กองทุนความปลอดภัยฯ และการบังคับชำระ — เมื่อนายจ้างไม่จ่าย รัฐยึด อายัด ขายทอดตลาดได้ (ระเบียบ พ.ศ. 2567)
กองทุนความปลอดภัยฯ ตามมาตรา 44-45 คืออะไร และทำไมนายจ้างที่ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจอาจถูกยึด อายัด ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ตามระเบียบกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567

หลายคนรู้ว่าการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มีโทษปรับ แต่น้อยคนจะรู้ว่าเงินค่าปรับที่ศาลสั่งนั้นไหลไปอยู่ที่ไหน และยิ่งน้อยคนเข้าใจว่า ถ้านายจ้างเพิกเฉยคำสั่งพนักงานตรวจจนรัฐต้องลงมือแก้ไขอันตรายแทน แล้วนายจ้างไม่ยอมจ่ายเงินคืน รัฐมีอำนาจ "ยึด อายัด และขายทอดตลาด" ทรัพย์สินของนายจ้างได้จริง โดยไม่ต้องรอคำพิพากษา
กลไกนี้เพิ่งมีกฎลูกลงรายละเอียดครบเมื่อ พ.ศ. 2567 และเป็นคนละเรื่องกับค่าปรับทางอาญาที่หลายคนคุ้นเคย เรื่องนี้โยงกับ บทลงโทษและค่าปรับตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ แต่เดินคนละเส้นทาง สิ่งที่นายจ้างและฝ่ายการเงินต้องเข้าใจคือ เส้นทางการบังคับชำระเงินคืนกองทุนนั้นจบลงที่การยึดทรัพย์ได้เร็วกว่าคดีอาญามาก
กองทุนความปลอดภัยฯ คืออะไร
หมวด 6 ของพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 จัดตั้งกองทุนขึ้นโดยเฉพาะ ตามมาตรา 44 ที่บัญญัติให้ "จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรียกว่า กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ ตามพระราชบัญญัตินี้
กองทุนนี้จึงไม่ใช่บัญชีงบประมาณทั่วไปของกรม แต่เป็นทุนเฉพาะกิจที่กฎหมายแม่ตั้งขึ้นเพื่อหนุนงานความปลอดภัยโดยตรง รายละเอียดภาพรวมทั้งฉบับดูได้ที่ สรุป พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
ที่มาของเงินกองทุน — มาตรา 45
มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ระบุแหล่งที่มาของเงินกองทุนไว้หลายทาง โดยที่ฝ่ายการเงินควรจับตาเป็นพิเศษคือข้อ (3) "เงินค่าปรับที่ได้จากการลงโทษผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้" ซึ่งหมายความว่าค่าปรับที่นายจ้างถูกศาลสั่งตามหมวด 8 ส่วนหนึ่งไหลกลับเข้ากองทุนนี้เอง
แหล่งที่มาตามมาตรา 45 ประกอบด้วย
- เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
- เงินรายปีที่ได้รับการจัดสรรจากกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
- เงินค่าปรับที่ได้จากการลงโทษผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้
- เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
- เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
- ผลประโยชน์ที่ได้จากเงินของกองทุน
- ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9
- ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
- รายได้อื่น ๆ
ในด้านการใช้จ่าย มาตรา 46 กำหนดว่าเงินกองทุนใช้ได้เพื่อหลายกิจการ และที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงคือ การเป็น "เงินทดรองจ่ายในการดำเนินการตามมาตรา 37" จุดนี้เองคือสะพานที่เชื่อมกองทุนเข้ากับกลไกบังคับชำระที่จะอธิบายต่อไป
วงจรเงินทดรองจ่าย — จากคำสั่งสู่หนี้

เรื่องเริ่มที่หน้างาน ไม่ได้เริ่มที่ศาล ลำดับตรรกะมี 4 ขั้นที่ห้ามสลับกัน
ขั้นที่ 1 — คำสั่งพนักงานตรวจ (มาตรา 36)
เมื่อพนักงานตรวจความปลอดภัยพบว่านายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้เกี่ยวข้องฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหรือกฎกระทรวง หรือมีสภาพการทำงานที่จะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย พนักงานตรวจมีอำนาจสั่งให้หยุด แก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 36 และขยายเวลาได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละ 30 วัน เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี รายละเอียดเชิงลึกของอำนาจในขั้นนี้อยู่ใน อำนาจพนักงานตรวจและคำสั่งตามมาตรา 36
ขั้นที่ 2 — รัฐเข้าแก้ไขแทน แล้วเรียกเงินคืน (มาตรา 37)
ถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 36 และมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสมควรเข้าไปดำเนินการแทน อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้พนักงานตรวจหรือมอบหมายให้บุคคลใดเข้าจัดการแก้ไขได้ ในกรณีเช่นนี้ "นายจ้างต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าจัดการแก้ไขนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริง" ตามมาตรา 37
ก่อนรัฐจะลงมือ มาตรา 37 กำหนดว่าต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่กำหนดเสียก่อน และในระหว่างนั้น กรมจะขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อเป็นเงินทดรองจ่ายในการดำเนินการได้ เมื่อได้รับเงินจากนายจ้างแล้วจึงนำมาชดใช้คืนแก่กองทุน
พูดง่าย ๆ คือ รัฐออกเงินกองทุนไปแก้ไขอันตรายแทนก่อน แล้วตามเก็บจากนายจ้างทีหลัง ตรงนี้คือจุดที่เกิด "หนี้เงินทดรองจ่าย" ของนายจ้างที่มีต่อกองทุน
ขั้นที่ 3 — นายจ้างไม่คืนเงิน = เข้าสู่การบังคับชำระ
ถ้านายจ้างไม่ชดใช้เงินทดรองจ่าย หรือชดใช้ไม่ครบตามจำนวนแก่กองทุน หนี้ก้อนนี้จะเข้าสู่กระบวนการบังคับชำระตามกฎลูกฉบับใหม่ พ.ศ. 2567 ที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป
ที่ต้องเน้นย้ำคือ การบังคับชำระในเส้นทางนี้เป็นการทวงคืน "เงินทดรองจ่ายตามมาตรา 37" ไม่ใช่การบังคับค่าปรับทางอาญา ทั้งสองเรื่องแยกขาดจากกัน ค่าปรับอาญาต้องผ่านกระบวนการของศาล ส่วนเงินทดรองจ่ายเป็นหนี้ทางปกครองที่กรมเรียกเก็บได้เองตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้
ของใหม่ปี 2567 — ระเบียบยึด อายัด ขายทอดตลาด
กฎลูกที่ลงรายละเอียดวิธีบังคับชำระคือ ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567
ระเบียบฉบับนี้ "อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 38 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554" และเหตุผลในการออกระบุชัดว่าเพื่อกำหนดวิธีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งไม่ชดใช้เงินทดรองจ่าย หรือชดใช้ไม่ครบตามจำนวนแก่กองทุน ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554
ความหมายของคำสามคำที่ระเบียบนี้ใช้ มีนิยามเฉพาะที่ฝ่ายการเงินและ Legal ควรเข้าใจตรงกัน
- ยึด คือ การเอาทรัพย์สินของนายจ้างเข้ามาอยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐ
- อายัด คือ การสั่งห้ามนายจ้างหรือบุคคลภายนอกจำหน่าย จ่าย โอน หรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องที่อายัดไว้ รวมถึงสั่งให้บุคคลภายนอกชำระหนี้แก่กองทุนแทนที่จะชำระให้นายจ้าง
- ขายทอดตลาด คือ การนำทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดแล้วออกขายโดยวิธีให้สู้ราคากันโดยเปิดเผย ซึ่งทำโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
ขั้นตอนการบังคับชำระตามระเบียบ พ.ศ. 2567

คำเตือนต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน
ก่อนออกคำสั่งยึด อายัด หรือขายทอดตลาด อธิบดีหรือพนักงานตรวจที่อธิบดีมอบหมายจะออกคำสั่งได้ก็ต่อเมื่อได้ส่งคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ "ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่นายจ้างได้รับคำเตือนนั้นและไม่จ่ายภายในเวลาที่กำหนด" ตามข้อ 12 ของระเบียบ พ.ศ. 2567
ระยะเวลา 30 วันนี้คือช่วงเวลาทองสำหรับนายจ้าง เพราะเมื่อพ้นกำหนดและยังไม่จ่าย กระบวนการยึดทรัพย์จะเดินหน้าได้ทันที
สืบทรัพย์จากหน่วยงานทะเบียน
เพื่อประโยชน์ในการยึด อายัด และขายทอดตลาด ข้อ 9 ให้อธิบดีหรือพนักงานตรวจที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจมีหนังสือสอบถามข้อมูลทรัพย์สินของนายจ้างจากสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมทรัพย์สินที่มีทะเบียน และยังขอให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนของทรัพย์สินไว้ชั่วคราวได้ เท่าที่จำเป็น
ใครที่ไม่ปฏิบัติตามหนังสือของพนักงานตรวจโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ยึดได้เท่าที่พอชำระหนี้
ข้อ 30 วางหลักว่า การยึดทรัพย์สินของนายจ้างให้ยึดได้แต่เพียงประมาณราคาที่ควรจะขายทอดตลาดได้พอชำระหนี้ รวมทั้งค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ทรัพย์ที่ยึดได้ครอบคลุมทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิต่าง ๆ ที่มีมูลค่า เช่น สิทธิในสิทธิบัตร สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิการเช่า หรือสิทธิตามใบอนุญาตและสัมปทาน ตามข้อ 29
หากเป็นทรัพย์ที่มีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรวม พนักงานตรวจจะยึดเฉพาะส่วนของนายจ้าง และถ้ายึดเฉพาะส่วนไม่ได้ก็ยึดทั้งหมดแล้วแจ้งเจ้าของรวมทราบ ตามข้อ 21 ส่วนการยึดต้องทำในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของผู้ถูกยึด เว้นแต่กรณีฉุกเฉินที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ตามข้อ 19
ข้อจำกัดและการคุ้มครองนายจ้าง
ระเบียบฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจรัฐยึดได้ทุกอย่างแบบไม่มีขอบเขต มีกลไกคุ้มครองที่นายจ้างและที่ปรึกษากฎหมายต้องรู้
ถ้าฟ้องศาลแล้ว ยึดตามระเบียบนี้ไม่ได้
ข้อ 10 กำหนดว่า ในกรณีที่กรมได้ใช้สิทธิฟ้องนายจ้างให้ชดใช้เงินคืนกองทุน โดยยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจและศาลรับฟ้องคดีไว้แล้ว พนักงานตรวจจะดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามระเบียบนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้ถอนฟ้องหรือศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั่นคือ รัฐต้องเลือกเส้นทางเดียว ระหว่างการบังคับทางปกครองตามระเบียบนี้ กับการฟ้องคดีต่อศาล จะใช้ทั้งสองทางซ้อนกันกับหนี้ก้อนเดียวไม่ได้
ทรัพย์สินที่ยกเว้นไม่ให้ยึด
ข้อ 15 กำหนดทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับ เช่น เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัวรวมกันราคาไม่เกินประเภทละ 20,000 บาท สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพราคารวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ทรัพย์ที่เป็นของส่วนตัวโดยแท้ และทรัพย์ที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย
ข้อ 16 ขยายไปถึงเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินบางประเภทที่ไม่อยู่ในความรับผิด เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ ของข้าราชการและลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ และเงินรายได้บางลักษณะในวงเงินที่กำหนด ซึ่งพนักงานตรวจต้องคำนึงถึงฐานะทางครอบครัวและจำนวนผู้อยู่ในความอุปการะของนายจ้างประกอบด้วย นายจ้างหรือผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่พนักงานตรวจกำหนด ยื่นคำร้องต่ออธิบดีได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบ
นำกฎหมายอื่นมาใช้โดยอนุโลม
ในเรื่องที่ระเบียบนี้ไม่ได้กำหนดไว้ ข้อ 11 ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมายความว่าการบังคับชำระเส้นทางนี้ยังอยู่ภายใต้กรอบกระบวนการทางปกครองที่มีหลักประกันสิทธิตามกฎหมายกลาง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าปรับอาญากับเงินทดรองจ่าย ต่างกันอย่างไร
ค่าปรับอาญาคือโทษที่ศาลสั่งเมื่อนายจ้างถูกพิพากษาว่าผิดตามหมวด 8 ส่วนเงินทดรองจ่ายคือเงินที่กองทุนออกไปก่อนเพื่อแก้ไขอันตรายแทนนายจ้างตามมาตรา 37 แล้วเรียกคืน การยึด อายัด ขายทอดตลาดตามระเบียบ พ.ศ. 2567 ใช้กับการทวงเงินทดรองจ่ายเท่านั้น ไม่ใช่การบังคับค่าปรับอาญา
รัฐยึดทรัพย์ได้ทันทีที่นายจ้างไม่จ่ายเลยหรือไม่
ไม่ได้ ต้องส่งคำเตือนเป็นหนังสือให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำเตือนก่อน ตามข้อ 12 ของระเบียบ พ.ศ. 2567 ถ้าพ้นกำหนดแล้วยังไม่จ่ายจึงออกคำสั่งยึดได้
เงินค่าปรับที่ศาลสั่งกับนายจ้าง ไปอยู่ที่ไหน
มาตรา 45 (3) ระบุว่าเงินค่าปรับที่ได้จากการลงโทษผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นหนึ่งในแหล่งที่มาของกองทุนความปลอดภัยฯ จึงไหลกลับเข้ากองทุนนี้
ถ้ากรมฟ้องศาลแล้ว ยังยึดทรัพย์ตามระเบียบนี้ได้อยู่หรือไม่
ไม่ได้ ตามข้อ 10 เมื่อกรมยื่นฟ้องและศาลรับฟ้องคดีไว้แล้ว พนักงานตรวจจะยึดหรืออายัดตามระเบียบนี้ไม่ได้ เว้นแต่ถอนฟ้องหรือศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
ทรัพย์สินส่วนตัวบางอย่างปลอดจากการยึดหรือไม่
มี ข้อ 15 และข้อ 16 ยกเว้นทรัพย์สินและเงินบางประเภทไว้ เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือนและของส่วนตัวในวงเงินที่กำหนด เครื่องมือประกอบอาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพ และเงินเดือนค่าจ้างบางลักษณะ
สรุป
- กองทุนความปลอดภัยฯ ตั้งขึ้นตามมาตรา 44 ในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยมีที่มาของเงินตามมาตรา 45 ซึ่งรวมถึงเงินค่าปรับจากผู้กระทำผิดด้วย
- ลำดับตรรกะคือ คำสั่งพนักงานตรวจตามมาตรา 36 ไม่ทำตาม รัฐเข้าแก้ไขแทนและเรียกเงินคืนตามมาตรา 37 ไม่คืน เข้าสู่การบังคับชำระตามระเบียบ พ.ศ. 2567 ห้ามสลับลำดับ
- การยึด อายัด ขายทอดตลาดตามระเบียบ พ.ศ. 2567 เป็นการทวงคืนเงินทดรองจ่ายตามมาตรา 37 คนละเรื่องกับค่าปรับทางอาญา
- ก่อนยึดต้องส่งคำเตือนเป็นหนังสือให้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วันตามข้อ 12 และมีข้อยกเว้นทรัพย์สินตามข้อ 15-16 รวมถึงข้อห้ามยึดเมื่อศาลรับฟ้องแล้วตามข้อ 10
- ทางที่ถูกของนายจ้างคือ แก้ไขตามคำสั่งภายในกำหนด หรือใช้สิทธิอุทธรณ์และคัดค้านตามกรอบเวลา ไม่ใช่เพิกเฉยจนหนี้เดินสู่ขั้นยึดทรัพย์ขายทอดตลาด
อ้างอิงกฎหมาย
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — มาตรา 5, 36, 37, 38, 44, 45, 46
- ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2567 — ข้อ 9, 10, 11, 12, 15, 16, 19, 21, 29, 30
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
