เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร
หมวกนิรภัย Type I/II กันกระแทกคนละทิศ Class G/E/C ฉนวนไฟฟ้าคนละระดับ (2,200V / 20,000V) อ่านรหัสให้เป็น เลือกตรงงานก่อสร้าง ไฟฟ้า โรงงาน พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

หัวหน้างานไฟฟ้าเดินเข้ามาในคลังแล้วหยิบหมวกนิรภัยใบแรกที่เจอไปใส่เข้าไปทำงานใกล้สายไฟแรงสูง — ทั้งที่หมวกใบนั้นอาจเป็น Class C ที่นำไฟฟ้าได้ ห้ามใช้กับงานไฟฟ้าเด็ดขาด ที่นี้ก็เป็นปัญหาว่าหมวกนิรภัยหน้าตาเหมือน ๆ กัน แต่ข้างในแยกความสามารถกันคนละเรื่อง ถ้าเลือกผิดประเภท ใส่ไปก็เหมือนไม่ได้ใส่
หมวกนิรภัยไม่ได้มีไว้แค่ "กันของตกใส่หัว" อย่างเดียว มันมีทั้งมิติของทิศทางการกระแทก และมิติของการกันไฟฟ้า ซึ่งคนเลือกต้องดูทั้งสองอย่าง ลองดูกันว่ารหัส Type กับ Class ต่างกันอย่างไร และงานแบบไหนควรใช้หมวกแบบไหน
ภาพรวม — ใครต้องสนใจ และกฎหมายไทยพูดอะไร
หมวกนิรภัยเป็น PPE ป้องกันศีรษะ ใครก็ตามที่เข้าไซต์ก่อสร้าง โรงงาน หรือพื้นที่ที่มีของตกใส่หัวหรือมีไฟฟ้า ก็ต้องสวม ส่วนคนที่ต้อง "เลือกให้ถูก" คือ จป. กับฝ่ายจัดซื้อที่ต้องรู้ว่ารหัสในหมวกบอกอะไร ก่อนจะต่อยอดจากพื้นฐาน PPE เบื้องต้นไปสู่การเลือกตามงานจริง
กฎหมายไทยพูดอะไร
ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และถ้าลูกจ้างไม่ยอมสวมใส่ ให้นายจ้างสั่งหยุดงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่
ส่วนมาตรฐานที่ยอมรับ อยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ที่ระบุว่ารวมถึงมาตรฐานของ ANSI (สถาบันมาตรฐานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา) มาตรฐานสหภาพยุโรป (EN) ISO มอก. และอื่น ๆ โดยให้เหมาะสมกับชนิดหรือประเภทของงานที่ลูกจ้างปฏิบัติ
นี่คือฐานที่ทำให้รหัสจากมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ) และ EN 397 (ยุโรป) ใช้อ้างอิงในไทยได้ ขอย้ำให้ชัดว่าทั้งคู่เป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่เพราะประกาศกรมฯ ข้อ 3 ยอมรับ ANSI และ EN หมวกที่ผ่าน Z89.1 หรือ EN 397 จึงถือว่าได้มาตรฐานตามมาตรา 22 ทั้งนี้ฝั่งไทยก็มี มอก. หมวกนิรภัยเป็นทางเลือกในประเทศด้วย นอกจากนี้กฎกระทรวงเกี่ยวกับงานก่อสร้างและงานไฟฟ้าก็บังคับให้ผู้ปฏิบัติงานสวมหมวกนิรภัย/PPE ที่เหมาะกับงานเป็นบริบทเสริม
หมวกนิรภัยมี 2 มิติ — Type กับ Class

หัวใจของการเลือกหมวกนิรภัยตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายไทย) คือเข้าใจว่ามันแยกเป็น 2 มิติที่ไม่เกี่ยวกัน
- Type = ทิศทางที่หมวกกันกระแทกได้ (บนอย่างเดียว หรือ บน + ข้าง)
- Class = ระดับการกันไฟฟ้า
สองอย่างนี้ต้องเลือกให้ตรงทั้งคู่ หมวกใบหนึ่งจะมีทั้ง Type และ Class ระบุไว้ เช่น "Type I Class G" หรือ "Type II Class E" อย่าดูแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง
Type — ทิศทางการกันกระแทก
Type บอกว่าหมวกกันแรงกระแทกจากทิศไหนได้บ้าง (ตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 สหรัฐฯ)
- Type I — กันกระแทกเฉพาะ "ด้านบนศีรษะ" คือกรณีวัตถุตกใส่หัวจากด้านบนตรง ๆ เป็นแบบที่เจอทั่วไปที่สุด
- Type II — กันกระแทกทั้ง "ด้านบน + ด้านข้าง/ด้านหน้า/ด้านหลัง" (lateral) เหมาะกับงานที่อาจถูกกระแทกจากด้านข้าง เช่นใกล้เครื่องจักรเคลื่อนที่หรือวัตถุที่แกว่งมาชน
ถ้าหน้างานมีแค่ความเสี่ยงของตกจากด้านบน Type I ก็พอ แต่ถ้ามีโอกาสถูกชนจากด้านข้าง เช่นโกดังที่มี forklift วิ่ง หรือพื้นที่ที่คนอาจหัวกระแทกโครงเหล็กด้านข้าง Type II จะปลอดภัยกว่า
Class — ระดับการกันไฟฟ้า
Class บอกความสามารถในการกันไฟฟ้า ตรงนี้สำคัญมากสำหรับงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ค่าทดสอบต่อไปนี้เป็นของมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายไทย)
- Class G (General) — กันไฟฟ้าได้ระดับทั่วไป ทนแรงดันทดสอบได้ถึง 2,200 โวลต์ เหมาะกับงานก่อสร้าง/อุตสาหกรรมทั่วไป
- Class E (Electrical) — กันไฟฟ้าแรงสูง ทนแรงดันทดสอบได้สูงถึง 20,000 โวลต์ เหมาะกับงานไฟฟ้าแรงสูงหรือใกล้สายไฟ
- Class C (Conductive) — เป็นหมวกที่ "นำไฟฟ้า" ไม่ได้ออกแบบมากันไฟฟ้าเลย มักเน้นน้ำหนักเบาและระบายอากาศ ห้ามใช้กับงานที่มีความเสี่ยงไฟฟ้าเด็ดขาด
จุดที่พลาดบ่อยคือคนเห็นหมวก Class C ที่เบาและมีรูระบายอากาศแล้วคิดว่าสบาย เลยหยิบไปใส่ทำงานไฟฟ้า ทั้งที่ตัว C ย่อมาจาก Conductive แปลว่านำไฟฟ้า ใส่ทำงานไฟฟ้าคืออันตรายตรง ๆ
เทียบกับ EN 397 (มาตรฐานยุโรป)

ถ้าหมวกที่ใช้เป็นมาตรฐานยุโรป จะอ้าง EN 397 (ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย) ซึ่งใช้ระบบต่างจาก ANSI
EN 397 เป็นมาตรฐานหมวกนิรภัยอุตสาหกรรมที่เน้นกันกระแทก "ด้านบน" เป็นหลัก ใกล้เคียงกับแนวคิด Type I ของ ANSI โดยมีคุณสมบัติเสริมเป็นตัวอักษร/ค่าทดสอบ เช่น
- 440 V.a.c. — กันไฟฟ้าได้ในระดับจำกัด (ป้องกันการสัมผัสตัวนำที่มีไฟฟ้าโดยบังเอิญ) — ขอย้ำว่านี่คือฉนวนระดับจำกัด ไม่เทียบเท่า Class E ของ ANSI ที่ทนถึง 20,000 โวลต์
- -30°C / -40°C — ใช้งานในที่เย็นจัดได้
- LD — กันการบีบอัดด้านข้าง (lateral deformation)
- MM — กันโลหะหลอมกระเด็น
ที่ต้องเน้นคือ EN 397 ไม่เทียบเท่า ANSI Type II ในเรื่องการกันกระแทกด้านข้างแบบเต็มรูปแบบ และ "440 V.a.c." ของ EN 397 ก็ไม่ใช่ Class E อย่าเขียนหรือเข้าใจว่าหมวก EN 397 = Class E เพราะค่าฉนวนต่างกันมาก
การเลือกตามงานจริง
ตามแนวทางของ ANSI (เป็นแนวทางสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย) เลือกได้คร่าว ๆ ดังนี้
- งานก่อสร้างทั่วไป → Type I หรือ Type II + Class G ดูแนวทาง PPE ก่อสร้างเพิ่มที่PPE ตามลักษณะงานก่อสร้าง
- งานไฟฟ้าแรงสูง / ใกล้สายไฟ → Type II + Class E และต้องเลือกควบคู่กับอุปกรณ์ฉนวนสำหรับงานไฟฟ้าอื่น ๆ เพราะหมวกอย่างเดียวกันไฟฟ้าไม่ครบทั้งร่างกาย
- งานในที่มีวัตถุกระแทกด้านข้าง เช่นโกดังที่มี forklift → Type II
- งานที่ไม่มีความเสี่ยงไฟฟ้าและต้องการน้ำหนักเบา/ระบายอากาศ → Class C ได้ แต่ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าไม่มีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวเลย
ขั้นตอนที่ถูกคือ ประเมินความเสี่ยงของงานก่อนว่าหัวเสี่ยงถูกกระแทกจากทิศไหน (บน/ข้าง) และมีความเสี่ยงไฟฟ้าระดับไหน แล้วค่อยแปลงเป็น Type + Class ที่ต้องการ
อายุการใช้งานและการดูแล
หมวกนิรภัยไม่ใช่ของที่ใช้ได้ตลอดไป ต้องดูแลและเปลี่ยนตามรอบ
- ตรวจรอยร้าว สีซีดจาง รอยกระแทกก่อนใช้ทุกครั้ง
- เปลี่ยนทันทีหลังถูกกระแทกแรง แม้ภายนอกจะดูปกติ เพราะโครงสร้างภายในอาจเสียหายแล้ว
- เปลี่ยนตามอายุที่ผู้ผลิตกำหนด โดยทั่วไปเปลือกหมวก (shell) ประมาณ 5 ปี และสายรัดภายในประมาณ 1 ปี — ตัวเลขนี้เป็นแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม/ผู้ผลิต ไม่ใช่กฎหมายไทย ให้ยึดคู่มือของผู้ผลิตเป็นหลัก
- ห้ามทาสีหรือติดสติกเกอร์ทับจนบังรอยร้าว หรือใช้สารที่ทำให้เปลือกหมวกเสื่อมสภาพ
ข้อควรระวังที่เจอบ่อย
- สับสน Type กับ Class Type คือทิศทางกระแทก Class คือฉนวนไฟฟ้า เป็นคนละมิติ คนละชุดตัวอักษร อย่าเอามาปนกัน
- คิดว่า Class C เบาแล้วดี Class C นำไฟฟ้า ห้ามใช้กับงานไฟฟ้าเด็ดขาด
- เข้าใจว่า EN 397 = Class E ผิด เพราะ EN 397 มีฉนวนเสริมแค่ระดับ 440 V.a.c. ซึ่งจำกัดมาก ไม่เท่ากับ Class E ที่ทนถึง 20,000 โวลต์
- ใช้หมวกเกินอายุ เปลือกที่เก่าหรือซีดจางอาจเปราะ รับแรงกระแทกได้ไม่เต็มที่
- คาดว่ากฎหมายไทยสั่ง Type/Class เฉพาะ กฎหมายไทยไม่ได้ระบุ Type/Class ต่องานชนิดใด บังคับเพียงให้นายจ้างจัดหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน การเลือกเป็นหน้าที่ จป.
คำถามที่พบบ่อย
Type I กับ Type II ต่างกันอย่างไร Type I กันกระแทกจากด้านบนอย่างเดียว Type II กันทั้งด้านบนและด้านข้าง/หน้า/หลัง งานที่เสี่ยงถูกชนจากด้านข้างควรใช้ Type II
Class G, E, C ต่างกันอย่างไร Class G ทนแรงดันทดสอบถึง 2,200 โวลต์ (งานทั่วไป) Class E ทนถึง 20,000 โวลต์ (งานไฟฟ้าแรงสูง) ส่วน Class C นำไฟฟ้า ห้ามใช้กับงานไฟฟ้า ทั้งหมดเป็นค่าตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ)
หมวก EN 397 ใช้แทน Class E ได้ไหม ไม่ได้ EN 397 มีฉนวนเสริมแค่ระดับ 440 V.a.c. ซึ่งเป็นการกันไฟฟ้าระดับจำกัด ไม่เท่ากับ Class E ของ ANSI ที่ทนถึง 20,000 โวลต์ งานไฟฟ้าแรงสูงต้องเลือกหมวกที่ระบุ Class E ชัดเจน
หมวกนิรภัยใช้ได้นานแค่ไหน โดยทั่วไปเปลือกประมาณ 5 ปี สายรัดประมาณ 1 ปี ตามแนวปฏิบัติของผู้ผลิต (ไม่ใช่กฎหมายไทย) และต้องเปลี่ยนทันทีถ้าถูกกระแทกแรงหรือพบรอยร้าว
สรุป
- หมวกนิรภัยมี 2 มิติที่ต้องเลือกพร้อมกัน คือ Type (ทิศทางกระแทก) และ Class (ฉนวนไฟฟ้า)
- Type I กันบน Type II กันบน + ข้าง ส่วน Class G = 2,200V, Class E = 20,000V, Class C นำไฟฟ้า ห้ามงานไฟฟ้า (ค่าตาม ANSI Z89.1 สหรัฐฯ)
- EN 397 (ยุโรป) เน้นกันบน มีฉนวนเสริม 440 V.a.c. ที่จำกัด ไม่เท่ากับ Class E
- อายุเปลือกหมวกราว 5 ปี สายรัดราว 1 ปี เป็นแนวปฏิบัติผู้ผลิต ไม่ใช่กฎหมายไทย และต้องเปลี่ยนทันทีหลังถูกกระแทกแรง
- กฎหมายไทยไม่ได้สั่ง Type/Class เฉพาะ แต่ให้นายจ้างจัดหมวกที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน หน้าที่เลือกเป็นของ จป.
ลองพลิกดูข้างในหมวกที่ทีมคุณใส่อยู่ว่าระบุ Type และ Class อะไร แล้วเทียบกับความเสี่ยงจริงของงาน โดยเฉพาะทีมที่ทำงานใกล้ไฟฟ้า ถ้าเจอ Class C หรือ Class G ในงานไฟฟ้าแรงสูง นั่นคือจุดที่ต้องรีบแก้ก่อนเกิดเหตุ
อ้างอิง
- พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มาตรา 22
- ประกาศกรมฯ เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3
- มาตรฐาน ANSI/ISEA Z89.1 (สหรัฐฯ) และ EN 397 (ยุโรป) — Industrial Head Protection (มาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย)
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)
วิธีอ่านรหัส EN 388:2016 บนถุงมือกันบาด — 4 ตัวเลข (เสียดสี/บาด/ฉีก/ทิ่ม) + ตัว A-F (TDM) + P (impact) พร้อมข้อต่างจาก ANSI A1-A9 และฐานกฎหมายไทย ม.22

เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม
เลือกแว่นนิรภัย goggle face shield ให้ตรงอันตราย กระแทก สารเคมีกระเด็น ฝุ่น แสง UV งานเชื่อม อ่านรหัส ANSI Z87+ D3 D4 D5 เทียบ EN 166 พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

PPE คืออะไร — คู่มือ 101 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
PPE คืออะไร มีกี่ประเภท เลือกอย่างไร และใส่อย่างไร — สรุปครบสำหรับมือใหม่ พร้อมมาตรฐานและข้อกำหนดตามกฎหมายไทย