ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน
กฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดทั้งระบบระบายอากาศตามข้อ 10 และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามข้อ 12 พร้อมวิธีตรวจว่ามาตรการที่เลือกได้ผลจริง

ลำดับชั้นการควบคุมสารเคมีที่หน้างาน ตั้งแต่เปลี่ยนสารจนถึงอุปกรณ์ป้องกัน
เวลาลูกจ้างบ่นว่ากลิ่นน้ำยาแรงจนปวดหัวตอนบ่าย มาตรการที่หลายที่หยิบมาใช้เป็นอย่างแรกคือแจกหน้ากากเพิ่มอีกกล่อง เดือนถัดมากลิ่นยังอยู่เท่าเดิม คนที่ยืนตรงจุดนั้นก็ยังปวดหัวเหมือนเดิม เพราะหน้ากากคุ้มครองเฉพาะคนที่ใส่ถูกวิธี ส่วนปริมาณไอสารในอากาศยังเท่าเดิม
ลำดับชั้นการควบคุมคือวิธีเรียงมาตรการตามระดับที่ได้ผล เพื่อให้คนที่ต้องตัดสินใจเริ่มจากชั้นที่ลดอันตรายได้มากที่สุดก่อนแล้วค่อยไล่ลงมา หลักคิดนี้ใช้กับงานสารเคมีได้ตรงที่สุด เพราะสารเคมีมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จมูกไม่ใช่เครื่องวัดที่เชื่อได้ และผลกระทบมักสะสมช้าจนกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปหลายปี ที่สำคัญคือกฎกระทรวงสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 กำหนดหน้าที่ของนายจ้างไว้ทั้งฝั่งระบบระบายอากาศและฝั่งอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล สองฝั่งนี้ต้องทำคู่กัน
เหตุผลที่ต้องเรียงลำดับชั้นก่อนเลือกมาตรการ
มาตรการควบคุมสารเคมีทุกแบบทำงานคนละจุดบนเส้นทางเดียวกัน เส้นทางนั้นคือ ตัวสาร → จุดที่สารออกสู่อากาศ → อากาศในพื้นที่ → ทางเข้าสู่ร่างกายของคน ยิ่งจัดการที่ต้นทาง ผลที่ได้ยิ่งครอบคลุมและยิ่งอยู่ทน เทียบกับน้ำรั่วจากท่อบนเพดาน วิธีที่ได้ผลจริงคือซ่อมท่อ ส่วนร่มยังต้องมี แต่กันเปียกได้เฉพาะคนที่กางถูกจังหวะ
ความต่างระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างอยู่ที่สามเรื่อง เรื่องแรกคือขอบเขต มาตรการชั้นบนคุ้มครองทุกคนในบริเวณ รวมถึงคนแผนกอื่นที่เดินผ่านและผู้รับเหมาที่เข้ามาซ่อมงาน ส่วนอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลคุ้มครองเฉพาะคนที่สวมใส่อยู่ขณะนั้น เรื่องที่สองคือความสม่ำเสมอ ฮูดดูดอากาศทำงานเหมือนกันทุกกะ ขณะที่หน้ากากได้ผลเมื่อเลือกตลับกรองถูกชนิด สวมแนบใบหน้าจริง และใส่ตลอดเวลาที่สัมผัสสาร เรื่องที่สามคือการมองเห็นความล้มเหลว พัดลมดูดที่หยุดหมุนคนหน้างานเห็นได้ในไม่กี่นาที ส่วนตลับกรองที่หมดอายุล้มเหลวแบบเงียบ คนใส่ยังรู้สึกว่าปลอดภัยจนกว่าจะได้กลิ่นสาร
ห้าชั้นของการควบคุม และงานสารเคมีที่ตรงกับแต่ละชั้น
ลำดับห้าชั้นเป็นกรอบที่วงการความปลอดภัยทั่วโลกใช้ร่วมกัน คำว่า "ลำดับชั้นการควบคุม" ไม่ได้เขียนไว้ในกฎกระทรวงไทย แต่มาตรการแต่ละชั้นมีที่อยู่ในตัวบทไทยแทบทั้งหมด
| ชั้น | หลักการ | ตัวอย่างงานสารเคมีจริง | ที่อยู่ในกฎหมายไทย |
|---|---|---|---|
| 1 กำจัด | เอาสารหรือขั้นตอนที่ใช้สารออกจากงาน | เลิกล้างมือช่างด้วยทินเนอร์ | ผ่านการประเมินความเสี่ยงตามข้อ 31 |
| 2 แทนที่ | เปลี่ยนเป็นสารหรือรูปแบบที่อันตรายน้อยกว่า | เปลี่ยนสีชนิดตัวทำละลายเป็นชนิดฐานน้ำ | ผ่านการประเมินความเสี่ยงตามข้อ 31 |
| 3 วิศวกรรม | กั้นสารที่แหล่งกำเนิด หรือดึงออกก่อนถึงคน | ปิดคลุมถังผสม · ฮูดดูดอากาศเฉพาะที่ · ตู้ดูดไอ · ระบบเปียก | ข้อ 10 (2) และข้อ 10 (3) |
| 4 บริหารจัดการ | กำหนดวิธีทำงาน เวลา และคนที่เข้าพื้นที่ | คู่มือขั้นตอนการทำงาน · จำกัดเวลาสัมผัส · ป้ายเตือน | ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 7 และข้อ 9 |
| 5 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล | กั้นสารไว้ที่ตัวคน | ถุงมือที่ทนสารตัวนั้น · กระบังหน้า · หน้ากากพร้อมตลับกรองที่ถูกชนิด | ข้อ 12 และข้อ 13 |
สองชั้นบน กำจัดและแทนที่
สองชั้นนี้ตอบคำถามเดียวว่างานนี้ยังต้องมีสารตัวนี้อยู่หรือไม่ ในโรงงานจริงมีจุดที่ตอบว่าไม่จำเป็นมากกว่าที่คิด เช่น การล้างมือช่างด้วยทินเนอร์ ส่วนการเปลี่ยนสารต้องเทียบจากเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของทั้งตัวเก่าและตัวใหม่ ไม่ใช่จากคำโฆษณาบนฉลาก ที่เจอบ่อยคือเปลี่ยนตัวทำละลายเป็นตัวที่พิษน้อยลงแต่ระเหยเร็วกว่ามาก ทำให้ปริมาณไอในอากาศสูงขึ้นแทน วิธีอ่านเอกสารข้อมูลความปลอดภัยให้ครบทุกหัวข้ออ่านต่อได้ที่ อ่านเอกสารข้อมูลความปลอดภัยและสัญลักษณ์บนฉลาก
ชั้นวิศวกรรม ชั้นที่กฎหมายไทยเขียนไว้ละเอียดที่สุด
กฎหมายกำหนดให้ในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย นายจ้างต้องจัดให้มีระบบระบายอากาศแบบทั่วไป หรือแบบที่ทำให้สารเคมีอันตรายเจือจาง หรือแบบที่มีเครื่องดูดอากาศเฉพาะที่ ที่เหมาะสมกับประเภทของสารเคมีอันตราย โดยให้มีออกซิเจนในบรรยากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร
ถัดมาอีกอนุข้อหนึ่ง กฎหมายกำหนดให้มีระบบป้องกันและกำจัดอากาศเสียโดยใช้ระบบระบายอากาศเฉพาะที่ ระบบเปียก การปิดคลุม หรือระบบอื่น เพื่อมิให้มีสารเคมีอันตรายในบรรยากาศเกินปริมาณที่กำหนด และป้องกันมิให้อากาศที่ระบายออกไปเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
สองอนุข้อนี้พูดคนละเรื่องกัน อนุข้อแรกดูแลอากาศทั้งห้องให้ถ่ายเทและมีออกซิเจนพอ ส่วนอนุข้อหลังดูแลไม่ให้สารหลุดออกจากจุดกำเนิด และดูแลต่อไปถึงปลายท่อว่าอากาศที่ปล่อยออกไปต้องไม่เป็นอันตรายกับคนข้างนอก การมีพัดลมระบายอากาศติดผนังอย่างเดียวจึงยังไม่ครบตามข้อ 10 ถ้างานนั้นมีจุดปล่อยไอสารชัดเจน
ความเร็วลมที่ปากฮูดและอัตราการไหลที่ต้องใช้ มาจากคู่มือออกแบบระบบระบายอากาศระดับสากล ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎกระทรวงไทยกำหนด กฎหมายไทยกำหนดผลลัพธ์ว่าต้องเหมาะสมกับประเภทของสารและต้องคุมความเข้มข้นไม่ให้เกินขีดจำกัด ส่วนวิธีคำนวณอ่านต่อได้ที่ คำนวณความเร็วลมจับสารและอัตราการไหลของระบบดูดอากาศเฉพาะที่
ชั้นบริหารจัดการ
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายทราบและเข้าใจวิธีการทำงานที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมลูกจ้างให้ปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าว และให้จัดทำคู่มือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติและขั้นตอนในการทำงาน ท่อนสำคัญคือท่อนที่ว่าต้องมีมาตรการควบคุมให้ปฏิบัติตามด้วย การแจกคู่มือแล้วให้เซ็นชื่อรับทราบจึงยังไม่ครบข้อ 4 ต้องมีการตรวจซ้ำที่หน้างานว่าคนทำตามจริง
มาตรการอื่นในชั้นเดียวกันคือ ป้ายห้าม ป้ายให้ปฏิบัติ หรือป้ายเตือน ตามข้อ 7 ป้ายห้ามสูบบุหรี่และห้ามรับประทานอาหารตามข้อ 9 และการจัดรอบเวลา ชั้นนี้ต้นทุนต่ำ แต่ขึ้นกับวินัยของคนตลอดเวลา จึงเหมาะเป็นตัวเสริมชั้นวิศวกรรม มากกว่าใช้แทนกัน
ชั้นอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
ชั้นนี้เป็นชั้นสุดท้ายในเชิงประสิทธิผล เพราะกั้นสารไว้ที่ตัวคนซึ่งเป็นปลายทางของเส้นทางสัมผัส และผลขึ้นกับการเลือกให้ตรงชนิดสารกับการสวมใส่ถูกวิธีของแต่ละคน แต่ในเชิงกฎหมาย ชั้นนี้เป็นหน้าที่เต็มของนายจ้างเหมือนชั้นอื่น กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามลักษณะอันตรายและความรุนแรงของสารเคมีอันตราย หรือลักษณะของงาน ให้ลูกจ้างใช้หรือสวมใส่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง
ฝั่งลูกจ้างมีหน้าที่คู่กัน กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้หรือสวมใส่อุปกรณ์ตามข้อ 12 และในกรณีที่ลูกจ้างไม่ใช้หรือไม่สวมใส่ ให้นายจ้างสั่งลูกจ้างหยุดการทำงานทันทีจนกว่าจะได้สวมใส่ และนายจ้างต้องตรวจสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่จัดไว้ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดเวลา ข้อ 14 ปิดช่องว่างที่พบบ่อยที่สุดของชั้นนี้ คือมีอุปกรณ์แจกไว้แต่ไม่มีใครตรวจว่าถุงมือขาดหรือตลับกรองหมดอายุหรือยัง การเลือกระดับชุดป้องกันให้ตรงงานอ่านต่อได้ที่ ชุดป้องกันสารเคมีระดับต่าง ๆ เลือกให้ตรงงาน
กฎหมายไทยกำหนดทั้งฝั่งวิศวกรรมและฝั่งอุปกรณ์ป้องกัน
จุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยที่สุดคือการอ่านลำดับชั้นแล้วสรุปว่า ถ้าติดระบบดูดอากาศแล้วก็ตัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลออกได้ หรือกลับกันคือถ้าแจกหน้ากากครบแล้วก็ถือว่าจบเรื่อง ตัวบทไทยไม่ได้เปิดทางให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อที่ตอบชัดที่สุดคือข้อ 30 ซึ่งพูดถึงสถานการณ์ที่ผลตรวจวัดเกินขีดจำกัด กฎหมายกำหนดให้นายจ้างใช้มาตรการกำจัดหรือควบคุมสารเคมีอันตรายทางวิศวกรรม และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม เพื่อลดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายมิให้เกินขีดจำกัดดังกล่าว และต้องมีมาตรการป้องกันอันตรายส่วนบุคคลด้วยวิธีการที่เหมาะสม
อ่านทีละท่อนจะเห็นลำดับชั้นอยู่ในประโยคเดียว ท่อนแรกคือชั้นวิศวกรรม ท่อนกลางคือชั้นบริหารจัดการ และท่อนท้ายที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "และต้องมี" คือชั้นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล คำเชื่อมที่ใช้เป็นคำว่าและ ไม่ใช่คำว่าหรือ ความหมายจึงเป็นการกำหนดให้ทำครบทุกท่อน
ประโยชน์ของการมีหลายชั้นพร้อมกันเห็นชัดตอนที่ชั้นใดชั้นหนึ่งล้ม วันที่พัดลมดูดของฮูดเสียกลางกะ อุปกรณ์ป้องกันคือชั้นที่ยังเหลืออยู่ระหว่างคนกับสาร ส่วนวันที่คนลืมเปลี่ยนตลับกรอง ระบบดูดอากาศก็ยังกดระดับสารไว้ให้
ขั้นตอนเลือกมาตรการทีละขั้น
- ทำรายการงานที่สัมผัสสารจริง เขียนเป็นงาน ไม่ใช่ชื่อสาร เช่น เทสารจากถัง 200 ลิตรลงถังผสม เพราะมาตรการควบคุมติดอยู่กับขั้นตอนการทำงาน ไม่ได้ติดอยู่กับตัวสาร
- เปิดเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารแต่ละตัว ดูความเป็นพิษ ทางเข้าสู่ร่างกาย และความดันไอ แล้วจดขีดจำกัดความเข้มข้นตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560 ไว้ใช้เป็นเส้นเทียบ
- ถามไล่จากชั้นบนลงล่าง ยกเลิกขั้นตอนนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เปลี่ยนสารหรือรูปแบบสารได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ปิดคลุมหรือดูดออกที่จุดกำเนิดได้หรือไม่ และถ้ายังเหลือความเสี่ยง จะกำหนดวิธีทำงานและจำกัดคนที่เข้าพื้นที่อย่างไร
- กำหนดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้ตรงกับสารที่เหลืออยู่ เลือกตามลักษณะอันตรายและความรุนแรงของสารตามข้อ 12 ไม่ใช่เลือกจากของที่มีในคลัง
- จัดอุปกรณ์ฉุกเฉินและเขียนลงคู่มือ กฎหมายกำหนดให้บริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ต้องมีที่ล้างตาและฝักบัวชำระล้างร่างกายที่ใช้ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน และที่ล้างมือและล้างหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งที่ต่อลูกจ้าง 15 คน จากนั้นเขียนมาตรการทุกชั้นลงคู่มือตามข้อ 4 แล้วอธิบายข้อมูลความปลอดภัยของสารให้ลูกจ้างเข้าใจตามข้อ 3
ตัวอย่างหน้างานจริง งานล้างคราบน้ำมันด้วยตัวทำละลาย
โรงงานผลิตชิ้นส่วนโลหะแห่งหนึ่งมีจุดล้างคราบน้ำมันก่อนส่งชิ้นงานเข้าห้องพ่นสี พนักงาน 3 คนต่อกะยืนล้างที่อ่างเปิด มีพัดลมดูดอากาศติดผนัง 2 ตัว ทุกคนใส่หน้ากากครึ่งหน้าพร้อมตลับกรองไอสารอินทรีย์ แต่สองคนแจ้งว่าปวดหัวและวิงเวียนตอนท้ายกะติดต่อกันหลายสัปดาห์
สองชั้นบน ยกเลิกทั้งขั้นตอนไม่ได้ เพราะชิ้นงานต้องสะอาดก่อนพ่นสี แต่พบว่าราวหนึ่งในสามของชิ้นงานถูกล้างซ้ำโดยไม่จำเป็น จากนั้นเทียบเอกสารข้อมูลความปลอดภัยกับน้ำยาล้างชนิดระเหยช้าที่ผู้ขายเสนอ พบว่าความดันไอต่ำกว่าเดิมมาก ทดลองหนึ่งสัปดาห์แล้วคุณภาพผ่าน จึงเปลี่ยนทั้งจุด
ชั้นวิศวกรรมและชั้นบริหารจัดการ ติดฮูดดูดอากาศเฉพาะที่แบบขอบดูดรอบอ่าง แทนการพึ่งพัดลมผนังอย่างเดียว เพราะพัดลมผนังเจือจางไอทั้งห้อง แต่ไม่ได้ดึงไอออกจากบริเวณหายใจของคนที่ก้มอยู่เหนืออ่าง พร้อมทำฝาปิดอ่างช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน แล้วเขียนขั้นตอนใหม่ว่าต้องเปิดฮูดก่อนเริ่มงาน และสลับหน้าที่ไม่ให้ใครยืนจุดล้างเกินครึ่งกะ
ชั้นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล คงไว้ครบตามข้อ 12 แต่เปลี่ยนถุงมือเป็นชนิดที่ผู้ผลิตระบุว่าทนน้ำยาตัวใหม่ และกำหนดรอบเปลี่ยนตลับกรองเป็นวันที่แน่นอนแทนการรอให้ได้กลิ่น ผลตรวจวัดรอบถัดมาลดลงต่ำกว่าขีดจำกัดชัดเจน และอาการปวดหัวท้ายกะหายไป จุดที่ต้องย้ำคือ อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลยังอยู่ครบทุกชิ้นหลังปรับปรุง เพราะข้อ 12 เป็นหน้าที่ที่ไม่ได้หายไปเมื่อติดตั้งระบบดูดอากาศแล้ว
ทำไมมาตรการจึงจบที่อุปกรณ์ป้องกัน
ใช้จมูกเป็นเครื่องวัด สารหลายตัวมีระดับที่เริ่มได้กลิ่นสูงกว่าขีดจำกัดที่ปลอดภัย และสารบางตัวทำให้ประสาทรับกลิ่นชาลงเมื่อสัมผัสต่อเนื่อง คนหน้างานจึงรู้สึกว่าวันนี้กลิ่นเบาลงทั้งที่ปริมาณสารเท่าเดิม วิธีเลี่ยงคือใช้ผลตรวจวัดเป็นเกณฑ์ตัดสินเสมอ
นับพัดลมผนังเป็นระบบดูดอากาศเฉพาะที่ สองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกันตามข้อ 10 (2) และข้อ 10 (3) พัดลมผนังเจือจางอากาศทั้งห้อง ส่วนระบบเฉพาะที่ดึงสารออกที่จุดกำเนิดก่อนเข้าสู่บริเวณหายใจ งานที่มีจุดปล่อยไอชัดเจนต้องมีระบบเฉพาะที่ ไม่ใช่เพิ่มจำนวนพัดลม อีกกับดักที่มาคู่กันคือติดฮูดไกลจากจุดกำเนิด เพราะความเร็วลมที่ดูดเข้าฮูดลดลงเร็วมากเมื่อระยะห่างเพิ่ม
เพิ่มอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแทนการแก้ที่ต้นทาง เมื่อผลตรวจเกินขีดจำกัด การเปลี่ยนไปใช้หน้ากากที่กรองได้มากขึ้นอย่างเดียวยังไม่ครบตามข้อ 30 เพราะตัวบทกำหนดให้ลดระดับความเข้มข้นด้วยมาตรการทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม แล้วจึงมีมาตรการส่วนบุคคลประกอบ
วิธีตรวจว่ามาตรการที่เลือกได้ผลจริง
ตรวจวัดระดับความเข้มข้นในบรรยากาศ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตรายในบรรยากาศของสถานที่ทำงานและสถานที่เก็บรักษา และส่งรายงานผลให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจวัด ความถี่ขั้นต่ำอยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์ผลการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย ซึ่งกำหนดให้ตรวจวัดปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย
เทียบผลกับขีดจำกัดของสารตัวนั้น ค่าที่ใช้เทียบคือขีดจำกัดความเข้มข้นตามประกาศกรมฯ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นค่าที่กฎหมายไทยกำหนด คำชี้แจงของกรมฯ ระบุว่าที่มาของค่าเหล่านี้ส่วนใหญ่นำมาจากมาตรฐานของหน่วยงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐอเมริกา เวลาอ้างอิงจึงควรอ้างตามประกาศกรมฯ วิธีคำนวณค่าเฉลี่ยตลอดเวลาทำงานอ่านต่อได้ที่ คำนวณค่าเฉลี่ยการสัมผัสสารเทียบขีดจำกัดความเข้มข้น
ตรวจวัดซ้ำหลังปรับปรุง ท่อนนี้คือบทพิสูจน์ที่ตรงที่สุด ประกาศกรมฯ กำหนดว่าเมื่อผลตรวจเกินขีดจำกัด ให้นายจ้างใช้มาตรการกำจัดหรือควบคุมทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อลดระดับลง พร้อมทั้งตรวจวัดและวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นภายใน 30 วันนับจากวันที่มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสร็จ ตัวเลขรอบใหม่ที่ต่ำกว่าขีดจำกัดคือคำตอบว่ามาตรการใช้ได้ ถ้ายังเกินอยู่แปลว่ามาตรการที่เลือกยังไม่พอ และต้องกลับไปไล่ลำดับชั้นใหม่ตั้งแต่ชั้นบน
ดูผลระยะยาวและสัญญาณที่หน้างาน กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างในกรณีที่มีการใช้สารเคมีอันตราย และถ้าผลอยู่ในระดับที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ให้แก้ไขปรับปรุงให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย พร้อมนำผลไปใช้วางแผนตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง ส่วนสัญญาณรายวันที่บอกว่ามาตรการชั้นบนทำงานจริง คือจำนวนจุดที่ยังต้องพึ่งหน้ากากลดลง และการทดสอบด้วยควันที่ปากฮูดแล้วเห็นควันถูกดูดเข้าไปหมด
เช็กลิสต์ทบทวนมาตรการ
ใช้ตอนทบทวนงานสารเคมีทีละจุด
- มีรายการงานที่สัมผัสสารจริงเป็นรายขั้นตอน และตอบได้ว่าเคยพิจารณายกเลิกขั้นตอนหรือเปลี่ยนสารแล้วหรือยัง
- มีคู่มือแนวปฏิบัติตามข้อ 4 และมีการตรวจซ้ำที่หน้างานว่าคนทำตามจริง
- จุดที่ปล่อยไอหรือฝุ่นสารชัดเจน มีระบบดูดอากาศเฉพาะที่ตามข้อ 10 (3) และปากฮูดอยู่ใกล้จุดกำเนิด
- อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลเลือกตามข้อ 12 พร้อมตารางจับคู่สารกับอุปกรณ์ และมีรอบตรวจสภาพตามข้อ 14
- ที่ล้างตา ฝักบัวชำระล้างร่างกาย และที่ล้างมือล้างหน้าครบตามข้อ 11 และใช้ได้ทันที
- ตรวจวัดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และส่งรายงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบผล
- ถ้าเคยเกินขีดจำกัด มีหลักฐานการปรับปรุงและผลตรวจวัดซ้ำภายใน 30 วันหลังปรับปรุงแล้วเสร็จ
สรุป
- ลำดับชั้นการควบคุมเรียงจากกำจัด แทนที่ วิศวกรรม บริหารจัดการ และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ชั้นบนได้ผลกว่าเพราะคุ้มครองทุกคนในบริเวณและทำงานสม่ำเสมอ
- อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลเป็นชั้นสุดท้ายในเชิงประสิทธิผล แต่เป็นหน้าที่เต็มของนายจ้างตามข้อ 12 และเป็นหน้าที่ของลูกจ้างตามข้อ 13 ส่วนข้อ 30 กำหนดให้ใช้มาตรการวิศวกรรม การบริหารจัดการสภาพแวดล้อม และมาตรการส่วนบุคคลพร้อมกันเมื่อผลตรวจเกินขีดจำกัด
- ค่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19.5 โดยปริมาตร ที่ล้างมือหนึ่งที่ต่อลูกจ้าง 15 คน การส่งรายงานภายใน 15 วัน และการตรวจวัดซ้ำภายใน 30 วันหลังปรับปรุง เป็นค่าที่กฎหมายไทยกำหนด ส่วนความเร็วลมที่ปากฮูดเป็นค่าอ้างอิงจากคู่มือสากล
- บทพิสูจน์ว่ามาตรการได้ผลจริงคือผลตรวจวัดรอบถัดไปที่ต่ำกว่าขีดจำกัด
วิธีทบทวนที่เร็วที่สุดคือเลือกงานสารเคมีซึ่งมีคนร้องเรียนบ่อยหนึ่งงาน แล้วตอบให้ได้ว่า ยกเลิกได้หรือไม่ เปลี่ยนสารได้หรือไม่ ดูดออกที่จุดกำเนิดได้หรือไม่ และผลตรวจวัดครั้งล่าสุดเป็นเท่าไร คำตอบทั้งสี่ข้อจะชี้ว่ามาตรการปัจจุบันอยู่ชั้นใด และยังขยับขึ้นไปคุมที่ต้นเหตุได้อีกหรือไม่
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

คำนวณ Capture Velocity และ Airflow ของ LEV / ตู้ดูดควัน — สูตร Q = V x A เทียบกฎหมายระบายอากาศไทย
วิธีคำนวณ Capture Velocity และอัตราการไหล Q = V x A ของระบบ LEV และตู้ดูดควัน ตาม ACGIH Industrial Ventilation เทียบข้อกำหนดกฎกระทรวงสารเคมี พ.ศ. 2556 ข้อ 10

ความปลอดภัยโรงพิมพ์ — หมึก ตัวทำละลาย VOC ไวไฟ และ Nip Point เครื่องพิมพ์
คุมอันตราย 3 ชั้นในโรงพิมพ์ — สารเคมีจากหมึก/ตัวทำละลาย, nip point ลูกกลิ้ง, อัคคีภัยจากไอ solvent · กฎสารเคมี 2556 ข้อ 10/11/21 + กฎเครื่องจักร 2564 ข้อ 15 + checklist ก่อนเดินเครื่อง

Spray Booth ยานยนต์ — LEV, Hot Work, Isocyanate Safety
ออกแบบและตรวจห้องพ่นสียานยนต์ให้ปลอดภัย — กฎกระทรวงสารเคมี 2556 ข้อ 10/11/12 + NFPA 33 / OSHA 1910.107 (100 fpm) · Supplied Air สำหรับ 2K paint + Checklist