พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน ทำอะไรได้บ้าง — ระเบียบใหม่ 2568 + ระบบปรับเป็นพินัย
พนักงานตรวจความปลอดภัยมาตรวจโรงงาน มีอำนาจอะไรตามมาตรา 35-36 และระเบียบตรวจฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มระบบปรับเป็นพินัย นายจ้างต้องเตรียมและร่วมมืออย่างไร

เช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง มีคนแปลกหน้าสวมเสื้อกั๊ก หมวกนิรภัย และคล้องบัตรประจำตัวเดินเข้าหน้าโรงงาน แนะนำตัวว่าเป็น "พนักงานตรวจความปลอดภัย" ขอเข้าตรวจสถานประกอบกิจการ — หลาย จป. และผู้จัดการโรงงานเจอสถานการณ์นี้แล้วตั้งตัวไม่ทัน ไม่แน่ใจว่าเขาเข้ามาได้เลยไหม ขอดูอะไรได้บ้าง สั่งหยุดเครื่องได้จริงหรือเปล่า และที่สำคัญ ถ้าพบความผิดจะโดนอะไร
คำตอบส่วนใหญ่อยู่ในมาตรา 35 และมาตรา 36 ของ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดอำนาจของพนักงานตรวจไว้ตั้งแต่ปี 2554 แล้ว แต่ปี 2568 มีของใหม่เพิ่มเข้ามา คือ ระเบียบตรวจสถานประกอบกิจการฉบับใหม่ ที่ปรับให้รับกับ ระบบปรับเป็นพินัย ซึ่งเปลี่ยนวิธีลงโทษความผิดเล็กไปจากเดิมพอสมควร เรามาดูทีละเรื่องว่าพนักงานตรวจคือใคร ทำอะไรได้บ้าง และเราในฐานะนายจ้าง จป. ต้องเตรียมและตอบสนองอย่างไร
พนักงานตรวจความปลอดภัยคือใคร
"พนักงานตรวจความปลอดภัย" ไม่ใช่ใครก็ได้ที่อ้างว่ามาตรวจ แต่หมายถึงผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ตามนิยามในกฎหมาย คนกลุ่มนี้แต่งตั้งตาม คำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ 287/2560 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ซึ่งระบุชัดว่าใครบ้างที่เป็นพนักงานตรวจ และตรวจในเขตพื้นที่ไหนได้
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าพนักงานตรวจมาจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเท่านั้น ความจริงคำสั่ง 287/2560 แต่งตั้งคนจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย (ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ), กระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด), กองทัพเรือ (นายทหารเรือยศเรือตรีขึ้นไป เฉพาะในเรือไทยหรือพื้นที่ทางทะเล) และกรุงเทพมหานคร
ขอบเขตพื้นที่ก็ไม่เท่ากัน ข้าราชการระดับสูงในส่วนกลางบางตำแหน่งเป็นพนักงานตรวจได้ทั่วราชอาณาจักร ส่วนข้าราชการจังหวัดหรือ กทม. มักตรวจได้เฉพาะในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบเท่านั้น
ที่สำคัญ ตามมาตรา 41 พนักงานตรวจต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อเราร้องขอ ดังนั้นถ้ามีคนอ้างว่าเป็นพนักงานตรวจ เราขอดูบัตรประจำตัวได้เลย เป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้
อยากเข้าใจภาพรวมว่าหมวด 5 ของกฎหมายแม่วางเรื่องพนักงานตรวจไว้อย่างไร อ่านเพิ่มได้ที่ สรุป พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
อำนาจ 5 ข้อ ตอนเข้าตรวจ (มาตรา 35)
![]()
เมื่อพนักงานตรวจเข้ามาในโรงงาน เขาทำอะไรได้บ้าง คำตอบอยู่ในมาตรา 35 ซึ่งให้อำนาจไว้ 5 เรื่องหลัก ลองดูทีละข้อ
1. เข้าสถานประกอบกิจการในเวลาทำการ หรือเมื่อเกิดอุบัติภัย — พนักงานตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้างในเวลาทำการ หรือเมื่อเกิดอุบัติภัย เช่น เพลิงไหม้ สารเคมีรั่ว เครื่องจักรระเบิด เขาเข้าได้ทันทีโดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า
2. ถ่ายภาพและบันทึกเสียง — ตรวจสอบหรือบันทึกภาพและเสียงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ดังนั้นการที่เขาหยิบมือถือหรือกล้องขึ้นมาถ่ายเครื่องจักรหรือจุดที่ไม่ปลอดภัย เป็นอำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่เราจะห้าม
