กรอกแบบรายงานอุบัติเหตุให้ครบถ้วน
แนวทางเตรียมข้อมูลและกรอกแบบ สปร.5 ทีละส่วน เขียนสาเหตุและมาตรการป้องกันเกิดซ้ำให้ชัด ตรวจความสอดคล้องก่อนลงนามและส่ง

หลังควบคุมเหตุและดูแลผู้ประสบอันตรายแล้ว งานเอกสารมักเริ่มท่ามกลางแรงกดดัน หลายฝ่ายโทรมาถามพร้อมกัน ข้อมูลชุดแรกยังเปลี่ยนได้ และผู้เขียนกลัวส่งไม่ทัน จึงเกิดรายงานที่มีชื่อกับวันที่ครบ แต่สาเหตุเขียนเพียงว่า “พนักงานประมาท” ส่วนการป้องกันระบุว่า “กำชับให้ระมัดระวัง” เอกสารเช่นนี้ดูเหมือนกรอกเสร็จ แต่ไม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจเหตุและไม่ช่วยองค์กรหยุดการเกิดซ้ำ
บทนี้เน้นการกรอกแบบ สปร.5 ให้ข้อมูลครบ สอดคล้อง และตรวจย้อนกลับได้ ไม่ได้อธิบายว่าเหตุชนิดใดต้องแจ้งหรือเริ่มนับกำหนดเวลาอย่างไร ผู้รับผิดชอบควรตรวจ เกณฑ์การแจ้งตามมาตรา 34 ควบคู่กัน เพราะการเลือกแบบถูกกับการกรอกแบบครบเป็นคนละงาน
เริ่มจากแบบจริงและหน้าที่ของเอกสาร
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2554 กำหนดแบบ สปร.5 ไว้สำหรับการแจ้งเป็นหนังสือตามมาตรา 34 จึงควรดาวน์โหลดหรือคัดสำเนาจากต้นฉบับทางราชการที่ตรวจชื่อและฉบับได้ ไม่ใช้ตารางที่องค์กรทำเองแทนแบบราชการ แม้บริษัทจะมีรายงานสอบสวนภายในที่ละเอียดกว่า ก็ให้ใช้เป็นเอกสารต้นทางและเอกสารแนบ ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อให้กลายเป็น สปร.5
ตัวแบบมีหน้าที่สรุปข้อมูลสำคัญให้พนักงานตรวจความปลอดภัยอ่านได้ในรูปเดียว ได้แก่ข้อมูลสถานประกอบกิจการ ขนาดความเสียหาย สถานที่กับวันเวลา สาเหตุ และการแก้ไขป้องกันเกิดซ้ำ ก่อนจบด้วยคำรับรองและลายมือชื่อของนายจ้างหรือผู้รับมอบอำนาจ ความสั้นของช่องไม่ใช่เหตุให้ตัดข้อเท็จจริงสำคัญ หากพื้นที่ไม่พอให้เขียนสาระหลักในแบบแล้วทำบัญชีเอกสารแนบที่ระบุเลขหน้าและหัวข้อชัด
อย่ารอผลสอบสวนฉบับสมบูรณ์ทุกประเด็นจนเลยหน้าที่แจ้ง หนังสือแจ้งเป็นภาพข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลาที่ส่ง ส่วนรายงานสอบสวนภายในอาจพัฒนาต่อได้ วิธีรักษาความถูกต้องคือแยกข้อความว่าอะไรยืนยันแล้ว อะไรเป็นข้อมูลเบื้องต้น และอะไรอยู่ระหว่างตรวจสอบ ไม่ใช่เติมคำตอบที่ยังไม่มีให้ดูครบ
ตั้งแฟ้มเหตุหนึ่งชุดก่อนเริ่มกรอก
เปิดรหัสเหตุหนึ่งรหัสทันที เช่น ปี เดือน และลำดับเหตุ แล้วใช้รหัสเดียวบนแบบ ภาพถ่าย บันทึกการรักษา รายชื่อพยาน ใบหยุดงาน บันทึกเครื่องจักร และแผนแก้ไข วิธีนี้ลดปัญหาเอาข้อมูลของคนละเหตุหรือคนละเวลามาปะปน โดยเฉพาะช่วงที่โรงงานมีเหตุย่อยหลายรายการในวันเดียว
รวบรวมข้อมูลขั้นต่ำเป็นห้าชุด ชุดแรกคือทะเบียนนิติบุคคลและข้อมูลสถานประกอบกิจการ ชุดที่สองคือทะเบียนลูกจ้างและข้อมูลผู้ประสบเหตุ ชุดที่สามคือบันทึกเวลาจากหน้างาน เช่น สมุดกะ กล้อง หรือระบบควบคุม ชุดที่สี่คือหลักฐานความเสียหาย และชุดที่ห้าคือผลสอบสวนเบื้องต้นพร้อมมาตรการที่ได้สั่งการแล้ว ทุกชุดควรมีเจ้าของข้อมูล ไม่ควรให้ จป.เดาตัวเลขแทนฝ่ายบุคคล ฝ่ายผลิต หรือฝ่ายวิศวกรรม
ทำเส้นเวลาสั้นก่อนเขียน โดยแยกเวลาเกิดเหตุ เวลาพบเหตุ เวลาแจ้งหัวหน้า เวลาเริ่มช่วยเหลือ เวลาเดินทางถึงสถานพยาบาล และเวลาหยุดกระบวนการ เส้นเวลานี้จะเปิดความขัดแย้งได้เร็ว เช่น หัวหน้างานจำว่าเกิด 14.20 น. แต่บันทึกเครื่องหยุด 14.07 น. เมื่อพบความต่างให้ตรวจต้นทางและบันทึกเหตุผลที่เลือก ไม่เฉลี่ยเวลาและไม่เลือกตัวเลขที่ดูเรียบร้อยที่สุด
กรอกข้อมูลสถานประกอบกิจการจากทะเบียนเดียวกัน
ส่วนแรกของแบบถามชื่อสถานประกอบกิจการ เลขทะเบียนการค้า ประเภทกิจการ ที่ตั้ง รหัสไปรษณีย์ โทรศัพท์ และจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ให้คัดชื่อเต็มตามเอกสารนิติบุคคล ไม่ใช้ชื่อโรงงานที่เรียกกันภายในหรือชื่อเครื่องหมายการค้า หากชื่อบริษัทกับชื่อสาขาต่างกัน ให้ระบุชื่อบริษัทก่อนแล้วต่อด้วยชื่อหรือเลขสาขาเพื่อให้รู้ว่านิติบุคคลใดรับผิดชอบและเหตุเกิดที่หน่วยใด
ที่ตั้งต้องเป็นสถานประกอบกิจการที่รายงาน ไม่ใช่ที่อยู่สำนักงานใหญ่โดยอัตโนมัติ เขียนเลขที่ หมู่ ตรอกหรือซอย ถนน ตำบลหรือแขวง อำเภอหรือเขต จังหวัด และรหัสไปรษณีย์ให้ครบ หากสถานที่เกิดเหตุเป็นไซต์ลูกค้าหรือพื้นที่ชั่วคราว ข้อมูลส่วนแรกยังเป็นข้อมูลนายจ้าง ส่วนตำแหน่งเกิดเหตุจะอธิบายในช่องสถานที่อีกครั้ง
ประเภทกิจการควรบอกกิจกรรมหลักให้บุคคลภายนอกเข้าใจ เช่น “ผลิตชิ้นส่วนยางสำหรับรถยนต์” ชัดกว่า “อุตสาหกรรม” หากหน่วยงานมีทั้งผลิต คลัง และขนส่ง ให้ใช้กิจกรรมตามทะเบียนเป็นหลักแล้วระบุหน่วยที่เกิดเหตุในช่องสถานที่ อย่าย้ายกิจกรรมที่เกิดเหตุมาแทนประเภทกิจการจนข้อมูลไม่ตรงทะเบียน
จำนวนลูกจ้างทั้งหมดควรเลือกวันอ้างอิงเดียวกันและนิยามให้ชัดกับฝ่ายบุคคล ตรวจว่าตัวเลขรวมกะกลางคืน ลูกจ้างรายวัน และลูกจ้างที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตามฐานข้อมูลของนายจ้างหรือไม่ แบบไม่ได้ขอประมาณการกำลังคนในบริเวณเกิดเหตุ จึงไม่ควรนำจำนวนคนในแผนกมาใส่แทนจำนวนลูกจ้างทั้งหมด หากต้องอธิบายแรงงานผู้รับเหมาให้ทำในเอกสารแนบโดยไม่ทำให้ตัวเลขหลักคลุมเครือ
บันทึกความเสียหายโดยไม่ซ้ำและไม่ตกหล่น
ส่วนความเสียหายมีทางเลือกเรื่องผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ทรัพย์สินเสียหาย และการหยุดการผลิต โดยกรณีบุคคลต้องระบุจำนวนและทำบัญชีแนบท้ายซึ่งมีชื่อ นามสกุล อายุ เพศ และตำแหน่ง ทำบัญชีรายชื่อจากทะเบียนบุคคลและเอกสารสถานพยาบาล ไม่สะกดจากคำบอกเล่า ตรวจเลขจำนวนหน้าช่องกับจำนวนแถวในบัญชีให้ตรงกัน
นับคน ไม่ได้นับบาดแผล คนหนึ่งมีแผลหลายตำแหน่งยังเป็นผู้บาดเจ็บหนึ่งราย หากคนเดียวกันเสียชีวิตภายหลังจากการบาดเจ็บ ให้แก้สถานะในข้อมูลล่าสุดและอธิบายลำดับเวลา ไม่คงยอดเดิมไว้ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจนเกิดการนับซ้ำ รายงานควรบอกวันที่และเวลาที่ทราบการเปลี่ยนสถานะเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมข้อมูลต่างจากฉบับแรก
มูลค่าทรัพย์สินเสียหายให้ระบุฐานประมาณ เช่น ราคาซ่อมตามใบเสนอราคา มูลค่าทดแทน หรือประมาณการเบื้องต้นโดยฝ่ายวิศวกรรม ไม่รวมต้นทุนหยุดผลิตเข้าไปในยอดทรัพย์สินโดยไม่มีคำอธิบาย หากตัวเลขยังไม่สิ้นสุด เขียนว่า “ประมาณการเบื้องต้น” พร้อมวันที่ประเมินและผู้ให้ตัวเลข แล้วส่งข้อมูลเพิ่มเติมตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนดเมื่อยอดยืนยันแล้ว
การหยุดการผลิตควรระบุให้เห็นขอบเขต เช่น หยุดทั้งโรงงาน หยุดหนึ่งสาย หรือหยุดเฉพาะเครื่องจักร ตั้งแต่เวลาใดถึงเวลาใด การเขียนเพียงว่า “มี” ไม่ช่วยวัดผลกระทบ ส่วนการหยุดเครื่องชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือหรือเก็บหลักฐานก็ต้องบันทึกตามข้อเท็จจริง ไม่ลดทอนว่าเป็นการหยุดเพื่อซ่อมบำรุงหากต้นเหตุคืออุบัติภัย
ระบุตำแหน่งและเวลาให้กลับไปหาหลักฐานได้
ช่องสถานที่เกิดเหตุควรไล่จากกว้างไปแคบ ได้แก่ชื่อไซต์ อาคาร ชั้น พื้นที่ สายการผลิต หมายเลขเครื่อง และจุดบนเครื่อง เช่น “โรงงานสาขาบางปู อาคารผลิต 2 สายบรรจุ B ด้านทางออกเครื่องซีลหมายเลข PK-04” ข้อความลักษณะนี้พาทีมกลับไปยังจุดจริงได้ ต่างจากคำว่า “ฝ่ายผลิต” ซึ่งกินพื้นที่กว้างและอาจมีเครื่องหลายสิบตัว
วันและเวลาต้องใช้เวลาที่เหตุเกิด หากทราบเพียงช่วงให้เขียนช่วงพร้อมที่มา เช่น “ระหว่าง 02.10 ถึง 02.18 น. จากบันทึกเครื่องและเวลาพบเหตุ” อย่าสร้างนาทีที่แน่นอนจากความจำภายหลัง ตรวจรูปแบบวัน เดือน ปี และระบบปีให้เหมือนกันทั้งฉบับ เพราะความคลาดหนึ่งปีหรือสลับวันกับเดือนทำให้เส้นเวลาเสียทันที
เมื่อเวลาจากหลายระบบไม่ตรงกัน ให้รักษาหลักฐานต้นฉบับไว้ อาจพบว่านาฬิกากล้องช้ากว่าระบบควบคุมสามนาที รายงานควรใช้เวลาอ้างอิงหลักหนึ่งระบบและบันทึกส่วนต่างในเอกสารแนบ การแก้เวลาในภาพหรือคัดเฉพาะข้อมูลที่ตรงกันทำให้หลักฐานสูญความน่าเชื่อถือ
เขียนสาเหตุจากกลไกของเหตุ ไม่ใช่คำตัดสินคน
ช่องสาเหตุมีพื้นที่ไม่มาก แต่ต้องทำให้เห็นว่าอันตรายส่งผ่านมาถึงคนหรือทรัพย์สินได้อย่างไร แบบ สปร.5 ขอ “สาเหตุของการเกิดอุบัติภัยร้ายแรง หรือการประสบอันตรายจากการทำงาน” โดยตรง จึงควรสรุปอย่างน้อยสี่ชั้น คือกิจกรรมก่อนเกิดเหตุ แหล่งอันตราย เหตุที่ทำให้สัมผัสหรือสูญเสียการควบคุม และเงื่อนไขที่แนวป้องกันไม่ทำงาน
ตัวอย่างที่อ่อนคือ “พนักงานไม่ระวัง มือเข้าเครื่อง” เพราะไม่บอกว่าเครื่องเคลื่อนอย่างไรและเหตุใดมือจึงเข้าถึงได้ ตัวอย่างที่ตรวจต่อได้คือ “ระหว่างนำชิ้นงานติดขัดออกจากทางออกเครื่องซีล ชุดกดเริ่มเคลื่อนเมื่อเซนเซอร์รับชิ้นงาน มือขวาอยู่ในเขตการเคลื่อนที่ โดยฝาครอบด้านทางออกถูกถอดไว้และไม่มีอินเตอร์ล็อกหยุดการเคลื่อน” ประโยคนี้ชี้กิจกรรม พลังงาน จุดสัมผัส และแนวป้องกันที่ขาดโดยไม่ต้องใช้คำพิพากษาว่าใครประมาท
แยกสาเหตุโดยตรงออกจากปัจจัยระบบ สาเหตุโดยตรงอาจเป็นการถูกหนีบจากการเคลื่อนของชุดกด ปัจจัยระบบอาจเป็นวิธีแก้ชิ้นงานติดขัดที่ไม่ได้กำหนดการตัดแยกพลังงาน การอนุญาตให้เดินเครื่องโดยไม่มีฝาครอบ หรือการตรวจสภาพก่อนกะที่ไม่พบความผิดปกติ การเขียนหลายชั้นทำให้มาตรการไม่หยุดที่การอบรมซ้ำ
ใช้ถ้อยคำตามระดับหลักฐาน หากยืนยันจากภาพและบันทึกเครื่องแล้วให้เขียนตรง หากมาจากคำให้การเพียงคนเดียวให้ระบุว่า “จากคำให้การเบื้องต้น” หากชิ้นส่วนกำลังส่งตรวจให้เขียนว่า “อยู่ระหว่างตรวจยืนยัน” การยอมรับว่ายังไม่ทราบบางเรื่องน่าเชื่อถือกว่าการใส่สาเหตุสมบูรณ์ที่ไม่มีหลักฐาน
อย่าเขียนความผิดทางวินัยหรือข้อสรุปด้านกฎหมายในช่องสาเหตุ เว้นแต่มีข้อเท็จจริงและกระบวนการรองรับ เอกสารแจ้งเหตุมีหน้าที่อธิบายกลไกและการควบคุม ส่วนการพิจารณาทางวินัยเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง แนวทางเก็บหลักฐาน สัมภาษณ์ และวิเคราะห์ปัจจัยเชิงระบบอ่านต่อได้ใน การเขียนรายงานสอบสวนอุบัติเหตุ
เขียนมาตรการให้เห็นงานที่จะปิดได้
ช่องการดำเนินการแก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำใช้สำหรับกรณีอุบัติภัยร้ายแรงตามมาตรา 34 (2) และปรากฏเป็นหัวข้อเฉพาะในแบบ เริ่มด้วยการควบคุมทันที เช่น ตัดแยกพลังงาน กั้นพื้นที่ หยุดใช้เครื่องรุ่นเดียวกัน หรือตรวจผู้ที่อาจสัมผัส จากนั้นแยกมาตรการถาวร ไม่ควรเขียนว่าการกั้นพื้นที่ชั่วคราวเป็นการแก้เสร็จแล้ว
มาตรการหนึ่งรายการควรมีคำกริยาที่ตรวจได้ วัตถุหรือจุดที่แก้ ผู้รับผิดชอบ กำหนดเสร็จ และหลักฐานปิดงาน เช่น “ติดตั้งฝาครอบแบบยึดถาวรและอินเตอร์ล็อกที่ทางออกเครื่อง PK-01 ถึง PK-06 ฝ่ายวิศวกรรมรับผิดชอบ ทดสอบการหยุดก่อนเปิดใช้ทุกเครื่อง กำหนดเสร็จ 18 กันยายน 2569 เก็บผลทดสอบแนบใบอนุญาตเปิดเครื่อง” หากพื้นที่ไม่พอให้สรุปรายการหลักและแนบแผนงานฉบับควบคุม
เลือกมาตรการตามสาเหตุ หากรายงานว่าสาเหตุเกี่ยวกับการเข้าถึงชิ้นส่วนเคลื่อนที่ แต่มาตรการมีเพียงอบรมให้ระวัง เหตุผลสองช่องไม่สัมพันธ์กัน ควรพิจารณากำจัดการเข้าถึง ออกแบบเครื่องกั้น อินเตอร์ล็อก ตัดแยกพลังงาน ปรับวิธีงาน และตรวจประสิทธิผลตามลำดับที่เหมาะสม การอบรมช่วยให้ใช้ระบบถูก แต่ไม่ทดแทนการควบคุมทางวิศวกรรมที่จำเป็น
แยกสถานะ “ทำแล้ว” “กำลังทำ” และ “วางแผน” ให้ชัด อย่าใช้คำอดีตกาลกับงานที่ยังไม่ได้จัดซื้อ การระบุวันเสร็จตามจริงทำให้ผู้ตรวจเห็นว่าความเสี่ยงช่วงรอถูกควบคุมอย่างไร หากต้องเดินเครื่องก่อนมาตรการถาวรเสร็จ ให้บอกมาตรการชั่วคราว เกณฑ์อนุญาต ผู้อนุมัติ และวันที่ทบทวน
ปิดท้ายด้วยวิธีวัดผล เช่น ทดลองเปิดฝาครอบแล้วเครื่องต้องหยุด ตรวจงานหนึ่งเดือนแล้วไม่พบการถอดอุปกรณ์ หรือสุ่มสังเกตขั้นตอนตัดแยกพลังงานครบตามเกณฑ์ คำว่า “จะติดตามผล” ยังไม่พอ ต้องระบุว่าใครติดตาม เมื่อใด และใช้หลักฐานใดตัดสินว่ามาตรการได้ผล
จัดบัญชีแนบให้เจ้าหน้าที่ตามเรื่องได้
เอกสารแนบควรตอบคำถาม ไม่ใช่เพิ่มปริมาณกระดาษ เริ่มจากบัญชีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บตามที่แบบร้องขอ แล้วพิจารณาแนบผังจุดเกิดเหตุ ภาพที่มีคำบรรยาย เส้นเวลา รายการทรัพย์สินเสียหาย สรุปผลตรวจเครื่อง และแผนแก้ไข ทุกหน้าใส่รหัสเหตุ เลขหน้า และชื่อเอกสาร โดยหลีกเลี่ยงข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์
ตั้งชื่อเอกสารแนบให้เรียกตรงกัน เช่น “เอกสารแนบ 1 บัญชีผู้ประสบอันตราย” และเขียนในช่องแบบว่า “รายละเอียดตามเอกสารแนบ 1 จำนวน 2 หน้า” อย่าใช้คำว่า “ตามแนบ” โดยไม่มีรายการ เพราะเมื่อสแกน แยกแฟ้ม หรือส่งต่อ เอกสารอาจสลับชุดและผู้อ่านไม่รู้ว่าขาดอะไร
ตรวจความสอดคล้องก่อนลงนาม
การตรวจรอบแรกคือข้อมูลระบุตัวตน ชื่อบริษัท สาขา ที่อยู่ ประเภทกิจการ และจำนวนลูกจ้างต้องมาจากแหล่งที่กำหนด การตรวจรอบสองคือเลขจำนวน ยอดผู้เสียชีวิตกับผู้บาดเจ็บต้องตรงบัญชีแนบ ยอดทรัพย์สินมีฐานประมาณ และการหยุดผลิตมีขอบเขต การตรวจรอบสามคือเส้นเวลา วันเวลาในแบบต้องไม่ขัดกับภาพ บันทึกกะ การรักษา และบันทึกเครื่องโดยไม่มีคำอธิบาย
การตรวจรอบสี่คือความสัมพันธ์ของเรื่อง สถานที่ต้องตรงกับเครื่องที่กล่าวในสาเหตุ สาเหตุต้องรองรับความเสียหาย และมาตรการต้องตอบช่องโหว่ที่พบ หากเขียนว่าผู้ประสบเหตุอยู่คลังสินค้า แต่สาเหตุกล่าวถึงเครื่องจักรในอาคารผลิตโดยไม่อธิบายการเคลื่อนที่ รายงานยังมีช่องว่าง แม้ทุกช่องมีข้อความแล้ว
การตรวจรอบห้าคือภาษา ตัดคำกว้าง เช่น “ตามปกติ” “โดยเร็ว” “เรียบร้อยแล้ว” หากไม่มีเกณฑ์รองรับ เปลี่ยนเป็นเวลา หมายเลขอุปกรณ์ การกระทำ และผลตรวจที่ชัด อ่านชื่อเฉพาะกับตัวเลขทีละตัว ไม่พึ่งโปรแกรมสะกดคำ และให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุลองอ่าน หากเขาต่อภาพเหตุไม่ได้ แสดงว่ายังขาดบริบท
แบบมีคำรับรองว่าข้อความเป็นความจริงทุกประการ และกำหนดตำแหน่งผู้ลงนามเป็นนายจ้างหรือผู้รับมอบอำนาจ พร้อมชื่อ ตำแหน่ง วันที่ และตราประทับหรือหลักฐานตามที่แบบระบุ ผู้ลงนามจึงต้องได้เห็นฉบับสุดท้ายและเอกสารแนบ ไม่ลงชื่อบนแบบเปล่าหรือแบบที่ยังมีช่องให้เติมภายหลัง หากลงโดยรับมอบอำนาจให้ตรวจขอบเขตและแนบหลักฐานตามวิธีของหน่วยงานผู้รับ
ส่ง เก็บหลักฐาน และควบคุมฉบับแก้ไข
มาตรา 34 แยกหน้าที่ตามลักษณะเหตุเป็นสามกรณี รายละเอียดการแจ้งทันที หนังสือ และสำเนาหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมไม่เหมือนกัน ผู้รับผิดชอบจึงควรใช้รายการตรวจตามกรณี ไม่เหมารวมว่า สปร.5 ใช้กับการแจ้งทุกชนิด และไม่ปล่อยให้การกรอกแบบภายในมาแทนการแจ้งช่องทางที่กฎหมายกำหนด
ก่อนส่งให้ทำสำเนาชุดสมบูรณ์หรือสร้างไฟล์ที่รวมแบบกับเอกสารแนบตามลำดับ บันทึกวันเวลา ช่องทาง ผู้รับ เลขรับ และชื่อผู้ส่ง เก็บหลักฐานการนำส่งไว้กับรหัสเหตุ หากส่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เก็บหน้าผลสำเร็จหรือข้อความตอบรับ ไม่ถือว่าการกดส่งเสร็จหากระบบแจ้งข้อผิดพลาด
หากพบข้อมูลผิดหลังส่ง อย่าลบฉบับเดิมออกจากแฟ้ม จัดทำฉบับแก้ไขหรือหนังสือชี้แจงโดยระบุว่าปรับช่องใด จากข้อความใดเป็นข้อความใด เหตุผล หลักฐานใหม่ วันที่ และผู้อนุมัติ แล้วเชื่อมกับเลขรับเดิม วิธีนี้รักษาประวัติการเปลี่ยนแปลงและทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเดาว่าฉบับใดล่าสุด
การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 34 มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาทตามมาตรา 57 แต่เหตุผลที่ต้องกรอกให้ดีไม่ได้จบที่โทษ รายงานเป็นจุดเชื่อมระหว่างการช่วยเหลือ การแจ้งตามกฎหมาย การสอบสวน และการป้องกัน หากข้อมูลต้นทางหลวม ทุกกระบวนการถัดไปจะเสียเวลาแก้ความไม่ตรงกัน
รายการตรวจฉบับใช้งาน
ก่อนให้นายจ้างหรือผู้รับมอบอำนาจลงนาม ตรวจให้ครบดังนี้
- ใช้แบบ สปร.5 จากฉบับทางราชการและเลือกใช้ตรงกรณี
- ชื่อ สาขา ที่อยู่ ประเภทกิจการ โทรศัพท์ และจำนวนลูกจ้างตรวจจากทะเบียนแล้ว
- จำนวนผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บตรงกับบัญชีรายชื่อแนบและไม่มีการนับคนซ้ำ
- มูลค่าทรัพย์สินระบุฐานประมาณ ส่วนการหยุดผลิตระบุพื้นที่และช่วงเวลา
- สถานที่ไล่ถึงอาคาร พื้นที่ เครื่อง หรือจุดที่กลับไปตรวจได้
- วันและเวลาตรงกับเส้นเวลา หรืออธิบายความคลาดของนาฬิกาไว้แล้ว
- สาเหตุบอกกิจกรรม แหล่งอันตราย กลไกสัมผัส และแนวป้องกันที่ขาด
- ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วแยกจากเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ
- มาตรการแก้ไขสัมพันธ์กับสาเหตุ มีเจ้าของงาน กำหนดเสร็จ และหลักฐานปิด
- เอกสารแนบมีชื่อ รหัสเหตุ เลขหน้า และถูกอ้างจากช่องที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ลงนามได้อ่านฉบับสุดท้ายและมีอำนาจลงนาม
- สำเนาส่ง หลักฐานรับ และประวัติฉบับแก้ไขถูกเก็บในแฟ้มเดียวกัน
แบบที่กรอกครบใช้ถ้อยคำเท่าที่จำเป็นและทุกคำมีหน้าที่ ผู้อ่านควรรู้ว่าเกิดที่ไหน เมื่อใด ใครได้รับผลกระทบ อันตรายเดินทางมาถึงอย่างไร องค์กรทำอะไรทันที และจะปิดช่องโหว่ถาวรเมื่อใด เมื่อข้อมูลห้าส่วนนี้เชื่อมกัน แบบ สปร.5 จะเป็นสรุปเหตุที่พาองค์กรจากการรับรู้ไปสู่การป้องกันการเกิดซ้ำได้จริง
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เขียนรายงานอุบัติเหตุยังไงให้ครบ — Template ตามมาตรา 34
Template รายงานอุบัติเหตุ 7 หมวด พร้อม timeline แจ้งทันที + หนังสือ 7 วันตามมาตรา 34 พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ 2554 — จป. ใช้ได้จริงในเหตุการณ์แรก

สอบสวนอุบัติเหตุด้วย 5 Whys + Fishbone — สอนใช้จริงเป็นขั้น
สอนสอบสวนอุบัติเหตุด้วย 5 Whys และ Fishbone (Ishikawa) ครบขั้นตอน · เก็บข้อมูล · หาสาเหตุราก · เขียนรายงานตาม SMS 2565 ข้อ 10 และ พ.ร.บ. มาตรา 34