ภาชนะรับความดัน — ตรวจสอบ รับรอง และมาตรฐานตามกฎ 2564
ภาชนะรับความดันตามกฎกระทรวงเครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อน้ำ 2564 — นิยาม 50 kPa มาตรฐาน มอก./ASME/ISO ระดับการตรวจ ≥1 m³ หรือ ≥500 kPa แจ้งอธิบดีใน 30 วัน

โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกแห่ง มีถังขนาดใหญ่ยืนเงียบ ๆ อยู่หลังโรงงาน บางใบเป็นถังลม (air receiver) บางใบเป็นถังปฏิกิริยา (reactor) บางใบเป็นถังสำรองสารเคมี — สิ่งเหล่านี้รวมเรียกในกฎหมายไทยว่า "ภาชนะรับความดัน" หรือ pressure vessel ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรอันตราย แต่ในความเป็นจริง ถ้าซ่อมไม่ถูก ดัดแปลงเอง หรือไม่ทดสอบตามรอบ — ถังพวกนี้คือระเบิดเวลา ที่ผ่านมาในไทยมีอุบัติเหตุถังลมระเบิดหลายเคส เพราะเจ้าของไม่รู้ว่ากฎหมายบังคับให้มีวิศวกรควบคุมและทดสอบ มาดูกันว่ากฎกระทรวงฉบับปัจจุบันกำหนดอะไรไว้บ้าง และนายจ้างต้องทำตามข้อใดบ้าง
ภาพรวม — ใครต้องสนใจเรื่องนี้
เรื่องของภาชนะรับความดันถูกกำกับด้วยกฎกระทรวง เครื่องจักร ปั้นจั่น หม้อน้ำ 2564 ในหมวด 3 ส่วนที่ 4 (ข้อ 113-115) และมีบทบัญญัติร่วมกับหม้อน้ำในส่วนที่ 1 อยู่หลายข้อ ตัวกฎใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2564 และยกเลิกฉบับเดิม พ.ศ. 2552 ทั้งหมด นั่นแปลว่ามาตรฐานภายในโรงงาน คู่มือซ่อมบำรุง หรือ checklist ใด ๆ ที่ยังอ้างฉบับเก่า — ต้องปรับใหม่
ผู้ที่ต้องทำตามคือ นายจ้าง ทุกแห่งที่มีภาชนะรับความดันในสถานประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า โรงงานอาหาร โรงพิมพ์ที่มีถังลมขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ร้านซักรีดอุตสาหกรรมที่ใช้ถังไอน้ำ — หากภาชนะนั้นเข้าเงื่อนไขนิยาม ต้องปฏิบัติตามกฎฉบับนี้
ทีมงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในโรงงานคือ จป.วิชาชีพ วิศวกรเครื่องกล/เคมี ช่างซ่อมบำรุง และผู้จัดการ — โดยเฉพาะหน้าที่เก็บเอกสารทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
ภาชนะรับความดัน ตามนิยามคืออะไร

ข้อ 3 ของกฎกระทรวง 2564 ให้นิยาม "ภาชนะรับความดัน" (pressure vessel) ไว้ว่าหมายถึง ภาชนะปิดที่มีความดันภายในและภายนอกแตกต่างกันมากกว่า 50 กิโลปาสคาลขึ้นไป และให้รวมถึง ถังปฏิกิริยา (reactor) ด้วย แต่ไม่รวมถึงภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน
จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัด
- 50 kPa คือเทียบประมาณ 0.5 บาร์ — ค่อนข้างต่ำ นั่นหมายความว่าถังลม ถังเก็บไอน้ำ หรือถังของไหลภายใต้ความดันเกือบทุกใบในโรงงาน เข้าข่ายหมด
- คำว่า "ปิด" คือ closed vessel — ภาชนะที่ปิดสนิทระหว่างใช้งาน ไม่ใช่ tank น้ำมันที่เปิดฝาออกอากาศได้
- รวม reactor ของกระบวนการเคมี เพราะแม้บางตัวจะทำงานที่ความดันใกล้บรรยากาศ แต่บางช่วงของกระบวนการมีความดันสูงเกิน 50 kPa
ภาชนะรับความดัน ≠ ภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน
หลายคนเรียกถังออกซิเจน ถัง LPG ว่า "ภาชนะรับความดัน" ซึ่งในภาษาทั่วไปก็ไม่ผิด แต่ในแง่กฎหมาย กฎกระทรวง 2564 แยกชัดเป็น 2 ประเภท
- ภาชนะรับความดัน (pressure vessel) — ตามข้อ 3 ที่กล่าวข้างต้น · กำกับโดยข้อ 113-115
- ภาชนะบรรจุก๊าซทนความดัน (compressed gas cylinder) — ถังที่ใช้บรรจุก๊าซแบบไม่มีตะเข็บขนาด 0.5-150 ลิตร และแบบมีตะเข็บ 0.5-500 ลิตร · กำกับโดยข้อ 116-118 · ไม่รวม LPG / NGV / LNG ที่มีกฎหมายเฉพาะอีกชุด
ดังนั้นเวลาอ้างกฎหมาย ต้องระบุให้ตรง — ถ้ากำลังพูดถึงถัง air receiver ใน utility room คือ pressure vessel · ถ้ากำลังพูดถึงท่อ argon ใน workshop คือ compressed gas cylinder — คนละข้อกัน
ภาชนะที่ได้รับการยกเว้น
ไม่ใช่ทุกถังที่ตกอยู่ภายใต้กฎฉบับนี้ ข้อ 93 (2) ระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจน หากภาชนะเข้าลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ไม่ต้องบังคับใช้บทบัญญัติในหมวด 3
| ลักษณะ | เงื่อนไข |
|---|---|
| ขนาดเล็ก | เส้นผ่านศูนย์กลางภายในน้อยกว่า 152 มิลลิเมตร |
| ถังน้ำร้อน | อุณหภูมิน้อยกว่า 99 องศาเซลเซียส และปริมาตรน้อยกว่า 450 ลิตร |
| ถังลมความดันต่ำ | ใช้อากาศเป็นตัวสร้างความดัน ความดันเกจไม่เกิน 2 MPa หรืออุณหภูมิไม่เกิน 99 องศาเซลเซียส |
| ส่วนหนึ่งของเครื่องจักร | ท่อส่งของไหล หรือชิ้นส่วนรับแรงดันที่ประกอบกันเป็นเครื่องจักร |
| ถังน้ำมันเชื้อเพลิง | ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง (มีกฎเฉพาะ) |
ข้อสังเกตที่ จป. มักพลาดคือ คิดว่า "ถังลมเล็ก ๆ ในเวิร์กชอป" ไม่ต้องสนใจ — ต้องตรวจจริง ๆ ก่อน ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางภายในเกิน 152 มม. หรือความดันเกิน 2 MPa ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎฉบับนี้
มาตรฐานที่ยอมรับ (ข้อ 95)
ภาชนะรับความดันที่ใช้ในสถานประกอบกิจการต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายระบุ ข้อ 95 ระบุว่านายจ้างต้องใช้ภาชนะรับความดัน รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบ ที่มีคุณสมบัติตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐาน ISO มาตรฐาน ASME มาตรฐาน JIS มาตรฐาน DIN มาตรฐาน TRD มาตรฐาน BS มาตรฐาน EN มาตรฐาน DOT หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
แต่ละมาตรฐานมีที่มาต่างกัน ตารางต่อไปนี้สรุปไว้สั้น ๆ
| มาตรฐาน | ประเทศต้นทาง | ขอบเขตหลัก |
|---|---|---|
| มอก. | ไทย | มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย |
| ISO | นานาชาติ | International Organization for Standardization |
| ASME | สหรัฐอเมริกา | ASME Boiler & Pressure Vessel Code (BPVC) |
| JIS | ญี่ปุ่น | Japanese Industrial Standards |
| DIN | เยอรมัน | Deutsches Institut für Normung |
| TRD | เยอรมัน | Technische Regeln für Dampfkessel |
| BS | สหราชอาณาจักร | British Standards |
| EN | ยุโรป | European Norm |
| DOT | สหรัฐอเมริกา | Department of Transportation |
ในทางปฏิบัติ ภาชนะรับความดันที่นำเข้าจากต่างประเทศมัก stamp มาตรฐาน ASME หรือ EN/PED ส่วนภาชนะที่ผลิตในประเทศมักอ้าง มอก. หรือ JIS — สิ่งที่นายจ้างต้องเก็บคือ Data Plate หรือ Material Test Report ที่ระบุมาตรฐานติดมากับตัวถัง
ข้อควรระวัง — ค่าเชิงปริมาณของมาตรฐาน ASME (เช่น MAWP, hydrostatic test pressure) เป็นค่าออกแบบของผู้ผลิต ไม่ใช่ threshold การตรวจตามกฎหมายไทย เวลาเขียน checklist ภายใน ห้ามเอาเลขจาก ASME มาแทนเลข 1 ลูกบาศก์เมตร / 500 กิโลปาสคาล ที่กฎกระทรวงไทยกำหนด
2 ระดับการตรวจ — แบ่งตามขนาดและความดัน

ข้อที่ จป. ต้องจำให้ขึ้นใจ คือกฎกระทรวงแบ่งภาชนะรับความดันออกเป็น 2 ระดับการตรวจ ตามขนาด/ความดัน
ระดับ A — ภาชนะ "ใหญ่หรือดันสูง"
ภาชนะรับความดันที่มี ปริมาตรตั้งแต่ 1 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือมีความดันตั้งแต่ 500 กิโลปาสคาลขึ้นไป — เข้าระดับ A นายจ้างต้องจัดให้มี วิศวกรควบคุมการติดตั้ง พร้อมจัดให้มีการ ทดสอบการใช้งาน ตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานตามข้อ 97 และต้องเก็บสำเนาเอกสารการทดสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
นอกจากนี้ข้อ 114 ยังกำหนดต่อว่าภาชนะระดับ A ต้องมีการ ทดสอบความปลอดภัยประจำ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือผู้ผลิต (ส่วนใหญ่ตามมาตรฐาน ASME / มอก. คือทุก 1 ปีสำหรับ external visual และทุก 5 ปีสำหรับ internal inspection แต่ต้องยึดตามคู่มือ)
ระดับ B — ภาชนะ "เล็กและความดันต่ำ"
ภาชนะรับความดันที่มี ปริมาตรน้อยกว่า 1 ลูกบาศก์เมตร และมีความดันน้อยกว่า 500 กิโลปาสคาล — เข้าระดับ B นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบความปลอดภัย โดยการ ตรวจพินิจด้วยสายตาและการวัดความหนาโดยวิศวกร อย่างน้อย 5 ปีต่อ 1 ครั้ง และต้องมีสำเนาเอกสารการตรวจสอบไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
ตารางสรุประดับการตรวจ
| ระดับ | เกณฑ์ปริมาตร | เกณฑ์ความดัน | สิ่งที่นายจ้างต้องทำ | รอบ |
|---|---|---|---|---|
| A | ≥ 1 m³ | หรือ ≥ 500 kPa | วิศวกรควบคุมติดตั้ง + ทดสอบประจำ + เก็บเอกสาร | ตามคู่มือผู้ผลิต |
| B | < 1 m³ | และ < 500 kPa | วิศวกรตรวจพินิจด้วยสายตา + วัดความหนา | อย่างน้อย 5 ปี/ครั้ง |
จุดที่ต้องระวัง — สำหรับระดับ A ใช้คำว่า "หรือ" ระหว่างปริมาตรกับความดัน เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็เพียงพอ ส่วนระดับ B ใช้คำว่า "และ" (โดยอ่านจากข้อ 113 บวกข้อ 115) คือถังนั้นต้องเล็กทั้งสองด้านพร้อมกัน
ตัวอย่าง — ถังลม volume 800 ลิตร (0.8 m³) ความดัน 800 kPa → ระดับ A เพราะความดันเกิน 500 kPa แม้ปริมาตรจะไม่ถึง 1 m³
ใครคือ "วิศวกร" ที่กฎหมายยอมรับ
คำว่า "วิศวกร" ในกฎกระทรวงฉบับนี้ตามข้อ 3 หมายถึง ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร หรือพูดง่าย ๆ คือต้องเป็นผู้มีใบ กว. ที่ออกโดยสภาวิศวกร — สาขาที่ทำงานกับภาชนะรับความดันได้คือสาขาเครื่องกล หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
ในบทเฉพาะกาลข้อ 121 ได้กำหนดด้วยว่าจนกว่าจะมีบุคคลซึ่งขึ้นทะเบียนตามมาตรา 9 หรือนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 — ให้ "วิศวกร" ทำหน้าที่ทดสอบไปก่อน
ห้ามซ่อม/ดัดแปลงเอง — ข้อ 105
หนึ่งในข้อที่ จป. มักลืม คือเรื่องการซ่อมและดัดแปลง ข้อ 105 ระบุว่า นายจ้างต้องไม่ซ่อมแซม หรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน ที่อาจมีผลกระทบต่อความแข็งแรงหรือความปลอดภัย เว้นแต่ได้จัดให้มี วิศวกรทำหน้าที่ออกแบบ ควบคุม และติดตั้ง พร้อมทดสอบ และต้องเก็บสำเนาเอกสารทดสอบไว้
ตัวอย่างที่เจอบ่อยและผิดข้อ 105
- ช่างเชื่อมในโรงงานเชื่อมปะถังลมที่รั่ว — โดยไม่มีวิศวกรออกแบบ procedure
- ผู้รับเหมานอกตัดเจาะเปิดช่อง man-way เพิ่ม โดยไม่มีรายการคำนวณวิศวกรรม
- ฝ่ายซ่อมบำรุงเชื่อม nozzle ใหม่ติดเพิ่มที่ปล่องไอน้ำ — เพื่อรองรับ piping ใหม่
ทุกเคสข้างต้น คือ "ดัดแปลงส่วนที่กระทบความแข็งแรง" ตามข้อ 105 ต้องมีวิศวกรเข้ามา และต้องทดสอบใหม่ก่อนกลับมาใช้
แจ้งการใช้งาน/ยกเลิกใช้งาน ภายใน 30 วัน
อีกข้อที่หลายโรงงานมองข้าม คือข้อ 96 — นายจ้างต้องแจ้งการใช้งานหรือยกเลิกการใช้งานหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน นอกจากที่กำหนดไว้ตามข้อ 93 ต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ใช้งานหรือยกเลิกการใช้งาน
ข้อ 4 ยังบอกอีกว่าวิธีการแจ้งให้เป็นไปตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้แจ้งด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย — ปัจจุบันมีระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ข้อสังเกต — "ที่กำหนดไว้ตามข้อ 93" คือภาชนะที่ได้รับยกเว้น (เส้นผ่านศูนย์กลาง < 152 mm, ถังน้ำร้อน < 99°C ปริมาตร < 450 ลิตร ฯลฯ) ไม่ต้องแจ้ง ส่วนภาชนะที่เกินกรอบยกเว้น — ต้องแจ้งทั้งตอนเริ่มใช้และตอนเลิกใช้
เตรียมการ — เอกสารและคน
ก่อนเริ่มใช้ภาชนะรับความดันในโรงงาน นายจ้างควรเตรียมรายการต่อไปนี้ให้พร้อม
