⚙️ เครื่องจักร / ปั้นจั่น / หม้อน้ำ

ภาชนะรับความดัน — ตรวจสอบ รับรอง และมาตรฐานตามกฎ 2564

ภาชนะรับความดันตามกฎกระทรวงเครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อน้ำ 2564 — นิยาม 50 kPa มาตรฐาน มอก./ASME/ISO ระดับการตรวจ ≥1 m³ หรือ ≥500 kPa แจ้งอธิบดีใน 30 วัน

Safety Station 10122 มีนาคม 2569อ่าน 28 นาที · 6,057 คำ
ภาชนะรับความดัน — ตรวจสอบ รับรอง และมาตรฐานตามกฎ 2564

โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกแห่ง มีถังขนาดใหญ่ยืนเงียบ ๆ อยู่หลังโรงงาน บางใบเป็นถังลม (air receiver) บางใบเป็นถังปฏิกิริยา (reactor) บางใบเป็นถังสำรองสารเคมี — สิ่งเหล่านี้รวมเรียกในกฎหมายไทยว่า "ภาชนะรับความดัน" หรือ pressure vessel ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรอันตราย แต่ในความเป็นจริง ถ้าซ่อมไม่ถูก ดัดแปลงเอง หรือไม่ทดสอบตามรอบ — ถังพวกนี้คือระเบิดเวลา ที่ผ่านมาในไทยมีอุบัติเหตุถังลมระเบิดหลายเคส เพราะเจ้าของไม่รู้ว่ากฎหมายบังคับให้มีวิศวกรควบคุมและทดสอบ มาดูกันว่ากฎกระทรวงฉบับปัจจุบันกำหนดอะไรไว้บ้าง และนายจ้างต้องทำตามข้อใดบ้าง

ภาพรวม — ใครต้องสนใจเรื่องนี้

เรื่องของภาชนะรับความดันถูกกำกับด้วยกฎกระทรวง เครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อน้ำ 2564 ในหมวด 3 ส่วนที่ 4 (ข้อ 113-115) และมีบทบัญญัติร่วมกับหม้อน้ำในส่วนที่ 1 อยู่หลายข้อ ตัวกฎใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2564 และยกเลิกฉบับเดิม พ.ศ. 2552 ทั้งหมด นั่นแปลว่ามาตรฐานภายในโรงงาน คู่มือซ่อมบำรุง หรือ checklist ใด ๆ ที่ยังอ้างฉบับเก่า — ต้องปรับใหม่

ผู้ที่ต้องทำตามคือ นายจ้าง ทุกแห่งที่มีภาชนะรับความดันในสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า โรงงานอาหาร โรงพิมพ์ที่มีถังลมขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ร้านซักรีดอุตสาหกรรมที่ใช้ถังไอน้ำ — หากภาชนะนั้นเข้าเงื่อนไขนิยาม ต้องปฏิบัติตามกฎฉบับนี้

ทีมงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในโรงงานคือ จป.วิชาชีพ วิศวกรเครื่องกล/เคมี ช่างซ่อมบำรุง และผู้จัดการ — โดยเฉพาะหน้าที่เก็บเอกสารทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

ภาชนะรับความดัน ตามนิยามคืออะไร

ภาพประกอบนิยามและข้อยกเว้นของภาชนะรับความดัน — รวม vessel ความดันต่าง > 50 kPa และ reactor ส่วนข้อยกเว้นได้แก่ ภาชนะเล็กกว่า 152 mm ถังน้ำร้อนเล็ก และถังก๊าซ

ข้อ 3 ของกฎกระทรวง 2564 ให้นิยาม "ภาชนะรับความดัน" (pressure vessel) ไว้ว่าหมายถึง ภาชนะปิดที่มีความดันภายในและภายนอกแตกต่างกันมากกว่า 50 กิโลปาสคาลขึ้นไป และให้รวมถึง ถังปฏิกิริยา (reactor) ด้วย แต่ไม่รวมถึงภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน

จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัด

  • 50 kPa คือเทียบประมาณ 0.5 บาร์ — ค่อนข้างต่ำ นั่นหมายความว่าถังลม ถังเก็บไอน้ำ หรือถังของไหลภายใต้ความดันเกือบทุกใบในโรงงาน เข้าข่ายหมด
  • คำว่า "ปิด" คือ closed vessel — ภาชนะที่ปิดสนิทระหว่างใช้งาน ไม่ใช่ tank น้ำมันที่เปิดฝาออกอากาศได้
  • รวม reactor ของกระบวนการเคมี เพราะแม้บางตัวจะทำงานที่ความดันใกล้บรรยากาศ แต่บางช่วงของกระบวนการมีความดันสูงเกิน 50 kPa

ภาชนะรับความดัน ≠ ภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน

หลายคนเรียกถังออกซิเจน ถัง LPG ว่า "ภาชนะรับความดัน" ซึ่งในภาษาทั่วไปก็ไม่ผิด แต่ในแง่กฎหมาย กฎกระทรวง 2564 แยกชัดเป็น 2 ประเภท

  • ภาชนะรับความดัน (pressure vessel) — ตามข้อ 3 ที่กล่าวข้างต้น · กำกับโดยข้อ 113-115
  • ภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน (compressed gas cylinder) — ถังที่ใช้บรรจุก๊าซแบบไม่มีตะเข็บขนาด 0.5-150 ลิตร และแบบมีตะเข็บ 0.5-500 ลิตร · กำกับโดยข้อ 116-118 · ไม่รวม LPG / NGV / LNG ที่มีกฎหมายเฉพาะอีกชุด

ดังนั้นเวลาอ้างกฎหมาย ต้องระบุให้ตรง — ถ้ากำลังพูดถึงถัง air receiver ใน utility room คือ pressure vessel · ถ้ากำลังพูดถึงท่อ argon ใน workshop คือ compressed gas cylinder — คนละข้อกัน

ภาชนะที่ได้รับการยกเว้น

ไม่ใช่ทุกถังที่ตกอยู่ภายใต้กฎฉบับนี้ ข้อ 93 (2) ระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจน หากภาชนะเข้าลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ไม่ต้องบังคับใช้บทบัญญัติในหมวด 3

ลักษณะ เงื่อนไข
ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางภายในน้อยกว่า 152 มิลลิเมตร
ถังน้ำร้อน อุณหภูมิน้อยกว่า 99 องศาเซลเซียส และปริมาตรน้อยกว่า 450 ลิตร
ถังลมความดันต่ำ ใช้อากาศเป็นตัวสร้างความดัน ความดันเกจไม่เกิน 2 MPa หรืออุณหภูมิไม่เกิน 99 องศาเซลเซียส
ส่วนหนึ่งของเครื่องจักร ท่อส่งของไหล หรือชิ้นส่วนรับแรงดันที่ประกอบกันเป็นเครื่องจักร
ถังน้ำมันเชื้อเพลิง ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง (มีกฎเฉพาะ)

ข้อสังเกตที่ จป. มักพลาดคือ คิดว่า "ถังลมเล็ก ๆ ในเวิร์กชอป" ไม่ต้องสนใจ — ต้องตรวจจริง ๆ ก่อน ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางภายในเกิน 152 มม. หรือความดันเกิน 2 MPa ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎฉบับนี้

มาตรฐานที่ยอมรับ (ข้อ 95)

ภาชนะรับความดันที่ใช้ในสถานประกอบกิจการต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายระบุ ข้อ 95 ระบุว่านายจ้างต้องใช้ภาชนะรับความดัน รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบ ที่มีคุณสมบัติตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐาน ISO มาตรฐาน ASME มาตรฐาน JIS มาตรฐาน DIN มาตรฐาน TRD มาตรฐาน BS มาตรฐาน EN มาตรฐาน DOT หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

แต่ละมาตรฐานมีที่มาต่างกัน ตารางต่อไปนี้สรุปไว้สั้น ๆ

มาตรฐาน ประเทศต้นทาง ขอบเขตหลัก
มอก. ไทย มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย
ISO นานาชาติ International Organization for Standardization
ASME สหรัฐอเมริกา ASME Boiler & Pressure Vessel Code (BPVC)
JIS ญี่ปุ่น Japanese Industrial Standards
DIN เยอรมัน Deutsches Institut für Normung
TRD เยอรมัน Technische Regeln für Dampfkessel
BS สหราชอาณาจักร British Standards
EN ยุโรป European Norm
DOT สหรัฐอเมริกา Department of Transportation

ในทางปฏิบัติ ภาชนะรับความดันที่นำเข้าจากต่างประเทศมัก stamp มาตรฐาน ASME หรือ EN/PED ส่วนภาชนะที่ผลิตในประเทศมักอ้าง มอก. หรือ JIS — สิ่งที่นายจ้างต้องเก็บคือ Data Plate หรือ Material Test Report ที่ระบุมาตรฐานติดมากับตัวถัง

ข้อควรระวัง — ค่าเชิงปริมาณของมาตรฐาน ASME (เช่น MAWP, hydrostatic test pressure) เป็นค่าออกแบบของผู้ผลิต ไม่ใช่ threshold การตรวจตามกฎหมายไทย เวลาเขียน checklist ภายใน ห้ามเอาเลขจาก ASME มาแทนเลข 1 ลูกบาศก์เมตร / 500 กิโลปาสคาล ที่กฎกระทรวงไทยกำหนด

2 ระดับการตรวจ — แบ่งตามขนาดและความดัน

อินโฟกราฟิก 2 ระดับการตรวจ pressure vessel — ระดับ A สำหรับ ≥1 m³ หรือ ≥500 kPa ต้องมีวิศวกรควบคุมและทดสอบประจำปี · ระดับ B สำหรับขนาดเล็กตรวจพินิจ + วัดความหนา 5 ปี/ครั้ง

ข้อที่ จป. ต้องจำให้ขึ้นใจ คือกฎกระทรวงแบ่งภาชนะรับความดันออกเป็น 2 ระดับการตรวจ ตามขนาด/ความดัน

ระดับ A — ภาชนะ "ใหญ่หรือดันสูง"

ภาชนะรับความดันที่มี ปริมาตรตั้งแต่ 1 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือมีความดันตั้งแต่ 500 กิโลปาสคาลขึ้นไป — เข้าระดับ A นายจ้างต้องจัดให้มี วิศวกรควบคุมการติดตั้ง พร้อมจัดให้มีการ ทดสอบการใช้งาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามข้อ 97 และต้องเก็บสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

นอกจากนี้ข้อ 114 ยังกำหนดต่อว่าภาชนะระดับ A ต้องมีการ ทดสอบความปลอดภัยประจำ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือผู้ผลิต (ส่วนใหญ่ตามมาตรฐาน ASME / มอก. คือทุก 1 ปีสำหรับ external visual และทุก 5 ปีสำหรับ internal inspection แต่ต้องยึดตามคู่มือ)

ระดับ B — ภาชนะ "เล็กและความดันต่ำ"

ภาชนะรับความดันที่มี ปริมาตรน้อยกว่า 1 ลูกบาศก์เมตร และมีความดันน้อยกว่า 500 กิโลปาสคาล — เข้าระดับ B นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบความปลอดภัย โดยการ ตรวจพินิจด้วยสายตาและการวัดความหนาโดยวิศวกร อย่างน้อย 5 ปีต่อ 1 ครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารการตรวจสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

ตารางสรุประดับการตรวจ

ระดับ เกณฑ์ปริมาตร เกณฑ์ความดัน สิ่งที่นายจ้างต้องทำ รอบ
A ≥ 1 m³ หรือ ≥ 500 kPa วิศวกรควบคุมติดตั้ง + ทดสอบประจำ + เก็บเอกสาร ตามคู่มือผู้ผลิต
B < 1 m³ และ < 500 kPa วิศวกรตรวจพินิจด้วยสายตา + วัดความหนา อย่างน้อย 5 ปี/ครั้ง

จุดที่ต้องระวัง — สำหรับระดับ A ใช้คำว่า "หรือ" ระหว่างปริมาตรกับความดัน เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็เพียงพอ ส่วนระดับ B ใช้คำว่า "และ" (โดยอ่านจากข้อ 113 บวกข้อ 115) คือถังนั้นต้องเล็กทั้งสองด้านพร้อมกัน

