👷‍♂️ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย

คปอ. คืออะไร — คณะกรรมการความปลอดภัยที่สถานประกอบกิจการต้องมี

คปอ. คือคณะกรรมการความปลอดภัยฯ ของสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป สรุปองค์ประกอบสามฝ่าย จำนวนกรรมการ วาระ และหน้าที่ 12 ข้อ ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565

Safety Station 10125 มีนาคม 2569อ่าน 30 นาที · 6,546 คำ
คปอ. คืออะไร — คณะกรรมการความปลอดภัยที่สถานประกอบกิจการต้องมี

หลายคนทำงานในโรงงานมาหลายปี อยู่ดี ๆ ก็ถูกหัวหน้าเรียกไปแจ้งว่า "เดือนหน้าคุณจะเป็นกรรมการ คปอ." แล้วก็งงว่ามันคืออะไร ต้องทำอะไร มีอำนาจขนาดไหน ตำแหน่งนี้ใหญ่หรือเล็ก จะปฏิเสธได้ไหม บางคนได้ยินคำนี้ครั้งแรกตอนเข้าทำงานวันแรก บางคนเป็นนายจ้างที่เพิ่งจ้างลูกจ้างคนที่ 50 แล้ว HR แจ้งมาว่า "นายต้องตั้ง คปอ. แล้วครบ 30 วันแล้ว" — ลองดูกันว่า คปอ. คืออะไรกันแน่ ต้องมีเมื่อไหร่ ประกอบด้วยใครบ้าง และทำหน้าที่อะไร

คปอ. คืออะไร ทำไมต้องรู้

คปอ. ย่อมาจาก คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ เรียกเต็มยศแล้วยาวจนคนเลิกใช้ ในที่ทำงานเลยใช้ตัวย่อสามตัวว่า "คปอ." กันทั่วประเทศ

คณะกรรมการชุดนี้เป็น กลไกในระดับสถานประกอบกิจการ — เป็นของโรงงานหรือบริษัทคุณเอง ไม่ใช่คณะกรรมการระดับชาติ ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ชัด เพราะหลายคนสับสนกับ "คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน" ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ที่เป็นคณะกรรมการระดับประเทศ มีรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน อันนั้นเป็นนโยบายระดับชาติ คนละเรื่องกับ คปอ. ในโรงงานเลย

คปอ. ที่ตั้งอยู่ในโรงงานออกแบบมาเป็น กลไกสามฝ่าย (tripartite) หมายความว่าต้องมีผู้แทนทั้งจากฝ่ายบริหารและฝ่ายลูกจ้างนั่งร่วมกันคุยเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่ให้นายจ้างคิดคนเดียวแล้วประกาศใช้ จุดนี้คือหัวใจของกฎหมาย — เปิดพื้นที่ให้ลูกจ้างมีเสียงในเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง

กฎหมายที่กำกับ คปอ. ในปัจจุบันคือ กฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2565 หมวด 2 ตั้งแต่ข้อ 25 ถึงข้อ 37 ครอบคลุมตั้งแต่ใครต้องมี องค์ประกอบ การได้มา การอบรม วาระ หน้าที่ การประชุม จนถึงการเก็บเอกสาร

ใครต้องมี คปอ.

เกณฑ์หลักอยู่ที่จำนวนลูกจ้าง — ข้อ 25 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดไว้ว่า

"นายจ้างของสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างจำนวนห้าสิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวนดังกล่าว"

แปลภาษาคนคือ — ถ้านับหัวลูกจ้างในสถานประกอบกิจการได้ตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องตั้ง คปอ. ให้เสร็จภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีลูกจ้างครบ ไม่ได้แบ่งตามบัญชี 1/2/3 เหมือนกรณี จป.หัวหน้างาน เกณฑ์อันนี้ใช้กับ ทุกประเภทกิจการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเหล็ก สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือโรงพยาบาล ถ้านับหัวลูกจ้างได้ครบ 50 ก็ต้องตั้ง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ — บริษัทออกแบบเล็ก ๆ ที่มีลูกจ้าง 47 คน เพิ่งรับเข้ามาใหม่อีก 3 คน รวมเป็น 50 พอดี — วันนั้นแหละที่นาฬิกาเริ่มเดิน 30 วัน ต้องตั้ง คปอ. ให้เสร็จ ทั้งแต่งตั้งฝ่ายนายจ้าง ทั้งจัดเลือกตั้งฝ่ายลูกจ้าง ทั้งทำคำสั่งและประกาศ — งานเยอะกว่าที่คิด ถ้ารอใกล้ครบกำหนดถึงเริ่มทำมักทำไม่ทัน

อีกประเด็นที่ต้องระวัง — ถ้าจำนวนลูกจ้างลดลงต่ำกว่า 50 คนแล้ว ตามข้อ 29 วรรคท้าย กฎหมายระบุว่า "ให้กรรมการความปลอดภัยดำเนินการต่อไปจนกว่าครบวาระ" หมายความว่า ตั้งแล้วยุบเอาเองไม่ได้ ต้องให้คณะที่ตั้งไว้ทำหน้าที่ต่อจนหมดวาระ

องค์ประกอบ คปอ. — สามฝ่ายในห้องประชุม

ผังองค์ประกอบสามฝ่ายของ คปอ. — ประธาน ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา และผู้แทนลูกจ้างสัดส่วนเท่ากัน พร้อมเลขานุการ

ข้อ 25 วรรคสอง ระบุองค์ประกอบของ คปอ. ไว้ชัดเจน ประกอบด้วยสามฝั่งหลัก

ฝั่งที่ 1 — ประธาน

ประธานต้องเป็น นายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร หมายความว่าต้องเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงในองค์กร เช่น กรรมการผู้จัดการ ผู้อำนวยการโรงงาน รองประธานบริหาร — ไม่ใช่หัวหน้างานหรือ Supervisor ทั่วไป เหตุผลคือมติของ คปอ. ต้องมีน้ำหนัก ถ้าประธานไม่มีอำนาจตัดสินใจ ที่ประชุมก็ออกมติแล้วไปไหนต่อไม่ได้

ฝั่งที่ 2 — ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา

ฝ่ายนี้เป็น กรรมการที่นายจ้างแต่งตั้ง ตามข้อ 27 ระบุว่าให้นายจ้างเลือกจากลูกจ้างระดับหัวหน้างานหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรืออาจแต่งตั้งจากแพทย์หรือพยาบาลประจำสถานประกอบกิจการก็ได้ ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะเป็น จป.หัวหน้างาน ที่ผ่านการอบรมแล้ว เพราะมีพื้นความรู้เรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง

ฝั่งที่ 3 — ผู้แทนลูกจ้าง

ฝั่งนี้สำคัญมาก เพราะเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ปฏิบัติงานหน้างานจริง กฎหมายกำหนดชัดว่า "ให้มาจากลูกจ้างซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างระดับบังคับบัญชา เลือกกันเอง" หมายความว่านายจ้างจะแต่งตั้งคนที่ตัวเองอยากได้มาเป็นผู้แทนลูกจ้างไม่ได้ ต้องจัดให้ลูกจ้างเลือกกันเองด้วยวิธีของลูกจ้าง (เช่น หย่อนบัตร เลือกตามทีม รายชื่อเสนอ ฯลฯ)

ที่สำคัญคือ จำนวนผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาและผู้แทนลูกจ้างต้องเท่ากัน เป็นหลัก tripartite ที่บาลานซ์สองฝ่าย — ถ้านายจ้างมี 3 ฝั่งลูกจ้างต้องมี 3 ใครจะคุมกันได้ก็มีเสียงเท่ากัน

เลขานุการ — ขึ้นกับบัญชีของกิจการ

ข้อ 25 ยังกำหนดเรื่องเลขานุการ คปอ. ไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับว่ากิจการอยู่บัญชีไหน

  • บัญชี 1 (อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง เช่น เหมือง น้ำมัน ปิโตรเคมี) หรือบัญชี 2 (โรงงาน ก่อสร้าง คลังสินค้า) — ให้นายจ้างแต่งตั้งผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาซึ่งเป็น จป.เทคนิคขั้นสูงหรือ จป.วิชาชีพ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการและเลขานุการ
  • บัญชี 3 (กิจการทั่วไป เช่น ห้าง สำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล) — ให้นายจ้างแต่งตั้งผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชาเพิ่มอีก 1 คน เป็นกรรมการและเลขานุการ (ไม่ต้องเป็น จป.เทคนิคขั้นสูง/วิชาชีพ เพราะบัญชี 3 อาจไม่มี)

เลขานุการคือคนทำงานหลักของ คปอ. — ตั้งระเบียบวาระ จดบันทึก เก็บเอกสาร ติดตามผล ถ้าได้คนเก่งเป็นเลขา คปอ. ก็แข็งแรงไปครึ่งหนึ่งแล้ว

จำนวนกรรมการตามขนาดสถานประกอบกิจการ

ตารางจำนวนกรรมการ คปอ. ขั้นต่ำตามขนาดสถานประกอบกิจการ 5/7/11 คน

ข้อ 26 กำหนดจำนวนขั้นต่ำของกรรมการตามขนาดของกิจการ ใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่า" หมายถึงเป็นเลขขั้นต่ำ จะตั้งมากกว่านี้ก็ได้

ขนาดลูกจ้าง จำนวนกรรมการขั้นต่ำ
50 - 99 คน ไม่น้อยกว่า 5 คน
100 - 499 คน ไม่น้อยกว่า 7 คน
500 คนขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 11 คน

ตัวเลขข้างบนนับ รวมทุกฝ่าย — ประธาน + ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา + ผู้แทนลูกจ้าง + เลขานุการ ทั้งหมดอยู่ในยอดนี้ และต้องรักษาสัดส่วนเท่ากันระหว่างผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชากับผู้แทนลูกจ้างตามที่ข้อ 26 บังคับ

ตัวอย่าง — โรงงานบรรจุภัณฑ์มีลูกจ้าง 220 คน อยู่ในบัญชี 2 ต้องตั้งกรรมการอย่างน้อย 7 คน หน้าตาที่เป็นไปได้คือ

  • ประธาน 1 (ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร เช่น ผู้จัดการโรงงาน)
  • ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา 2 (หัวหน้าฝ่ายผลิต + หัวหน้าซ่อมบำรุง)
  • ผู้แทนลูกจ้าง 3 (จาก 3 ไลน์ผลิต)
  • เลขานุการ 1 (จป.เทคนิคขั้นสูงของโรงงาน)

รวม 7 พอดี · สัดส่วนสมดุล 3:3 เพราะข้อ 25 วรรคสามระบุชัดว่าเลขานุการ (จป.เทคนิคขั้นสูง) นับรวมเป็นผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา ดังนั้นฝั่งนายจ้างระดับบังคับบัญชาจริงคือ หัวหน้าฝ่าย 2 + เลขานุการ 1 = 3 คน เทียบกับผู้แทนลูกจ้าง 3 คน เท่ากันพอดี

วาระและการประชุม

วาระ 2 ปี

ข้อ 29 กำหนดไว้ตรง ๆ ว่า "กรรมการความปลอดภัยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี" และก่อนครบวาระต้องแต่งตั้งหรือจัดเลือกชุดใหม่ให้เสร็จ ภายใน 30 วันก่อนวันที่กรรมการชุดเดิมครบวาระ ถ้าทำไม่ทัน กรรมการชุดเดิมต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ — ห้ามปล่อยให้มีช่วงว่าง

ประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

ข้อ 33 ระบุว่า "ให้คณะกรรมการความปลอดภัยประชุมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง หรือเมื่อกรรมการความปลอดภัยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอ" — เดือนละ 1 ครั้งเป็นขั้นต่ำ จะถี่กว่านี้ก็ได้ และต้องแจ้งระเบียบวาระให้กรรมการทราบ ไม่น้อยกว่า 3 วันก่อนการประชุม เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน

มีจุดที่ต้องเน้น — เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีลูกจ้างสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต กฎหมายบังคับให้ประชุม คปอ. โดยไม่ชักช้า เพื่อทบทวนรายงานสอบสวนอุบัติเหตุและเสนอแนวทางป้องกัน นี่คือกลไกฉุกเฉินที่ไม่รอประชุมเดือนถัดไป

หน้าที่ คปอ. — 12 ข้อ ตามข้อ 32

ชุดไอคอน 6 ไอคอน หน้าที่ข้อ 1-6 ของ คปอ. ตามข้อ 32 — นโยบาย แนวทางป้องกัน รายงานปรับปรุง ส่งเสริมกิจกรรม พิจารณาคู่มือ สำรวจสถิติ

ชุดไอคอน 6 ไอคอน หน้าที่ข้อ 7-12 ของ คปอ. ตามข้อ 32 — อบรม รายงาน unsafe ติดตามผล รายงานประจำปี ประเมินผล งานที่นายจ้างมอบ

หน้าที่ของ คปอ. เขียนไว้ในข้อ 32 ทั้งหมด 12 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายไปจนถึงการประเมินผล

  1. จัดทำนโยบาย ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ เสนอต่อนายจ้าง
  2. จัดทำแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุ การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการทำงาน เสนอต่อนายจ้าง
  3. รายงานและเสนอแนะมาตรการปรับปรุง สภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของลูกจ้าง ผู้รับเหมา และบุคคลภายนอก
  4. ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัย ในการทำงานของสถานประกอบกิจการ
  5. พิจารณาคู่มือว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ เพื่อเสนอความเห็นต่อนายจ้าง
  6. สำรวจการปฏิบัติด้านความปลอดภัย และรายงานผลพร้อมสถิติการประสบอันตรายในการประชุม คปอ. ทุกครั้ง
  7. พิจารณาโครงการฝึกอบรม ด้านความปลอดภัย รวมถึงโครงการอบรมเรื่องบทบาทหน้าที่ของลูกจ้าง หัวหน้างาน ผู้บริหาร และนายจ้าง เพื่อเสนอความเห็นต่อนายจ้าง
  8. จัดวางระบบการรายงาน ให้ลูกจ้างทุกระดับรายงานสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยต่อนายจ้าง
  9. ติดตามผลความคืบหน้า เรื่องที่เสนอต่อนายจ้าง
  10. รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี พร้อมระบุปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ เมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 1 ปี เสนอต่อนายจ้าง
  11. ประเมินผลการดำเนินงาน ด้านความปลอดภัยของสถานประกอบกิจการ
  12. ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยอื่น ตามที่นายจ้างมอบหมาย

ที่ต้องเข้าใจคือ — หน้าที่ของ คปอ. เน้นที่ "เสนอ" "พิจารณา" "ติดตาม" และ "รายงาน" ไม่ใช่ "บังคับใช้" ตัว คปอ. ไม่ใช่ฝ่ายบริหารที่มีอำนาจสั่งการ แต่เป็น กลไกที่ให้คำแนะนำต่อนายจ้าง เพื่อให้นายจ้างไปตัดสินใจอีกที

อย่างไรก็ดี ข้อ 37 ตั้งกฎไว้แรงพอควร — ถ้านายจ้างได้รับข้อเสนอแนะตามข้อ 32 (3) คือเรื่องการปรับปรุงสภาพการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ โดยไม่ชักช้า ส่วนข้อ (1) (2) (5) หรือ (7) ให้นายจ้างพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องแจ้งเหตุผลกลับมายัง คปอ. — กฎหมายไม่ให้นายจ้างเงียบเฉย

การอบรมหลักสูตร คปอ. — 60 วันหลังแต่งตั้ง

ข้อ 28 บังคับว่า "นายจ้างต้องจัดให้กรรมการความปลอดภัยได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรคณะกรรมการความปลอดภัย ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับเลือก" ยกเว้นกรรมการที่เคยผ่านหลักสูตรนี้มาแล้ว

หลักสูตร คปอ. ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีจำนวน 12 ชั่วโมง ครอบคลุมเรื่องการบริหารคณะกรรมการ การจัดประชุม กฎหมายความปลอดภัยพื้นฐาน การวิเคราะห์อุบัติเหตุ และบทบาทหน้าที่ของกรรมการแต่ละฝ่าย — หลักสูตรนี้สำคัญ เพราะกรรมการหลายคนเป็นพนักงานปกติที่ไม่เคยมีพื้น OSH มาก่อน ถ้าไม่อบรม จะเข้าประชุมแล้วฟังไม่รู้เรื่อง

การแจ้งกรมสวัสดิการฯ และการประกาศรายชื่อ

นี่คือเรื่องที่หลายโรงงานพลาด เพราะคิดว่าตั้ง คปอ. แล้วจบ — จริง ๆ มีขั้นตอนต่อหลังตั้งอีก 2 ส่วน

1. ส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งให้กรมสวัสดิการฯ ภายใน 15 วัน

ข้อ 46 กำหนดว่า "เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยหรือกรรมการความปลอดภัย ให้นายจ้างส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าวต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง" — ส่วนนี้แตกต่างจากการขึ้นทะเบียน จป. ระดับต่าง ๆ ที่ใช้ 30 วัน

2. ปิดประกาศรายชื่อในสถานประกอบกิจการอย่างน้อย 15 วัน

ข้อ 34 บังคับให้นายจ้าง "เผยแพร่และปิดประกาศรายชื่อและหน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการความปลอดภัยโดยเปิดเผย ณ สถานประกอบกิจการเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันเพื่อให้ลูกจ้างทราบ" และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการต้องประกาศใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ มติของที่ประชุม คปอ. ก็ต้องปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผยภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีมติ — เป้าหมายคือให้ลูกจ้างทุกคนรู้ว่ามีการตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับความปลอดภัยในที่ทำงานของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ตัดสินกันลับ ๆ ในห้องประชุม

3. เก็บรายงานการประชุมไว้อย่างน้อย 2 ปี

ข้อ 35 บังคับว่านายจ้างต้องจัดทำสำเนาบันทึกรายงานผลการดำเนินงานหรือรายงานการประชุม คปอ. เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันจัดทำ และพร้อมให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบ จัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้

จุดนี้สำคัญ — ถ้ามีเหตุร้องทุกข์หรือฟ้องร้องคดี แม้พ้น 2 ปีแล้วก็ต้องเก็บต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ดังนั้นหลายโรงงานเลือกเก็บไฟล์รายงานการประชุมไว้ตลอดอายุกิจการ ปลอดภัยกว่า

ผู้แทนลูกจ้างต้องเลือกอย่างไร

นี่คือคำถามที่ HR หน้าใหม่ถามบ่อยที่สุด — ข้อ 27 (2) ระบุชัดว่า "ให้มาจากลูกจ้างซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างระดับบังคับบัญชาเลือกกันเอง" คำว่า "เลือกกันเอง" ไม่ได้บอกวิธีไว้ — แปลว่าให้ลูกจ้างกำหนดวิธีของตัวเอง

ในทางปฏิบัติ วิธีที่นิยมมีหลายแบบ

  • เลือกตั้งโดยลงคะแนนลับ — เปิดให้สมัครและให้ลูกจ้างหย่อนบัตร เหมาะกับโรงงานใหญ่ที่มีหลายไลน์
  • เลือกตามหน่วยงาน — แต่ละแผนก/ไลน์ เลือกผู้แทน 1 คน รวมกันให้ครบจำนวนที่ต้องการ — บริหารง่าย เห็นชัดว่าใครเป็นตัวแทนใคร
  • เสนอชื่อและรับรอง — ลูกจ้างเสนอชื่อกันมา ถ้าไม่มีคนแย้งก็ถือว่าได้รับเลือก — เร็ว แต่ต้องระวังเรื่องความโปร่งใส

สิ่งที่ทำไม่ได้คือ — นายจ้างไปแต่งตั้งผู้แทนลูกจ้างเอง อันนี้ผิดข้อ 27 (2) ชัด ๆ และเป็นจุดที่พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจเจอบ่อย เพราะดูเอกสารแต่งตั้งแล้วเห็นว่า "ผู้แทนลูกจ้าง" ลายเซ็นนายจ้างแต่งตั้งทั้งหมด

ข้อควรระวังที่เจอบ่อย

จากประสบการณ์เป็นวิทยากร อบรม คปอ. ในหลายโรงงาน มี 5 ความเข้าใจผิดที่เจอซ้ำ ๆ

ผิดข้อ 1 — คิดว่า คปอ. คือ "คณะกรรมการแห่งชาติ" ตาม พ.ร.บ. มาตรา 24 — ไม่ใช่ คปอ. ในโรงงานเป็นคนละชุดกับคณะกรรมการระดับชาติที่รัฐมนตรีเป็นประธาน อย่าสับสน

ผิดข้อ 2 — ตั้ง คปอ. โดยให้แค่ฝ่ายบริหาร — ผิดเลย เพราะกฎหมายบังคับให้มีผู้แทนลูกจ้างจากการเลือกกันเอง ในสัดส่วนเท่ากับผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา

ผิดข้อ 3 — ตั้งแล้วลืมส่งสำเนาคำสั่งให้กรมสวัสดิการฯ — ข้อ 46 บังคับให้ส่งภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน อย่าไปสับกับขั้นตอนขึ้นทะเบียน จป. ระดับต่าง ๆ

ผิดข้อ 4 — ตั้งแล้วประชุมแค่ตอนตรวจสอบ — ข้อ 33 บังคับประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ถ้าตรวจเจอว่าหยุดประชุมหลายเดือนติด มีโทษตาม พ.ร.บ.

ผิดข้อ 5 — ลืมจัดอบรมหลักสูตร คปอ. 12 ชั่วโมงให้กรรมการใหม่ภายใน 60 วัน — กรรมการอาจจะเก่งงานปกติ แต่ไม่ได้แปลว่ารู้กฎหมาย OSH ต้องอบรมตามข้อ 28

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: บริษัทเรามีลูกจ้าง 49 คน ต้องตั้ง คปอ. หรือยัง

ยังไม่ต้องเป็นทางการ — เกณฑ์เริ่มที่ 50 คนขึ้นไป แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าคุณกำลังจะรับเพิ่ม แนะนำให้เตรียมไว้ก่อน — เริ่มคุยกับหัวหน้างานและลูกจ้างว่าใครจะมาเป็นผู้แทน เพื่อพอครบ 50 จะได้ตั้งทันใน 30 วัน

Q2: กรรมการ คปอ. ลาออกระหว่างวาระ จะแทนยังไง

ตามข้อ 31 — ให้แทนตามวิธีของข้อ 27 (นายจ้างแต่งตั้งฝ่ายบังคับบัญชา / ลูกจ้างเลือกฝ่ายลูกจ้าง) และคนที่เข้ามาแทน อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของคนเดิม ไม่ใช่เริ่มนับ 2 ปีใหม่

Q3: ถ้าผมเป็น จป.วิชาชีพแล้ว ต้องอบรมหลักสูตร คปอ. อีกหรือเปล่า

ตามข้อ 28 — ถ้าเคยผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร คปอ. มาแล้วก็ไม่ต้องอบรมซ้ำ แต่ จป.วิชาชีพ ที่ไม่เคยอบรมหลักสูตรนี้ ยังต้องอบรม เพราะหลักสูตร คปอ. กับ จป.วิชาชีพ เป็นคนละหลักสูตรกัน

Q4: ผู้แทนลูกจ้างใน คปอ. มีสิทธิคุ้มครองเป็นพิเศษไหม

ในตัวกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ไม่ได้ระบุเรื่องการคุ้มครองพิเศษให้ผู้แทนลูกจ้างใน คปอ. แต่ในทางปฏิบัติ ถ้านายจ้างไล่ออกผู้แทนลูกจ้างเพราะเขาออกความเห็นในที่ประชุม คปอ. อาจเข้าข่ายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน — ปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อนตัดสินใจ

Q5: เปิดบริษัทใหม่ที่มีลูกจ้าง 60 คนตั้งแต่วันแรก ต้องตั้ง คปอ. เมื่อไหร่

ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน 50 คนขึ้นไป — ในเคสนี้ครบตั้งแต่วันที่ 1 ของการเปิดกิจการ จึงต้องตั้ง คปอ. ให้เสร็จภายใน 30 วันแรก ถ้าทำไม่ทันมีโทษตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554

สรุป

  • คปอ. คือคณะกรรมการความปลอดภัยฯ ในระดับสถานประกอบกิจการ (ไม่ใช่ระดับชาติ) เป็นกลไกสามฝ่ายระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
  • ใครต้องมี — สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป ทุกประเภทกิจการ ต้องตั้งภายใน 30 วัน
  • องค์ประกอบ — ประธาน (ผู้แทนนายจ้างระดับบริหาร) + ผู้แทนนายจ้างระดับบังคับบัญชา + ผู้แทนลูกจ้าง (สัดส่วนเท่ากัน) + เลขานุการ (จป.เทคนิคขั้นสูง/วิชาชีพ สำหรับบัญชี 1/2 หรือผู้แทนนายจ้างเพิ่ม 1 คน สำหรับบัญชี 3)
  • จำนวน — 5 คน (50 - 99) / 7 คน (100 - 499) / 11 คน (500 ขึ้นไป) เป็นขั้นต่ำ
  • วาระและประชุม — 2 ปี · ประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง · อบรมหลักสูตร คปอ. 12 ชั่วโมงภายใน 60 วัน
  • หน้าที่ — 12 ข้อ ตามข้อ 32 เน้นเสนอ พิจารณา ติดตาม รายงาน
  • เอกสาร — ส่งสำเนาคำสั่งให้กรมสวัสดิการฯ ภายใน 15 วัน · ปิดประกาศรายชื่อในที่ทำงานอย่างน้อย 15 วัน · เก็บรายงานการประชุมไว้อย่างน้อย 2 ปี

ถ้าคุณกำลังจะตั้ง คปอ. ครั้งแรก — ลองเริ่มจากการนับหัวลูกจ้างให้ชัด แล้วเขียน timeline 30 วันแรกออกมาว่าจะแต่งตั้งฝ่ายไหนวันไหน จัดเลือกตั้งวันไหน ออกคำสั่งวันไหน — มีแผนชัดแล้วทำไม่พลาด

อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ จป. และ คปอ.? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง