คำนวณอัตราระบายอากาศเจือจางไอสาร ให้คุมความเข้มข้นได้ตามกฎหมาย
กฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10 กำหนดให้มีระบบระบายอากาศ แต่ไม่ได้ให้สูตร บทนี้ให้สูตรเจือจางตามหลักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ตัวอย่างคิดจริง และข้อจำกัด

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดให้บริเวณที่ลูกจ้างทำงานกับสารเคมีอันตรายมีระบบระบายอากาศ และกำหนดผลลัพธ์ไว้ว่าความเข้มข้นในบรรยากาศต้องไม่เกินขีดจำกัดที่อธิบดีประกาศกำหนด แต่ตัวบทไม่ได้ให้สูตรว่าต้องผลัดอากาศเท่าไรจึงจะพอ
สูตรที่ผู้ออกแบบระบบใช้กันมาจากหลักวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด บทนี้แยกสองชั้นให้ชัด แล้วไล่สูตร นิยามตัวแปรพร้อมหน่วย ตัวอย่างคิดจริงหนึ่งชุด และเส้นแบ่งว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดอากาศเฉพาะที่แทน
เส้นแบ่งระหว่างข้อกำหนดของกฎหมายไทยกับหลักวิชาสากล
ข้อ 10 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 วางเงื่อนไขของบริเวณทำงานไว้สามข้อย่อย ข้อย่อยเรื่องระบายอากาศเขียนไว้ว่า
มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย โดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละสิบเก้าจุดห้าโดยปริมาตร
ตัวบทให้ทางเลือกสามแบบ คือ แบบทั่วไป แบบเจือจาง และแบบดูดอากาศเฉพาะที่ โดยผูกเงื่อนไขว่าต้อง "เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย" ส่วนตัวเลขที่ระบุตรงตัวมีค่าเดียว คือ ออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร
ข้อ 10 (3) เขียนต่อว่าให้มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสีย เพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
เป้าหมายตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ข้อ 28 ซึ่งกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุม เพื่อมิให้ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษาเกินขีดจำกัดความเข้มข้นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ขีดจำกัดรายสารอยู่ในตารางท้ายประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 28 ของกฎกระทรวงฉบับนี้ ค่าที่ใช้เทียบในประเทศไทยต้องเปิดจากตารางท้ายประกาศฉบับนี้ ไม่ใช่ค่าของหน่วยงานต่างประเทศ วิธีอ่านและวิธีถ่วงน้ำหนักเวลาดูได้ที่ การคำนวณค่าเฉลี่ยการสัมผัสตลอดกะ
ตารางข้างล่างแยกให้เห็นว่าค่าใดเป็นข้อกำหนดของไทย และค่าใดเป็นหลักวิชาที่ใช้ออกแบบ
| รายการ | ที่มา | สถานะ |
|---|---|---|
| ต้องมีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป แบบเจือจาง หรือแบบดูดเฉพาะที่ | กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) | ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย |
| ออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร | กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) | ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย |
| ความเข้มข้นของสารต้องไม่เกินขีดจำกัด | กฎกระทรวงฯ ข้อ 28 และประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 | ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย |
| ตรวจวัดและวิเคราะห์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง | ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 4 | ข้อกำหนดตามกฎหมายไทย |
| สูตรคำนวณอัตราระบายอากาศเจือจาง | ตำราสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ACGIH Industrial Ventilation และ ANSI/ASSP Z9.2 | หลักวิชาสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย |
| สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย K ช่วง 1 ถึง 10 | ACGIH Industrial Ventilation | ค่าอ้างอิงสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย |
| ปริมาตรโมลาร์ 24.45 ลิตรต่อโมล | ค่าคงที่ทางเคมี ที่ 25 องศาเซลเซียส ความดัน 1 บรรยากาศ | ค่าคงที่ทางวิทยาศาสตร์ |
พนักงานตรวจความปลอดภัยตัดสินจากแถวที่เป็นข้อกำหนดของไทย ส่วนสูตรและสัมประสิทธิ์เป็นเครื่องมือที่ผู้ออกแบบใช้เพื่อไปให้ถึงเกณฑ์นั้น การเขียนรายงานว่า "กฎหมายกำหนดให้ใช้สัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเท่ากับ 4" จึงอ้างผิดชั้น
หน้าที่ตามกฎหมาย และผู้ที่ต้องลงมือคำนวณ
นายจ้างคือผู้มีหน้าที่ตามตัวบททั้งหมด โดยมีสี่หน้าที่ที่ผูกกับงานระบายอากาศตรง ๆ
| หน้าที่ | ตัวบท | สาระสำคัญ |
|---|---|---|
| จัดให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม | กฎกระทรวงฯ ข้อ 10 (2) และ (3) | เลือกชนิดของระบบให้ตรงกับประเภทของสารและลักษณะการปล่อยสาร |
| ควบคุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด | กฎกระทรวงฯ ข้อ 28 | เกณฑ์ผลลัพธ์ที่ใช้ตัดสินว่าระบบที่ติดตั้งไปทำงานจริงหรือไม่ |
| ตรวจวัดและวิเคราะห์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง | ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 4 | เมื่อปรับปรุงแก้ไขระบบแล้วเสร็จ ต้องตรวจวัดซ้ำภายในสามสิบวัน |
| แก้ไขทางวิศวกรรมเมื่อผลเกินขีดจำกัด | กฎกระทรวงฯ ข้อ 30 | แก้ที่วิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมก่อน แล้วจึงเสริมด้วยการป้องกันอันตรายส่วนบุคคล |
ลำดับที่ตัวบทวางไว้ชัดเจน คือ แก้ที่วิศวกรรมก่อน แล้วจึงเสริมด้วยอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
ส่วนผู้ดำเนินการตรวจวัดต้องมีคุณวุฒิตามที่ข้อ 6 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ระบุไว้ คือ ปริญญาตรีสายเคมี อาชีวอนามัย หรือวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
ตัวแปรในสูตรและหน่วยที่ต้องใช้ให้ตรงกัน
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากหน่วยไม่ตรงกัน ก่อนแทนค่าจึงต้องแปลงทุกตัวให้อยู่ในหน่วยตามตารางนี้
| ตัวแปร | ความหมาย | หน่วย | แหล่งของค่า |
|---|---|---|---|
| Q | อัตราการระบายอากาศที่ต้องการ | ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง | ผลลัพธ์ของการคำนวณ |
| W | อัตราการระเหยของสารเข้าสู่บรรยากาศ | กรัมต่อชั่วโมง | ชั่งน้ำหนักที่ใช้จริงต่อกะ หรือคำนวณจากยอดเบิกใช้ |
| MW | มวลโมเลกุลของสาร | กรัมต่อโมล | เอกสารข้อมูลความปลอดภัย (MSDS) ของผลิตภัณฑ์ |
| C | ความเข้มข้นเป้าหมายที่ออกแบบไว้ | ส่วนในล้านส่วน (ppm) | ผู้ออกแบบกำหนด โดยต้องต่ำกว่าขีดจำกัดตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 |
| K | สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย | ไม่มีหน่วย | ค่าอ้างอิงสากล ช่วง 1 ถึง 10 |
| V | ปริมาตรของห้องหรือพื้นที่ทำงาน | ลูกบาศก์เมตร | วัดจากพื้นที่จริง |
ค่า W คือปริมาณที่ระเหยออกมาจริง ไม่ใช่ปริมาณที่เบิกมาทั้งถัง งานที่สารติดไปกับชิ้นงานหรือไหลลงถังของเสีย ต้องหักส่วนนั้นออกก่อน ส่วนค่า C ผู้ออกแบบเลือกเอง ไม่ใช่ขีดจำกัดตามกฎหมาย แนวปฏิบัติสากลตั้งไว้ต่ำกว่าขีดจำกัด เพราะสูตรให้ค่าเฉลี่ยทั้งห้อง ขณะที่จุดใกล้ภาชนะสูงกว่าเสมอ
สูตรอัตราระบายอากาศเจือจาง
สูตรตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอากาศในห้องผสมกันสมบูรณ์ และสารระเหยในอัตราคงที่
Q = (24,450 × W × K) ÷ (MW × C)
Q = อัตราการระบายอากาศที่ต้องการ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
W = อัตราการระเหยของสาร กรัมต่อชั่วโมง
K = สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย ไม่มีหน่วย (สากล 1 ถึง 10)
MW = มวลโมเลกุลของสาร กรัมต่อโมล
C = ความเข้มข้นเป้าหมายที่ออกแบบ ppm
24,450 = ค่าคงที่จากปริมาตรโมลาร์ 24.45 ลิตรต่อโมล
ที่ 25 องศาเซลเซียส ความดัน 1 บรรยากาศ
ค่าคงที่มาจากหลักเคมีพื้นฐาน สารหนัก W กรัมต่อชั่วโมง คิดเป็นจำนวนโมลเท่ากับ W หารด้วย MW เมื่อคูณด้วยปริมาตรโมลาร์ จะได้ปริมาตรไอต่อชั่วโมง จากนั้นหารด้วยความเข้มข้นเป้าหมายในรูปสัดส่วน แล้วแปลงลิตรเป็นลูกบาศก์เมตร ตัวเลข 24,450 จึงเป็นผลรวมของการแปลงหน่วยทั้งหมด หากอุณหภูมิใช้งานต่างจาก 25 องศาเซลเซียสมาก เช่น งานในเตาอบหรือห้องเย็น ต้องปรับค่าคงที่ตามอุณหภูมิจริงก่อน
การเลือกสัมประสิทธิ์ความปลอดภัย
สัมประสิทธิ์ K ชดเชยข้อเท็จจริงที่ว่าอากาศในห้องจริงไม่ได้ผสมกันสมบูรณ์อย่างที่สูตรสมมติไว้ ตำราสากลให้ช่วงไว้ที่ 1 ถึง 10 โดยไม่มีตารางบังคับ ผู้ออกแบบเลือกเองและต้องบันทึกเหตุผลไว้ ปัจจัยที่ทำให้ต้องเลือกค่าสูงขึ้นมีดังนี้
- ตำแหน่งช่องอากาศเข้าและช่องระบายออกทำให้เกิดมุมอับ หรืออากาศไหลลัดวงจร
- สารระเหยไม่สม่ำเสมอ มีช่วงพุ่งสูงเป็นระยะ เช่น จังหวะเปิดฝาถังหรือเทถ่าย
- ผู้ปฏิบัติงานยืนอยู่ใกล้จุดปล่อยสาร จึงสัมผัสก่อนที่ไอจะผสมกับอากาศทั้งห้อง
- สารมีพิษสูงหรือมีขีดจำกัดต่ำ ประเมินอัตราการระเหยคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็เกินเกณฑ์
เมื่อบันทึกไม่ได้ว่าเลือกค่าใดเพราะเหตุใด รายงานการออกแบบจะทวนสอบย้อนหลังไม่ได้
ตัวอย่างการคำนวณจากงานเช็ดล้างชิ้นงานด้วยตัวทำละลาย
โจทย์ตัวอย่าง คือ ห้องเช็ดล้างชิ้นงานโลหะด้วยโทลูอีน กว้าง 10 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 3 เมตร ประตูปิดตลอดเวลาทำงาน ชั่งถังตัวทำละลายก่อนและหลังกะแล้วพบว่าใช้ไป 1,600 กรัมต่อกะ 8 ชั่วโมง โดยระเหยหมดภายในกะ
ตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 กำหนดขีดจำกัดค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติของโทลูอีนไว้ที่ 200 ppm ผู้ออกแบบจึงตั้งความเข้มข้นเป้าหมายไว้ครึ่งหนึ่งของขีดจำกัด คือ 100 ppm เพื่อเผื่อความคลาดเคลื่อน มวลโมเลกุลที่ระบุในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เท่ากับ 92 กรัมต่อโมล และเลือกสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเท่ากับ 4 เพราะผู้ปฏิบัติงานยืนอยู่ที่โต๊ะเช็ดล้างซึ่งเป็นจุดปล่อยสาร และช่องอากาศเข้าอยู่คนละด้านกับโต๊ะ
ขั้นที่ 1 ปริมาตรห้อง 10 × 8 × 3 = 240 ลูกบาศก์เมตร
ขั้นที่ 2 อัตราการระเหย W 1,600 กรัม ÷ 8 ชั่วโมง = 200 กรัมต่อชั่วโมง
ขั้นที่ 3 ความเข้มข้นเป้าหมาย C
ขีดจำกัดตามประกาศกรมฯ 200 ppm ÷ 2 = 100 ppm
ขั้นที่ 4 แทนค่าในสูตร
Q = (24,450 × 200 × 4) ÷ (92 × 100)
= 19,560,000 ÷ 9,200
= 2,126 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
ขั้นที่ 5 แปลงหน่วยและทวนสอบ
2,126 ÷ 60 = 35.4 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที
2,126 ÷ 240 = 8.9 รอบการผลัดอากาศต่อชั่วโมง
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ต้องระบายอากาศราว 2,126 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดเป็นการผลัดอากาศทั้งห้องราว 8.9 รอบต่อชั่วโมง ตัวเลขรอบการผลัดอากาศ (air change per hour) ใช้ทวนสอบว่าค่าที่คำนวณได้สมเหตุสมผลกับขนาดห้องหรือไม่ แต่ใช้แทนสูตรเจือจางเป็นเกณฑ์ออกแบบตั้งต้นไม่ได้ เพราะห้องสองห้องที่ผลัดอากาศเท่ากันแต่ปล่อยสารต่างกัน จะได้ความเข้มข้นต่างกันมาก
ค่าที่คำนวณได้เป็นค่าตั้งต้นสำหรับเลือกขนาดพัดลมและขนาดช่องอากาศเข้าเท่านั้น เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายยังคงเป็นผลตรวจวัดความเข้มข้นเทียบกับขีดจำกัดตามข้อ 28 ทั้งนี้อากาศที่ระบายออกต้องมีอากาศสะอาดไหลเข้ามาแทนในปริมาณเท่ากัน
ข้อจำกัดของการระบายอากาศแบบเจือจาง
การเจือจางเหมาะกับสารที่มีพิษไม่สูง ปล่อยสม่ำเสมอ ปริมาณไม่มาก และจุดปล่อยอยู่ห่างจากตัวคน เมื่อเงื่อนไขข้อใดหลุดไป การคำนวณยังให้ตัวเลขออกมาได้ แต่ตัวเลขนั้นไม่คุ้มครองคนหน้างานจริง
สารพิษสูงหรือมีขีดจำกัดต่ำ สารที่ตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 กำหนดขีดจำกัดไว้ต่ำมาก เช่น ต่ำกว่าหนึ่งส่วนในล้านส่วน เมื่อแทนค่า C ที่ต่ำลง ผลลัพธ์ Q จะพุ่งขึ้นจนพัดลมที่มีขายทั่วไปทำไม่ได้ และต่อให้ทำได้ ลมที่แรงขนาดนั้นจะพัดพาสารกระจายทั่วห้องก่อนระบายออกไป
สารที่ปล่อยไม่สม่ำเสมอ สูตรใช้ค่าเฉลี่ยต่อชั่วโมง งานที่ปล่อยสารเป็นจังหวะ เช่น เปิดฝาถังผสมวันละไม่กี่ครั้ง จะมีช่วงที่ความเข้มข้นพุ่งสูงเกินขีดจำกัดชั่วขณะ แม้ค่าเฉลี่ยทั้งกะผ่านเกณฑ์ก็ตาม สารที่ประกาศกรมฯ กำหนดค่าสูงสุดที่ยอมให้สัมผัสได้ไว้ด้วย จะตัดสินจากช่วงพุ่งสูงนี้
งานที่คนอยู่ใกล้จุดปล่อย เมื่อผู้ปฏิบัติงานก้มหน้าอยู่เหนือภาชนะ ลมหายใจจะอยู่ในกลุ่มไอที่ยังไม่ทันผสมกับอากาศทั้งห้อง ความเข้มข้นที่คนได้รับจึงสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า การเพิ่มค่า K ช่วยได้บางส่วน แต่แก้ที่ต้นเหตุไม่ได้
ฝุ่นและฟูมโลหะ อนุภาคของแข็งไม่ผสมกับอากาศเหมือนไอสาร แต่ตกลงสู่พื้นและฟุ้งขึ้นใหม่เมื่อมีคนเดินผ่าน การเจือจางจึงกระจายฝุ่นไปทั่วห้องมากกว่าจะกำจัดออก ส่วนงานที่ตัวทำละลายไวไฟระเหยปริมาณมาก ยังมีประเด็นด้านอัคคีภัยซ้อนอยู่ ต้องคุมทั้งสองด้านพร้อมกัน
อากาศที่ระบายออกไปสู่ภายนอก ข้อ 10 (3) กำหนดให้ป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การเป่าไอตัวทำละลายออกทางหน้าต่างที่ติดกับช่องอากาศเข้าของอาคารข้างเคียงจึงไม่ผ่านเงื่อนไขนี้ แม้ผลตรวจวัดในห้องจะผ่าน
เกณฑ์ตัดสินว่าเมื่อไรต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดอากาศเฉพาะที่
ตัวบทข้อ 10 (2) ให้ทางเลือกทั้งสามแบบ แต่ผูกไว้กับคำว่าเหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย เมื่อสภาพงานเข้าเงื่อนไขในตารางนี้ ระบบที่เหมาะสมตามตัวบทคือระบบดูดอากาศเฉพาะที่
| สภาพงานที่พบ | เหตุผล | ระบบที่ควรใช้ |
|---|---|---|
| ขีดจำกัดของสารต่ำมาก จนค่า Q ที่คำนวณได้เกินกำลังพัดลมที่ติดตั้งได้จริง | เจือจางไม่ทัน | ดูดเฉพาะที่ |
| จุดปล่อยสารอยู่ในระยะเอื้อมมือของผู้ปฏิบัติงาน | คนสัมผัสก่อนไอผสมกับอากาศห้อง | ดูดเฉพาะที่ |
| สารปล่อยเป็นช่วงพุ่งสูง หรือมีค่าสูงสุดที่ยอมให้สัมผัสได้กำกับไว้ | ค่าเฉลี่ยผ่านแต่ช่วงพุ่งเกิน | ดูดเฉพาะที่ที่จุดปล่อย |
| ฝุ่น ฟูม หรือละอองที่ตกสะสมบนพื้นผิว | เจือจางแล้วยังฟุ้งซ้ำ | ดูดเฉพาะที่พร้อมชุดดักอนุภาค |
| ผลตรวจวัดยังเกินขีดจำกัดหลังปรับปรุงระบบเจือจาง | ข้อ 30 กำหนดให้แก้ทางวิศวกรรมต่อ | ดูดเฉพาะที่หรือเปลี่ยนสาร |
เมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดเฉพาะที่ วิธีคำนวณจะเปลี่ยนเป็นคนละชุด เพราะตัวแปรหลักย้ายไปเป็นความเร็วลมที่จุดกำเนิดและพื้นที่หน้าฮูด ดูสูตรและเกณฑ์ความเร็วลมได้ที่ การคำนวณความเร็วลมและอัตราการไหลของระบบดูดอากาศเฉพาะที่ ส่วนงานที่ใช้ตัวทำละลายต่อเนื่องตลอดกะ ดูเพิ่มที่ ความปลอดภัยตัวทำละลายในงานพิมพ์
เอกสารและหลักฐานที่ต้องเก็บไว้
การคำนวณที่ไม่มีบันทึกเท่ากับไม่ได้คำนวณ ชุดเอกสารที่ควรเก็บคู่กันมีดังนี้ โดยเก็บผลวัดอัตราการไหลจริงหลังติดตั้ง และบันทึกบำรุงรักษาตามข้อ 14 ด้วย
| เอกสาร | เนื้อหาที่ต้องมี | ฐานตามกฎหมาย |
|---|---|---|
| บันทึกการคำนวณออกแบบ | ค่า W ค่า C ค่า K พร้อมเหตุผล และผลลัพธ์ Q | แสดงว่าระบบเหมาะสมตามข้อ 10 (2) |
| เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารทุกตัว | มวลโมเลกุล การระเหย และอันตรายต่อสุขภาพ | กฎกระทรวงฯ ข้อ 2 และข้อ 3 |
| รายงานผลตรวจวัดความเข้มข้นตามแบบ สอ.3 | ผลตรวจวัดพร้อมการรับรองจากผู้ตรวจวัดและผู้วิเคราะห์ | ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 8 ส่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบผล |
| หลักฐานการสอบเทียบเครื่องมือ | สอบเทียบตามมาตรฐานอ้างอิงหรือตามที่ผู้ผลิตกำหนด | ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 ข้อ 5 วรรคท้าย |
ทำไมผลคำนวณจึงใช้หน้างานไม่ได้
นำค่าขีดจำกัดของหน่วยงานต่างประเทศมาเป็นค่า C ค่าที่พนักงานตรวจความปลอดภัยใช้ตัดสินในไทยคือค่าตามตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ค่าต่างประเทศบางตัวสูงกว่าและบางตัวต่ำกว่าค่าของไทย การหยิบมาใช้ตรง ๆ จึงเสี่ยงทั้งออกแบบต่ำเกินและลงทุนเกินจำเป็น
ลืมช่องอากาศเข้าและวางพัดลมผิดตำแหน่ง ระบบที่มีแต่พัดลมดูดออกโดยไม่มีช่องอากาศเข้าที่พอ จะได้อัตราการไหลจริงต่ำกว่าค่าออกแบบมาก และเมื่อวางช่องเข้ากับช่องออกไว้ชิดกัน อากาศจะไหลลัดวงจรโดยไม่กวาดผ่านจุดที่คนทำงาน
คำนวณครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวนอีก เมื่อเปลี่ยนชนิดสาร เพิ่มกำลังผลิต หรือย้ายตำแหน่งโต๊ะทำงาน ค่า W และค่า K เปลี่ยนตาม ข้อ 4 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 กำหนดให้ตรวจวัดใหม่ภายในสามสิบวันเมื่อเปลี่ยนชนิดหรือปริมาณสาร เครื่องจักร หรือวิธีการทำงาน
เช็กลิสต์ก่อนรับรองผล
- เปิดเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารทุกตัวในพื้นที่ จดมวลโมเลกุลไว้ แล้วเปิดตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 หาขีดจำกัดของแต่ละตัว
- ชั่งปริมาณสารที่ใช้จริงต่อกะติดต่อกันอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหาค่า W ที่เชื่อถือได้
- ตั้งค่า C ให้ต่ำกว่าขีดจำกัด และเลือกค่า K พร้อมบันทึกเหตุผลของทั้งสองค่า
- คำนวณค่า Q แล้วเทียบกับกำลังของพัดลมที่ติดตั้งอยู่จริง
- ตรวจว่าช่องอากาศเข้ารับอากาศได้เท่ากับที่ระบายออก และลมพัดจากตัวคนไปหาจุดปล่อยสาร
- ทบทวนว่างานนี้เข้าเงื่อนไขข้อใดในตารางที่ต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบดูดเฉพาะที่หรือไม่
- ตรวจวัดความเข้มข้นตามรอบที่กฎหมายกำหนด แล้วเก็บรายงานตามแบบ สอ.3 พร้อมส่งภายในกำหนด
คำถามที่พบบ่อย
กฎหมายไทยกำหนดจำนวนรอบการผลัดอากาศต่อชั่วโมงไว้เท่าไร กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) ไม่ได้กำหนดจำนวนรอบไว้ เกณฑ์ตัวเลขที่ใช้ตัดสินคือขีดจำกัดความเข้มข้นตามข้อ 28 และตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560
คำนวณแล้วได้ค่า Q ที่พัดลมเดิมทำไม่ได้ ต้องทำอย่างไรก่อน ลำดับตามข้อ 30 คือแก้ทางวิศวกรรมก่อน เรียงจากได้ผลมากที่สุด คือ เปลี่ยนไปใช้สารที่ระเหยน้อยกว่าหรือพิษน้อยกว่า ปิดคลุมจุดปล่อยสาร ติดตั้งระบบดูดเฉพาะที่ แล้วจึงพิจารณาเพิ่มขนาดพัดลม
