📊 ระบบบริหาร & เหตุฉุกเฉิน

โครงสร้างข้อกำหนดของ ISO 45001 กับส่วนที่กฎหมายไทยกำหนดไว้แล้ว

ไล่โครงข้อกำหนด ISO 45001 ข้อ 4 ถึงข้อ 10 ตามวงจรวางแผน ลงมือ ตรวจสอบ ปรับปรุง พร้อมชี้ข้อที่กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดไว้แล้ว ขอบเขตข้อ 13 และลำดับเริ่มทำ

Safety Station 10111 กันยายน 2569อ่าน 31 นาที · 6,833 คำ
โครงสร้างข้อกำหนดของ ISO 45001 กับส่วนที่กฎหมายไทยกำหนดไว้แล้ว

องค์กรที่เริ่มศึกษามาตรฐาน ISO 45001 มักได้เอกสารที่เรียงข้อกำหนดเป็นรายการยาว แล้วอ่านไล่ทีละข้อโดยยังไม่เห็นว่าข้อใดต่อกับข้อใด ทั้งที่โครงของมาตรฐานวางอยู่บนวงจรบริหารสี่ช่วง คือวางแผน ลงมือ ตรวจสอบ และปรับปรุง เมื่อจับโครงได้ก่อน จะมองออกว่างานที่โรงงานทำอยู่แล้วตามกฎหมายไทยเป็นหลักฐานของข้อกำหนดข้อใด

ISO 45001 เป็นมาตรฐานสากลที่องค์กรเลือกนำไปใช้เอง ไม่มีสถานะเป็นกฎหมายไทย ส่วนหน้าที่ของนายจ้างมาจากพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 และกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หน้านี้ไล่โครงของมาตรฐานทีละข้อแล้ววางคู่กับตัวบทไทยที่ตรงกัน โดยเรียบเรียงสาระขึ้นใหม่ เพราะตัวบทของมาตรฐานมีลิขสิทธิ์ ผู้ที่ยังไม่ได้ปูพื้นตัวกฎกระทรวง อ่าน ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ประกอบ

โครงสิบข้อ และส่วนที่ใช้ตรวจจริง

มาตรฐานระบบการจัดการของ ISO ทุกฉบับใช้โครงเดียวกันที่เรียกว่าโครงสร้างที่สอดคล้องกัน (harmonized structure ซึ่งเดิมเรียก high level structure) องค์กรที่มีระบบคุณภาพหรือระบบสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วจึงรวมเข้าเป็นชุดเอกสารเดียวกันได้

โครงนี้มีสิบข้อ ข้อ 1 ถึงข้อ 3 เป็นส่วนเกริ่น ได้แก่ ขอบข่าย เอกสารอ้างอิง คำศัพท์และนิยาม ส่วนข้อ 4 ถึงข้อ 10 รวมเจ็ดข้อ คือข้อกำหนดที่ผู้ตรวจใช้ออกข้อบกพร่อง มาตรฐานฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อ ค.ศ. 2018 แทนมาตรฐาน OHSAS 18001 ที่เลิกใช้ไปแล้ว

เลขข้อของมาตรฐานกับเลขข้อของกฎกระทรวงไทยเป็นคนละชุด เวลาเขียนขั้นตอนปฏิบัติงานจึงต้องระบุให้ชัดว่าอ้างเลขข้อของฝั่งใด เพราะทั้งสองฝั่งมีข้อ 8 และข้อ 10 เหมือนกัน แต่เนื้อหาคนละเรื่อง

วงจรบริหารสี่ช่วง กับตำแหน่งของข้อกำหนดแต่ละข้อ

ตารางนี้วางข้อกำหนดทั้งเจ็ดข้อลงบนวงจร พร้อมชี้คู่ที่ใกล้ที่สุดในกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ซึ่งหน้านี้เรียกสั้นว่ากฎกระทรวง พ.ศ. 2565

ข้อของมาตรฐาน ชื่อข้อ ช่วงของวงจร คู่ในกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 สถานะ
4 บริบทขององค์กร ฐานรากก่อนเข้าวงจร ใกล้ที่สุดคือข้อ 7 ส่วนเพิ่ม
5 ภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วมของลูกจ้าง แกนกลางที่ค้ำทุกช่วง ข้อ 6 · ข้อ 8 (1) · ข้อ 12 กฎหมายไทยกำหนดแล้ว
6 การวางแผน วางแผน ข้อ 9 (1) · ข้อ 9 (2) กำหนดแล้วบางส่วน
7 การสนับสนุน ลงมือ ข้อ 8 (2) ถึง ข้อ 8 (4) กฎหมายไทยกำหนดแล้ว
8 การปฏิบัติการ ลงมือ ข้อ 9 (3) กำหนดแล้วบางส่วน
9 การประเมินสมรรถนะ ตรวจสอบ ข้อ 10 (1) · ข้อ 10 (3) กำหนดแล้วบางส่วน
10 การปรับปรุง ปรับปรุง ข้อ 10 (2) · ข้อ 11 กฎหมายไทยกำหนดแล้ว

กฎกระทรวงไทยเดินตามวงจรเดียวกัน เพราะข้อ 5 กำหนดองค์ประกอบขั้นต่ำไว้ห้าอย่าง คือ นโยบาย การจัดการองค์กร แผนงานและการนำไปปฏิบัติ การประเมินผลและการทบทวนระบบ และการปรับปรุงและการพัฒนาระบบ ความต่างอยู่ที่ระดับรายละเอียด กฎกระทรวงเขียนกรอบสั้นแต่ระบุค่าที่ต้องผ่านเป็นบางจุด ส่วนมาตรฐานเขียนกระบวนการละเอียดกว่าแต่ให้องค์กรกำหนดค่าเอง

ข้อ 4 บริบทขององค์กร ฐานรากที่กฎหมายไทยไม่ได้เขียนแยกไว้

ข้อ 4 กำหนดให้องค์กรเข้าใจตัวเองก่อนออกแบบระบบ ได้แก่ ประเด็นภายในและภายนอกที่กระทบผลงานด้านความปลอดภัย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและความคาดหวังของแต่ละฝ่าย แล้วจึงกำหนดขอบเขตของระบบว่าครอบคลุมพื้นที่ใด กิจกรรมใด และผู้รับเหมาระดับใด

กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ไม่มีข้อที่ตรงกับข้อ 4 ข้อที่ใกล้ที่สุดคือข้อ 7 ซึ่งกำหนดว่านโยบายต้องสอดคล้องกับสภาพการทำงานและกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยฯ เพื่อคุ้มครองลูกจ้างและเพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อ 4 จึงเป็นส่วนเพิ่มที่คุ้มค่าสำหรับองค์กรไทย เพราะขอบเขตที่เขียนชัดช่วยตัดปัญหาที่พบบ่อย คือระบบครอบเฉพาะลูกจ้างประจำแล้วปล่อยงานของผู้รับเหมาไว้นอกระบบ ทั้งที่ข้อ 8 (4) กำหนดให้สื่อสารข้อมูลอันตรายให้ผู้รับเหมาด้วย

ข้อ 5 ภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วมของลูกจ้าง

ข้อ 5 วางความรับผิดชอบของระบบไว้ที่ผู้บริหารสูงสุด ให้กำหนดนโยบาย มอบบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้ชัด และจัดให้มีการหารือและการมีส่วนร่วมของลูกจ้าง โดยเน้นที่ลูกจ้างซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับบริหาร

กฎหมายไทยกำหนดเรื่องเดียวกันไว้ครบ ข้อ 6 วางหน้าที่นายจ้างเรื่องนโยบายไว้สามข้อ คือให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมกำหนดและเผยแพร่ให้ทราบทั่วถึง จัดทำเป็นภาษาไทยพร้อมลงลายมือชื่อ ประทับตรารับรอง และลงวันที่ และทบทวนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ส่วนข้อ 12 เติมอีกสี่หน้าที่ คือควบคุมดูแลการดำเนินการตามระบบ เปิดโอกาสให้ลูกจ้างทุกคนมีส่วนร่วม จัดให้ลูกจ้างเข้าถึงข้อมูลของระบบ และจัดให้มีช่องทางรับความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียน

ส่วนที่มาตรฐานเพิ่มคือการแยกกลุ่มลูกจ้างที่ต้องหารือด้วยให้ชัด ในทางกลับกัน รูปแบบเอกสารนโยบายกับความถี่ทบทวนเป็นจุดที่กฎหมายไทยกำหนดชัดกว่า องค์กรที่ใช้นโยบายฉบับภาษาอังกฤษของบริษัทแม่ฉบับเดียวจึงยังไม่ครบตามข้อ 6 (2)

ข้อ 6 การวางแผน จุดที่ต่อกับหน้าที่ตามมาตรา 32

ข้อ 6 เป็นหัวใจของช่วงวางแผน แบ่งเป็นสามเรื่องต่อเนื่องกัน คือการชี้บ่งอันตรายและประเมินความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งงานประจำและงานที่ไม่ใช่งานประจำ การระบุข้อกำหนดของกฎหมายและข้อกำหนดอื่นที่องค์กรผูกพัน และการตั้งวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยพร้อมแผนที่จะบรรลุ

กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดเรื่องเดียวกันไว้ที่ข้อ 9 โดยข้อ 9 (1) ให้ทบทวนสถานะเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในบริเวณที่ทำงานของลูกจ้าง ซึ่งรวมถึงการระบายอากาศ สารเคมีอันตราย ความร้อน แสงสว่าง เสียง รังสี ไฟฟ้า ที่อับอากาศ เครื่องจักร อาคาร และสถานที่ และให้ทบทวนทุกครั้งที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ส่วนข้อ 9 (2) ให้นำผลการทบทวนมาวางแผนงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยอย่างน้อยต้องมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณ ระยะเวลาในการดำเนินการ และเกณฑ์การประเมินผล องค์กรที่เขียนวัตถุประสงค์ตามมาตรฐานไว้แล้วจึงเพียงเติมสี่ช่องนี้ลงในเอกสารเดิม

จุดที่ต้องแยกให้ขาดคือการประเมินอันตรายตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นคนละฐานอำนาจกับกฎกระทรวงฉบับนี้ มาตรา 32 กำหนดให้นายจ้างประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน จัดทำแผนการดำเนินงานและแผนการควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ แล้วส่งผลให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

รายละเอียดอยู่ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ซึ่งให้เลือกวิธีชี้บ่งอันตรายจากเก้าทาง ทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ทบทวนทุกสามปี ทบทวนภายใน 30 วันเมื่อเปลี่ยนเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต ส่งรายงานภายใน 60 วัน เก็บหลักฐานไม่น้อยกว่าสามปี และให้ผลการประเมินผ่านการรับรองของผู้ชำนาญการที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 33

ในทางปฏิบัติ ทีมเดียวกันประเมินชุดเดียวแล้วออกเอกสารสองทางได้ คือใช้เป็นข้อมูลนำเข้าของข้อ 6 ตามมาตรฐาน และใช้เป็นแฟ้มตามมาตรา 32 ขอเพียงรูปแบบรายงานและผู้ลงนามครบตามที่ประกาศกำหนด วิธีแตกงานเป็นขั้นดูได้ที่ แบบฟอร์มวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยสามคอลัมน์

ข้อ 7 การสนับสนุน ทรัพยากร ความรู้ และเอกสาร

ข้อ 7 รวมงานพื้นฐานที่ทำให้ระบบเดินได้ คือทรัพยากร ความรู้และทักษะของผู้ปฏิบัติงาน ความตระหนักของลูกจ้าง การสื่อสาร และการจัดการเอกสาร

กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดเรื่องเดียวกันไว้ที่ข้อ 8 คือจัดให้มีบุคลากรที่มีหน้าที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง ฝึกอบรมให้มีความรู้และทักษะเพียงพอ จัดทำเอกสารของระบบให้เป็นปัจจุบันและเก็บไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันจัดทำ พร้อมให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ และสื่อสารข้อมูลของระบบให้ลูกจ้าง รวมถึงข้อมูลอันตรายและมาตรฐานความปลอดภัยให้ผู้รับเหมา

จุดต่างที่ต้องระวังที่สุดอยู่ที่อายุการเก็บเอกสาร มาตรฐานกำหนดเพียงว่าเอกสารต้องพร้อมใช้และได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม แล้วปล่อยให้องค์กรกำหนดอายุเก็บเอง ส่วนกฎหมายไทยระบุตัวเลขตรง คือไม่น้อยกว่าสองปีตามข้อ 8 (3) และไม่น้อยกว่าสามปีสำหรับแฟ้มตามมาตรา 32 องค์กรที่ตั้งตารางอายุเอกสารไว้ปีเดียวจึงผ่านการตรวจของผู้ตรวจภายนอกได้ แต่ยังไม่ครบตามกฎหมายไทย และเพราะกฎหมายไทยให้เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการ องค์กรที่เก็บเอกสารไว้บนระบบของบริษัทแม่ในต่างประเทศทางเดียวจึงควรวางสำเนาที่เปิดดูได้ทันทีไว้ที่โรงงาน

ข้อ 8 การปฏิบัติการ ควบคุมงานประจำวันและเตรียมพร้อมเหตุฉุกเฉิน

ข้อ 8 คือช่วงที่แผนกลายเป็นงานจริง ครอบคลุมการควบคุมการปฏิบัติงาน ลำดับชั้นการควบคุมอันตราย การบริหารการเปลี่ยนแปลง งานจัดซื้อและงานของผู้รับเหมา และการเตรียมพร้อมตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 เขียนช่วงนี้ไว้สั้นที่สุด คือข้อ 9 (3) ที่กำหนดให้นำแผนงานไปปฏิบัติ เพราะรายละเอียดของการควบคุมงานแต่ละประเภทกระจายอยู่ในกฎกระทรวงเฉพาะเรื่อง เช่น งานในที่อับอากาศ งานบนที่สูง งานไฟฟ้า และงานกับเครื่องจักร ขั้นตอนปฏิบัติงานที่เขียนตามข้อ 8 ของมาตรฐานจึงต้องอ้างกลับไปที่กฎกระทรวงเฉพาะเรื่องเหล่านั้นเสมอ

ส่วนเพิ่มของมาตรฐานในข้อนี้มีสองเรื่อง คือการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งให้ประเมินผลกระทบด้านความปลอดภัยก่อนเปลี่ยนเครื่องจักร กระบวนการ หรือโครงสร้างองค์กร และการวางเงื่อนไขความปลอดภัยเข้าไปในการจัดซื้อและการคัดเลือกผู้รับเหมาตั้งแต่ต้นทาง

ข้อ 9 การประเมินสมรรถนะ วัดผลและทบทวนโดยฝ่ายบริหาร

ข้อ 9 แบ่งเป็นสามเรื่อง คือการเฝ้าติดตามและวัดผลซึ่งรวมการประเมินความสอดคล้องกับกฎหมาย การตรวจประเมินภายในที่ต้องมีแผน เกณฑ์ และผู้ตรวจที่เป็นกลางต่อพื้นที่ที่ตรวจ และการทบทวนระบบโดยฝ่ายบริหาร

กฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดเรื่องเดียวกันไว้ที่ข้อ 10 คือให้ตรวจติดตามและวัดผลการปฏิบัติงานของระบบ สอบสวนหาสาเหตุของอุบัติการณ์ การเจ็บป่วย โรคจากการทำงาน หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน และทบทวนระบบโดยวิเคราะห์หาสาเหตุของข้อบกพร่องและแนวโน้มที่จะเกิดข้อบกพร่อง โดยวรรคท้ายกำหนดให้ประเมินผลและทบทวนระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ความถี่ขั้นต่ำของการทบทวนจึงเป็นค่าที่กฎหมายไทยกำหนด ส่วนมาตรฐานใช้คำว่าตามรอบที่วางแผนไว้ ส่วนที่มาตรฐานเพิ่มคือการยกการตรวจประเมินภายในขึ้นเป็นข้อกำหนดแยกที่มีโครงชัด ตั้งแต่แผนการตรวจรายปีไปจนถึงการรายงานผลต่อฝ่ายบริหาร องค์กรที่ต้องการตั้งรายการตรวจของตัวเอง ใช้ รายการตรวจระบบความปลอดภัยภายใน 50 จุด เป็นตัวตั้ง ส่วนการเลือกตัวชี้วัด ดูที่ ตัวชี้วัดเชิงป้องกันและเชิงผลลัพธ์

ข้อ 10 การปรับปรุง สอบสวนเหตุและแก้ไขที่ต้นเหตุ

ข้อ 10 ปิดวงจร โดยกำหนดให้จัดการกับอุบัติการณ์และข้อบกพร่องที่พบ วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง กำหนดการแก้ไขที่ป้องกันการเกิดซ้ำ แล้วยกระดับระบบอย่างต่อเนื่อง กฎหมายไทยกำหนดตรงกัน คือข้อ 10 (2) ให้สอบสวนหาสาเหตุเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ส่วนข้อ 11 ให้นำผลการประเมินและการทบทวนมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง

จุดที่องค์กรมักตกในข้อนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ได้สอบสวน แต่เป็นการหยุดที่สาเหตุระดับพฤติกรรมของผู้ประสบเหตุ แล้วไม่ย้อนไปถึงชั้นการออกแบบงานหรือชั้นการจัดการ วิธีไล่สาเหตุให้ถึงชั้นที่แก้ได้จริงดูที่ การสอบสวนอุบัติเหตุด้วยการถามทำไมห้าชั้น

ขอบเขตของข้อ 13 และหน้าที่ที่ยังคงอยู่

ข้อ 13 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 เปิดทางให้องค์กรที่จัดให้มีระบบตามมาตรฐานสากลถือว่าได้จัดให้มีระบบตามกฎกระทรวงนี้แล้ว โดยระบุมาตรฐานที่ยอมรับไว้แปดกลุ่ม ตั้งแต่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและมาตรฐานขององค์การมาตรฐานสากล ไปจนถึงมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และแคนาดา รวมถึงมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

ถ้อยคำที่ต้องอ่านให้ละเอียดมีสามจุด

จุดแรก ข้อ 13 ปิดท้ายด้วยคำว่าตามกฎกระทรวงนี้ ผลของข้อยกเว้นจึงจำกัดอยู่ที่หน้าที่จัดให้มีระบบตามกฎกระทรวงฉบับนี้เท่านั้น และเพราะกฎกระทรวงฉบับนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ข้อยกเว้นจึงไม่ลามไปถึงหน้าที่ที่ออกตามมาตราอื่น

จุดที่สอง หน้าที่ตามมาตรา 32 อยู่ในหมวด 4 การควบคุม กำกับ ดูแล ซึ่งเป็นคนละฐานอำนาจ และมีประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 กำหนดรายละเอียด องค์กรที่ถือใบรับรองมาตรฐานสากลจึงยังมีหน้าที่ประเมินอันตราย ศึกษาผลกระทบ จัดทำแผน ส่งรายงานต่ออธิบดี และให้ผู้ชำนาญการรับรองผลอยู่เช่นเดิม ประกาศฉบับนี้มีข้อผ่อนของตัวเองที่ข้อ 10 แต่ผ่อนเฉพาะกรณีที่นายจ้างได้ดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกันแล้ว ซึ่งเป็นคนละอย่างกับการทำระบบตามมาตรฐานสากล และแม้เข้ากรณีนั้น ก็ยังต้องส่งแบบรายงานตามข้อ 9 อยู่ดี

จุดที่สาม ข้อ 13 ใช้ถ้อยคำว่าได้จัดให้มีระบบตามมาตรฐาน ไม่ได้เขียนว่าต้องถือใบรับรองจากภายนอก ใบรับรองจึงเป็นหลักฐานที่หนักแน่นที่สุด แต่แก่นของการอ้างข้อนี้อยู่ที่การทำครบตามข้อกำหนดของมาตรฐานจริง และครบตามจุดที่กฎกระทรวงกำหนดละเอียดกว่า

ผลทางกฎหมายจึงแยกสองทาง มาตรา 53 กำหนดโทษของการฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 8 ไว้ที่จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 56 กำหนดโทษของการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 มาตรา 16 หรือมาตรา 32 ไว้ที่จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่ต้องการเทียบรายข้อในมุมของผู้ตรวจ อ่านต่อที่ การเทียบข้อกำหนดมาตรฐานกับกฎกระทรวงระบบการจัดการ

ลำดับการเริ่มทำสำหรับองค์กรที่ยังไม่เคยวางระบบ

องค์กรที่เริ่มจากศูนย์ควรเปิดงานที่การตรวจสถานะทางกฎหมายของตัวเองก่อน แล้วไล่ตามวงจรบริหารเป็นลำดับ

  1. ตรวจว่าองค์กรเข้าเกณฑ์ใด ข้อ 4 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 กำหนดให้นายจ้างของสถานประกอบกิจการตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงซึ่งระบุกิจการไว้ 54 ประเภท ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป จัดให้มีระบบภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน ส่วนประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ใช้บัญชีคนละชุด คือบัญชี 1 ที่ลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และบัญชี 2 ที่ลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
  2. ตั้งทีมและระบุผู้รับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ตามข้อ 8 (1) พร้อมขอบเขตอำนาจของแต่ละตำแหน่ง
  3. ออกนโยบายให้ครบองค์ประกอบตามข้อ 6 ทั้งการให้ลูกจ้างร่วมกำหนด การเผยแพร่ รูปแบบเอกสาร และรอบทบทวนปีละหนึ่งครั้งที่ลงไว้ในปฏิทิน
  4. กำหนดขอบเขตของระบบ ตามข้อ 4 ของมาตรฐาน ว่าครอบคลุมพื้นที่ใด กิจกรรมใด และผู้รับเหมาระดับใด เพราะขอบเขตที่คลุมเครือทำให้งานที่เสี่ยงที่สุดหลุดออกนอกระบบ
  5. ทบทวนสถานะเบื้องต้นตามข้อ 9 (1) ให้ครอบคลุมปัจจัยที่ตัวบทระบุไว้ทุกตัว แล้วทำควบกับการชี้บ่งอันตรายตามประกาศกระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2567 ในคราวเดียว
  6. จัดทำทะเบียนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไล่จากพระราชบัญญัติ ลงมาที่กฎกระทรวงเฉพาะเรื่อง แล้วจบที่ประกาศกรม พร้อมระบุผู้รับผิดชอบต่อแต่ละฉบับ
  7. วางแผนงานประจำปีให้ครบสี่ช่องตามข้อ 9 (2) แล้วเรียงลำดับงานตามระดับอันตรายที่ประเมินได้
  8. ตั้งตารางอายุเก็บเอกสาร ไม่น้อยกว่าสองปีสำหรับเอกสารระบบ และไม่น้อยกว่าสามปีสำหรับแฟ้มตามมาตรา 32 โดยเก็บที่สถานประกอบกิจการซึ่งเปิดให้ตรวจสอบได้ทันที
  9. เดินแผนแล้ววัดผล ตามข้อ 9 (3) และข้อ 10 (1) โดยตั้งตัวชี้วัดทั้งเชิงป้องกันและเชิงผลลัพธ์คู่กัน จากนั้นเปิดรอบตรวจประเมินภายใน
  10. ทบทวนระบบโดยฝ่ายบริหารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามข้อ 10 วรรคท้าย แล้วนำผลไปปรับปรุงตามข้อ 11 เมื่อวงจรหมุนครบสองรอบและมีหลักฐานย้อนหลังพอ จึงค่อยพิจารณาขอการรับรองจากภายนอก

จุดเชื่อมที่มักขาดระหว่างมาตรฐานกับกฎหมาย

  • เขียนคู่มือก่อนสำรวจหน้างาน ทำให้ได้เอกสารที่ไม่ตรงกับงานจริง แล้วต้องรื้อทั้งชุดเมื่อถึงรอบตรวจ ลำดับที่ใช้ได้จริงคือสำรวจก่อน แล้วจึงเขียนตามที่ทำ
  • ตั้งอายุเก็บเอกสารตามระบบของบริษัทแม่ ซึ่งมักสั้นกว่าเกณฑ์ของกฎหมายไทย จุดนี้ตกบ่อยที่สุดเมื่อพนักงานตรวจความปลอดภัยขอดูเอกสารย้อนหลัง
  • นับการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัยเป็นการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร ทั้งที่ข้อ 10 (3) กำหนดให้การทบทวนต้องวิเคราะห์สาเหตุของข้อบกพร่องและแนวโน้มที่จะเกิดข้อบกพร่อง

สรุป

  • ข้อ 4 ถึงข้อ 10 ของมาตรฐานคือข้อกำหนดที่ใช้ตรวจ วางตัวอยู่บนวงจรวางแผน ลงมือ ตรวจสอบ และปรับปรุง ซึ่งเป็นวงจรเดียวกับที่ข้อ 5 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ใช้วางองค์ประกอบขั้นต่ำห้าอย่าง
  • สาระของข้อ 5 ถึงข้อ 10 ตามมาตรฐาน กฎหมายไทยกำหนดไว้แล้วเกือบทั้งหมด และบางจุดระบุตัวเลขชัดกว่า เช่น เก็บเอกสารไม่น้อยกว่าสองปีตามข้อ 8 (3) และทบทวนนโยบายกับทบทวนระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามข้อ 6 (3) และข้อ 10 วรรคท้าย ส่วนเพิ่มของมาตรฐาน คือบริบทองค์กรในข้อ 4 ทะเบียนกฎหมายในข้อ 6 การบริหารการเปลี่ยนแปลงในข้อ 8 และโครงการตรวจประเมินภายในในข้อ 9
  • ข้อ 13 ให้ถือว่าองค์กรที่จัดให้มีระบบตามมาตรฐานสากลได้จัดให้มีระบบตามกฎกระทรวงนี้แล้ว แต่ผลจำกัดอยู่ที่หน้าที่ตามกฎกระทรวงฉบับนั้น ไม่ครอบหน้าที่ตามมาตรา 32 ซึ่งยังต้องประเมินอันตราย จัดทำแผน ส่งรายงานต่ออธิบดี และให้ผู้ชำนาญการรับรองผล โดยมาตรา 56 กำหนดโทษไว้ที่ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

อ้างอิงกฎหมาย

  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 ข้อ 4 ถึงข้อ 13 · ฉบับเต็ม
  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 8 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 53 และมาตรา 56 · ฉบับเต็ม
  • ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การประเมินอันตราย การศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการจัดทำแผนควบคุมดูแลลูกจ้างและสถานประกอบกิจการ ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 · ฉบับเต็ม
  • มาตรฐาน ISO 45001 ฉบับ ค.ศ. 2018 เป็นมาตรฐานสากลโดยสมัครใจ ไม่ใช่กฎหมายไทย เนื้อหาในหน้านี้เรียบเรียงขึ้นใหม่ ไม่ได้คัดลอกตัวบทของมาตรฐาน

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ จป. และ คปอ.? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

โครงสร้างข้อกำหนด ISO 45001 กับกฎหมายไทย — Safety Station 101