัวแปรที่ทำให้ค่าจริงเพี้ยนไปมาก
-
Short-circuiting ของลม — ถ้าวางปากท่อจ่ายลมกับปากดูด (หรือช่องระบายออก) อยู่ใกล้กันเกินไป ลมจะวิ่งลัดวงจรออกไปเลย ไม่ได้กวาดอากาศเสียในส่วนลึกของถัง วิธีแก้คือจ่ายลมให้ถึงก้นถังหรือส่วนที่ไกลที่สุด แล้วให้อากาศเสียไหลออกทางปากทางเข้า
-
Dead zone (มุมอับ) — ถังที่มีโครงสร้างภายใน แผ่นกั้น หรือรูปทรงไม่สม่ำเสมอ มีจุดที่ลมเข้าไม่ถึง สารปนเปื้อนค้างอยู่ตรงนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องเผื่อ K-factor และต้องวัดหลายจุด ไม่ใช่วัดแค่ปากทางเข้า
-
ห้าม purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์เด็ดขาด — บางคนเข้าใจผิดว่าออกซิเจนต่ำก็เติมออกซิเจนเข้าไป การทำเช่นนี้สร้างบรรยากาศ oxygen-enriched ที่ทำให้วัสดุติดไฟง่ายและรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด ต้องใช้อากาศปกติ (fresh air) เท่านั้น
-
Inert gas ยังคงอันตราย — การใช้ก๊าซเฉื่อยเช่นไนโตรเจน (N2) ไล่ก๊าซไวไฟออก ทำให้บรรยากาศไม่ติดไฟก็จริง แต่บรรยากาศนั้นยังขาดออกซิเจนถึงตายได้ การไล่ inert gas ออกด้วย fresh air ก่อนเข้าจึงสำคัญพอ ๆ กับการไล่ก๊าซพิษ รายละเอียดเคสไนโตรเจนดูที่ งานอับอากาศที่มีไนโตรเจน (oxygen-deficient)
-
ต้องระบายต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน — ข้อ 6 ให้ประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนและระหว่างทำงาน การระบายอากาศจึงไม่ใช่ทำแค่ก่อนเข้าแล้วปิด แต่ต้องเดินต่อเนื่องตลอด เพราะงานบางอย่าง (เชื่อม ทาสี ขัด) สร้างบรรยากาศอันตรายขึ้นมาใหม่ระหว่างทำ
ลำดับปฏิบัติที่ถูกต้อง

ลำดับที่ถูกต้องคือ คำนวณก่อน วัดยืนยัน เข้าเมื่อผ่านเกณฑ์ แล้วระบายและ monitor ต่อเนื่อง
- ระบุปริมาตรพื้นที่ (V) — จากแบบหรือวัดขนาดถัง/ไซโล/บ่อ
- เลือก blower และท่อ — กำหนดอัตราลม Q และวางท่อให้ถึงส่วนลึก เลี่ยง short-circuit
- ระบายอากาศ (purge) — เปิด blower ตามเวลาที่คำนวณ (เผื่อ K-factor)
- ตรวจวัดยืนยัน ตามลำดับ O2 > LEL > Toxic — วัดหลายจุดและหลายระดับความลึก ดูลำดับการตรวจที่ เช็กลิสต์ตรวจวัด 4 ก๊าซก่อนเข้าที่อับอากาศ
- เข้าได้เมื่อค่าทุกตัวผ่านเกณฑ์ข้อ 1 — O2 19.5 - 23.5%, ก๊าซไวไฟ < 10% LEL, ไม่มีสารพิษเกินขีดจำกัด และผ่านการอนุญาตตามขั้นตอน
- ระบายต่อเนื่อง + monitor ต่อเนื่อง ตลอดการทำงาน — ตามข้อ 6 ที่ให้ประเมินระหว่างทำงานด้วย
ภาพรวมขั้นตอนเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ดูได้ที่ เช็กลิสต์ก่อนเข้าที่อับอากาศ และโครงสร้างกฎหมายทั้งฉบับที่ กฎกระทรวงที่อับอากาศ พ.ศ. 2562
การระบายอากาศเป็นทักษะที่กฎหมายไทยบังคับให้อบรม
แม้กฎหมายไม่กำหนดสูตร ACH แต่บังคับให้ "การระบายอากาศ" เป็นทักษะที่ต้องผ่านการอบรม ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 — หลักสูตรผู้ควบคุมงาน (ข้อ 9) บรรจุหัวข้อ
เทคนิคการระบายอากาศ และเครื่องมือการระบายอากาศในที่อับอากาศ
หัวข้อนี้ยังบรรจุอยู่ในหลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน (ข้อ 11) และหลักสูตรรวม 4 ผู้ (ข้อ 12) ด้วย
นี่ยืนยันว่ากฎหมายไทยให้ความสำคัญกับการระบายอากาศในฐานะทักษะที่ต้องอบรม แต่ปล่อยให้ "จำนวน ACH" และวิธีคำนวณเป็นเรื่องของแนวทางวิชาการและคู่มือผู้ผลิต ไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขในกฎหมาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: กฎหมายไทยกำหนดให้ระบายกี่ Air Change ก่อนเข้า?
ไม่กำหนด กฎกระทรวงอับอากาศ พ.ศ. 2562 ไม่มีตัวเลข ACH หรือสูตรคำนวณใด ๆ กฎหมายบังคับเพียงให้ตรวจวัดและทำให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตรายตามเกณฑ์ข้อ 1 (O2 19.5 - 23.5%, ก๊าซไวไฟ < 10% LEL) ตัวเลข 7 ACH หรือ 20 ACH เป็นแนวทาง industry best practice ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย
Q2: คำนวณเวลา purge แล้ว เข้าได้เลยไหม?
ไม่ได้ เวลาที่คำนวณเป็นค่าประมาณเพื่อวางแผนเท่านั้น ต้องตรวจวัดด้วยเครื่องวัดยืนยันว่าค่าทุกตัวผ่านเกณฑ์ข้อ 1 ก่อนเสมอ การคำนวณไม่แทนการวัด
Q3: ทำไมต้องคูณ K-factor?
เพราะอากาศในถังไม่ได้ผสมกันสมบูรณ์ มีมุมอับ (dead zone) ที่ลมเข้าไม่ถึง K-factor (ราว 3 - 10 ตามรูปทรง) เป็นตัวประกอบความปลอดภัยที่ชดเชยส่วนนี้ เป็นแนวทาง best practice ไม่ใช่ตัวเลขกฎหมายไทย
Q4: เติมออกซิเจนเข้าไปเพื่อแก้ปัญหา O2 ต่ำได้ไหม?
ห้ามเด็ดขาด การ purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์สร้างบรรยากาศ oxygen-enriched ที่เสี่ยงไฟไหม้และระเบิดรุนแรง ต้องใช้อากาศปกติ (fresh air) เท่านั้นในการระบาย
Q5: ระบายเสร็จแล้วปิด blower ระหว่างทำงานได้ไหม?
ไม่ควร ข้อ 6 ให้ประเมินสภาพอากาศทั้งก่อนและระหว่างทำงาน งานหลายอย่างสร้างบรรยากาศอันตรายขึ้นใหม่ระหว่างทำ (เชื่อม ทาสี ขัด) จึงต้องระบายและ monitor ต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน
สรุป
- ฐานทางกฎหมายไทยของการระบายอากาศก่อนเข้าที่อับอากาศ คือ กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 (ตรวจวัด + ทำให้สภาพอากาศไม่มีบรรยากาศอันตราย โดยมี "การระบายอากาศ" เป็นมาตรการตัวอย่างในข้อ 6 (4))
- เป้าหมายตัวเลขของกฎหมายไทยคือ เกณฑ์บรรยากาศอันตรายตามข้อ 1 — O2 อยู่ในช่วง 19.5 - 23.5% และก๊าซไวไฟต่ำกว่า 10% LEL
- สูตร ACH = 60Q/V, Required CFM = (V x ACH)/60, เวลา purge = (V/Q) x air change x K-factor และค่า K 3 - 10 ทั้งหมดเป็น industry best practice (ACGIH/คู่มือผู้ผลิต) ไม่ใช่กฎหมายไทย
- การคำนวณใช้วางแผนก่อนเริ่ม ตัวตัดสินว่าเข้าได้คือผลจากเครื่องวัด ต้อง re-test เสมอ และต้องระบายต่อเนื่องตลอดเวลาทำงาน
- ห้าม purge ด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์, ระวัง short-circuit และ dead zone, และ inert gas อย่างไนโตรเจนยังคงอันตรายถึงตายแม้ไม่ติดไฟ
อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 (ข้อ 1 นิยามบรรยากาศอันตราย, ข้อ 6 ตรวจวัด + ระบายอากาศ)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 (ข้อ 9, 11, 12 — เทคนิคการระบายอากาศ)
- ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice (มาตรฐานสากล — หลัก ACH และ K-factor)
- OSHA 1910.146 — Permit-Required Confined Spaces (มาตรฐานสหรัฐฯ — ไม่ได้กำหนดจำนวน ACH เป็นตัวเลขบังคับ)
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง