🎓 Safety 101 พื้นฐาน

อ่าน marking รองเท้านิรภัยให้เป็น — SB / S1 / S1P / S2 / S3 ต่างกันอย่างไร

SB / S1 / S1P / S2 / S3 / S4 / S5 ตาม EN ISO 20345:2022 ต่างกันอย่างไร อ่านรหัสใต้ลิ้นรองเท้าให้เป็น แล้วเลือกให้ตรงงานก่อสร้าง โรงงาน งานเปียก พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

Safety Station 10117 มิถุนายน 2569อ่าน 18 นาที · 4,054 คำ
อ่าน marking รองเท้านิรภัยให้เป็น — SB / S1 / S1P / S2 / S3 ต่างกันอย่างไร

หัวหน้างานเดินมาบอกผู้จัดซื้อว่า "ขอรองเท้านิรภัยให้ทีมก่อสร้าง 20 คู่" ผู้จัดซื้อเปิด catalog ขึ้นมาเจอ SB, S1, S1P, S2, S3, S4, S5 เรียงกันเป็นแถวพร้อมราคาที่ต่างกันเท่าตัว — ที่นี้ก็เป็นปัญหาว่าจะเลือกตัวไหน ถ้าเลือกถูกก็ป้องกันได้ตรงงาน ถ้าเลือกผิดก็เสียเงินฟรีหรือแย่กว่านั้นคือป้องกันไม่พอ

รหัสพวกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ดูเท่ ๆ แต่ละตัวอักษรบอกชัดว่ารองเท้าคู่นั้นกันอะไรได้บ้าง อ่านเป็นเมื่อไหร่ คุณจะเลือกได้เองโดยไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาของคนขาย ลองดูกันว่าแต่ละระดับต่างกันตรงไหน และงานแบบไหนควรใช้อะไร

ภาพรวม — ใครต้องสนใจ และกฎหมายไทยพูดอะไร

รองเท้านิรภัยคือ PPE สำหรับป้องกันเท้า ใครก็ตามที่ต้องเข้าหน้างานที่มีของหนักตกใส่ ตะปูทิ่ม พื้นลื่น หรือสารเคมีหก ก็ต้องใส่ และคนที่ต้อง "เลือก" ไม่ใช่แค่คนใส่ แต่คือ จป. กับฝ่ายจัดซื้อที่ต้องรู้ว่ารหัสบนรองเท้าหมายถึงอะไร เพื่อเลือกให้ตรงกับพื้นฐาน PPE เบื้องต้นและตรงกับอันตรายจริงในไลน์

กฎหมายไทยพูดอะไร

ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และถ้าลูกจ้างไม่ยอมสวมใส่ ให้นายจ้างสั่งหยุดงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่

คำถามต่อมาคือ "มาตรฐาน" ที่ว่าหมายถึงอะไร คำตอบอยู่ที่ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ที่ระบุว่ามาตรฐาน PPE ที่ใช้ได้ในไทย รวมถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล (ISO) มาตรฐานสหภาพยุโรป (EN) ANSI ของสหรัฐฯ และอื่น ๆ โดยให้เหมาะสมกับชนิดหรือประเภทของงานที่ลูกจ้างปฏิบัติ

นี่คือจุดสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน รหัส S1, S2, S3 ที่เราจะคุยกันต่อจากนี้ มาจากมาตรฐาน EN ISO 20345 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่เพราะประกาศกรมฯ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ยอมรับมาตรฐาน EN และ ISO รองเท้าที่ผ่าน EN ISO 20345 จึงถือว่า "ได้มาตรฐาน" ตามมาตรา 22 ได้ ทั้งนี้ฝั่งไทยเองก็มี มอก. รองเท้านิรภัยที่อ้างอิงได้เช่นกันเป็นทางเลือกในประเทศ

เกณฑ์ร่วมของทุกระดับ — toe cap ที่ทำให้เป็น "รองเท้านิรภัย"

ก่อนจะแยกระดับ ต้องเข้าใจสิ่งที่รองเท้านิรภัยทุกระดับมีเหมือนกันก่อน นั่นคือ หัวครอบนิ้วเท้า (toe cap) ที่ทนแรงกระแทกที่พลังงานทดสอบ 200 จูล (มาตรฐาน EN ISO 20345 ฉบับสากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย)

ตัวเลข 200 จูลนี้เองที่เป็นเส้นแบ่งสำคัญ EN แยกประเภทรองเท้าออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับการป้องกันที่หัวรองเท้า

  • Safety (S) — toe cap 200 จูล คือ "รองเท้านิรภัย" ตัวจริง รหัสขึ้นต้นด้วย S ทั้งหมด
  • Protection (P) — toe cap 100 จูล เป็นรองเท้าทนแรงที่ป้องกันน้อยกว่า (มาตรฐาน EN ISO 20346) รหัสขึ้นต้นด้วย P
  • Occupational (O) — ไม่มี toe cap เป็นรองเท้าทำงานทั่วไป (มาตรฐาน EN ISO 20347) รหัสขึ้นต้นด้วย O

เพราะฉะนั้นถ้าเห็นรหัสขึ้นต้นด้วย S แสดงว่าผ่านเกณฑ์ toe cap 200 จูลแน่นอน ถ้าขึ้นต้นด้วย O คือไม่มีหัวเหล็ก/หัวคอมโพสิตเลย ต่อให้ดูเหมือนรองเท้าเซฟตี้ก็ตาม

บันได marking ของรองเท้าหนัง (Class I)

อินโฟกราฟิกบันได marking รองเท้านิรภัยไล่ขึ้นทีละขั้น — SB หัวครอบนิ้วเท้าทน 200 จูล, S1 เพิ่มส้นปิดกันน้ำมันดูดซับแรง, S1P เพิ่มแผ่นกันทิ่มทะลุ, S2 เพิ่มกันน้ำซึมส่วนบน, S3 เพิ่มพื้นดอกยางและกันทิ่ม และแถบ Class II บูทยาง S4 เทียบ S2 S5 เทียบ S3 ระบุว่าเป็น EN ISO 20345:2022 ไม่ใช่กฎหมายไทย

รองเท้านิรภัยส่วนใหญ่ที่เจอในไซต์งานไทยเป็น Class I คือทำจากหนังหรือวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ยาง/โพลิเมอร์ทั้งตัว ระดับของมันไล่จากต่ำไปสูงแบบ "บวกเพิ่มทีละชั้น" ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 (สากล/ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย) ดังนี้

  • SB (Safety Basic) — เกณฑ์ขั้นต่ำสุด มีแค่ toe cap 200 จูล ส้นจะเปิดก็ได้ ยังไม่มีคุณสมบัติเสริมอื่น เหมาะเป็นฐานอ้างอิงมากกว่าใช้งานจริง
  • S1 — SB + ส้นปิด + พื้นกันน้ำมัน (FO) + ส่วนส้นดูดซับแรงกระแทก (E) เหมาะกับงานในร่มที่แห้ง
  • S1P — S1 + พื้นกันทิ่มทะลุ (Penetration) เพิ่มแผ่นกันตะปูเข้ามา เหมาะกับงานที่เสี่ยงเหยียบของแหลม
  • S2 — S1 + กันน้ำซึมผ่านส่วนบนของรองเท้า (WRU) เหมาะกับงานที่เจอความชื้นบ้าง แต่ยังไม่มีแผ่นกันทิ่ม
  • S3 — S2 + พื้นกันทิ่มทะลุ + พื้นนอกแบบมีดอกยาง (cleated) เป็นระดับยอดนิยมสำหรับงานก่อสร้าง เพราะกันได้เกือบครบ

วิธีจำง่าย ๆ คือ ยิ่งเลขสูง คุณสมบัติยิ่งเพิ่ม S3 มีทุกอย่างที่ S1 มี แล้วเติมกันน้ำ กันทิ่ม ดอกยางเข้าไปอีก ส่วน S1P คือทางลัดสำหรับคนที่อยากได้ S1 แต่ขอเพิ่มแผ่นกันตะปูโดยไม่ต้องจ่ายค่ากันน้ำของ S3

รองเท้ายาง/โพลิเมอร์ทั้งตัว (Class II)

อีกกลุ่มคือ Class II ทำจากยางหรือโพลิเมอร์ขึ้นรูปทั้งตัว เช่นบูทยางที่เห็นในโรงงานอาหารหรืองานล้างพื้น กลุ่มนี้ใช้รหัสคนละชุด (ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 เช่นกัน)

  • SB — เกณฑ์ขั้นต่ำ toe cap 200 จูล เหมือน Class I
  • S4 — เทียบได้กับ S2 ของหนัง คือกันน้ำได้ดี (เพราะเป็นยางทั้งตัว) แต่ยังไม่มีแผ่นกันทิ่ม
  • S5 — เทียบได้กับ S3 คือ S4 + พื้นกันทิ่มทะลุ + พื้นนอกมีดอกยาง

บูทยาง S4/S5 เหมาะกับงานเปียกตลอดเวลา งานสารเคมี งานอาหารที่ต้องล้างพื้นบ่อย เพราะตัวรองเท้ากันน้ำได้ดีกว่ารองเท้าหนังโดยธรรมชาติ

รหัสกันทิ่มทะลุ และระดับใหม่ของฉบับ 2022

ถ้าเทียบ marking เก่ากับใหม่ จุดที่ต่างชัดที่สุดคือเรื่อง "การกันทิ่มทะลุ" (Penetration) ฉบับ EN ISO 20345:2022 (สากล/ยุโรป) แยกออกเป็น 3 แบบ

  • P — แผ่นกันทิ่มเป็นโลหะ ทดสอบด้วยตะปูขนาด 4.5 มิลลิเมตร
  • PL — แผ่นกันทิ่มแบบไม่ใช่โลหะ (non-metallic) ทดสอบด้วยตะปู 4.5 มิลลิเมตร
  • PS — แผ่นกันทิ่มแบบไม่ใช่โลหะ ทดสอบด้วยตะปูที่เล็กกว่าคือ 3 มิลลิเมตร จึงป้องกันของแหลมเล็ก ๆ ได้ละเอียดกว่า

ที่ต้องรู้คือแผ่นกันทิ่มแบบโลหะกับไม่ใช่โลหะ ป้องกันคนละสไตล์ แผ่นโลหะแข็งแรงแต่เย็น/ร้อนตามอุณหภูมิและไม่คลุมพื้นที่ทั้งฝ่าเท้า ส่วนแบบ non-metallic เบากว่าและไม่นำไฟฟ้า/ความร้อน แต่ต้องดูขนาดตะปูที่ใช้ทดสอบ (PS ละเอียดกว่า PL)

นอกจากนี้ฉบับ 2022 ยังเพิ่มระดับใหม่เข้ามาคือ S6 (เทียบ S2 แต่กันน้ำทั้งรองเท้า WR) และ S7 (เทียบ S3 แต่กันน้ำทั้งรองเท้า WR) สำหรับคนที่ต้องลุยน้ำจริงจัง แต่ในตลาดไทยตอนนี้ marking เก่าอย่าง S1P, S2, S3 ก็ยังเจอเป็นส่วนใหญ่ และยังใช้ได้อยู่ ไม่ต้องตกใจถ้าเห็นรหัสเก่า

รหัสคุณสมบัติเสริมที่ติดมากับรองเท้า

ไอคอนเซ็ต 6 ช่องแสดงรหัสคุณสมบัติเสริมของรองเท้านิรภัย — HRO พื้นทนความร้อนสัมผัส, HI กันความร้อน, CI กันความเย็น, SRC กันลื่น, ESD กันไฟฟ้าสถิต, M กันกระแทกกลางเท้า แต่ละช่องมีไอคอนประกอบ ระบุว่าเป็นรหัสตาม EN ISO 20345 สากล ไม่ใช่กฎหมายไทย

นอกจากระดับ S แล้ว บนรองเท้ามักมีตัวอักษรเสริมต่อท้ายอีกชุด ซึ่งบอกคุณสมบัติพิเศษ (ทั้งหมดเป็นรหัสตามมาตรฐาน EN ISO 20345 สากล/ยุโรป)

  • HRO — พื้นนอกทนความร้อนสัมผัสได้ถึง 300 องศาเซลเซียส เหมาะงานเดินบนพื้นร้อน
  • HI — กันความร้อนเข้าสู่เท้า
  • CI — กันความเย็นเข้าสู่เท้า
  • SRC — ผ่านการทดสอบกันลื่นทั้งสองเงื่อนไข
  • ESD หรือ A — ป้องกัน/ระบายไฟฟ้าสถิต เหมาะกับงานอิเล็กทรอนิกส์ที่กลัวประจุไฟฟ้าสถิต
  • M — มีแผ่นกันกระแทกกลางหลังเท้า (metatarsal) สำหรับงานที่ของหนักอาจตกใส่หลังเท้า

เลือกตัวเสริมเหล่านี้ตามอันตรายเฉพาะของงาน ไม่ใช่ยิ่งมีตัวอักษรเยอะยิ่งดี เพราะแต่ละคุณสมบัติมีต้นทุนและบางทีก็แลกมาด้วยความหนัก/ความอึดอัด

วิธีเลือกตามงานจริง

พอเข้าใจรหัสแล้ว มาดูว่างานแต่ละแบบควรใช้ระดับไหน

  • งานก่อสร้าง / งานที่มีตะปูหรือของแหลมบนพื้น → S3 (กันครบทั้งน้ำ ทิ่ม ดอกยาง) หรืออย่างน้อย S1P ถ้างานในร่มแห้งแต่ยังเสี่ยงเหยียบตะปู ดูแนวทางเพิ่มได้ที่PPE ตามลักษณะงานก่อสร้าง
  • งานทั่วไปในร่มที่แห้ง เช่นคลังสินค้า ไลน์ผลิตที่ไม่เปียก → S1 ก็พอ ไม่ต้องจ่ายค่า S3
  • งานเปียก / ล้างพื้น / โรงงานอาหาร / สารเคมี → บูทยาง S4 หรือ S5 ที่กันน้ำได้ดีกว่ารองเท้าหนัง
  • งานไฟฟ้า → ต้องระวังให้ดี รองเท้านิรภัยทั่วไป SB ถึง S3 ออกแบบมากันแรงกระแทกและกันทิ่ม ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า การป้องกันไฟฟ้าเป็นคุณสมบัติคนละเรื่อง ต้องดูรหัสฉนวนไฟฟ้าโดยเฉพาะ และเลือกร่วมกับอุปกรณ์ฉนวนสำหรับงานไฟฟ้าอื่น ๆ

ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ ทำ Risk Assessment ของงานก่อน ดูว่าเท้าเสี่ยงอันตรายแบบไหนบ้าง (ของหนักตก ตะปูทิ่ม พื้นลื่น เปียก สารเคมี ไฟฟ้าสถิต) แล้วค่อยแปลงเป็นรหัส S + ตัวเสริมที่ต้องการ ไม่ใช่เลือกจากราคาหรือความเคยชิน

ข้อควรระวังที่เจอบ่อย

  • เข้าใจว่า "เลขสูง = ดีเสมอ" ไม่จริงเสมอไป S3 ดีสำหรับก่อสร้าง แต่ใส่เดินในออฟฟิศหรือไลน์แห้งก็หนักและร้อนเกินจำเป็น เลือกให้ "ตรงงาน" สำคัญกว่าเลือกให้ "แพงสุด"
  • คิดว่ารองเท้านิรภัยกันไฟฟ้าได้ ตามที่บอกไปแล้ว toe cap กับฉนวนไฟฟ้าเป็นคนละคุณสมบัติ อย่าเอารองเท้า S3 ธรรมดาไปใส่ทำงานไฟฟ้าแรงสูงโดยคิดว่าปลอดภัย
  • สับสน marking เก่ากับใหม่ ฉบับ 2022 เพิ่ม PL/PS และ S6/S7 แต่ของเก่า S1P/S2/S3 ยังใช้ได้ ไม่ต้องรีบทิ้งของเดิม
  • ดูแค่รหัส S ไม่ดูตัวเสริม งานที่ของหนักตกใส่หลังเท้าต้องการ M (metatarsal) ส่วน S เฉย ๆ ไม่ครอบคลุมตรงนั้น
  • ลืมว่ากฎหมายไทยไม่ได้สั่งระดับเฉพาะ กฎหมายไทยไม่ได้เขียนว่า "งานก่อสร้างต้องใส่ S3" บังคับเพียงให้นายจ้างจัดรองเท้านิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับชนิดงาน การเลือกระดับเป็นหน้าที่ จป. ที่ต้องตัดสินจาก Risk Assessment

checklist ก่อนสั่งซื้อ

  • ระบุอันตรายต่อเท้าในงานนั้นให้ครบ (ของหนัก ตะปู ลื่น เปียก สารเคมี ไฟฟ้าสถิต)
  • แปลงอันตรายเป็นระดับ S + ตัวเสริมที่ต้องการ
  • เช็กว่ารหัสบนรองเท้าจริง ตรงกับที่ต้องการหรือไม่ (อ่านใต้ลิ้นรองเท้า)
  • ยืนยันว่าผ่านมาตรฐาน EN ISO 20345 หรือ มอก. รองเท้านิรภัย
  • ลองสวมจริงให้พอดี ขนาดไม่พอดีเท่ากับป้องกันไม่เต็มที่

คำถามที่พบบ่อย

S1P กับ S3 ต่างกันตรงไหน ทั้งคู่มีแผ่นกันทิ่มทะลุเหมือนกัน แต่ S3 มีกันน้ำซึม (WRU) และพื้นนอกดอกยางเพิ่มเข้ามา ส่วน S1P เป็น S1 ที่เติมแค่แผ่นกันทิ่ม จึงเบากว่าและถูกกว่า เหมาะงานในร่มแห้งที่เสี่ยงตะปู

marking S6/S7 คืออะไร ทำไมไม่เคยเห็น เป็นระดับใหม่ที่เพิ่มมาในฉบับ EN ISO 20345:2022 คือ S2/S3 ที่กันน้ำทั้งรองเท้า (WR) ตลาดไทยยังเจอน้อยเพราะของเดิม S2/S3 ยังขายอยู่ทั่วไป

รองเท้านิรภัยใส่ทำงานไฟฟ้าได้ไหม รองเท้านิรภัยทั่วไป (SB ถึง S3) กันแรงกระแทกและกันทิ่ม ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า ถ้าทำงานไฟฟ้าต้องเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติฉนวนไฟฟ้าโดยเฉพาะ และใช้ร่วมกับ PPE ฉนวนอื่น

กฎหมายไทยบังคับให้ใส่ S3 ไหม ไม่ได้บังคับระดับเฉพาะ กฎหมายไทยบังคับเพียงให้นายจ้างจัดรองเท้านิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับชนิดงาน (มาตรา 22 + ประกาศกรมฯ 2554 ข้อ 3) ส่วนจะเลือก S1 หรือ S3 ขึ้นกับผลการประเมินความเสี่ยงของงาน

สรุป

  • รหัสขึ้นต้นด้วย S = รองเท้านิรภัย toe cap 200 จูล (มาตรฐาน EN ISO 20345 สากล/ยุโรป) ส่วน O = ไม่มี toe cap
  • ลำดับ Class I ไล่จาก SB น้อยสุด → S1 → S1P/S2 → S3 ครบสุด ส่วนบูทยาง Class II ใช้ S4/S5
  • ฉบับ 2022 เพิ่มกันทิ่มแบบ P/PL/PS และระดับ S6/S7 (กันน้ำทั้งรองเท้า) แต่ marking เก่ายังใช้ได้
  • เลือกตามงาน ก่อสร้าง/มีตะปูใช้ S3 หรือ S1P งานแห้งทั่วไป S1 งานเปียก S4/S5 งานไฟฟ้าต้องดูฉนวนแยก
  • กฎหมายไทยไม่ได้สั่งระดับเฉพาะ แต่ให้นายจ้างจัด PPE ที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน หน้าที่เลือกระดับเป็นของ จป.

ลองหยิบรองเท้านิรภัยในไลน์ของคุณขึ้นมาดูใต้ลิ้นรองเท้าสักคู่ แล้วเทียบกับงานจริงว่ารหัสที่ใส่อยู่ตรงกับอันตรายหน้างานหรือยัง ถ้าไม่ตรง นั่นคือจุดแรกที่ควรปรับในรอบจัดซื้อหน้า


อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ PPE อุปกรณ์ป้องกัน? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)
พื้นฐาน

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)

วิธีอ่านรหัส EN 388:2016 บนถุงมือกันบาด — 4 ตัวเลข (เสียดสี/บาด/ฉีก/ทิ่ม) + ตัว A-F (TDM) + P (impact) พร้อมข้อต่างจาก ANSI A1-A9 และฐานกฎหมายไทย ม.22

11 มิ.ย. 2569อ่าน 14 นาที
เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม
พื้นฐาน

เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม

เลือกแว่นนิรภัย goggle face shield ให้ตรงอันตราย กระแทก สารเคมีกระเด็น ฝุ่น แสง UV งานเชื่อม อ่านรหัส ANSI Z87+ D3 D4 D5 เทียบ EN 166 พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

14 มิ.ย. 2569อ่าน 14 นาที
เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร
พื้นฐาน

เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร

หมวกนิรภัย Type I/II กันกระแทกคนละทิศ Class G/E/C ฉนวนไฟฟ้าคนละระดับ (2,200V / 20,000V) อ่านรหัสให้เป็น เลือกตรงงานก่อสร้าง ไฟฟ้า โรงงาน พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

16 มิ.ย. 2569อ่าน 15 นาที
อ่าน marking รองเท้านิรภัย SB S1 S1P S2 S3 — เลือกให้ถูกตามงาน — Safety Station 101