ปั๊มดูดตัวอย่างและสายวัดก๊าซ วิธีคิดเวลารอค่านิ่งก่อนเข้าที่อับอากาศ
เครื่องวัดก๊าซแบบดูดต่างจากแบบให้อากาศไหลผ่านเองอย่างไร วิธีคิดเวลารอค่านิ่งจากอัตราดูดกับความยาวสาย การวัดหลายระดับความลึก และการทดสอบแรงดูดของปั๊ม

เครื่องวัดก๊าซที่ใช้ตรวจสภาพอากาศก่อนเปิดทางเข้าที่อับอากาศต้องดึงอากาศจากภายในออกมาให้ถึงหัวตรวจ เพราะกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 กำหนดว่า ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัด บันทึกผลการตรวจวัด และประเมินสภาพอากาศในที่อับอากาศก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปทำงานและในระหว่างที่ลูกจ้างทำงาน กล่าวคือค่าที่ใช้ตัดสินใจต้องได้มาตั้งแต่ยังไม่มีคนอยู่ข้างใน อุปกรณ์ที่ทำงานนี้ได้คือเครื่องที่มีปั๊มดูดตัวอย่างพร้อมสายและหัวหย่อน
จุดที่พลาดกันมากที่สุดคือเวลารอ อากาศที่ปลายสายต้องเดินทางผ่านความยาวของสายมาถึงหัวตรวจก่อน ค่าบนหน้าจอจึงจะเป็นค่าของจุดนั้นจริง หน้างานจำนวนมากหย่อนสายแล้วมองหน้าจอทันที บันทึกเลขที่เห็น แล้วเซ็นอนุญาต ทั้งที่เลขนั้นยังเป็นค่าของอากาศที่ปากช่อง ส่วนการทดสอบการตอบสนองก่อนใช้และรอบสอบเทียบ อ่านต่อได้ที่ ทดสอบการตอบสนองกับการสอบเทียบเครื่องวัดก๊าซ และการเลือกจำนวนช่องวัด อ่านได้ที่ เลือกเครื่องวัดสี่ก๊าซหรือห้าก๊าซ
เหตุผลที่การตรวจก่อนเข้าต้องใช้เครื่องแบบดูดอากาศ
เครื่องวัดก๊าซพกพาแบ่งตามวิธีที่อากาศเข้าถึงหัวตรวจได้สองแบบ
| หัวข้อเทียบ | แบบให้อากาศไหลผ่านเอง | แบบดูดอากาศเข้าเครื่อง |
|---|---|---|
| วิธีที่อากาศถึงหัวตรวจ | ก๊าซแพร่ผ่านช่องหน้าหัวตรวจเอง | ปั๊มในเครื่องลากอากาศผ่านสายเข้ามา |
| วัดได้ที่ไหน | เฉพาะตำแหน่งที่ตัวเครื่องอยู่ | ตำแหน่งที่ปลายสายอยู่ ห่างจากตัวเครื่องได้ |
| ใช้กับงานใด | ติดตัวผู้ปฏิบัติงานระหว่างอยู่ข้างใน | ตรวจก่อนเปิดทางเข้าและก่อนให้คนลง |
| เวลารอค่านิ่ง | ขึ้นกับเวลาตอบสนองของหัวตรวจ | เวลาตอบสนองบวกเวลาเดินทางในสาย |
| จุดที่ต้องดูแลเพิ่ม | ช่องหน้าหัวตรวจ | สาย ตัวกรอง ข้อต่อ และปั๊ม |
แบบให้อากาศไหลผ่านเองอ่านค่าได้เฉพาะอากาศรอบตัวเครื่องขณะนั้น ถ้าต้องรู้ค่าที่ก้นบ่อ ต้องพาเครื่องลงไปที่ก้นบ่อ ซึ่งขัดกับลำดับที่กฎกระทรวงวางไว้ เพราะข้อ 6 ให้ตรวจวัดและประเมินสภาพอากาศก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปทำงาน ประกอบกับข้อ 3 ที่ห้ามให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ เว้นแต่ได้จัดให้มีความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้แล้วและได้รับอนุญาตจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17 การหย่อนสายลงไปแทนคนจึงเป็นทางเดียวที่ได้ค่าก่อนเข้าโดยไม่ต้องให้ใครลงไปเสี่ยงก่อน
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 ข้อ 6 ระบุอุปกรณ์สำหรับการฝึกอบรมภาคปฏิบัติไว้เป็นชนิดของค่าที่ต้องวัด ได้แก่ ปริมาณออกซิเจน ค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟหรือระเบิดได้ และค่าความเข้มของสารเคมีในบรรยากาศ ตัวบทไม่ได้ระบุว่าเครื่องต้องมีปั๊มหรือสายยาวเท่าใด ค่าอัตราดูด ความยาวสายสูงสุด เวลาตอบสนองของหัวตรวจ และรอบเปลี่ยนตัวกรอง เป็นข้อมูลของผู้ผลิต การเลือกชุดสายให้ตรงกับความลึกของพื้นที่จึงเป็นการตัดสินใจทางเทคนิคของนายจ้างและผู้ควบคุมงาน โดยมีผลการประเมินสภาพอันตรายตามข้อ 5 เป็นฐาน
ทั้งสองแบบใช้คู่กัน เครื่องแบบดูดใช้ตรวจก่อนเปิดทางเข้าและก่อนให้คนลง ส่วนเครื่องแบบให้อากาศไหลผ่านเองติดตัวผู้ปฏิบัติงานไว้ในระดับหายใจ เพื่อรับหน้าที่ตรวจวัดระหว่างทำงานตามข้อ 6 ท่อนหลัง
เส้นทางของอากาศตัวอย่างตั้งแต่ปลายสายถึงหัวตรวจ
เมื่อกดเปิดปั๊ม อากาศที่ปลายสายไม่ได้พุ่งมาถึงหัวตรวจทันที ปั๊มลากอากาศเป็นลำผ่านสายทั้งเส้น อากาศที่ค้างอยู่ในสายก่อนหน้านั้นต้องออกไปก่อน เวลารอที่ถูกต้องจึงมีสามท่อนต่อกัน
- เวลาเดินทางในสาย คือเวลาที่ปั๊มใช้ลากอากาศเต็มความยาวสายหนึ่งชุด คิดจากปริมาตรภายในสายและอัตราดูดของปั๊ม
- เวลาตอบสนองของหัวตรวจ คือเวลาที่หัวตรวจใช้ไต่ขึ้นจนใกล้ค่าจริงหลังก๊าซมาถึงแล้ว ค่านี้อยู่ในคู่มือของเครื่องแต่ละรุ่น
- เวลาเผื่อของหน่วยงาน คือส่วนที่เขียนเพิ่มไว้ในขั้นตอนงาน เพื่อกันค่าที่ยังไต่ไม่สุดและกันความคลาดเคลื่อนของอัตราดูดจริง
หน้างานที่นับเฉพาะท่อนที่สอง จะได้เวลารอสั้นกว่าความจริงทุกครั้งที่ใช้สายยาว ซึ่งแปลว่าเข้าใจว่าปลอดภัยทั้งที่ยังไม่ปลอดภัย
วิธีคิดเวลารอค่านิ่งจากอัตราดูดและความยาวสาย
ค่าตั้งต้นสามตัวที่ต้องหาก่อน
| ค่าที่ต้องรู้ | หาได้จากที่ใด |
|---|---|
| อัตราดูดของปั๊ม (ลิตรต่อนาที) | คู่มือหรือแผ่นข้อมูลของผู้ผลิต |
| เส้นผ่านศูนย์กลางภายในของสาย (มิลลิเมตร) | ข้อมูลสายของผู้ผลิต หรือวัดที่หน้าตัด |
| ความยาวสายที่ใช้จริง (เมตร) | วัดชุดสายที่ใช้ รวมหัวหย่อนและข้อต่อ |
ปริมาตรภายในสายต่อความยาวหนึ่งเมตร คิดจากพื้นที่หน้าตัดคูณด้วยความยาว เขียนเป็นรูปที่ใช้ง่ายที่หน้างานได้ว่า ปริมาตรต่อเมตรเป็นมิลลิลิตร เท่ากับ 0.785 คูณด้วยกำลังสองของเส้นผ่านศูนย์กลางภายในเป็นมิลลิเมตร ตัวเลข 0.785 มาจากค่าคงที่ทางเรขาคณิตของวงกลม ไม่ใช่ค่าของเครื่องรุ่นใด
จากนั้นนำปริมาตรทั้งเส้นหารด้วยอัตราดูด ก็ได้เวลาเดินทางในสาย ระวังหน่วยให้ตรงกัน เพราะอัตราดูดที่ผู้ผลิตระบุมักเป็นลิตรต่อนาที ส่วนปริมาตรสายคิดเป็นมิลลิลิตร
ตัวอย่างการคิดทีละขั้น
ค่าตั้งต้นชุดนี้เป็นค่าตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ให้แทนด้วยค่าจากคู่มือเครื่องและสายที่หน่วยงานใช้จริงทุกครั้ง คือสายเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 4 มิลลิเมตร ยาว 10 เมตร กับปั๊มที่ดูดได้ 0.35 ลิตรต่อนาที เท่ากับ 350 มิลลิลิตรต่อนาที
ขั้นที่หนึ่ง หาปริมาตรต่อเมตร คือ 0.785 คูณด้วย 4 ยกกำลังสอง ได้ 12.6 มิลลิลิตรต่อเมตร ขั้นที่สอง หาปริมาตรทั้งเส้น คือ 12.6 คูณด้วย 10 ได้ 126 มิลลิลิตร ขั้นที่สาม หาเวลาเดินทาง คือ 126 หารด้วย 350 ได้ 0.36 นาที หรือราว 22 วินาที
ขั้นที่สี่ บวกเวลาตอบสนองของหัวตรวจตามคู่มือ ถ้าคู่มือของเครื่องรุ่นนั้นระบุไว้ 30 วินาที เวลารวมคือราว 52 วินาที แล้วปัดขึ้นเป็นตัวเลขที่จำง่ายเพื่อเขียนลงขั้นตอนงาน เช่น หนึ่งนาทีต่อหนึ่งระดับความลึก
ตารางข้างล่างคิดด้วยค่าตั้งต้นชุดเดียวกัน ทุกช่องเป็นเฉพาะเวลาเดินทางในสาย
| ความยาวสาย (เมตร) | ปริมาตรอากาศในสาย (มิลลิลิตร) | เวลาเดินทาง (วินาที) |
|---|---|---|
| 3 | 38 | 7 |
| 5 | 63 | 11 |
| 10 | 126 | 22 |
| 15 | 189 | 32 |
| 20 | 251 | 43 |
| 30 | 377 | 65 |
ขนาดสายมีผลแรงกว่าที่คนส่วนใหญ่คาด เพราะปริมาตรเปลี่ยนตามกำลังสองของเส้นผ่านศูนย์กลาง สายเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 6 มิลลิเมตร มีปริมาตรต่อเมตร 28.3 มิลลิลิตร คือมากกว่าสาย 4 มิลลิเมตร ราวสองเท่าเศษ เมื่อใช้ความยาวเท่ากันและปั๊มตัวเดียวกัน เวลารอก็ยาวขึ้นตามส่วนนั้น การหยิบสายสำรองที่ขนาดไม่ตรงกับชุดเดิมมาใช้ จึงทำให้เวลารอเดิมใช้ไม่ได้ทันที
ผลจากสูตรเป็นค่าต่ำสุดตามทฤษฎี ของจริงยาวกว่านั้นเสมอ เพราะสายที่ยาวขึ้นทำให้ปั๊มต้านแรงเสียดทานมากขึ้น อัตราดูดจริงจึงต่ำกว่าที่คู่มือระบุ ผู้ผลิตแต่ละรายจึงกำหนดความยาวสายสูงสุดไว้ในคู่มือ
การจับเวลาจริงด้วยก๊าซมาตรฐานที่ปลายสาย
ตัวเลขที่เชื่อถือได้ที่สุดคือตัวเลขที่จับเวลาเองกับชุดสายชุดนั้น วิธีทำคือปล่อยก๊าซมาตรฐานเข้าที่ปลายสายด้านที่หย่อนลงพื้นที่ ไม่ใช่ที่ช่องรับของตัวเครื่อง แล้วจับเวลาตั้งแต่วินาทีที่เริ่มปล่อยจนค่าบนหน้าจอไต่ขึ้นถึงระดับที่ยอมรับได้และคงที่ เวลาที่จับได้ครอบทั้งเวลาเดินทางในสายและเวลาตอบสนองของหัวตรวจในคราวเดียว
วิธีนี้ยังได้ตรวจไปพร้อมกันว่าเส้นทางทั้งเส้นไม่รั่วและตัวกรองไม่ตัน เพราะถ้ามีรอยรั่ว อากาศห้องจะเข้ามาเจือจางก๊าซมาตรฐาน ค่าบนหน้าจอจะต่ำกว่าค่าบนขวดชัดเจน
เมื่อได้เวลาแล้ว ให้ผูกป้ายไว้ที่ม้วนสายชุดนั้น ระบุความยาวและเวลารอที่จับได้ แล้วอ้างเลขเดียวกันในขั้นตอนงานและในแบบบันทึกผลการตรวจวัด หน่วยงานที่มีชุดสายหลายความยาวควรทำทีละชุด เพราะเวลารอของชุดยาวใช้แทนชุดสั้นได้ แต่เวลารอของชุดสั้นใช้กับชุดยาวไม่ได้
การวัดหลายระดับความลึกและลำดับการอ่านค่า
ก๊าซในที่อับอากาศไม่ได้ผสมกันเท่ากันทุกระดับ ก๊าซและไอที่หนักกว่าอากาศมีแนวโน้มสะสมอยู่ส่วนล่าง เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์และไอตัวทำละลาย ส่วนก๊าซที่เบากว่าอากาศ เช่น มีเทน ลอยขึ้นไปค้างใต้ฝาถัง ค่าที่ปากช่องจึงไม่เป็นตัวแทนของทั้งพื้นที่
แนวปฏิบัติสากลคือวัดอย่างน้อยสามระดับ ได้แก่ ระดับบนใกล้ปากช่อง ระดับกลางเท่าความสูงหน้าอกของคนที่จะลงไปยืนทำงาน และระดับล่างเหนือพื้นก้นเล็กน้อย แล้วเพิ่มจุดตามรูปทรงของพื้นที่ เช่น ท่อแยก หลุมเก็บตะกอน หรือมุมอับที่อากาศไม่ไหลผ่าน จำนวนระดับและตำแหน่งเหล่านี้มาจากผลการประเมินสภาพอันตรายตามข้อ 5 ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ตัวบทกำหนดไว้
ลำดับการทำงานที่ให้ค่าเชื่อถือได้เป็นแบบนี้
- หย่อนหัวสายลงช้า ๆ ให้ถึงระดับที่ต้องการ แล้วหยุดนิ่ง ห้ามอ่านค่าระหว่างที่สายกำลังเคลื่อน เพราะจะได้ค่าผสมของหลายระดับ
- เริ่มจับเวลารอของชุดสายชุดนั้น รอจนครบแล้วจึงมองหน้าจอ
- ดูจนค่าคงที่ต่อเนื่องตามที่ขั้นตอนงานกำหนด แล้วบันทึกค่าของทุกช่องพร้อมระดับความลึก
- ย้ายหัวสายไปยังระดับถัดไป แล้วเริ่มจับเวลารอใหม่ทั้งหมด เพราะอากาศของระดับก่อนหน้ายังค้างเต็มสาย
- เมื่อครบทุกระดับ ยกสายขึ้นมาเดินปั๊มในอากาศสะอาดจนค่ากลับสู่ค่าตั้งต้น
ลำดับก๊าซที่ต้องอ่านยังเป็นลำดับเดิม คือดูออกซิเจนก่อน แล้วจึงดูก๊าซและไอไวไฟเป็นร้อยละของค่าความเข้มข้นขั้นต่ำ แล้วจึงดูก๊าซพิษ เหตุผลของลำดับนี้และเกณฑ์ของก๊าซแต่ละตัวอยู่ที่ เกณฑ์ก๊าซสี่ตัวก่อนเข้าที่อับอากาศ จุดที่ต่างออกไปเมื่อใช้เครื่องแบบดูดคือ ทุกช่องรับอากาศชุดเดียวกันพร้อมกัน ลำดับจึงหมายถึงลำดับการตัดสินใจ ถ้าค่าออกซิเจนหลุดจากช่วงที่ยอมรับได้ ค่าก๊าซไวไฟในเวลาเดียวกันนั้นเชื่อไม่ได้ ต้องแก้เรื่องออกซิเจนก่อนแล้วจึงวัดซ้ำ
เมื่อระดับใดระดับหนึ่งพบว่ามีสภาวะที่เป็นบรรยากาศอันตราย ข้อ 6 กำหนดให้ห้ามบุคคลใดเข้าไป นำลูกจ้างที่อยู่ภายในออกทันที ประเมินและค้นหาสาเหตุ แล้วจึงทำให้สภาพอากาศนั้นไม่มีบรรยากาศอันตราย เช่น การระบายอากาศ หลังระบายอากาศแล้วต้องวัดซ้ำครบทุกระดับด้วยเวลารอเต็มชุดเดิม การคิดปริมาณลมและเวลาที่ต้องระบายอ่านได้ที่ คำนวณอัตราระบายอากาศในที่อับอากาศ
บันทึกผลต้องแยกค่าตามระดับความลึก เพราะค่าที่ก้นบ่อกับค่าที่ปากบ่อคนละเรื่องกัน และผลชุดนี้ต้องเข้าไปอยู่ในหนังสืออนุญาตด้วย เพราะข้อ 18 (8) กำหนดให้หนังสืออนุญาตมีรายละเอียดผลการประเมินสภาพอันตรายและบรรยากาศอันตราย
การดูแลสาย ตัวกรอง และการทดสอบแรงดูดของปั๊ม
สายและตัวกรองเป็นชิ้นส่วนที่เสื่อมเงียบที่สุดในชุดนี้ เพราะเครื่องยังเปิดติดและหน้าจอยังโชว์เลข แต่เลขนั้นมาจากอากาศที่ผิดจุด
ตัวกรองความชื้นและฝุ่น กันน้ำและฝุ่นไม่ให้เข้าถึงปั๊มและหัวตรวจ ตัวกรองกันน้ำจะปิดตัวเองทันทีที่สัมผัสของเหลว ซึ่งเป็นการทำงานที่ถูกต้อง แต่ตัวกรองที่ปิดตัวไปแล้วต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เป่าให้แห้งแล้วใช้ต่อ ตัวกรองที่เปลี่ยนสีหรือมีคราบก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน
หัวหย่อนและปลายสาย ต้องอยู่เหนือระดับของเหลวหรือชั้นตะกอนเสมอ หัวหย่อนที่จมลงไปในน้ำหรือโคลนทำให้ตัวกรองปิดตัวและเสียเวลาแก้ที่หน้างาน การถ่วงน้ำหนักช่วยให้สายลงตรงและคุมระดับได้ แต่ต้องถ่วงในแบบที่ผู้ผลิตกำหนด
เนื้อสายและการดูดซับ ก๊าซบางกลุ่มเกาะผนังสายได้ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ แอมโมเนีย คลอรีน และไอสารอินทรีย์ระเหย ทำให้ค่าที่อ่านได้ต่ำกว่าจริงในรอบแรกและค้างสูงในรอบถัดไป จึงต้องใช้สายชนิดที่ผู้ผลิตระบุไว้กับก๊าซกลุ่มนั้น เดินปั๊มไล่สายให้นานพอระหว่างพื้นที่ และทิ้งสายที่เคยดูดของเหลวเข้าไปแล้ว
การทดสอบว่าปั๊มยังดูดได้จริง ทำก่อนหย่อนสายทุกครั้ง โดยต่อสายและหัวหย่อนให้ครบชุดเหมือนตอนใช้งาน เปิดปั๊ม แล้วปิดปลายสายด้านที่จะหย่อนด้วยนิ้วหรือฝาปิด เครื่องที่ระบบตรวจการไหลยังทำงานจะแจ้งเตือนภายในเวลาสั้น เมื่อปล่อยนิ้วออก เสียงเตือนต้องหยุดและปั๊มกลับมาเดินตามปกติ ถ้าปิดปลายสายแล้วเครื่องเงียบ แปลว่ามีอากาศเข้าทางอื่นระหว่างทาง คือมีรอยรั่วที่ข้อต่อ ที่ตัวกรอง หรือที่เนื้อสาย ให้ไล่ตรวจทีละจุดและเปลี่ยนชิ้นที่รั่วก่อนใช้งาน การทดสอบนี้บอกได้เพียงว่ามีการไหล ความถูกต้องของค่ายังต้องพิสูจน์ด้วยก๊าซมาตรฐาน
ตัวอย่างจากหน้างาน บ่อพักน้ำเสียลึกหกเมตร
ทีมซ่อมบำรุงต้องลงไปเปลี่ยนปั๊มจุ่มในบ่อพักน้ำเสียลึก 6 เมตร ก้นบ่อมีชั้นตะกอน ผลการประเมินสภาพอันตรายระบุว่าอาจพบไฮโดรเจนซัลไฟด์และออกซิเจนต่ำจากการย่อยสลาย ชุดที่ใช้คือเครื่องวัดก๊าซพร้อมปั๊ม สายยาว 10 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 4 มิลลิเมตร ป้ายที่ม้วนสายระบุเวลารอที่จับได้จริงไว้ 60 วินาที
ก่อนเปิดฝา ทีมทดสอบการตอบสนองด้วยก๊าซมาตรฐานผ่านสายเส้นที่จะใช้ ตรวจตัวกรองว่าใส แล้วปิดปลายสายจนเครื่องเตือนและปล่อยจนหยุดเตือน จากนั้นเปิดฝาโดยยืนเหนือลม ไม่ก้มหน้าเข้าไปในช่อง
ระดับแรกใต้ปากบ่อราวครึ่งเมตร รอครบ 60 วินาที ค่าออกซิเจนอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ ไฮโดรเจนซัลไฟด์อ่านได้เล็กน้อย ระดับที่สองที่ความลึกราวสามเมตร หย่อนสายลงแล้วหยุดให้นิ่ง เริ่มจับเวลาใหม่อีก 60 วินาที ค่าไฮโดรเจนซัลไฟด์ขึ้นสูงกว่าระดับแรกชัดเจน ระดับที่สามเหนือชั้นตะกอน รออีก 60 วินาที ค่าไฮโดรเจนซัลไฟด์เกินเกณฑ์ที่ยอมให้เข้าทำงาน และออกซิเจนตกต่ำกว่าช่วงที่ยอมรับได้
ทีมจึงไม่เปิดหนังสืออนุญาต ปิดฝาบ่อคืน ติดตั้งพัดลมระบายอากาศตามแผน แล้ววัดซ้ำทั้งสามระดับด้วยเวลารอเท่าเดิม ถ้าทีมนี้อ่านค่าทันทีที่ระดับเดียวที่ปากบ่อ ค่าที่ได้จะผ่านเกณฑ์ทั้งชุด และคนจะลงไปพบชั้นก๊าซที่ก้นบ่อโดยไม่รู้ตัว
หน้าจอเร็วกว่าก๊าซจริง
- อ่านค่าทันทีที่หย่อนสายถึงระดับ คือความผิดพลาดที่พบมากที่สุด แก้ด้วยการเขียนเวลารอเป็นตัวเลขวินาทีลงในแบบบันทึก แล้วจับเวลาจริงทุกครั้ง
- ย้ายระดับแล้วไม่เริ่มนับเวลารอใหม่ อากาศของระดับก่อนหน้ายังค้างเต็มสาย ค่าที่อ่านได้จึงเป็นของระดับเดิม
- เปลี่ยนความยาวหรือขนาดสายโดยไม่แก้เวลารอ หรือต่อสายยาวเกินที่คู่มือกำหนดจนอัตราดูดจริงตก ป้ายที่ผูกกับม้วนสายกันเรื่องนี้ได้ตรงที่สุด
- ทดสอบการตอบสนองที่ช่องรับของตัวเครื่อง วิธีนี้ข้ามสายทั้งเส้นไป รอยรั่วและการอุดตันจึงไม่ถูกตรวจ ให้ปล่อยก๊าซมาตรฐานที่ปลายสายเสมอ
- ปล่อยให้หัวหย่อนแตะน้ำหรือตะกอน ตัวกรองปิดตัวและต้องเปลี่ยนใหม่ วางแผนระดับความลึกก่อนหย่อน
- บันทึกค่าเป็นชุดเดียวโดยไม่ระบุระดับความลึก ทำให้เอกสารตามข้อ 6 และข้อ 18 (8) ใช้ย้อนหลังไม่ได้
เช็คลิสต์ก่อนหย่อนสายและระหว่างตรวจวัด
- เปิดผลการประเมินสภาพอันตราย แล้วกำหนดจำนวนระดับและตำแหน่งจุดวัดก่อนออกงาน
- เลือกชุดสายที่ยาวพอถึงก้นพื้นที่ และไม่ยาวเกินค่าที่คู่มือเครื่องกำหนด
- ตรวจตัวกรองว่าใส ไม่มีคราบและร่องรอยเปียก และเป็นรุ่นที่ผู้ผลิตกำหนด
- ทดสอบแรงดูดด้วยการปิดปลายสาย เครื่องต้องเตือน และต้องหยุดเตือนเมื่อปล่อย
- ทดสอบการตอบสนองด้วยก๊าซมาตรฐานที่ปลายสายเส้นที่จะใช้จริง
- ยืนเหนือลมและไม่ก้มหน้าเข้าไปในช่องขณะเปิดฝาและขณะหย่อนสาย
- หย่อนสายช้า หยุดนิ่งที่ระดับ แล้วจึงเริ่มจับเวลารอ และเริ่มนับใหม่ทุกครั้งที่ย้ายระดับ
- รอครบเวลาและดูจนค่าคงที่ต่อเนื่อง ก่อนบันทึกค่าของทุกช่อง
- บันทึกจุดวัด ระดับความลึก เวลา หมายเลขเครื่อง ค่าที่อ่านได้ และชื่อผู้วัด
- เดินปั๊มในอากาศสะอาดจนค่ากลับสู่ค่าตั้งต้น ก่อนเก็บเครื่อง
สรุป
- กฎหมายไทยกำหนดหน้าที่ตรวจวัด บันทึกผล และประเมินสภาพอากาศก่อนเข้าและระหว่างทำงานตามข้อ 6 ของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2562 ส่วนอัตราดูด ความยาวสายสูงสุด เวลาตอบสนองของหัวตรวจ และรอบเปลี่ยนตัวกรอง เป็นข้อมูลของผู้ผลิต
- การตรวจก่อนเข้าต้องได้ค่าตั้งแต่ยังไม่มีคนอยู่ข้างใน เครื่องแบบดูดจึงเป็นชุดที่ใช้กับงานนี้ ส่วนแบบให้อากาศไหลผ่านเองใช้ติดตัวผู้ปฏิบัติงานระหว่างอยู่ข้างใน
- เวลารอมีสามท่อน คือเวลาเดินทางในสาย เวลาตอบสนองของหัวตรวจ และเวลาเผื่อของหน่วยงาน คิดท่อนแรกจากปริมาตรในสายหารด้วยอัตราดูด แล้วยืนยันด้วยการจับเวลาจริงด้วยก๊าซมาตรฐานที่ปลายสาย
- วัดอย่างน้อยสามระดับความลึกและเพิ่มจุดตามรูปทรงของพื้นที่ ย้ายระดับเมื่อใดให้เริ่มนับเวลารอใหม่ แล้วบันทึกค่าแยกตามระดับ
- ตรวจตัวกรอง ข้อต่อ และแรงดูดก่อนหย่อนสาย แล้วเลือกหัวตรวจจาก ชนิดหัวตรวจของเครื่องวัดก๊าซ
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 ข้อ 3 การห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต · ข้อ 5 การประเมินสภาพอันตราย · ข้อ 6 การตรวจวัดและบันทึกผล · ข้อ 18 (8) ผลการประเมินในหนังสืออนุญาต
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2563 ข้อ 6 รายการอุปกรณ์การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ
- คู่มือผู้ผลิตของเครื่องวัดก๊าซและชุดสายแต่ละรุ่น สำหรับอัตราดูด ความยาวสายสูงสุด เวลาตอบสนองของหัวตรวจ ชนิดของสาย และรอบเปลี่ยนตัวกรอง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

4-Gas vs 5-Gas Monitor — เลือกตัวไหนสำหรับงานที่อับอากาศ
เปรียบเทียบเครื่องวัดก๊าซ 4-gas และ 5-gas สำหรับงานที่อับอากาศ — เซ็นเซอร์ ความแม่นยำ การ Calibration และข้อจำกัดทางเทคนิค

4 ก๊าซต้องตรวจก่อนเข้าที่อับอากาศ — ค่า threshold และข้อกฎหมายไทย
เช็ค 4 ก๊าซก่อนเข้าที่อับอากาศ — O2 19.5-23.5%, LEL ไม่เกิน 10%, CO 50 ppm TWA, H2S Ceiling 20 ppm พร้อมลำดับการตรวจ ข้อกฎหมาย กฎกระทรวง 2562 ข้อ 6 และ checklist สรุป

Bump Test ต่างจาก Calibration อย่างไร — ทำเมื่อไหร่ ความถี่เท่าไหร่ ทำตามลำดับไหน
Bump test เช็คว่าเครื่องวัดก๊าซยังใช้ได้ไหม ส่วน calibration ปรับให้อ่านค่าแม่น — เปรียบเทียบความต่าง ความถี่ตาม ISEA/OSHA และลำดับการทำก่อนเข้าที่อับอากาศ