คุณสมบัติแพทย์ผู้ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง สองเส้นทางตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2563
กฎกระทรวง พ.ศ. 2563 ข้อ 3 วรรคสอง เปิดคุณสมบัติแพทย์ผู้ตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยงไว้สองเส้นทาง พร้อมบทเฉพาะกาลข้อ 13 และหลักฐานที่นายจ้างต้องเก็บ

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 วางเรื่องแพทย์ไว้สองชั้น ชั้นแรกคือนิยามคำว่าแพทย์ในข้อ 2 ซึ่งผูกกับกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น ชั้นที่สองคือคุณสมบัติของผู้ตรวจในข้อ 3 วรรคสอง ซึ่งเพิ่มเงื่อนไขด้านอาชีวเวชศาสตร์เข้ามาเฉพาะกับการตรวจตามกฎกระทรวงนี้ บทนี้แยกสองชั้นให้เห็นทีละชั้น พร้อมชี้ว่าหลักฐานคุณสมบัติของแพทย์ต้องไปปรากฏที่เอกสารฉบับใดบ้าง ส่วนภาพรวมทั้งฉบับอ่านได้ที่ ภาพรวมกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563
นิยามคำว่าแพทย์ กับคุณสมบัติของผู้ตรวจ อยู่คนละชั้นกัน
ข้อ 2 ของกฎกระทรวงนิยามคำว่าแพทย์ไว้สั้นและกว้าง
"แพทย์" หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม
นิยามนี้ใช้กับคำว่าแพทย์ทุกจุดที่ปรากฏในกฎกระทรวง ทั้งแพทย์ผู้รักษาและแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการในข้อ 4 และแพทย์ผู้ตรวจในข้อ 5 ตัวนิยามจึงไม่มีเงื่อนไขวุฒิเฉพาะทางอยู่เลย
เงื่อนไขด้านอาชีวเวชศาสตร์อยู่คนละที่ ตัวบทเขียนไว้ที่ข้อ 3 วรรคสอง ต่อท้ายวรรคหนึ่งที่กำหนดจังหวะการตรวจสามกรณี
การตรวจสุขภาพตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำโดยแพทย์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
วรรคหนึ่งของข้อ 3 คือจังหวะการตรวจสามกรณี ได้แก่ ตรวจครั้งแรกให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันรับเข้าทำงานแล้วตรวจต่อไปอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตรวจตามระยะเวลาอื่นตามผลการตรวจ และตรวจเมื่อเปลี่ยนงานที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างไปจากเดิม คุณสมบัติในวรรคสองคลุมทั้งสามกรณี
สองเส้นทางคุณสมบัติของแพทย์ผู้ตรวจ
ข้อ 3 วรรคสองใช้คำเชื่อมว่า หรือ ระหว่างคุณสมบัติสองแบบ แพทย์ที่มีคุณสมบัติแบบใดแบบหนึ่งจึงตรวจได้ ไม่มีแบบใดที่ตัวบทกำหนดให้เหนือกว่าอีกแบบ
เส้นทางที่หนึ่ง วุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ คือเส้นทางของแพทย์เฉพาะทางตามระบบวุฒิบัตรของแพทยสภา
เส้นทางที่สอง การอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง คือเส้นทางของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้ถือวุฒิบัตรเฉพาะทาง
เมื่อจัดจ้างหน่วยบริการตรวจสุขภาพ นายจ้างจึงตรวจได้ว่าแพทย์ผู้จะลงนามอยู่ในเส้นทางใด แล้วเก็บสำเนาหลักฐานของเส้นทางนั้นไว้ การกำหนดในสัญญาว่าต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เป็นเงื่อนไขที่นายจ้างเลือกกำหนดเองได้ แต่ไม่ใช่ข้อความที่กฎกระทรวงเขียนไว้
จุดที่ตัวบทเว้นไว้ก็สำคัญพอกัน กฎกระทรวงไม่ได้ระบุจำนวนชั่วโมงอบรม ระยะเวลาของหลักสูตร อายุของวุฒิ หรือรอบต่ออายุคุณสมบัติไว้เลย เวลาตรวจเอกสารจึงให้เทียบกับใบรับรองการอบรมและหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองจริง ไม่ใช่เทียบกับตัวเลขชั่วโมงที่เล่าต่อกันมา
บทเฉพาะกาลสามปีตามข้อ 13 เป็นช่วงผ่อนผัน
ข้อ 13 คือจุดที่หยิบมาใช้ผิดบริบทบ่อยที่สุดของกฎกระทรวงฉบับนี้ ตัวบทเขียนไว้ว่า
ภายในสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง ซึ่งผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 เป็นแพทย์ซึ่งสามารถตรวจสุขภาพของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามกฎกระทรวงนี้
โครงของข้อนี้มีสามส่วน คือกรอบเวลาสามปีนับแต่วันใช้บังคับ กลุ่มบุคคลที่รองรับซึ่งได้แก่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่ผ่านการอบรมตามกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ. 2547 และผลทางกฎหมายที่ให้ถือว่าเป็นแพทย์ซึ่งตรวจตามกฎกระทรวงใหม่ได้ คำว่า ให้ถือว่า กับกรอบเวลา ภายในสามปี บอกลักษณะของข้อนี้ไว้ในตัว ข้อ 13 รองรับคุณสมบัติซึ่งได้มาภายใต้กฎเกณฑ์ชุดเดิมให้ช่วงเปลี่ยนผ่านเดินต่อได้ ไม่ได้เพิ่มช่องคุณสมบัติถาวรช่องที่สามเข้าไปในข้อ 3 วรรคสอง
จุดตั้งต้นของการนับต้องระวัง ตัวบทเขียนไว้ว่านับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ซึ่งเป็นคนละวันกับวันลงนาม กฎกระทรวงฉบับนี้ให้ไว้ ณ วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563 บทนี้จึงไม่ระบุวันสิ้นสุดเป็นวันที่แน่นอน สำหรับการใช้งานจริงในปีนี้ ไม่ว่าวันใช้บังคับจะตกในช่วงปลายปี พ.ศ. 2563 หรือต้นปี พ.ศ. 2564 ช่วงสามปีก็ผ่านไปแล้ว คุณสมบัติที่ใช้ตรวจสอบกับแพทย์ผู้ตรวจในวันนี้จึงเป็นข้อ 3 วรรคสองเต็มรูปแบบ
บทบาทของแพทย์สามแบบที่ตัวบทเขียนแยกไว้
กฎกระทรวงเรียกแพทย์ไว้หลายบทบาท และผูกเงื่อนไขไม่เหมือนกัน การอ่านรวมเป็นก้อนเดียวทำให้เลือกแพทย์ผิดสถานการณ์
| บทบาท | ตัวบท | ใครทำได้ |
|---|---|---|
| ผู้ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง | ข้อ 3 วรรคสอง | แพทย์ตามสองเส้นทางในข้อ 3 วรรคสอง |
| ผู้ให้ความเห็นก่อนกลับเข้าทำงาน | ข้อ 4 ทางเลือกแรก | แพทย์ผู้รักษา หรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ ตามนิยามข้อ 2 |
| ผู้ตรวจก่อนกลับเข้าทำงาน | ข้อ 4 ทางเลือกที่สอง | แพทย์ตามสองเส้นทางในข้อ 3 วรรคสอง |
| ผู้ออกหลักฐานว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ | ข้อ 10 | สถานพยาบาลของราชการ หรือที่หน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น |
ข้อ 4 คือจุดที่นิยามกว้างในข้อ 2 ทำงานจริง เมื่อลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงหยุดงานตั้งแต่สามวันทำงานติดต่อกันขึ้นไปเพราะประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ก่อนให้กลับเข้าทำงาน นายจ้างเลือกได้สองทาง ทางแรกคือขอความเห็นจากแพทย์ผู้รักษาหรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ ซึ่งตัวบทไม่ได้ผูกคุณสมบัติด้านอาชีวเวชศาสตร์ไว้ ทางที่สองคือจัดให้มีการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ตามคุณสมบัติเดียวกับข้อ 3 วรรคสอง ส่วนข้อ 10 ผูกเงื่อนไขไว้ที่ประเภทของสถานพยาบาลที่ออกหลักฐาน ไม่ได้อยู่ที่วุฒิของแพทย์
หน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจที่ผูกมากับลายมือชื่อ
คุณสมบัติของแพทย์มีผลทางเอกสารก็เพราะข้อ 5 ผูกหน้าที่บันทึกและลงลายมือชื่อไว้กับแพทย์ผู้ตรวจโดยตรง
การตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามข้อ 3 และข้อ 4 ให้แพทย์ผู้ตรวจบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจสุขภาพ โดยให้ระบุความเห็นที่บ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของลูกจ้างที่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายของลูกจ้าง พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและวันที่ตรวจหรือให้ความเห็นนั้นด้วย
ประโยคเดียวนี้กำหนดองค์ประกอบไว้สี่อย่าง คือรายละเอียดผลการตรวจ ความเห็นที่โยงสภาวะสุขภาพเข้ากับลักษณะงานที่ลูกจ้างได้รับมอบหมาย ลายมือชื่อ และวันที่ตรวจหรือวันที่ให้ความเห็น วรรคสองเปิดทางไว้ด้วยว่าแพทย์ผู้ตรวจจะจัดทำบันทึกผลในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
ในทางปฏิบัติ ใบรายงานที่มีแต่ค่าจากห้องปฏิบัติการ โดยไม่มีความเห็นที่ผูกกับลักษณะงานของลูกจ้างคนนั้น ยังไม่ครบองค์ประกอบตามข้อ 5 ความเห็นเชิงความเหมาะสมกับงานเขียนได้ก็ต่อเมื่อแพทย์ผู้ตรวจรู้ว่าลูกจ้างสัมผัสปัจจัยเสี่ยงใด นายจ้างจึงต้องส่งข้อมูลลักษณะงานและปัจจัยเสี่ยงให้หน่วยบริการก่อนวันตรวจ ไม่ใช่ส่งเพียงรายชื่อกับจำนวนคน
เอกสารที่ชื่อและเลขใบประกอบวิชาชีพของแพทย์ต้องปรากฏ
ประกาศกรมฯ ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ทำให้คุณสมบัติของแพทย์กลายเป็นข้อมูลที่ต้องกรอกลงเอกสารจริง
สมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้าง
ข้อ 6 กำหนดหน้าที่ของนายจ้างไว้ตรงตัว
ให้นายจ้างจัดให้มีสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด และให้นายจ้างบันทึกผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างในสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างตามผลการตรวจของแพทย์ทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพ
แบบสมุดสุขภาพตามประกาศกรมฯ มีช่องของแพทย์ผู้ตรวจสุขภาพ พร้อมวงเล็บคุณสมบัติสองเส้นทางกำกับไว้ที่หัวช่อง แล้วให้กรอกชื่อกับนามสกุล และเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ ต่อด้วยชื่อหน่วยบริการและเลขทะเบียนหน่วยบริการ หน้าถัดไปมีช่องบันทึกความเห็นของแพทย์ก่อนให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน โดยหมายเหตุท้ายหน้าระบุว่าความเห็นนั้นมาจากแพทย์ผู้รักษาหรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ หรือแพทย์ตามคุณสมบัติสองเส้นทางก็ได้ แบบฟอร์มจึงยืนยันการแยกบทบาทตามข้อ 4 ไว้ในตัวเอกสารเอง ข้อ 3 ของประกาศเปิดให้จัดทำสมุดในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ ส่วนข้อ 11 ของกฎกระทรวงให้นายจ้างมอบสมุดแก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง
แบบ จผส. 1 สำหรับส่งผลตรวจที่ผิดปกติ
ข้อ 9 วรรคสองกำหนดให้นายจ้างส่งผลการตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ผิดปกติหรือที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข ต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย ประกาศกรมฯ ที่ออกตามข้อนี้กำหนดแบบไว้เป็นแบบ จผส. 1
ข้อ 4 ของแบบ จผส. 1 คือช่องของแพทย์ผู้ตรวจสุขภาพ ซึ่งวงเล็บคุณสมบัติสองเส้นทางไว้ที่หัวช่องเช่นเดียวกับสมุดสุขภาพ และเปิดบรรทัดให้กรอกชื่อกับนามสกุลพร้อมเลขที่ใบประกอบวิชาชีพได้สามรายชื่อ เลขที่ใบประกอบวิชาชีพจึงต้องอยู่ในมือฝ่ายบุคคลก่อนถึงกำหนดส่ง ส่วนวิธีส่ง ข้อ 4 วรรคสองของประกาศระบุว่าการลงทะเบียนใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ของกรมฯ ไม่ตัดสิทธิการส่งด้วยตนเอง ทางไปรษณีย์ หรือทางโทรสาร
ระยะเวลาเก็บบันทึกผลการตรวจ
ข้อ 7 กำหนดให้นายจ้างเก็บบันทึกผลตามข้อ 5 รวมทั้งข้อมูลสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง ไว้ ณ สถานประกอบกิจการ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยเก็บไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย ส่วนผลตรวจของลูกจ้างที่ทำงานกับปัจจัยเสี่ยงซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงาน ให้เก็บไม่น้อยกว่าสิบปี บันทึกชุดนี้มีลายมือชื่อแพทย์ผู้ตรวจอยู่แล้ว การเก็บสำเนาหลักฐานคุณสมบัติของแพทย์ไว้คู่กันไม่ได้เขียนไว้ในข้อ 7 แต่ช่วยให้ตอบเรื่องคุณสมบัติผู้ตรวจได้ทันทีเมื่อมีผู้ขอดู
ขอบเขตงานปัจจัยเสี่ยงที่ผูกกับการเลือกแพทย์
ข้อ 2 นิยามงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงไว้ห้ากลุ่ม โดยกลุ่มสารเคมีอันตรายโยงต่อไปที่ประกาศกรมฯ ซึ่งข้อ 2 แบ่งสารเคมีอันตรายไว้หกกลุ่ม ส่วนรายการตรวจที่แนบท้ายแบบสมุดสุขภาพขึ้นต้นด้วยคำว่า ดังตัวอย่างต่อไปนี้ จึงเป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่บัญชีปิด การเลือกรายการจริงยังต้องอาศัยความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจกับข้อมูลการสัมผัสของสถานประกอบกิจการ รายละเอียดการจับคู่ปัจจัยเสี่ยงกับรายการตรวจอ่านต่อได้ที่ ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง
เอกสารครบแต่คุณสมบัติไม่ผ่าน
เขียนในสัญญาว่าต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ข้อ 3 วรรคสองเปิดไว้สองเส้นทางเท่ากัน การจำกัดเหลือเส้นทางเดียวเป็นสิทธิของผู้ว่าจ้าง แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดของกฎกระทรวง
อ้างจำนวนชั่วโมงอบรมที่ตัวบทไม่ได้เขียน ให้ตรวจกับใบรับรองการอบรมและหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
ยกข้อ 13 มาใช้เป็นคุณสมบัติถาวร ข้อ 13 มีกรอบเวลาสามปีกำกับอยู่ในประโยคแรก และรองรับเฉพาะแพทย์ที่ผ่านการอบรมตามกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2547
ใช้แพทย์ตามข้อ 4 ทางเลือกแรกมาลงนามผลตรวจประจำปี แพทย์ผู้รักษาและแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการอยู่ในทางเลือกของข้อ 4 เท่านั้น
เก็บแต่ผลห้องปฏิบัติการ บันทึกตามข้อ 5 ต้องมีความเห็นที่โยงกับลักษณะงานที่ลูกจ้างได้รับมอบหมาย พร้อมลายมือชื่อและวันที่
ชื่อแพทย์ในแบบ จผส. 1 ไม่ตรงกับชื่อในบันทึกผลตรวจ ทั้งสองเอกสารอ้างถึงแพทย์คนเดียวกัน ชื่อและเลขที่ใบประกอบวิชาชีพจึงต้องตรงกัน
ผลตามกฎหมายเมื่อไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 หน้าที่ในกฎกระทรวงนี้จึงเป็นมาตรฐานตามมาตรา 8
มาตรา 53 กำหนดว่านายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อีกมาตราที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 54 ซึ่งกำหนดว่าผู้ใดมีหน้าที่ในการรับรอง หรือตรวจสอบเอกสารหลักฐาน หรือรายงานตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 วรรคสอง กรอกข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรานี้เขียนไว้เป็นการทั่วไป การปรับใช้กับกรณีใดจึงต้องดูข้อกำหนดในกฎกระทรวงฉบับนั้นประกอบ
น้ำหนักของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าผลตรวจซึ่งลงนามโดยแพทย์ที่มีคุณสมบัติตามข้อ 3 วรรคสอง คือหลักฐานที่บอกสภาวะสุขภาพของลูกจ้างซึ่งสัมผัสปัจจัยเสี่ยง และใช้เป็นฐานในการเปลี่ยนงานตามข้อ 10 หรือปรับปรุงสภาพแวดล้อม
เช็คลิสต์ตรวจคุณสมบัติแพทย์ก่อนลงนามในสัญญาบริการ
- ขอรายชื่อแพทย์ผู้จะลงนามในบันทึกผลการตรวจ พร้อมเลขที่ใบประกอบวิชาชีพของแต่ละคน
- ขอสำเนาหลักฐานตามเส้นทางที่แพทย์แต่ละคนใช้ คือวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ หรือใบรับรองการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
- ตรวจว่าหลักฐานที่ได้มาไม่ได้อ้างบทเฉพาะกาลข้อ 13 หรือกฎกระทรวงฉบับเดิม พ.ศ. 2547 เป็นฐาน
- ขอชื่อหน่วยบริการและเลขทะเบียนหน่วยบริการ ให้ตรงกับที่จะกรอกในสมุดสุขภาพและแบบ จผส. 1
- ส่งข้อมูลลักษณะงานและปัจจัยเสี่ยงของลูกจ้างแต่ละกลุ่มให้หน่วยบริการก่อนวันตรวจ
- ระบุในสัญญาว่ารายงานผลต้องมีความเห็นเชิงความเหมาะสมกับงาน ลายมือชื่อแพทย์ผู้ตรวจ และวันที่
- ตั้งกำหนดส่งให้ทันกรอบสามสิบวันตามข้อ 9 และกรอบสามวันกับเจ็ดวันตามข้อ 8 สำหรับการแจ้งผลแก่ลูกจ้าง
- มอบหมายผู้รับผิดชอบให้บันทึกผลลงสมุดสุขภาพประจำตัวทุกครั้งตามข้อ 6 และเก็บสำเนาหลักฐานคุณสมบัติของแพทย์ไว้คู่กับบันทึกผลตรวจตามข้อ 7
คำถามที่พบบ่อย
ขอบเขตของพยาบาลอาชีวอนามัยในการลงนามผลตรวจ
ข้อ 5 ผูกหน้าที่บันทึกผล ระบุความเห็น และลงลายมือชื่อไว้กับแพทย์ผู้ตรวจ ลายมือชื่อในช่องนี้จึงเป็นของแพทย์ตามคุณสมบัติในข้อ 3 วรรคสอง ส่วนงานประสานหน่วยบริการ การรวบรวมข้อมูลการสัมผัส การบันทึกผลลงสมุดสุขภาพประจำตัว และการติดตามลูกจ้างที่ผลผิดปกติ เป็นงานที่พยาบาลอาชีวอนามัยรับไปทำได้ตามที่นายจ้างมอบหมาย
หน่วยบริการเคลื่อนที่กับแพทย์ที่มาประจำวันตรวจ
กฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติไว้ที่ตัวแพทย์ผู้ตรวจ ไม่ได้กำหนดว่าการตรวจต้องเกิดที่ใด เมื่อใช้บริการรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ให้ตรวจว่าแพทย์ที่มาประจำในวันนั้นเป็นคนเดียวกับรายชื่อที่จะลงนามในรายงาน
ความต่างจากการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไป
การตรวจตามกฎกระทรวงนี้ใช้กับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามนิยามในข้อ 2 มีจังหวะการตรวจตามข้อ 3 คุณสมบัติผู้ตรวจตามข้อ 3 วรรคสอง และชุดเอกสารตามข้อ 5 ถึงข้อ 9 กำกับ ส่วนการตรวจสุขภาพประจำปีตามสวัสดิการหรือสิทธิอื่นเป็นคนละชุดเงื่อนไข การจะนับรวมกันได้ต้องดูว่ารายการตรวจและคุณสมบัติผู้ลงนามครบตามกฎกระทรวงนี้หรือไม่ ดูเพิ่มที่ ใครต้องตรวจสุขภาพตามกฎกระทรวง 2563
สรุป
- ข้อ 2 นิยามคำว่าแพทย์ไว้เพียงว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ไม่มีเงื่อนไขวุฒิเฉพาะทางในนิยาม
- ข้อ 3 วรรคสองเพิ่มคุณสมบัติของผู้ตรวจไว้สองเส้นทางที่มีน้ำหนักเท่ากัน คือวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติ สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
- ข้อ 13 เป็นบทเฉพาะกาลสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับ สำหรับแพทย์ที่ผ่านการอบรมตามกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2547 ไม่ใช่เกณฑ์ถาวร
- ข้อ 4 แยกบทบาทไว้ชัด แพทย์ผู้รักษาและแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการอยู่ในทางเลือกแรก ส่วนทางเลือกที่สองใช้คุณสมบัติเดียวกับข้อ 3 วรรคสอง
- ข้อ 5 ผูกการบันทึกผล ความเห็น ลายมือชื่อ และวันที่ ไว้กับแพทย์ผู้ตรวจ ส่วนชื่อกับเลขที่ใบประกอบวิชาชีพต้องปรากฏทั้งในสมุดสุขภาพประจำตัวและในแบบ จผส. 1
- กฎกระทรวงไม่ได้ระบุจำนวนชั่วโมงอบรม ระยะเวลาหลักสูตร หรือรอบต่ออายุคุณสมบัติของแพทย์ผู้ตรวจไว้
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง พ.ศ. 2563 (ข้อ 2 นิยาม · ข้อ 3 วรรคสอง คุณสมบัติผู้ตรวจ · ข้อ 4 ถึงข้อ 11 · ข้อ 13 บทเฉพาะกาล)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบและวิธีการส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติฯ (ข้อ 3 แบบ จผส. 1 · ข้อ 4 · ข้อ 5)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างฯ (ข้อ 2 · ข้อ 3 · แบบสมุดสุขภาพประจำตัว)
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายฯ (ข้อ 2 สารเคมีอันตรายหกกลุ่ม)
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 5 · มาตรา 8 · มาตรา 53 · มาตรา 54)
- ภาพรวมกฎกระทรวงตรวจสุขภาพ 2563
- ตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง
- ใครต้องตรวจสุขภาพตามกฎกระทรวง 2563
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ตรวจสุขภาพแยกตามความเสี่ยง — Heat, Noise, สารเคมี, ตะกั่ว
ตรวจสุขภาพลูกจ้างปัจจัยเสี่ยงตามกฎกระทรวง 2563 ต้องเลือก test ให้ตรงปัจจัย — ตารางเทียบ exposure → tests สำหรับ 5 หมวดความเสี่ยง พร้อม matrix 6 อุตสาหกรรม

ใครต้องตรวจสุขภาพ — กฎกระทรวง 2563 อ่านเข้าใจง่าย
กฎกระทรวงตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 2563 — ใครต้องตรวจ 5 ปัจจัยเสี่ยง ความถี่ ผู้ตรวจ การบันทึก และแบบ จผส.1 สรุปครบให้ HR และ จป.วิชาชีพ