3. ใช้เครื่องมือตรวจวัด หรือตรวจสอบเครื่องจักร — เช่น เครื่องวัดเสียง วัดแสง วัดความร้อน วัดสารเคมีในอากาศ หรือตรวจสภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงาน
4. เก็บตัวอย่างวัสดุไปวิเคราะห์ — เก็บตัวอย่างของวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ มาเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น เก็บตัวอย่างฝุ่น สารเคมี หรือวัตถุดิบไปตรวจในห้องแล็บ
5. สอบถามข้อเท็จจริง เรียกคนมาชี้แจง และขอเอกสาร — สอบถามข้อเท็จจริง สอบสวนเรื่องต่าง ๆ ภายในขอบเขตอำนาจ เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมทั้งตรวจสอบหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พูดง่าย ๆ คือเขาเรียก จป. หัวหน้างาน หรือผู้จัดการมาตอบคำถาม และขอดูเอกสารด้านความปลอดภัยได้
จุดที่นายจ้างควรเข้าใจคือ อำนาจ 5 ข้อนี้เป็นอำนาจตามกฎหมาย การขัดขวางหรือไม่ให้ความร่วมมือมีความผิดต่างหาก ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดไม่ใช่การขัด แต่คือการเตรียมเอกสารและหน้างานให้พร้อมไว้ก่อน
อำนาจสั่งหยุดและสั่งแก้ไข (มาตรา 36)
ถ้าตรวจแล้วพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือสภาพหน้างานจะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ลูกจ้าง พนักงานตรวจมีอำนาจสั่งตามมาตรา 36 ได้ 2 ระดับ
ระดับแรก — สั่งให้หยุด แก้ไข หรือปรับปรุงให้ถูกต้องภายใน 30 วัน พนักงานตรวจสั่งให้หยุดการกระทำที่ฝ่าฝืน แก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลา 30 วัน และถ้ามีเหตุจำเป็นทำไม่เสร็จในเวลานั้น นายจ้างยื่นขอขยายเวลาได้ แต่ขยายได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด
ระดับสอง — สั่งหยุดใช้เครื่องจักร อาคาร หรือผูกมัดประทับตรา ถ้าพนักงานตรวจเห็นว่าเครื่องจักร อุปกรณ์ อาคาร หรือสถานที่ อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อลูกจ้าง เขาสั่งให้หยุดการกระทำ แก้ไขหรือปรับปรุง หรือสั่งหยุดการใช้เครื่องจักร หรือผูกมัดประทับตราได้ ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว
ข้อสำคัญตามระเบียบตรวจฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 คือ คำสั่งระดับสองนี้ (มาตรา 36 วรรคสอง) พนักงานตรวจสั่งเองทันทีไม่ได้ ต้องจัดทำรายงานเหตุผลความจำเป็นเพื่อขออนุมัติจากอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายก่อน แล้วจึงออกคำสั่งหยุดใช้เครื่องจักรหรือผูกมัดประทับตรา ถือเป็นกลไกถ่วงดุลที่ทำให้คำสั่งร้ายแรงไม่ตกอยู่กับดุลพินิจของคนเดียว
ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง อย่าเพิ่งนิ่งเฉย เพราะมาตรา 40 ให้สิทธิอุทธรณ์ — คำสั่งระดับแรกอุทธรณ์ต่ออธิบดีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ส่วนคำสั่งระดับสองอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการความปลอดภัยฯ ภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำสั่งหยุดไปเอง ระหว่างรอผลยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งไปก่อน
ของใหม่ปี 2568 — ระบบ "ปรับเป็นพินัย"

มาถึงเรื่องที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ในปี 2568 ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการตรวจสถานประกอบกิจการ ฉบับใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 (ลงราชกิจจานุเบกษา 9 เมษายน 2568) มีเจตนาปรับระเบียบตรวจให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565
แล้ว "ปรับเป็นพินัย" คืออะไร พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนวิธีจัดการกับความผิดเล็ก ๆ ที่มี โทษปรับสถานเดียว จากเดิมที่ต้องเข้าสู่กระบวนการคดีอาญา มาเป็น ค่าปรับทางปกครอง ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งได้ ความผิดประเภทนี้ระเบียบเรียกว่า "ความผิดทางพินัย" และเมื่อชำระค่าปรับเป็นพินัยแล้ว ก็ไม่ถือเป็นความผิดอาญา ไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัว
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตามระเบียบฉบับใหม่ ถ้าพนักงานตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนที่เป็น "ความผิดทางพินัย" ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการปรับเป็นพินัยตาม พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ได้เลย โดยไม่ต้องมีคำสั่ง ให้แก้ไขก่อน
ในทางกลับกัน ถ้าการฝ่าฝืน ไม่ใช่ ความผิดทางพินัย (คือมีโทษหนักกว่าปรับสถานเดียว) พนักงานตรวจจึงจะออกคำสั่งตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ให้หยุด แก้ไข หรือปรับปรุงให้ถูกต้องภายใน 30 วัน ตามขั้นตอนเดิม
ตรงนี้มีศัพท์ที่ต้องแยกให้ชัด ระเบียบ 2568 ใช้คำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายถึงข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย ซึ่งเป็นคนสั่งปรับเป็นพินัย ส่วน "พนักงานตรวจความปลอดภัย" คือคนที่ออกคำสั่งให้แก้ไขตามมาตรา 36 สองบทบาทนี้คนละหน้าที่กัน แม้บางครั้งอาจเป็นคนเดียวกันที่สวมหมวกสองใบ
เรื่องตัวเลขค่าปรับว่าความผิดมาตราไหนปรับเท่าไหร่ อ่านต่อได้ที่ บทลงโทษและค่าปรับตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ
เมื่อไหร่ถึงดำเนินคดีอาญาทันที
แม้ระบบใหม่จะผ่อนปรนความผิดเล็กให้กลายเป็นค่าปรับ แต่ไม่ใช่ทุกกรณีจะมีโอกาสแก้ตัวก่อน ระเบียบ 2568 ข้อ 11 กำหนดชัดว่ามีบางกรณีที่พนักงานตรวจต้องดำเนินคดีอาญาทันที โดยไม่ต้องมีคำสั่งให้แก้ไขก่อน
กรณีหนักที่สุดคือ ถ้าความผิดนั้น เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ให้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ทันที ไม่มีช่วง 30 วันให้แก้ไข ไม่มีการปรับเป็นพินัย เข้าสู่คดีอาญาเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มความผิดที่ให้ดำเนินคดีด้วยการเปรียบเทียบปรับ ได้แก่ ความผิดที่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต, ความผิดซ้ำเรื่องเดิมภายใน 5 ปี นับแต่วันกระทำความผิด, ความผิดที่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อลูกจ้าง และความผิดตามมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่อธิบดีกำหนด
ภาพรวมจึงเป็นแบบนี้ ความผิดเล็ก (โทษปรับสถานเดียว) เข้าระบบปรับเป็นพินัยสั่งได้เลย, ความผิดทั่วไปที่หนักกว่านั้นได้คำสั่งให้แก้ไขใน 30 วันก่อน แต่ถ้าทำคนเจ็บสาหัสหรือตายจากความผิดนั้น ก็เข้าคดีอาญาทันที ไม่มีข้อยกเว้น เป็นเหตุผลว่าทำไมความผิดที่ดู "เล็ก ๆ" หน้างานบางอย่าง ถ้าปล่อยจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงก็จบเกมได้ทันที
checklist สิ่งที่นายจ้างควรเตรียมก่อนโดนตรวจ
การเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่ารอให้โดนตรวจแล้วค่อยวิ่งหา ลองใช้รายการนี้เช็กตัวเองล่วงหน้า
- เอกสารด้านความปลอดภัยพร้อมหยิบให้ตรวจ — รายงานการประเมินอันตราย แผนงานความปลอดภัย และแผนการควบคุมตามมาตรา 32 ที่ต้องส่งให้อธิบดีอยู่แล้ว
- ทะเบียน จป. ทุกระดับ และเอกสารการฝึกอบรมที่กฎหมายกำหนด เก็บให้เป็นระบบ ค้นเจอเร็ว
- ผลตรวจวัดสภาพแวดล้อม (เสียง แสง ความร้อน สารเคมี) และผลตรวจสอบเครื่องจักรที่ยังไม่หมดอายุ
- ระบุตัวคนที่จะเป็นผู้รับการตรวจ ปกติคือ จป.วิชาชีพ หรือผู้จัดการ ให้พร้อมตอบคำถามและพาเดินหน้างาน
- ขอดูบัตรประจำตัวพนักงานตรวจทุกครั้งก่อนเริ่ม เป็นสิทธิตามมาตรา 41 และช่วยยืนยันว่าเป็นพนักงานตรวจจริง
- ถ้าได้รับคำสั่งให้แก้ไข ดูระยะเวลา 30 วันให้ดี ทำไม่ทันให้ยื่นขอขยายเวลาก่อนครบกำหนด อย่าปล่อยให้เลยเส้นตาย
- ถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่ออธิบดีภายใน 30 วัน แต่ระหว่างนั้นยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งไปก่อน
อยากรู้ว่ารายงานประเมินอันตรายและแผนควบคุมตามมาตรา 32 ต้องทำอะไรบ้าง อ่านต่อที่ ประเมินอันตราย+แผนควบคุมตามมาตรา 32 (ประกาศ 2567)
คำถามที่พบบ่อย
พนักงานตรวจเข้าโรงงานโดยไม่นัดล่วงหน้าได้ไหม ได้ มาตรา 35 ให้อำนาจเข้าสถานประกอบกิจการในเวลาทำการหรือเมื่อเกิดอุบัติภัย ไม่ได้บังคับว่าต้องนัดก่อน การเตรียมเอกสารและหน้างานให้พร้อมตลอดจึงสำคัญกว่าการรอนัด
เราขอไม่ให้เขาถ่ายรูปได้ไหม ไม่ได้ การบันทึกภาพและเสียงเกี่ยวกับความปลอดภัยเป็นอำนาจตามมาตรา 35 การขัดขวางเป็นความผิดต่างหาก แนวทางที่ถูกคือให้ความร่วมมือ และจดบันทึกของเราเองคู่ไปด้วย
"ปรับเป็นพินัย" ต่างจากค่าปรับอาญาเดิมอย่างไร ค่าปรับอาญาเดิมมาจากกระบวนการคดีอาญา มีประวัติติดตัว ส่วนปรับเป็นพินัยเป็นค่าปรับทางปกครองสำหรับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว เจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งให้แก้ไขก่อน และเมื่อชำระแล้วไม่ถือเป็นความผิดอาญา
ได้รับคำสั่งให้แก้ไขแล้วทำไม่ทัน 30 วัน ทำอย่างไร ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อพนักงานตรวจก่อนครบกำหนด ถ้ามีเหตุจำเป็นจริง เขาขยายให้ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดเดิม
ถ้าเกิดอุบัติเหตุจนลูกจ้างเสียชีวิต จะได้แก้ไขก่อนไหม ไม่ได้ ถ้าความผิดเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ลูกจ้างบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ระเบียบ 2568 ข้อ 11 ให้ดำเนินคดีอาญาทางพนักงานสอบสวนทันที โดยไม่ต้องมีคำสั่งให้แก้ไขก่อน
สรุป
- พนักงานตรวจความปลอดภัยคือผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามคำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ 287/2560 มาจากหลายหน่วยงาน บางคนตรวจได้ทั่วประเทศ บางคนเฉพาะเขตพื้นที่ และต้องแสดงบัตรเมื่อเราขอ
- ตอนเข้าตรวจ พนักงานตรวจมีอำนาจ 5 ข้อตามมาตรา 35 — เข้าโรงงาน ถ่ายภาพ-อัดเสียง ใช้เครื่องมือตรวจวัด เก็บตัวอย่างวัสดุ และเรียกคนมาชี้แจง+ขอเอกสาร
- พบความผิดสั่งได้ตามมาตรา 36 — แก้ไขใน 30 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ส่วนคำสั่งหยุดใช้เครื่องจักรต้องขออนุมัติอธิบดีก่อน
- ของใหม่ปี 2568 คือระบบปรับเป็นพินัย ความผิดโทษปรับสถานเดียวสั่งปรับได้เลยโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้แก้ไขก่อน แต่ถ้าทำลูกจ้างบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ดำเนินคดีอาญาทันที
- ทางที่ดีที่สุดคือเตรียมเอกสารด้านความปลอดภัยให้พร้อมตรวจตลอดเวลา และใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วันถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง
ลองเริ่มจากรวบรวมเอกสารด้านความปลอดภัยของโรงงานคุณให้อยู่ในแฟ้มเดียวที่หยิบได้ทันที แล้วซ้อมสมมติว่าพรุ่งนี้พนักงานตรวจมา — ถ้าหยิบทุกอย่างได้ใน 5 นาที แปลว่าคุณพร้อมแล้ว
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ค่าปรับและบทลงโทษ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ — ใครรับผิด เท่าไหร่ และเคสจริง
สรุปบทลงโทษตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — ค่าปรับสูงสุด 800,000 บาท จำคุก 2 ปี ใครรับผิด กรรมการรับผิดด้วยหรือไม่ พร้อมตัวอย่างคดี

กองทุนความปลอดภัยฯ และการบังคับชำระ — เมื่อนายจ้างไม่จ่าย รัฐยึด อายัด ขายทอดตลาดได้ (ระเบียบ พ.ศ. 2567)
กองทุนความปลอดภัยฯ ตามมาตรา 44-45 คืออะไร และทำไมนายจ้างที่ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจอาจถูกยึด อายัด ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ตามระเบียบกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567