อ่าน marking รองเท้านิรภัยให้เป็น — SB / S1 / S1P / S2 / S3 ต่างกันอย่างไร
SB / S1 / S1P / S2 / S3 / S4 / S5 ตาม EN ISO 20345:2022 ต่างกันอย่างไร อ่านรหัสใต้ลิ้นรองเท้าให้เป็น แล้วเลือกให้ตรงงานก่อสร้าง โรงงาน งานเปียก พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

หัวหน้างานเดินมาบอกผู้จัดซื้อว่า "ขอรองเท้านิรภัยให้ทีมก่อสร้าง 20 คู่" ผู้จัดซื้อเปิด catalog ขึ้นมาเจอ SB, S1, S1P, S2, S3, S4, S5 เรียงกันเป็นแถวพร้อมราคาที่ต่างกันเท่าตัว — ที่นี้ก็เป็นปัญหาว่าจะเลือกตัวไหน ถ้าเลือกถูกก็ป้องกันได้ตรงงาน ถ้าเลือกผิดก็เสียเงินฟรีหรือแย่กว่านั้นคือป้องกันไม่พอ
รหัสพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ดูเท่ ๆ แต่ละตัวอักษรบอกชัดว่ารองเท้าคู่นั้นกันอะไรได้บ้าง อ่านเป็นเมื่อไหร่ คุณจะเลือกได้เองโดยไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาของคนขาย ลองดูกันว่าแต่ละระดับต่างกันตรงไหน และงานแบบไหนควรใช้อะไร
ภาพรวม — ใครต้องสนใจ และกฎหมายไทยพูดอะไร
รองเท้านิรภัยคือ PPE สำหรับป้องกันเท้า ใครก็ตามที่ต้องเข้าหน้างานที่มีของหนักตกใส่ ตะปูทิ่ม พื้นลื่น หรือสารเคมีหก ก็ต้องใส่ และคนที่ต้อง "เลือก" ไม่ใช่แค่คนใส่ แต่คือ จป. กับฝ่ายจัดซื้อที่ต้องรู้ว่ารหัสบนรองเท้าหมายถึงอะไร เพื่อเลือกให้ตรงกับพื้นฐาน PPE เบื้องต้นและตรงกับอันตรายจริงในไลน์
กฎหมายไทยพูดอะไร
ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และถ้าลูกจ้างไม่ยอมสวมใส่ ให้นายจ้างสั่งหยุดงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่
คำถามต่อมาคือ "มาตรฐาน" ที่ว่าหมายถึงอะไร คำตอบอยู่ที่ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ที่ระบุว่ามาตรฐาน PPE ที่ใช้ได้ในไทย รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล (ISO) มาตรฐานสหภาพยุโรป (EN) ANSI ของสหรัฐฯ และอื่น ๆ โดยให้เหมาะสมกับชนิดหรือประเภทของงานที่ลูกจ้างปฏิบัติ
นี่คือจุดสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน รหัส S1, S2, S3 ที่เราจะคุยกันต่อจากนี้ มาจากมาตรฐาน EN ISO 20345 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่เพราะประกาศกรมฯ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ยอมรับมาตรฐาน EN และ ISO รองเท้าที่ผ่าน EN ISO 20345 จึงถือว่า "ได้มาตรฐาน" ตามมาตรา 22 ได้ ทั้งนี้ฝั่งไทยเองก็มี มอก. รองเท้านิรภัยที่อ้างอิงได้เช่นกันเป็นทางเลือกในประเทศ
เกณฑ์ร่วมของทุกระดับ — toe cap ที่ทำให้เป็น "รองเท้านิรภัย"
ก่อนจะแยกระดับ ต้องเข้าใจสิ่งที่รองเท้านิรภัยทุกระดับมีเหมือนกันก่อน นั่นคือ หัวครอบนิ้วเท้า (toe cap) ที่ทนแรงกระแทกที่พลังงานทดสอบ 200 จูล (มาตรฐาน EN ISO 20345 ฉบับสากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย)
ตัวเลข 200 จูลนี้เองที่เป็นเส้นแบ่งสำคัญ EN แยกประเภทรองเท้าออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับการป้องกันที่หัวรองเท้า
- Safety (S) — toe cap 200 จูล คือ "รองเท้านิรภัย" ตัวจริง รหัสขึ้นต้นด้วย S ทั้งหมด
- Protection (P) — toe cap 100 จูล เป็นรองเท้าทนแรงที่ป้องกันน้อยกว่า (มาตรฐาน EN ISO 20346) รหัสขึ้นต้นด้วย P
- Occupational (O) — ไม่มี toe cap เป็นรองเท้าทำงานทั่วไป (มาตรฐาน EN ISO 20347) รหัสขึ้นต้นด้วย O
เพราะฉะนั้นถ้าเห็นรหัสขึ้นต้นด้วย S แสดงว่าผ่านเกณฑ์ toe cap 200 จูลแน่นอน ถ้าขึ้นต้นด้วย O คือไม่มีหัวเหล็ก/หัวคอมโพสิตเลย ต่อให้ดูเหมือนรองเท้าเซฟตี้ก็ตาม
บันได marking ของรองเท้าหนัง (Class I)

รองเท้านิรภัยส่วนใหญ่ที่เจอในไซต์งานไทยเป็น Class I คือทำจากหนังหรือวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ยาง/โพลิเมอร์ทั้งตัว ระดับของมันไล่จากต่ำไปสูงแบบ "บวกเพิ่มทีละชั้น" ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 (สากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย) ดังนี้
- SB (Safety Basic) — เกณฑ์ขั้นต่ำสุด มีแค่ toe cap 200 จูล ส้นจะเปิดก็ได้ ยังไม่มีคุณสมบัติเสริมอื่น เหมาะเป็นฐานอ้างอิงมากกว่าใช้งานจริง
- S1 — SB + ส้นปิด + พื้นกันน้ำมัน (FO) + ส่วนส้นดูดซับแรงกระแทก (E) เหมาะกับงานในร่มที่แห้ง
- S1P — S1 + พื้นกันทิ่มทะลุ (Penetration) เพิ่มแผ่นกันตะปูเข้ามา เหมาะกับงานที่เสี่ยงเหยียบของแหลม
- S2 — S1 + กันน้ำซึมผ่านส่วนบนของรองเท้า (WRU) เหมาะกับงานที่เจอความชื้นบ้าง แต่ยังไม่มีแผ่นกันทิ่ม
- S3 — S2 + พื้นกันทิ่มทะลุ + พื้นนอกแบบมีดอกยาง (cleated) เป็นระดับยอดนิยมสำหรับงานก่อสร้าง เพราะกันได้เกือบครบ
วิธีจำง่าย ๆ คือ ยิ่งเลขสูง คุณสมบัติยิ่งเพิ่ม S3 มีทุกอย่างที่ S1 มี แล้วเติมกันน้ำ กันทิ่ม ดอกยางเข้าไปอีก ส่วน S1P คือทางลัดสำหรับคนที่อยากได้ S1 แต่ขอเพิ่มแผ่นกันตะปูโดยไม่ต้องจ่ายค่ากันน้ำของ S3
รองเท้ายาง/โพลิเมอร์ทั้งตัว (Class II)
อีกกลุ่มคือ Class II ทำจากยางหรือโพลิเมอร์ขึ้นรูปทั้งตัว เช่นบูทยางที่เห็นในโรงงานอาหารหรืองานล้างพื้น กลุ่มนี้ใช้รหัสคนละชุด (ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 เช่นกัน)
- SB — เกณฑ์ขั้นต่ำ toe cap 200 จูล เหมือน Class I
- S4 — เทียบได้กับ S2 ของหนัง คือกันน้ำได้ดี (เพราะเป็นยางทั้งตัว) แต่ยังไม่มีแผ่นกันทิ่ม
- S5 — เทียบได้กับ S3 คือ S4 + พื้นกันทิ่มทะลุ + พื้นนอกมีดอกยาง
บูทยาง S4/S5 เหมาะกับงานเปียกตลอดเวลา งานสารเคมี งานอาหารที่ต้องล้างพื้นบ่อย เพราะตัวรองเท้ากันน้ำได้ดีกว่ารองเท้าหนังโดยธรรมชาติ
รหัสกันทิ่มทะลุ และระดับใหม่ของฉบับ 2022
ถ้าเทียบ marking เก่ากับใหม่ จุดที่ต่างชัดที่สุดคือเรื่อง "การกันทิ่มทะลุ" (Penetration) ฉบับ EN ISO 20345:2022 (สากล/ยุโรป) แยกออกเป็น 3 แบบ
- P — แผ่นกันทิ่มเป็นโลหะ ทดสอบด้วยตะปูขนาด 4.5 มิลลิเมตร
- PL — แผ่นกันทิ่มแบบไม่ใช่โลหะ (non-metallic) ทดสอบด้วยตะปู 4.5 มิลลิเมตร
- PS — แผ่นกันทิ่มแบบไม่ใช่โลหะ ทดสอบด้วยตะปูที่เล็กกว่าคือ 3 มิลลิเมตร จึงป้องกันของแหลมเล็ก ๆ ได้ละเอียดกว่า
ที่ต้องรู้คือแผ่นกันทิ่มแบบโลหะกับไม่ใช่โลหะ ป้องกันคนละสไตล์ แผ่นโลหะแข็งแรงแต่เย็น/ร้อนตามอุณหภูมิและไม่คลุมพื้นที่ทั้งฝ่าเท้า ส่วนแบบ non-metallic เบากว่าและไม่นำไฟฟ้า/ความร้อน แต่ต้องดูขนาดตะปูที่ใช้ทดสอบ (PS ละเอียดกว่า PL)
นอกจากนี้ฉบับ 2022 ยังเพิ่มระดับใหม่เข้ามาคือ S6 (เทียบ S2 แต่กันน้ำทั้งรองเท้า WR) และ S7 (เทียบ S3 แต่กันน้ำทั้งรองเท้า WR) สำหรับคนที่ต้องลุยน้ำจริงจัง แต่ในตลาดไทยตอนนี้ marking เก่าอย่าง S1P, S2, S3 ก็ยังเจอเป็นส่วนใหญ่ และยังใช้ได้อยู่ ไม่ต้องตกใจถ้าเห็นรหัสเก่า
รหัสคุณสมบัติเสริมที่ติดมากับรองเท้า
![]()
นอกจากระดับ S แล้ว บนรองเท้ามักมีตัวอักษรเสริมต่อท้ายอีกชุด ซึ่งบอกคุณสมบัติพิเศษ (ทั้งหมดเป็นรหัสตามมาตรฐาน EN ISO 20345 สากล/ยุโรป)
- HRO — พื้นนอกทนความร้อนสัมผัสได้ถึง 300 องศาเซลเซียส เหมาะงานเดินบนพื้นร้อน
- HI — กันความร้อนเข้าสู่เท้า
- CI — กันความเย็นเข้าสู่เท้า
- SRC — ผ่านการทดสอบกันลื่นทั้งสองเงื่อนไข
- ESD หรือ A — ป้องกัน/ระบายไฟฟ้าสถิต เหมาะกับงานอิเล็กทรอนิกส์ที่กลัวประจุไฟฟ้าสถิต
- M — มีแผ่นกันกระแทกกลางหลังเท้า (metatarsal) สำหรับงานที่ของหนักอาจตกใส่หลังเท้า
เลือกตัวเสริมเหล่านี้ตามอันตรายเฉพาะของงาน ไม่ใช่ยิ่งมีตัวอักษรเยอะยิ่งดี เพราะแต่ละคุณสมบัติมีต้นทุนและบางทีก็แลกมาด้วยความหนัก/ความอึดอัด
วิธีเลือกตามงานจริง
พอเข้าใจรหัสแล้ว มาดูว่างานแต่ละแบบควรใช้ระดับไหน
- งานก่อสร้าง / งานที่มีตะปูหรือของแหลมบนพื้น → S3 (กันครบทั้งน้ำ ทิ่ม ดอกยาง) หรืออย่างน้อย S1P ถ้างานในร่มแห้งแต่ยังเสี่ยงเหยียบตะปู ดูแนวทางเพิ่มได้ที่PPE ตามลักษณะงานก่อสร้าง
- งานทั่วไปในร่มที่แห้ง เช่นคลังสินค้า ไลน์ผลิตที่ไม่เปียก → S1 ก็พอ ไม่ต้องจ่ายค่า S3
- งานเปียก / ล้างพื้น / โรงงานอาหาร / สารเคมี → บูทยาง S4 หรือ S5 ที่กันน้ำได้ดีกว่ารองเท้าหนัง
- งานไฟฟ้า → ต้องระวังให้ดี รองเท้านิรภัยทั่วไป SB ถึง S3 ออกแบบมากันแรงกระแทกและกันทิ่ม ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า การป้องกันไฟฟ้าเป็นคุณสมบัติคนละเรื่อง ต้องดูรหัสฉนวนไฟฟ้าโดยเฉพาะ และเลือกร่วมกับอุปกรณ์ฉนวนสำหรับงานไฟฟ้าอื่น ๆ
ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ ทำ Risk Assessment ของงานก่อน ดูว่าเท้าเสี่ยงอันตรายแบบไหนบ้าง (ของหนักตก ตะปูทิ่ม พื้นลื่น เปียก สารเคมี ไฟฟ้าสถิต) แล้วค่อยแปลงเป็นรหัส S + ตัวเสริมที่ต้องการ ไม่ใช่เลือกจากราคาหรือความเคยชิน
ข้อควรระวังที่เจอบ่อย
- เข้าใจว่า "เลขสูง = ดีเสมอ" ไม่จริงเสมอไป S3 ดีสำหรับก่อสร้าง แต่ใส่เดินในออฟฟิศหรือไลน์แห้งก็หนักและร้อนเกินจำเป็น เลือกให้ "ตรงงาน" สำคัญกว่าเลือกให้ "แพงสุด"
- คิดว่ารองเท้านิรภัยกันไฟฟ้าได้ ตามที่บอกไปแล้ว toe cap กับฉนวนไฟฟ้าเป็นคนละคุณสมบัติ อย่าเอารองเท้า S3 ธรรมดาไปใส่ทำงานไฟฟ้าแรงสูงโดยคิดว่าปลอดภัย
- สับสน marking เก่ากับใหม่ ฉบับ 2022 เพิ่ม PL/PS และ S6/S7 แต่ของเก่า S1P/S2/S3 ยังใช้ได้ ไม่ต้องรีบทิ้งของเดิม
- ดูแค่รหัส S ไม่ดูตัวเสริม งานที่ของหนักตกใส่หลังเท้าต้องการ M (metatarsal) ส่วน S เฉย ๆ ไม่ครอบคลุมตรงนั้น
- ลืมว่ากฎหมายไทยไม่ได้สั่งระดับเฉพาะ กฎหมายไทยไม่ได้เขียนว่า "งานก่อสร้างต้องใส่ S3" บังคับเพียงให้นายจ้างจัดรองเท้านิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับชนิดงาน การเลือกระดับเป็นหน้าที่ จป. ที่ต้องตัดสินจาก Risk Assessment
checklist ก่อนสั่งซื้อ
- ระบุอันตรายต่อเท้าในงานนั้นให้ครบ (ของหนัก ตะปู ลื่น เปียก สารเคมี ไฟฟ้าสถิต)
- แปลงอันตรายเป็นระดับ S + ตัวเสริมที่ต้องการ
- เช็กว่ารหัสบนรองเท้าจริง ตรงกับที่ต้องการหรือไม่ (อ่านใต้ลิ้นรองเท้า)
- ยืนยันว่าผ่านมาตรฐาน EN ISO 20345 หรือ มอก. รองเท้านิรภัย
- ลองสวมจริงให้พอดี ขนาดไม่พอดีเท่ากับป้องกันไม่เต็มที่
คำถามที่พบบ่อย
S1P กับ S3 ต่างกันตรงไหน ทั้งคู่มีแผ่นกันทิ่มทะลุเหมือนกัน แต่ S3 มีกันน้ำซึม (WRU) และพื้นนอกดอกยางเพิ่มเข้ามา ส่วน S1P เป็น S1 ที่เติมแค่แผ่นกันทิ่ม จึงเบากว่าและถูกกว่า เหมาะงานในร่มแห้งที่เสี่ยงตะปู
marking S6/S7 คืออะไร ทำไมไม่เคยเห็น เป็นระดับใหม่ที่เพิ่มมาในฉบับ EN ISO 20345:2022 คือ S2/S3 ที่กันน้ำทั้งรองเท้า (WR) ตลาดไทยยังเจอน้อยเพราะของเดิม S2/S3 ยังขายอยู่ทั่วไป
รองเท้านิรภัยใส่ทำงานไฟฟ้าได้ไหม รองเท้านิรภัยทั่วไป (SB ถึง S3) กันแรงกระแทกและกันทิ่ม ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า ถ้าทำงานไฟฟ้าต้องเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติฉนวนไฟฟ้าโดยเฉพาะ และใช้ร่วมกับ PPE ฉนวนอื่น
กฎหมายไทยบังคับให้ใส่ S3 ไหม ไม่ได้บังคับระดับเฉพาะ กฎหมายไทยบังคับเพียงให้นายจ้างจัดรองเท้านิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับชนิดงาน (มาตรา 22 + ประกาศกรมฯ 2554 ข้อ 3) ส่วนจะเลือก S1 หรือ S3 ขึ้นกับผลการประเมินความเสี่ยงของงาน
สรุป
- รหัสขึ้นต้นด้วย S = รองเท้านิรภัย toe cap 200 จูล (มาตรฐาน EN ISO 20345 สากล/ยุโรป) ส่วน O = ไม่มี toe cap
- ลำดับ Class I ไล่จาก SB น้อยสุด → S1 → S1P/S2 → S3 ครบสุด ส่วนบูทยาง Class II ใช้ S4/S5
- ฉบับ 2022 เพิ่มกันทิ่มแบบ P/PL/PS และระดับ S6/S7 (กันน้ำทั้งรองเท้า) แต่ marking เก่ายังใช้ได้
- เลือกตามงาน ก่อสร้าง/มีตะปูใช้ S3 หรือ S1P งานแห้งทั่วไป S1 งานเปียก S4/S5 งานไฟฟ้าต้องดูฉนวนแยก
- กฎหมายไทยไม่ได้สั่งระดับเฉพาะ แต่ให้นายจ้างจัด PPE ที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน หน้าที่เลือกระดับเป็นของ จป.
ลองหยิบรองเท้านิรภัยในไลน์ของคุณขึ้นมาดูใต้ลิ้นรองเท้าสักคู่ แล้วเทียบกับงานจริงว่ารหัสที่ใส่อยู่ตรงกับอันตรายหน้างานหรือยัง ถ้าไม่ตรง นั่นคือจุดแรกที่ควรปรับในรอบจัดซื้อหน้า
อ้างอิง
- พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 22
- ประกาศกรมฯ เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3
- มาตรฐาน EN ISO 20345:2022 — Personal protective equipment, Safety footwear (มาตรฐานสากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย)
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)
วิธีอ่านรหัส EN 388:2016 บนถุงมือกันบาด — 4 ตัวเลข (เสียดสี/บาด/ฉีก/ทิ่ม) + ตัว A-F (TDM) + P (impact) พร้อมข้อต่างจาก ANSI A1-A9 และฐานกฎหมายไทย ม.22

เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม
เลือกแว่นนิรภัย goggle face shield ให้ตรงอันตราย กระแทก สารเคมีกระเด็น ฝุ่น แสง UV งานเชื่อม อ่านรหัส ANSI Z87+ D3 D4 D5 เทียบ EN 166 พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร
หมวกนิรภัย Type I/II กันกระแทกคนละทิศ Class G/E/C ฉนวนไฟฟ้าคนละระดับ (2,200V / 20,000V) อ่านรหัสให้เป็น เลือกตรงงานก่อสร้าง ไฟฟ้า โรงงาน พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22