- Data plate / Nameplate ของผู้ผลิต — แสดง MAWP, design temperature, มาตรฐาน, serial number
- Material Test Report (MTR) — เอกสารแสดงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ผลิต
- คู่มือการใช้งานเป็นภาษาไทย — ถ้าคู่มือเดิมเป็นต่างประเทศ ต้องแปล หรือให้วิศวกรจัดทำขึ้นใหม่ตามข้อ 97
- บันทึกการติดตั้ง — มีลายมือชื่อวิศวกรผู้ควบคุม
- รายงานการทดสอบครั้งแรก — hydrostatic test / pneumatic test ตามมาตรฐานที่เลือกใช้
- แบบฟอร์มแจ้งใช้งาน — ส่งภายใน 30 วัน
- ป้ายหรือสื่อแสดงวิธีการทำงาน การตรวจสอบ และการแก้ไขเหตุฉุกเฉิน เป็นภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้ (ข้อ 98)
ฝ่ายที่ต้องเตรียมคน
- วิศวกร ใบ กว. สาขาเครื่องกล/เคมี — ภายในบริษัทหรือจ้าง external
- จป.วิชาชีพ — เป็นเจ้าของระบบเอกสารและประสานพนักงานตรวจความปลอดภัย
- ผู้ปฏิบัติงาน — ต้องสวม PPE ตามข้อ 120 (10)
PPE สำหรับงานภาชนะรับความดัน
ข้อ 120 (10) กำหนด PPE สำหรับ "งานหม้อน้ำ หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน หรือภาชนะรับความดัน" ดังนี้
- แว่นตาชนิดใส หรือหน้ากากชนิดใส — กันสะเก็ด ป้องกันไอน้ำพ่นเข้าตา
- ปลั๊กลดเสียง หรือที่ครอบหูลดเสียง ที่เหมาะสมกับสภาพงาน
- ชุดป้องกันความร้อน หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน
- รองเท้าพื้นยางหุ้มส้น
นายจ้างต้องดูแลให้ลูกจ้างใช้ตลอดเวลาที่ทำงาน นอกเหนือจากนี้สามารถเพิ่มอุปกรณ์อื่นได้ตามความเหมาะสมของลักษณะงานและอันตราย
ขั้นตอน step-by-step การรับรองภาชนะรับความดันใหม่

ลำดับงานจริงที่ จป. กับวิศวกรประจำโรงงานต้องเดินผ่าน เมื่อรับภาชนะใหม่เข้าสถานประกอบกิจการ
ขั้นที่ 1 — รับมอบและตรวจ documentation
ตรวจ data plate ว่ามีมาตรฐานที่ยอมรับ (มอก./ISO/ASME/JIS/DIN/TRD/BS/EN/DOT) ตรงกับข้อ 95 หรือไม่ · เก็บ MTR และคู่มือผู้ผลิต · ถ้าคู่มือไม่ใช่ภาษาไทย ส่งให้วิศวกรจัดทำคู่มือภาษาไทยตามข้อ 97
ขั้นที่ 2 — ติดตั้งโดยมีวิศวกรควบคุม
หากเป็นภาชนะระดับ A (≥1 m³ หรือ ≥500 kPa) ต้องมีวิศวกร กว. ควบคุมการติดตั้งทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ foundation, alignment, piping, instrumentation จนถึง pressure relief device
ขั้นที่ 3 — ทดสอบการใช้งานก่อนเริ่ม operation
ทดสอบ hydrostatic หรือ pneumatic ตามคู่มือผู้ผลิตและมาตรฐานที่ภาชนะถูกออกแบบ · บันทึกผลในรูป test report พร้อมลายมือชื่อวิศวกรผู้รับผิดชอบ
ขั้นที่ 4 — จัดให้มีป้ายและคู่มือหน้างาน
ติดป้ายแสดงวิธีการทำงาน วิธีการตรวจสอบ และข้อปฏิบัติกรณีเหตุฉุกเฉิน เป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นที่ลูกจ้างเข้าใจ ปิดให้เห็นชัดเจน
ขั้นที่ 5 — แจ้งอธิบดีภายใน 30 วัน
ยื่นแบบฟอร์มแจ้งการใช้งานผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นับจากวันเริ่มใช้
ขั้นที่ 6 — วางแผนการตรวจสอบประจำ
- ระดับ A — กำหนดรอบทดสอบตามคู่มือผู้ผลิต พร้อม external inspection ประจำปี
- ระดับ B — บันทึก next inspection ภายใน 5 ปี · ตรวจพินิจด้วยสายตา + วัดความหนาโดยวิศวกร
ขั้นที่ 7 — เก็บเอกสารทดสอบไว้ให้ตรวจสอบได้
ทุกใบทดสอบ ทุก inspection report — เก็บไว้ในระบบเอกสารของ จป. และพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยเมื่อร้องขอ
ข้อควรระวัง
- อย่าเข้าใจผิดว่าระดับ B ไม่ต้องทำอะไร — กฎหมายระบุชัดว่าต้องตรวจพินิจ + วัดความหนา โดยวิศวกร (ไม่ใช่ช่างทั่วไป) อย่างน้อย 5 ปีต่อครั้ง · บางโรงงานปล่อยถังลมเล็ก ๆ ไว้ 10 ปีโดยไม่มีรายงาน — ผิดข้อ 115
- อย่าผสมเลข threshold ของ ASME กับกฎหมายไทย — ASME มี criteria ของตัวเอง ส่วนกฎหมายไทยใช้ 1 m³ / 500 kPa เป็นเส้นแบ่งระดับการตรวจ
- อย่าลืมแจ้งตอน "เลิกใช้" — ข้อ 96 บอกชัดเจน ทั้งเริ่มใช้และเลิกใช้ ต้องแจ้งภายใน 30 วัน
- อย่าให้ช่างเชื่อมปะถังเอง — ผิดข้อ 105 ทันที ต้องมีวิศวกรออกแบบ procedure
- อย่าทิ้งคู่มือต่างประเทศไว้เฉย ๆ — ข้อ 97 บังคับให้มีคู่มือภาษาไทย (หรือภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้)
- อย่าสับสนระหว่าง pressure vessel กับ compressed gas cylinder — ถัง LPG, oxygen, argon ใช้ข้อ 116-118 ไม่ใช่ข้อ 113-115
- ถังที่ติดตั้งสูงเกิน 2 เมตรจากพื้นถึงเปลือกด้านบน — ต้องจัดทำบันได ทางเดิน ราวจับ และขอบกันตก ตามข้อ 103
checklist สรุปสั้น
ใช้รายการนี้เดินตรวจประจำปีในโรงงาน
- มี data plate ผู้ผลิต และมาตรฐานเข้าตามข้อ 95
- มีคู่มือการใช้งานเป็นภาษาไทยหรือภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้
- วิศวกร กว. เคยควบคุมการติดตั้ง (สำหรับระดับ A)
- มีรายงานทดสอบครั้งแรกและรอบทดสอบตามคู่มือผู้ผลิต
- ระดับ B มี inspection record ภายใน 5 ปี
- แจ้งใช้งานต่ออธิบดีภายใน 30 วันแล้ว
- มีป้ายวิธีการทำงานและขั้นตอนฉุกเฉินที่อ่านง่าย
- PPE ตามข้อ 120 (10) มีพร้อม
- เอกสารทดสอบทั้งหมดเก็บพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย
- ไม่มีร่องรอยซ่อม/เชื่อมเพิ่มที่ไม่มีรายการคำนวณวิศวกรรม
คำถามที่พบบ่อย
ถังลมในเวิร์กชอป volume 300 ลิตร ความดัน 800 kPa เข้าระดับใด
เข้าระดับ A เพราะความดันเกิน 500 kPa แม้ปริมาตรจะน้อยกว่า 1 m³ — ต้องมีวิศวกรควบคุมติดตั้งและทดสอบประจำตามข้อ 113 และ 114
ถังลม volume 1.5 m³ ความดัน 200 kPa เข้าระดับใด
เข้าระดับ A เพราะปริมาตรเกิน 1 m³ แม้ความดันจะต่ำกว่า 500 kPa
ถังลม volume 200 ลิตร (0.2 m³) ความดัน 100 kPa เข้าระดับใด
ต้องตรวจก่อนว่าเข้าข้อยกเว้นข้อ 93 (2) (ค) หรือไม่ — ถ้าใช้อากาศเป็นตัวสร้างความดันและความดันไม่เกิน 2 MPa หรืออุณหภูมิไม่เกิน 99°C → ได้รับยกเว้น ไม่ต้องบังคับใช้บทบัญญัติหมวด 3 หากไม่เข้ายกเว้น → เข้าระดับ B (ตรวจพินิจ + วัดความหนาทุก 5 ปี)
ถังสารเคมีในกระบวนการ reactor ความดันใช้งานเพียง 30 kPa จะเป็น pressure vessel ไหม
ดูค่า "ความดันที่ออกแบบ" ของถัง (design pressure) — ถ้าเกิน 50 kPa คือเข้านิยาม pressure vessel ตามข้อ 3 (แม้บางช่วง operate ที่ความดันต่ำกว่า) เพราะนิยามอ้างที่ "ความดันแตกต่างกัน > 50 กิโลปาสคาล" ของตัวภาชนะ และที่สำคัญ reactor ถูกระบุชื่อชัดในนิยามว่ารวมอยู่ในประเภทนี้
ถ้าซ่อมถังเล็ก ๆ แบบเปลี่ยน gasket หรือ valve ปกติ ผิดข้อ 105 ไหม
ข้อ 105 ห้ามเฉพาะ "การซ่อมแซมหรือดัดแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดที่อาจมีผลกระทบต่อความแข็งแรงหรือความปลอดภัย" — การเปลี่ยน gasket หรือ valve ที่เป็น maintenance ปกติตาม manual ผู้ผลิต ไม่กระทบ pressure boundary จึงไม่ใช่การดัดแปลงตามข้อ 105 แต่ถ้าเป็นการเชื่อมเสริม patch ตัดเจาะ shell หรือเปลี่ยน nozzle — ต้องมีวิศวกรเข้ามา
ใครคือ "พนักงานตรวจความปลอดภัย" ที่ต้องแสดงเอกสารให้
คือพนักงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจตรวจสอบสถานประกอบกิจการตาม พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — โรงงานต้องพร้อมแสดงสำเนาเอกสารทดสอบทั้งหมดเมื่อมีการตรวจ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หากดูแลภาชนะรับความดันในโรงงาน หลายคนต้องดูแลหม้อน้ำคู่กันด้วย — โดยเฉพาะตำแหน่งผู้ควบคุมหม้อน้ำ ที่กฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดคุณสมบัติและการอบรมไว้ใน ส่วนที่ 2 ของหมวด 3
สรุป
- "ภาชนะรับความดัน" ตามกฎกระทรวง 2564 คือภาชนะปิดที่ความดันต่างจากบรรยากาศ > 50 กิโลปาสคาล รวม reactor แต่ไม่รวม compressed gas cylinder
- มาตรฐานที่ยอมรับ — มอก./ISO/ASME/JIS/DIN/TRD/BS/EN/DOT หรือเทียบเท่า — ระบุที่ data plate
- ระดับ A (≥ 1 m³ หรือ ≥ 500 kPa) — วิศวกรควบคุมติดตั้ง + ทดสอบประจำ ระดับ B (< 1 m³ และ < 500 kPa) — วิศวกรตรวจพินิจ + วัดความหนาทุก 5 ปี
- ห้ามซ่อม/ดัดแปลงเองที่กระทบความแข็งแรง — ต้องมีวิศวกรออกแบบ ควบคุม ทดสอบ
- แจ้งใช้งาน/เลิกใช้งานต่ออธิบดี ภายใน 30 วัน
- PPE — แว่นใส, ที่ครอบหู, ชุดกันร้อน, รองเท้าพื้นยาง
เริ่มที่ทำ inventory ภาชนะรับความดันทุกใบในโรงงานก่อน · จัดประเภทระดับ A / B / ยกเว้น · แล้วทยอยจัดเอกสารตามรายการ checklist ข้างต้น เมื่อพร้อม รวมรายการนี้เข้ากับใบอนุญาตที่โรงงานต้องมี เพื่อให้ระบบเอกสารของ จป.วิชาชีพครบทุกด้าน
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง