อ่านค่า IP Rating (IPxx) ให้เป็น — เลขตัวหน้ากันฝุ่น เลขตัวหลังกันน้ำ
วิธีอ่านค่า IP rating ตาม IEC 60529 — หลักแรกกันฝุ่น 0-6 หลักสองกันน้ำ 0-8 และ 9K พร้อมตัว X และวิธีเลือก IP54/IP65/IP67/IP69K ตามพื้นที่ โยงกฎกระทรวงไฟฟ้า 2558

ผู้จัดซื้อกำลังจะสั่งตู้ควบคุมไฟฟ้าไปติดตั้งกลางแจ้ง เปิด catalog ขึ้นมาเจอรหัสเรียงกันมา IP65, IP66, IPX7, IP5X — เลือกตัวไหนถึงทนพอ หลายคนเดาว่า "เลขยิ่งสูงยิ่งดี" ซึ่งไม่ผิดทั้งหมด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะเลขสองหลักของ IP code บอกคนละเรื่องกัน หลักหนึ่งกันฝุ่น อีกหลักกันน้ำ ถ้าอ่านไม่เป็นก็เลือกเกินจำเป็น (เสียเงิน) หรือเลือกขาด (อุปกรณ์พังเร็ว ไฟรั่ว)
การอ่านค่า IP rating ให้เป็นจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่ จป. ช่างไฟ และคนจัดซื้อควรมี เพราะมันเชื่อมตรงกับการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ — ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลให้บริภัณฑ์ไฟฟ้าปลอดภัย
IP Code คืออะไร

IP ย่อมาจาก Ingress Protection (บางทีเรียก International Protection) เป็นรหัสที่บอกระดับการป้องกัน "สิ่งที่เข้าไป" ในตัวอุปกรณ์ (enclosure) — ทั้งของแข็ง ฝุ่น และน้ำ กำหนดตามมาตรฐานสากล IEC 60529
รูปแบบรหัสคือตัวอักษร "IP" ตามด้วยตัวเลข 2 หลัก เช่น IP66 โดยที่
- เลขหลักแรก = ระดับการกันของแข็งและฝุ่น (0 ถึง 6)
- เลขหลักที่สอง = ระดับการกันน้ำ (0 ถึง 8 และมีระดับพิเศษ 9/9K)
ขอย้ำตั้งแต่ต้นว่า IP code เป็นมาตรฐาน IEC สากล ไม่ใช่กฎหมายไทย กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดว่าอุปกรณ์ในพื้นที่ใดต้องเป็น IP ระดับไหน เรื่องนี้จะอธิบายในหัวข้อกฎหมายต่อไป
อีกเรื่องที่คนสับสนบ่อย — IP ไม่ใช่ตัวเดียวกับ IK rating (IK วัดการกันแรงกระแทก เป็นคนละมาตรฐาน) และ ไม่ใช่ NEMA rating (NEMA เป็นระบบของอเมริกา ใช้ตัวเลขคนละแบบ) เวลาเปรียบเทียบสเปกต้องดูให้ตรงระบบ
เลขหลักแรก — กันของแข็งและฝุ่น (0 ถึง 6)
เลขหลักแรกบอกว่าอุปกรณ์กันของแข็งและฝุ่นได้ดีแค่ไหน ยิ่งสูงยิ่งกันได้ละเอียดขึ้น
| ระดับ | กันอะไรได้ |
|---|---|
| 0 | ไม่ป้องกัน |
| 1 | กันวัตถุของแข็งขนาดใหญ่กว่า 50 mm (เช่น หลังมือ) |
| 2 | กันวัตถุใหญ่กว่า 12.5 mm (เช่น นิ้วมือ) |
| 3 | กันวัตถุใหญ่กว่า 2.5 mm (เช่น เครื่องมือ สายไฟเส้นหนา) |
| 4 | กันวัตถุใหญ่กว่า 1 mm (เช่น ลวด สกรูเล็ก) |
| 5 | กันฝุ่น (dust-protected) — ฝุ่นเข้าได้เล็กน้อยแต่ไม่กระทบการทำงาน |
| 6 | กันฝุ่นสนิท (dust-tight) — ฝุ่นเข้าไม่ได้เลย |
จุดที่ต้องเข้าใจคือความต่างระหว่างระดับ 5 กับ 6 — ระดับ 5 ยังให้ฝุ่นเข้าได้นิดหน่อยแต่ไม่ถึงขั้นทำให้อุปกรณ์เสีย ส่วนระดับ 6 คือปิดสนิทฝุ่นเข้าไม่ได้เลย ในงานที่ฝุ่นเยอะมากหรือฝุ่นที่ติดไฟได้ (เช่น โรงสี โรงงานแป้ง) ควรเลือกระดับ 6
เลขหลักที่สอง — กันน้ำ (0 ถึง 8 และ 9K)
เลขหลักที่สองบอกว่าอุปกรณ์กันน้ำได้ระดับไหน ตั้งแต่กันหยดน้ำ ไปจนถึงจุ่มน้ำได้
| ระดับ | กันน้ำได้แค่ไหน |
|---|---|
| 0 | ไม่ป้องกัน |
| 1 | หยดน้ำตกแนวดิ่ง |
| 2 | หยดน้ำเมื่อเอียงตัวไม่เกิน 15 องศา |
| 3 | น้ำฉีดเป็นฝอย (spraying) |
| 4 | น้ำสาดจากทุกทิศ (splashing) |
| 5 | น้ำฉีดเป็นลำ (water jet) |
| 6 | น้ำฉีดเป็นลำแรง (powerful jets) |
| 7 | จุ่มน้ำลึกถึง 1 เมตร นาน 30 นาที |
| 8 | จุ่มน้ำต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด (ลึก/นานกว่าระดับ 7) |
| 9/9K | ฉีดน้ำร้อนแรงดันสูง อุณหภูมิ 80°C แรงดัน 8-10 MPa |
มีจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยตรงระดับ 7 กับ 8 — ทั้งคู่คือ "จุ่มน้ำได้" แต่ระดับ 8 ไม่ได้แปลว่า "กันน้ำฉีดได้ดีกว่าระดับ 6 เสมอ" เพราะการทดสอบแบบจุ่ม (ระดับ 7/8) กับการทดสอบแบบฉีด (ระดับ 5/6) เป็นคนละเงื่อนไข อุปกรณ์ที่ผ่านระดับ 7 (จุ่มได้) อาจไม่ได้ออกแบบมาทนน้ำฉีดแรง ๆ จากภายนอกเสมอไป ถ้าต้องการทั้งสองแบบ ผู้ผลิตจะระบุเป็น 2 ค่า เช่น "IP66/IP68"
ส่วนระดับ 9/9K เป็นระดับพิเศษสำหรับงานที่ต้องฉีดล้างด้วยน้ำร้อนแรงดันสูง เช่น สายการผลิตอาหาร โรงงานเครื่องดื่ม ที่ต้องล้างฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนแรงดันสูงทุกวัน
ตัว X ในรหัส แปลว่าอะไร
บางครั้งคุณจะเจอรหัสที่มีตัว X แทนตัวเลข เช่น IPX7 หรือ IP5X — ตัว X หมายถึง หลักนั้นไม่ได้ถูกทดสอบ (หรือผู้ผลิตไม่ได้ระบุ) ไม่ได้แปลว่า "ไม่ป้องกัน" แต่แปลว่า "ไม่มีข้อมูลรับรองในด้านนั้น"
ตัวอย่าง
- IPX7 = ไม่ระบุ/ไม่ทดสอบการกันฝุ่น แต่กันน้ำระดับ 7 (จุ่มน้ำลึก 1 เมตร 30 นาที) — มักเจอในอุปกรณ์กันน้ำสำหรับผู้บริโภค เช่น นาฬิกา ลำโพง
- IP5X = กันฝุ่นระดับ 5 (dust-protected) แต่ไม่ระบุการกันน้ำ
เวลาเลือกอุปกรณ์ ถ้าเจอตัว X ในหลักที่คุณต้องการ ให้ระวัง — เช่น ถ้างานคุณต้องกันทั้งฝุ่นและน้ำ แต่อุปกรณ์ระบุ IPX7 อย่างเดียว แปลว่ามันไม่ได้รับรองเรื่องกันฝุ่น อาจไม่เหมาะกับพื้นที่ฝุ่นเยอะ
เลือก IP ตามพื้นที่ทำงาน

ส่วนนี้เป็น best practice / แนวทางอุตสาหกรรม ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายไทย แต่ใช้เป็นไกด์เลือกได้จริง
| พื้นที่ | IP แนะนำ (best practice) | เหตุผล |
|---|---|---|
| สำนักงาน ในร่มแห้ง สะอาด | IP20 | กันนิ้วแตะ ไม่ต้องกันน้ำ |
| โรงงานทั่วไป มีฝุ่นบ้าง | IP54 ขึ้นไป | กันฝุ่นพอควร + น้ำสาด |
| กลางแจ้ง โดนฝน ฉีดล้าง | IP65 / IP66 | กันฝุ่นสนิท + น้ำฉีดลำแรง |
| จุ่มน้ำ บ่อ พื้นที่ท่วมขัง | IP67 / IP68 | จุ่มน้ำได้ |
| โรงงานอาหาร ฉีดล้างน้ำร้อนแรงดันสูง | IP69K | ทนน้ำร้อน 80°C แรงดันสูง |
ตัวอย่างที่ใช้งานจริง — ตู้ควบคุมไฟฟ้ากลางแจ้งในโรงงานทั่วไปนิยมใช้ IP65 หรือ IP66 เพราะต้องกันทั้งฝุ่นและฝน ส่วนโคมไฟในห้องเย็นหรือพื้นที่ล้างพื้นบ่อย ๆ อาจขยับเป็น IP67 และในไลน์ผลิตอาหารที่ต้องฉีดล้างน้ำร้อนแรงดันสูง IP69K คือมาตรฐานที่มักกำหนดในสเปก
สำหรับพื้นที่เปียกชื้น อย่าลืมว่าการกันน้ำของ enclosure (IP) เป็นคนละเรื่องกับการป้องกันคนถูกไฟดูด ในจุดที่เปียกชื้นและคนสัมผัสได้ ควรเลือก ทั้ง IP ที่เหมาะสมและติด RCD 30 mA คู่กัน รายละเอียดการเลือกพิกัด RCD ดูได้ที่ การเลือกพิกัด GFCI/RCD
กฎหมายไทยเกี่ยวข้องอย่างไร
คำถามที่ จป. ถามบ่อยคือ "กฎหมายไทยบังคับ IP ระดับไหน" — คำตอบคือ กฎหมายไทยไม่ได้ระบุค่า IP ใด ๆ ในตัวบท แต่มีข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับเจตนาของ IP โดยตรง
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารฯ เกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558 มี 2 ข้อที่เกี่ยวข้อง
ข้อ 11 กำหนดให้ "นายจ้างดูแลบริภัณฑ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าให้ใช้งานได้โดยปลอดภัย"
การเลือกอุปกรณ์ที่มี IP rating เหมาะกับสภาพพื้นที่ (กันฝุ่น/กันน้ำ) ก็คือการดูแลให้บริภัณฑ์ปลอดภัยตามเจตนาข้อนี้ เพราะอุปกรณ์ที่ฝุ่นหรือน้ำเข้าได้ง่ายมีโอกาสไฟรั่ว ลัดวงจร และก่ออันตราย
ข้อ 17 กำหนดว่า "ในกรณีที่ส่วนของบริภัณฑ์ไฟฟ้าใช้แรงดันไฟฟ้าเกินกว่าห้าสิบโวลต์ ให้นายจ้างจัดให้มี ที่ปิดกั้นอันตรายหรือจัดให้มีแผ่นฉนวนไฟฟ้าปูไว้ที่พื้นเพื่อป้องกันอันตรายจากการสัมผัส"
ข้อ 17 พูดถึงการ "ปิดกั้น" ไม่ให้คนสัมผัสส่วนที่มีไฟเกิน 50 โวลต์ ซึ่ง enclosure ที่มี IP rating เหมาะสมก็ทำหน้าที่ปิดกั้นการเข้าถึงและกันน้ำ/ฝุ่นไปพร้อมกัน
แต่ตามหลัก L007 (อย่าผสมเกณฑ์ต่างประเทศกับกฎหมายไทย) ต้องระบุให้ชัดว่า ค่า IP (IP54, IP65, IP67, IP69K) เป็นมาตรฐาน IEC 60529 และเป็น best practice ในการเลือก ไม่ใช่ตัวเลขที่กฎหมายไทยกำหนด กฎหมายไทยบอกแค่ว่าต้องดูแลบริภัณฑ์ให้ปลอดภัย (ข้อ 11) และต้องปิดกั้นเมื่อแรงดันเกิน 50 โวลต์ (ข้อ 17) ส่วนจะเลือก IP เท่าไรขึ้นกับสภาพพื้นที่และ Risk Assessment ของคุณ ดูสรุปกฎกระทรวงฉบับเต็มได้ที่ กฎกระทรวงความปลอดภัยเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. 2558
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
1. เข้าใจว่า "เลขเยอะกว่าดีกว่าเสมอ" — IP67 (จุ่มน้ำได้) ไม่ได้แปลว่าทนน้ำฉีดแรง ๆ ได้ดีกว่า IP66 เพราะทดสอบคนละแบบ ถ้าต้องการทั้งกันฉีดและจุ่ม ต้องดูว่าผู้ผลิตระบุทั้งสองค่า
2. มองข้ามเลขหลักแรก — งานที่ฝุ่นเยอะแต่ไปดูแค่เลขกันน้ำ ก็เลือกพลาด ฝุ่นสะสมในตู้ก็ทำให้ร้อนและไฟรั่วได้
3. สับสน IP กับ NEMA — สเปกจากผู้ผลิตอเมริกามักใช้ NEMA (เช่น NEMA 4X) ต้องแปลงเทียบให้ตรงก่อนเปรียบเทียบกับ IP อย่าเอาตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ
4. ลืมว่า IP ของ enclosure ไม่กันคนไฟดูด — IP สูงแค่ไหนก็กันแค่ฝุ่นและน้ำเข้าตัวกล่อง ไม่ได้กันกระแสไฟรั่วเข้าตัวคน ในพื้นที่เปียกต้องมี RCD 30 mA ด้วย
5. ซีลเสื่อมแล้วไม่เปลี่ยน — IP rating สูงขึ้นอยู่กับยางซีลรอบฝา ถ้าเปิดบ่อย ขันไม่แน่น หรือซีลเสื่อม ค่า IP ที่ระบุก็ไม่จริงอีกต่อไป ต้องตรวจสภาพซีลเป็นระยะ
Checklist เลือก IP rating
- พื้นที่มีฝุ่นไหม ระดับไหน → กำหนดเลขหลักแรก (5 หรือ 6 ถ้าฝุ่นเยอะ)
- โดนน้ำแบบไหน หยด/สาด/ฉีด/จุ่ม/น้ำร้อนแรงดันสูง → กำหนดเลขหลักที่สอง
- เจอตัว X ในหลักที่ต้องการหรือไม่ (X = ไม่รับรองด้านนั้น)
- เป็น IP จริงหรือ NEMA (อย่าเทียบข้ามระบบ)
- พื้นที่เปียก/คนสัมผัสได้ → ต้องมี RCD 30 mA เสริม
- วางแผนตรวจสภาพซีลรอบฝาเป็นระยะ
คำถามที่พบบ่อย
IP67 กับ IP68 ต่างกันยังไง ทั้งคู่จุ่มน้ำได้ แต่ระดับ 8 จุ่มได้ลึก/นานกว่าตามเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด ส่วนระดับ 7 คือจุ่มลึก 1 เมตร นาน 30 นาที
IPX4 แปลว่าอะไร กันฝุ่นไม่ได้เลยเหรอ ตัว X แปลว่าไม่ได้ทดสอบการกันฝุ่น ไม่ใช่ "กันไม่ได้" แต่คือไม่มีข้อมูลรับรอง ส่วน 4 คือกันน้ำสาดจากทุกทิศได้
IP69K จำเป็นไหมในโรงงานทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น IP69K เหมาะกับงานที่ต้องฉีดล้างน้ำร้อนแรงดันสูงเป็นประจำ เช่น สายการผลิตอาหาร โรงงานทั่วไปที่ไม่ได้ฉีดน้ำร้อน IP65/66 มักพอ
กฎหมายไทยบังคับ IP ระดับไหน ไม่ได้บังคับค่า IP เฉพาะ กฎหมายไทย (กฎกระทรวงไฟฟ้า 2558 ข้อ 11 + ข้อ 17) บอกแค่ให้ดูแลบริภัณฑ์ให้ปลอดภัยและปิดกั้นเมื่อแรงดันเกิน 50 โวลต์ การเลือกระดับ IP เป็น best practice ตาม IEC และขึ้นกับ Risk Assessment
IP กับ IK ต่างกันยังไง IP วัดการกันฝุ่นและน้ำ ส่วน IK วัดการกันแรงกระแทก เป็นคนละมาตรฐาน อุปกรณ์อาจระบุทั้งคู่
สรุป
- IP code ตาม IEC 60529 อ่านว่า เลขหลักแรกกันของแข็ง/ฝุ่น (0-6) และ เลขหลักที่สองกันน้ำ (0-8 และ 9/9K)
- ระดับ 6 (เลขแรก) = กันฝุ่นสนิท · ระดับ 7-8 (เลขสอง) = จุ่มน้ำ · ระดับ 9K = น้ำร้อนแรงดันสูง 80°C
- ตัว X = หลักนั้นไม่ได้ทดสอบ ไม่ใช่ "กันไม่ได้"
- เลือกตามพื้นที่ (best practice): ในร่มแห้ง IP20, มีฝุ่น IP54+, กลางแจ้ง IP65/66, จุ่มน้ำ IP67/68, ฉีดน้ำร้อนแรงดันสูง IP69K
- กฎหมายไทย (กฎกระทรวงไฟฟ้า 2558 ข้อ 11 + ข้อ 17) ให้ดูแลบริภัณฑ์ให้ปลอดภัยและปิดกั้นเมื่อเกิน 50 โวลต์ แต่ไม่ได้ระบุค่า IP — ค่า IP ทั้งหมดเป็นมาตรฐาน IEC สากล
- พื้นที่เปียกชื้นต้องเลือก IP ที่เหมาะสม คู่กับ RCD 30 mA เสมอ
ลองหยิบอุปกรณ์ไฟฟ้ากลางแจ้งที่ทำงานคุณมาดูป้าย IP สักตัว แล้วเทียบกับสภาพพื้นที่จริง ถ้าตัวเลขไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม นั่นคือจุดที่ควรพิจารณาเปลี่ยน
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

ถุงมือฉนวนไฟฟ้า Class 00-4 — เลือก ตรวจ ทดสอบ ดูแล ครบจบในที่เดียว
ถุงมือฉนวนไฟฟ้า Class 00-4 ตาม ASTM D120 / IEC 60903 — แรงดันใช้งาน 500-36,000 V สี 6 ระดับ พร้อมข้อ 21-24 กฎกระทรวงไฟฟ้า 2558 ที่บังคับสวมถุงมือยางคู่กับถุงมือหนัง

เลือกพิกัด GFCI/RCD ให้ถูกงาน — 30mA กันคนไฟดูด, 100/300mA กันไฟไหม้
วิธีเลือกพิกัด mA ของ RCD/GFCI ตาม IEC 61008/61009 — 30mA กันคนถูกไฟดูด, 100/300mA กันอัคคีภัย พร้อมโยงกฎกระทรวงไฟฟ้า 2558 ข้อ 11 และ ข้อ 18