ตัวอย่าง — ถังลม volume 800 ลิตร (0.8 m³) ความดัน 800 kPa → ระดับ A เพราะความดันเกิน 500 kPa แม้ปริมาตรจะไม่ถึง 1 m³

ใครคือ "วิศวกร" ที่กฎหมายยอมรับ

คำว่า "วิศวกร" ในกฎกระทรวงฉบับนี้ตามข้อ 3 หมายถึง ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร หรือพูดง่าย ๆ คือต้องเป็นผู้มีใบ กว. ที่ออกโดยสภาวิศวกร — สาขาที่ทำงานกับภาชนะรับความดันได้คือสาขาเครื่องกล หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง

ในบทเฉพาะกาลข้อ 121 ได้กำหนดด้วยว่าจนกว่าจะมีบุคคลซึ่งขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9 หรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — ให้ "วิศวกร" ทำหน้าที่ทดสอบไปก่อน

ห้ามซ่อม/ดัดแปลงเอง — ข้อ 105

หนึ่งในข้อที่ จป. มักลืม คือเรื่องการซ่อมและดัดแปลง ข้อ 105 ระบุว่า นายจ้างต้องไม่ซ่อมแซม หรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน ที่อาจมีผลกระทบต่อความแข็งแรงหรือความปลอดภัย เว้นแต่ได้จัดให้มี วิศวกรทำหน้าที่ออกแบบ ควบคุม และติดตั้ง พร้อมทดสอบ และต้องเก็บสำเนาเอกสารทดสอบไว้

ตัวอย่างที่เจอบ่อยและผิดข้อ 105

  • ช่างเชื่อมในโรงงานเชื่อมปะถังลมที่รั่ว — โดยไม่มีวิศวกรออกแบบ procedure
  • ผู้รับเหมานอกตัดเจาะเปิดช่อง man-way เพิ่ม โดยไม่มีรายการคำนวณวิศวกรรม
  • ฝ่ายซ่อมบำรุงเชื่อม nozzle ใหม่ติดเพิ่มที่ปล่องไอน้ำ — เพื่อรองรับ piping ใหม่

ทุกเคสข้างต้น คือ "ดัดแปลงส่วนที่กระทบความแข็งแรง" ตามข้อ 105 ต้องมีวิศวกรเข้ามา และต้องทดสอบใหม่ก่อนกลับมาใช้

แจ้งการใช้งาน/ยกเลิกใช้งาน ภายใน 30 วัน

อีกข้อที่หลายโรงงานมองข้าม คือข้อ 96 — นายจ้างต้องแจ้งการใช้งานหรือยกเลิกการใช้งานหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน นอกจากที่กำหนดไว้ตามข้อ 93 ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ใช้งานหรือยกเลิกการใช้งาน

ข้อ 4 ยังบอกอีกว่าวิธีการแจ้งให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้แจ้งด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย — ปัจจุบันมีระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ข้อสังเกต — "ที่กำหนดไว้ตามข้อ 93" คือภาชนะที่ได้รับยกเว้น (เส้นผ่านศูนย์กลาง < 152 mm, ถังน้ำร้อน < 99°C ปริมาตร < 450 ลิตร ฯลฯ) ไม่ต้องแจ้ง ส่วนภาชนะที่เกินกรอบยกเว้น — ต้องแจ้งทั้งตอนเริ่มใช้และตอนเลิกใช้

เตรียมการ — เอกสารและคน

ก่อนเริ่มใช้ภาชนะรับความดันในโรงงาน นายจ้างควรเตรียมรายการต่อไปนี้ให้พร้อม

  1. Data plate / Nameplate ของผู้ผลิต — แสดง MAWP, design temperature, มาตรฐาน, serial number
  2. Material Test Report (MTR) — เอกสารแสดงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ผลิต
  3. คู่มือการใช้งานเป็นภาษาไทย — ถ้าคู่มือเดิมเป็นต่างประเทศ ต้องแปล หรือให้วิศวกรจัดทำขึ้นใหม่ตามข้อ 97
  4. บันทึกการติดตั้ง — มีลายมือชื่อวิศวกรผู้ควบคุม
  5. รายงานการทดสอบครั้งแรก — hydrostatic test / pneumatic test ตามมาตรฐานที่เลือกใช้
  6. แบบฟอร์มแจ้งใช้งาน — ส่งภายใน 30 วัน
  7. ป้ายหรือสื่อแสดงวิธีการทำงาน การตรวจสอบ และการแก้ไขเหตุฉุกเฉิน เป็นภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้ (ข้อ 98)

ฝ่ายที่ต้องเตรียมคน

  • วิศวกร ใบ กว. สาขาเครื่องกล/เคมี — ภายในบริษัทหรือจ้าง external
  • จป.วิชาชีพ — เป็นเจ้าของระบบเอกสารและประสานพนักงานตรวจความปลอดภัย
  • ผู้ปฏิบัติงาน — ต้องสวม PPE ตามข้อ 120 (10)

PPE สำหรับงานภาชนะรับความดัน

ข้อ 120 (10) กำหนด PPE สำหรับ "งานหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน" ดังนี้

  • แว่นตาชนิดใส หรือหน้ากากชนิดใส — กันสะเก็ด ป้องกันไอน้ำพ่นเข้าตา
  • ปลั๊กลดเสียง หรือที่ครอบหูลดเสียง ที่เหมาะสมกับสภาพงาน
  • ชุดป้องกันความร้อน หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน
  • รองเท้าพื้นยางหุ้มส้น

นายจ้างต้องดูแลให้ลูกจ้างใช้ตลอดเวลาที่ทำงาน นอกเหนือจากนี้สามารถเพิ่มอุปกรณ์อื่นได้ตามความเหมาะสมของลักษณะงานและอันตราย

ขั้นตอน step-by-step การรับรองภาชนะรับความดันใหม่

ภาพ isometric ขั้นตอนการรับรอง pressure vessel ใหม่ 6 ขั้น — เลือกมาตรฐาน วิศวกรออกแบบ ติดตั้งโดยวิศวกรควบคุม ทดสอบครั้งแรก แจ้งอธิบดี 30 วัน ตรวจประจำตามระดับ

ลำดับงานจริงที่ จป. กับวิศวกรประจำโรงงานต้องเดินผ่าน เมื่อรับภาชนะใหม่เข้าสถานประกอบกิจการ

ขั้นที่ 1 — รับมอบและตรวจ documentation

ตรวจ data plate ว่ามีมาตรฐานที่ยอมรับ (มอก./ISO/ASME/JIS/DIN/TRD/BS/EN/DOT) ตรงกับข้อ 95 หรือไม่ · เก็บ MTR และคู่มือผู้ผลิต · ถ้าคู่มือไม่ใช่ภาษาไทย ส่งให้วิศวกรจัดทำคู่มือภาษาไทยตามข้อ 97

ขั้นที่ 2 — ติดตั้งโดยมีวิศวกรควบคุม

หากเป็นภาชนะระดับ A (≥1 m³ หรือ ≥500 kPa) ต้องมีวิศวกร กว. ควบคุมการติดตั้งทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ foundation, alignment, piping, instrumentation จนถึง pressure relief device

ขั้นที่ 3 — ทดสอบการใช้งานก่อนเริ่ม operation

ทดสอบ hydrostatic หรือ pneumatic ตามคู่มือผู้ผลิตและมาตรฐานที่ภาชนะถูกออกแบบ · บันทึกผลในรูป test report พร้อมลายมือชื่อวิศวกรผู้รับผิดชอบ

ขั้นที่ 4 — จัดให้มีป้ายและคู่มือหน้างาน

ติดป้ายแสดงวิธีการทำงาน วิธีการตรวจสอบ และข้อปฏิบัติกรณีเหตุฉุกเฉิน เป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นที่ลูกจ้างเข้าใจ ปิดให้เห็นชัดเจน

ขั้นที่ 5 — แจ้งอธิบดีภายใน 30 วัน

ยื่นแบบฟอร์มแจ้งการใช้งานผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นับจากวันเริ่มใช้

ขั้นที่ 6 — วางแผนการตรวจสอบประจำ

  • ระดับ A — กำหนดรอบทดสอบตามคู่มือผู้ผลิต พร้อม external inspection ประจำปี
  • ระดับ B — บันทึก next inspection ภายใน 5 ปี · ตรวจพินิจด้วยสายตา + วัดความหนาโดยวิศวกร

ขั้นที่ 7 — เก็บเอกสารทดสอบไว้ให้ตรวจสอบได้

ทุกใบทดสอบ ทุก inspection report — เก็บไว้ในระบบเอกสารของ จป. และพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยเมื่อร้องขอ

ข้อควรระวัง

  1. อย่าเข้าใจผิดว่าระดับ B ไม่ต้องทำอะไร — กฎหมายระบุชัดว่าต้องตรวจพินิจ + วัดความหนา โดยวิศวกร (ไม่ใช่ช่างทั่วไป) อย่างน้อย 5 ปีต่อครั้ง · บางโรงงานปล่อยถังลมเล็ก ๆ ไว้ 10 ปีโดยไม่มีรายงาน — ผิดข้อ 115
  2. อย่าผสมเลข threshold ของ ASME กับกฎหมายไทย — ASME มี criteria ของตัวเอง ส่วนกฎหมายไทยใช้ 1 m³ / 500 kPa เป็นเส้นแบ่งระดับการตรวจ
  3. อย่าลืมแจ้งตอน "เลิกใช้" — ข้อ 96 บอกชัดเจน ทั้งเริ่มใช้และเลิกใช้ ต้องแจ้งภายใน 30 วัน
  4. อย่าให้ช่างเชื่อมปะถังเอง — ผิดข้อ 105 ทันที ต้องมีวิศวกรออกแบบ procedure
  5. อย่าทิ้งคู่มือต่างประเทศไว้เฉย ๆ — ข้อ 97 บังคับให้มีคู่มือภาษาไทย (หรือภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้)
  6. อย่าสับสนระหว่าง pressure vessel กับ compressed gas cylinder — ถัง LPG, oxygen, argon ใช้ข้อ 116-118 ไม่ใช่ข้อ 113-115
  7. ถังที่ติดตั้งสูงเกิน 2 เมตรจากพื้นถึงเปลือกด้านบน — ต้องจัดทำบันได ทางเดิน ราวจับ และขอบกันตก ตามข้อ 103

checklist สรุปสั้น

ใช้รายการนี้เดินตรวจประจำปีในโรงงาน

  • มี data plate ผู้ผลิต และมาตรฐานเข้าตามข้อ 95
  • มีคู่มือการใช้งานเป็นภาษาไทยหรือภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้
  • วิศวกร กว. เคยควบคุมการติดตั้ง (สำหรับระดับ A)
  • มีรายงานทดสอบครั้งแรกและรอบทดสอบตามคู่มือผู้ผลิต
  • ระดับ B มี inspection record ภายใน 5 ปี
  • แจ้งใช้งานต่ออธิบดีภายใน 30 วันแล้ว
  • มีป้ายวิธีการทำงานและขั้นตอนฉุกเฉินที่อ่านง่าย
  • PPE ตามข้อ 120 (10) มีพร้อม
  • เอกสารทดสอบทั้งหมดเก็บพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย
  • ไม่มีร่องรอยซ่อม/เชื่อมเพิ่มที่ไม่มีรายการคำนวณวิศวกรรม

คำถามที่พบบ่อย

ถังลมในเวิร์กชอป volume 300 ลิตร ความดัน 800 kPa เข้าระดับใด

เข้าระดับ A เพราะความดันเกิน 500 kPa แม้ปริมาตรจะน้อยกว่า 1 m³ — ต้องมีวิศวกรควบคุมติดตั้งและทดสอบประจำตามข้อ 113 และ 114

ถังลม volume 1.5 m³ ความดัน 200 kPa เข้าระดับใด

เข้าระดับ A เพราะปริมาตรเกิน 1 m³ แม้ความดันจะต่ำกว่า 500 kPa

ถังลม volume 200 ลิตร (0.2 m³) ความดัน 100 kPa เข้าระดับใด

ต้องตรวจก่อนว่าเข้าข้อยกเว้นข้อ 93 (2) (ค) หรือไม่ — ถ้าใช้อากาศเป็นตัวสร้างความดันและความดันไม่เกิน 2 MPa หรืออุณหภูมิไม่เกิน 99°C → ได้รับยกเว้น ไม่ต้องบังคับใช้บทบัญญัติหมวด 3 หากไม่เข้ายกเว้น → เข้าระดับ B (ตรวจพินิจ + วัดความหนาทุก 5 ปี)

ถังสารเคมีในกระบวนการ reactor ความดันใช้งานเพียง 30 kPa จะเป็น pressure vessel ไหม

ดูค่า "ความดันที่ออกแบบ" ของถัง (design pressure) — ถ้าเกิน 50 kPa คือเข้านิยาม pressure vessel ตามข้อ 3 (แม้บางช่วง operate ที่ความดันต่ำกว่า) เพราะนิยามอ้างที่ "ความดันแตกต่างกัน > 50 กิโลปาสคาล" ของตัวภาชนะ และที่สำคัญ reactor ถูกระบุชื่อชัดในนิยามว่ารวมอยู่ในประเภทนี้

ถ้าซ่อมถังเล็ก ๆ แบบเปลี่ยน gasket หรือ valve ปกติ ผิดข้อ 105 ไหม

ข้อ 105 ห้ามเฉพาะ "การซ่อมแซมหรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดที่อาจมีผลกระทบต่อความแข็งแรงหรือความปลอดภัย" — การเปลี่ยน gasket หรือ valve ที่เป็น maintenance ปกติตาม manual ผู้ผลิต ไม่กระทบ pressure boundary จึงไม่ใช่การดัดแปลงตามข้อ 105 แต่ถ้าเป็นการเชื่อมเสริม patch ตัดเจาะ shell หรือเปลี่ยน nozzle — ต้องมีวิศวกรเข้ามา

ใครคือ "พนักงานตรวจความปลอดภัย" ที่ต้องแสดงเอกสารให้

คือพนักงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจตรวจสอบสถานประกอบกิจการตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — โรงงานต้องพร้อมแสดงสำเนาเอกสารทดสอบทั้งหมดเมื่อมีการตรวจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

หากดูแลภาชนะรับความดันในโรงงาน หลายคนต้องดูแลหม้อน้ำคู่กันด้วย — โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ควบคุมหม้อน้ำ ที่กฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดคุณสมบัติและการอบรมไว้ใน ส่วนที่ 2 ของหมวด 3

สรุป

  • "ภาชนะรับความดัน" ตามกฎกระทรวง 2564 คือภาชนะปิดที่ความดันต่างจากบรรยากาศ > 50 กิโลปาสคาล รวม reactor แต่ไม่รวม compressed gas cylinder
  • มาตรฐานที่ยอมรับ — มอก./ISO/ASME/JIS/DIN/TRD/BS/EN/DOT หรือเทียบเท่า — ระบุที่ data plate
  • ระดับ A (≥ 1 m³ หรือ ≥ 500 kPa) — วิศวกรควบคุมติดตั้ง + ทดสอบประจำ ระดับ B (< 1 m³ และ < 500 kPa) — วิศวกรตรวจพินิจ + วัดความหนาทุก 5 ปี
  • ห้ามซ่อม/ดัดแปลงเองที่กระทบความแข็งแรง — ต้องมีวิศวกรออกแบบ ควบคุม ทดสอบ
  • แจ้งใช้งาน/เลิกใช้งานต่ออธิบดี ภายใน 30 วัน
  • PPE — แว่นใส, ที่ครอบหู, ชุดกันร้อน, รองเท้าพื้นยาง

เริ่มที่ทำ inventory ภาชนะรับความดันทุกใบในโรงงานก่อน · จัดประเภทระดับ A / B / ยกเว้น · แล้วทยอยจัดเอกสารตามรายการ checklist ข้างต้น เมื่อพร้อม รวมรายการนี้เข้ากับใบอนุญาตที่โรงงานต้องมี เพื่อให้ระบบเอกสารของ จป.วิชาชีพครบทุกด้าน

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ภาชนะรับแรงดัน? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →