รถยก Class I-VII (OSHA) vs 11 ประเภทตามกฎหมายไทย
Class I-VII คือระบบของ OSHA สากล กฎหมายไทย (กฎกระทรวง 2564 ข้อ 40) ใช้ 11 ประเภทตามแนวทางกรม 2568 สรุปการเทียบ class การอบรม PPE และระยะปลอดภัยใกล้สายไฟฟ้า

หลายคนที่ดูแลคลังสินค้าหรือเป็น จป.เทคนิคในโรงงานคงเคยเจอเอกสารสเปกรถยกที่ระบุว่า "Class I" หรือ "Class III" แล้วงงว่า class พวกนี้คืออะไร ใช้ตอนไหน ต่างกับ "ฟอร์คลิฟต์" ที่กฎหมายไทยพูดถึงอย่างไร พอ HR ถามว่าจะส่งพนักงานไปอบรมหลักสูตรไหน หาในกฎหมายไทยก็เจอคำว่า "รถยก 11 ประเภท" ไม่ใช่ class — สรุปต้องยึดอะไร เริ่มอย่างไร
คำตอบสั้น ๆ คือ Class I-VII เป็นระบบ มาตรฐานสากลของ OSHA สหรัฐอเมริกา ที่อุตสาหกรรมและผู้ผลิตทั่วโลกใช้สื่อสารกัน ส่วน กฎหมายไทย บังคับด้วยกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 และแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568 ที่ใช้ "11 ประเภท" แทน ทั้งสองระบบไม่ขัดกัน แต่อยู่คนละชั้น — class ช่วยให้คุณเลือกซื้อรถถูกใช้งาน ส่วนกฎหมายไทยกำหนดว่าใครต้องอบรม ใส่ PPE อะไร และระยะปลอดภัยเท่าไหร่
รถยกในความหมายของกฎหมายไทย
ก่อนจะคุยเรื่อง class ต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายไทยนิยาม "รถยก" ไว้กว้างกว่าที่หลายคนคิด
ตามข้อ 3 ของ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 ระบุว่า "รถยก" หมายความว่า รถที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้สำหรับการยกหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ เช่น ฟอร์คลิฟต์ (forklift) หรือรถที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน
แปลว่า ไม่ใช่แค่ฟอร์คลิฟต์มาตรฐานที่มีงา (fork) เท่านั้น แต่รถลากพาเลทไฟฟ้า รถ reach truck รถ telehandler ในไซต์งานก่อสร้าง รวมถึงรถยกของอื่น ๆ ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ก็เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎกระทรวงนี้ทั้งหมด
Class I-VII คือระบบของ OSHA สากล

Class I-VII มาจาก OSHA Standard 29 CFR 1910.178 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐาน Powered Industrial Trucks ที่จัดกลุ่มรถยกตามแหล่งพลังงาน ลักษณะการใช้งาน และสภาพพื้นผิว ผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกใช้ class นี้สื่อสารในสเปกสินค้ากันเป็นมาตรฐาน
ข้อสำคัญ — Class I-VII ไม่ใช่กฎหมายไทย ไม่มีกฎกระทรวงฉบับใดบังคับให้คุณเขียน class ลงในเอกสารราชการของไทย แต่การรู้จัก class ช่วยให้คุณ
- เลือกซื้อรถยกได้ถูกกับงาน
- อ่านสเปกที่ supplier นำเสนอเข้าใจ
- เขียนใบประกาศนียบัตรการอบรมให้ระบุ class ที่คนขับผ่านได้ (best practice)
สรุปทั้ง 7 class แบบเห็นภาพ
| Class | ชื่อ (อังกฤษ) | ลักษณะ | ตัวอย่างงาน |
|---|---|---|---|
| Class I | Electric Motor Rider | ฟอร์คลิฟต์ไฟฟ้า นั่งขับ | คลังสินค้าในร่ม ไม่มีไอเสีย |
| Class II | Electric Motor Narrow Aisle | รถยกไฟฟ้า ทางเดินแคบ (เช่น reach truck, order picker) | คลังชั้นสูง ทางแคบ |
| Class III | Electric Motor Hand Truck / Walkie | รถลากพาเลทไฟฟ้า แบบเดินตามหรือยืนขับ | โหลด/ขนถ่ายสินค้า |
| Class IV | Internal Combustion — Cushion Tire | เครื่องยนต์สันดาป ยางตัน | ในร่ม พื้นเรียบ |
| Class V | Internal Combustion — Pneumatic Tire | เครื่องยนต์สันดาป ยางลม | ลานนอกอาคาร พื้นไม่เรียบมาก |
| Class VI | Electric and Internal Combustion Tractor | รถลาก ไม่มีงายก | ลากรถพ่วงในคลัง สนามบิน |
| Class VII | Rough Terrain Forklift | รถยกพื้นขรุขระ ไซต์ก่อสร้าง | งานกลางแจ้ง ดินอ่อน เนินลาด |
ตัวอย่างเช่น ในคลังสินค้าอาหารแช่เย็น คุณคงไม่ใช้รถ Class V เพราะไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลจะปนเปื้อนของ ส่วนงาน outdoor บนพื้นกรวดในไซต์ก่อสร้าง ก็ใช้ Class I ไม่ได้เพราะยางและมอเตอร์ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับงานนั้น
กฎหมายไทยใช้ "11 ประเภท" แทน — ตามแนวทางกรม 2568
ตอนนี้มาดูฝั่งกฎหมายไทย ที่ข้อ 40 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ระบุว่า
"นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้รถยกแต่ละประเภท ความปลอดภัยในการขับรถยก การตรวจสอบและบำรุงรักษารถยก โดยวิทยากรซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับรถยก ตามหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด"
ประกาศที่อธิบดีออกตามข้อ 40 ระบุว่าหลักสูตรการอบรมต้องครอบคลุม 11 ประเภทของรถยก ตามแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2568
| ลำดับ | ประเภท (ตามแนวทางกรม) | ใกล้เคียงกับ OSHA Class |
|---|---|---|
| 1 | warehouse forklift | Class I / IV / V |
| 2 | side loader | Class II |
| 3 | counterbalance forklift | Class I / IV / V |
| 4 | telehandler | (ไม่ตรง class เดียว) |
| 5 | industrial forklift | Class I / IV / V |
| 6 | rough terrain forklift | Class VII |
| 7 | walkie stacker | Class III |
| 8 | order picker | Class II |
| 9 | reach truck | Class II |
| 10 | reach stacker | (เฉพาะงาน container) |
| 11 | รถยกประเภทอื่น ๆ | — |
ที่น่าสังเกตคือกฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าต้องใส่ class ลงในใบรับรอง แต่บังคับให้ หลักสูตรการอบรม ครอบคลุมประเภทที่คนขับจะใช้งานจริง ถ้าคนขับจะใช้ทั้ง reach truck และ counterbalance ก็ต้องผ่านการอบรมที่ครอบคลุมทั้ง 2 ประเภท
ใบขับรถยกในไทย ไม่ใช่ใบขับขี่กรมขนส่ง
หลายคนเข้าใจผิดว่า "ใบขับรถยก" คือใบที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกเหมือนใบขับขี่รถยนต์ — ไม่ใช่
ใบขับรถยกในประเทศไทยคือ ประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก ตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศกำหนด ออกโดยศูนย์อบรมที่ได้ใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการจัดฝึกอบรมจากกรมเท่านั้น
คุณสมบัติของศูนย์อบรมที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง
ตามแนวทางกรม 2568 ศูนย์อบรมที่ขอใบอนุญาตต้องมี
- บุคลากรบริหารจัดการการฝึกอบรม จบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับ OSH อย่างน้อย 1 คน
- วิทยากรที่จบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีด้านวิศวกรรม/ครุศาสตร์อุตสาหกรรม/วิทยาศาสตร์ ที่มีประสบการณ์ตรงกับรถยกประเภทนั้นไม่น้อยกว่า 2 ปี และเป็นวิทยากรหัวข้อนี้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- รถยกที่ใช้ฝึกต้องผ่านการตรวจสอบประจำปี
- ห้องอบรมรองรับผู้เข้าอบรมไม่น้อยกว่า 20 คน
- ลานฝึกภาคปฏิบัติแบบกว้างโล่ง พร้อมเส้นทางสาธิต
เกณฑ์ผ่านการอบรม
ผู้เข้าอบรมต้อง ผ่านการประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนในแต่ละหัวข้อวิชา
นายจ้างต้องเก็บหลักฐานประกาศนียบัตรของลูกจ้างทุกคนที่ขับรถยก ไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบเมื่อเข้ามาตรวจหน้างาน
หน้าที่ของนายจ้างตามข้อ 34 — checklist 6 ข้อ
แม้คนขับจะผ่านอบรมแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่ตามข้อ 34 ของกฎกระทรวง 2564 ในการจัดอุปกรณ์และดูแลให้รถยกอยู่ในสภาพปลอดภัยตลอดเวลา
- โครงหลังคา (Overhead Guard) ที่มั่นคงแข็งแรง ป้องกันวัสดุตกหล่น ยกเว้นรถยกที่ออกแบบมาให้ยกของไม่เกินศีรษะผู้ขับ
- ป้ายบอกพิกัดน้ำหนัก ตามคู่มือผู้ผลิต พร้อมป้ายเตือนให้ระวัง
- ตรวจสภาพรถยกก่อนใช้งานทุกครั้ง และเก็บสำเนาเอกสารการตรวจไว้ให้พนักงานตรวจความปลอดภัย
- สัญญาณเสียงหรือแสงไฟเตือนภัย ขณะทำงาน
- อุปกรณ์ช่วยการมองเห็น เช่น กระจกมองข้าง
- เข็มขัดนิรภัยสำหรับรถยกชนิดนั่งขับ ลูกจ้างต้องสวมตลอดเวลาที่ทำงานบนรถ
ข้อ 6 ตรงนี้เป็นกฎที่หลายคนละเลย — เข้าใจว่าใส่ตอนขับเร็ว แต่ไม่ใส่ตอนยกของในที่จอดอยู่กับที่ จริง ๆ กฎหมายระบุชัดว่า "ในขณะทำงานบนรถตลอดเวลา" ตราบใดที่ยังอยู่บนเก้าอี้รถ ต้องคาดเข็มขัด
PPE และอุปกรณ์เสริมสำหรับผู้ขับรถยก

นอกจากเข็มขัดนิรภัยที่กฎหมายระบุชัดในข้อ 34(6) ผู้ขับรถยกควรใส่ PPE ที่เหมาะสมตามลักษณะงาน
- หมวกนิรภัย ป้องกันวัสดุตกหล่นจากชั้นสูง โดยเฉพาะกรณีที่โครงหลังคารถยกเป็น open frame
- รองเท้านิรภัยหัวเหล็ก ป้องกันกรณีลงจากรถแล้วของหล่นทับเท้า
- เสื้อสะท้อนแสง ในพื้นที่ที่มีรถยกและคนเดินร่วมกัน
- ถุงมือนิรภัย สำหรับการขึ้น-ลงรถ หยิบ pallet หรือผูกรัดของ
ในแนวทางกรม 2568 ระบุชัดว่า PPE สำหรับผู้เข้ารับการอบรมภาคปฏิบัติต้องมีอย่างน้อย หมวกนิรภัย ถุงมือนิรภัย และรองเท้านิรภัย — ในงานจริงควรเทียบเท่าหรือมากกว่า
ระยะปลอดภัยใกล้สายไฟฟ้าตามข้อ 41

จุดที่ จป.เทคนิคต้องท่องให้ขึ้นใจคือระยะปลอดภัย เมื่อต้องเอารถยกไปทำงานใกล้สายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง — ข้อ 41 ของกฎกระทรวง 2564 กำหนดไว้ชัด
| แรงดันไฟฟ้า | ระยะปลอดภัยขั้นต่ำ |
|---|---|
| ไม่เกิน 69 kV | 3.1 เมตร |
| เกิน 69 kV แต่ไม่เกิน 115 kV | 3.3 เมตร |
| เกิน 115 kV แต่ไม่เกิน 230 kV | 4 เมตร |
| เกิน 230 kV แต่ไม่เกิน 500 kV | 6 เมตร |
ตัวเลขเหล่านี้คือ ระยะของส่วนใดส่วนหนึ่งของรถยก (รวมเสางา ของที่ยก ฯลฯ) ห่างจากสายไฟ ไม่ใช่ระยะของฐานรถ ถ้าจะเอารถยกไปทำงานใกล้สายส่งแรงสูง ต้องเช็คแรงดันสายให้แน่ใจ และคำนวณรัศมีการทำงานของเสางาที่ยกสูงสุดด้วย
ใครต้องดูแลเรื่องนี้ในที่ทำงาน
ในหลายโรงงาน หน้าที่นี้กระจายระหว่างหลายตำแหน่ง
- HR — รับนโยบายการส่งคนขับเข้าอบรม คัดเลือกศูนย์อบรมที่ขึ้นทะเบียนกับกรม
- หัวหน้าคลังสินค้า — เลือกประเภทรถยกที่เหมาะกับงาน เป็นคนตรวจสอบรายวันร่วมกับคนขับ
- จป.หัวหน้างาน — verify ว่าคนขับใต้บังคับบัญชาผ่านอบรมและประกาศนียบัตรยังใช้ได้
- จป.เทคนิค / จป.วิชาชีพ — ทำ HIRARC สำหรับงานรถยกในไลน์ กำหนดเส้นทางและจุดเลี้ยว
- นายจ้าง — รับผิดชอบโดยรวม ลงนามอนุมัติงบประมาณการอบรม รถยก และ PPE
ข้อควรระวัง — ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ใช้ class แทนประเภทตามกฎหมายไทยในเอกสาร — ในใบรายงาน Safety Inspection อย่าใช้แค่ "Class III" ควรเขียน "รถยกประเภท walkie stacker (Class III)" เพื่อ map ทั้งสองระบบ
- ส่งคนไปอบรม Class I แต่ไปขับ Class V — กฎหมายระบุว่าหลักสูตรต้องครอบคลุม "ประเภท" ที่จะใช้งานจริง ถ้าคนขับใช้รถหลายประเภท ต้องอบรมให้ครบ
- คิดว่าผ่านอบรมครั้งเดียวใช้ตลอดชีวิต — หลายโรงงานกำหนดให้ revalidate ทุก 3 ปี เพื่อให้เนื้อหาอัพเดต (ตาม best practice OSHA refresher 3 ปี — ของไทยอธิบดีออกประกาศกำหนด ให้ verify กับศูนย์อบรม)
- ไม่ตรวจรถก่อนใช้ — ข้อ 34(3) บังคับให้ตรวจทุกครั้ง พร้อมเก็บสำเนาเอกสาร หากเจ้าหน้าที่ตรวจแล้วไม่มีหลักฐาน นายจ้างมีความผิด
- ให้คนอื่นโดยสารรถยก — ข้อ 42 ห้ามชัดเจน ห้ามให้ใครนอกจากผู้ขับขึ้นไปบนรถยก ทั้งบนงา แท่นถ่วงน้ำหนัก หรือบันได
- ใส่เข็มขัดเฉพาะตอนขับเคลื่อน — ข้อ 34(6) บังคับ "ตลอดเวลาที่ทำงานบนรถ" รวมตอนยกของอยู่กับที่
checklist สำหรับ HR และหัวหน้าคลัง
ก่อนให้คนขับรถยก verify 8 ข้อนี้ก่อน
- คนขับผ่านการอบรมหลักสูตรรถยกจากศูนย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรม
- ประกาศนียบัตรครอบคลุมประเภทรถที่จะขับ (ดูใน 11 ประเภท)
- เก็บสำเนาประกาศนียบัตรไว้ในแฟ้มประวัติพนักงาน
- รถยกมีโครงหลังคา ป้ายพิกัดน้ำหนัก กระจกมองข้าง และสัญญาณเตือนครบ
- มีระบบตรวจรถยกประจำวัน พร้อมแบบฟอร์ม
- PPE ของคนขับครบ — หมวก รองเท้านิรภัย เสื้อสะท้อนแสง
- ตีเส้นช่องทางเดินรถยกในอาคาร (ข้อ 37)
- รู้แรงดันไฟฟ้าของสายไฟใกล้พื้นที่ทำงาน และระยะปลอดภัยตามข้อ 41
คำถามที่พบบ่อย
Q1: ใบขับรถยกในไทยมีอายุไหม ประกาศของอธิบดีไม่ได้ระบุอายุของประกาศนียบัตรชัดเจน ในทางปฏิบัติศูนย์อบรมหลายแห่งจะระบุให้ revalidate ทุก 3 ปี ซึ่งสอดคล้องกับ best practice ของ OSHA ที่ระบุ refresher ทุก 3 ปี หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ — แนะนำ verify กับศูนย์ที่คุณส่งคนไปอบรม
Q2: บริษัทอบรมเองได้ไหม ไม่ต้องส่งศูนย์ภายนอก ได้ ตามข้อ 40 ของกฎกระทรวง 2564 นายจ้างจัดอบรมเองได้ แต่ต้องมีวิทยากรที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด (จบ ป.ตรี ด้านวิศวกรรม/ครุศาสตร์อุตสาหกรรม/วิทยาศาสตร์ + ประสบการณ์ตรง 2 ปี + ประสบการณ์เป็นวิทยากร 1 ปี) ถ้าไม่มีบุคลากรในเกณฑ์นี้ ต้องส่งศูนย์ภายนอกที่ได้ใบอนุญาตจากกรม
Q3: ถ้าคนขับยก pallet แค่ระยะสั้น ๆ ในไลน์ ต้องอบรมไหม ต้อง — กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามระยะทาง ตามข้อ 40 ระบุว่า "ลูกจ้างซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับรถยก" ทุกคน ไม่ว่าจะขับ 1 เมตรหรือ 1 กิโลเมตร
Q4: คนงานต่างชาติขับรถยก ต้องอบรมหลักสูตรไทยไหม ต้อง — กฎหมายไทยใช้บังคับกับลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในประเทศไทย ไม่แบ่งสัญชาติ และต้องอบรมในภาษาที่ลูกจ้างเข้าใจได้ ในทางปฏิบัติศูนย์อบรมหลายแห่งจัดหลักสูตรเป็นภาษาเมียนมาร์/กัมพูชา รองรับโดยเฉพาะ
Q5: รถลากพาเลทไฟฟ้า (Walkie / Class III) ก็ต้องอบรมเหมือนฟอร์คลิฟต์ใหญ่ไหม ต้อง — เพราะเข้านิยาม "รถยก" ตามข้อ 3 และอยู่ใน 11 ประเภทตามแนวทางกรม 2568 (ลำดับที่ 7 walkie stacker) หลักสูตรสำหรับ walkie อาจสั้นกว่าฟอร์คลิฟต์ counterbalance แต่ต้องผ่านการประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เหมือนกัน
สรุป
- Class I-VII เป็น OSHA classification ของสหรัฐ ใช้สื่อสารสเปกรถยกระดับสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย
- กฎหมายไทยใช้นิยาม "รถยก" ตามข้อ 3 กฎกระทรวง 2564 + 11 ประเภทตามแนวทางกรม 2568
- ผู้ขับรถยกทุกคนต้องผ่านการอบรมตามข้อ 40 — โดยศูนย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรม หรือนายจ้างจัดเองหากมีวิทยากรคุณสมบัติครบ
- ใบขับรถยกในไทยคือประกาศนียบัตร ไม่ใช่ใบขับขี่กรมขนส่ง — ต้องผ่านการประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
- นายจ้างต้องจัดให้รถยกมีโครงหลังคา ป้ายพิกัด ตรวจก่อนใช้ คนขับสวมเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา และไม่ให้คนอื่นโดยสาร
- ระยะปลอดภัยใกล้สายไฟฟ้าเริ่มที่ 3.1 เมตรสำหรับแรงดันไม่เกิน 69 kV ขยายถึง 6 เมตรที่ 500 kV
ลองเริ่มจากการทำบัญชีรถยกในไซต์ — มีกี่คัน ประเภทอะไร ใครขับบ้าง ใครยังไม่มีประกาศนียบัตร แล้วทำแผนส่งอบรมตามลำดับ ภายในเดือนเดียวก็เห็นช่องโหว่ที่ต้องอุดได้ครบ
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

Loading Dock โลจิสติกส์ — แบ่งโซน + Dock Lock กัน Trailer Creep
Loading Dock จุดเสี่ยงสูงของ DC — Forklift+รถบรรทุก+คนใกล้กันใน 6 ม. แบ่งโซน Dock Lock/Wheel Chock + กฎกระทรวง 2564 ข้อ 37-42 พร้อม Audit Checklist 12 ข้อ

Forklift ในคลังสินค้า — ระยะปลอดภัย คน ของ ทางเดินรถ
Forklift ในคลังสินค้าต้องคุมระยะคน-ของ-ทางเดินรถอย่างไร สรุปกฎกระทรวง 2564 ข้อ 34-42 + OSHA 1910.178 Stability Triangle + Daily Pre-shift Checklist 10 ข้อ