ค่าสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยมีค่าที่ถูกต้องค่าเดียวหรือไม่ ไม่มี ค่านี้เป็นค่าอ้างอิงสากลที่ให้ช่วงไว้ 1 ถึง 10 ผู้ออกแบบเลือกตามสภาพงานจริงและบันทึกเหตุผลไว้ กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดค่านี้
สรุป
- กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2556 ข้อ 10 (2) กำหนดให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสมกับประเภทของสาร พร้อมออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร แต่ไม่ได้ให้สูตรคำนวณ
- สูตรเจือจางและสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยเป็นหลักวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมสากล ไม่ใช่ข้อกำหนดของกฎหมายไทย
- เกณฑ์ตัวเลขที่ใช้ตัดสินตามกฎหมายไทยคือขีดจำกัดความเข้มข้นรายสารตามตารางท้ายประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ตามที่ข้อ 28 กำหนด
- การเจือจางใช้ไม่ได้กับสารพิษสูง สารที่ปล่อยไม่สม่ำเสมอ งานที่คนอยู่ใกล้จุดปล่อย และงานที่มีฝุ่นหรือฟูม กรณีเหล่านี้ต้องใช้ระบบดูดเฉพาะที่หรือปิดคลุมแทน
- ผลการคำนวณเป็นค่าตั้งต้นสำหรับเลือกอุปกรณ์ ส่วนที่ยืนยันความถูกต้องคือผลตรวจวัดตามรอบที่ประกาศกรมฯ พ.ศ. 2559 กำหนด พร้อมรายงานตามแบบ สอ.3
อ้างอิงกฎหมายและมาตรฐาน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 ข้อ 10 ข้อ 14 ข้อ 28 ข้อ 29 และข้อ 30
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560 ข้อ 3 และตารางท้ายประกาศ
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 8
- ตำราสุขศาสตร์อุตสาหกรรมสากล ACGIH Industrial Ventilation: A Manual of Recommended Practice for Design และ ANSI/ASSP Z9.2 Fundamentals Governing the Design and Operation of Local Exhaust Ventilation Systems (มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย) สำหรับสูตรเจือจาง สัมประสิทธิ์ความปลอดภัย และเกณฑ์เลือกชนิดระบบ
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน
กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดทั้งระบบระบายอากาศตามข้อ 10 และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ 12 พร้อมวิธีตรวจว่ามาตรการที่เลือกได้ผลจริง

คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย
วิธีคำนวณ Capture Velocity และอัตราการไหล Q = V x A ของระบบ LEV และตู้ดูดควัน ตาม ACGIH Industrial Ventilation เทียบข้อกำหนดกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10

ความปลอดภัยโรงพิมพ์ — หมึก ตัวทำละลาย VOC ไวไฟ และ Nip Point เครื่องพิมพ์
คุมอันตราย 3 ชั้นในโรงพิมพ์ — สารเคมีจากหมึก/ตัวทำละลาย, nip point ลูกกลิ้ง, อัคคีภัยจากไอ solvent · กฎสารเคมี 2556 ข้อ 10/11/21 + กฎเครื่องจักร 2564 ข้อ 15 + checklist ก่อนเดินเครื่อง