ทีมกู้ภัยที่อับอากาศ — ผู้ช่วยเหลือ อุปกรณ์ retrieval/tripod/SCBA และ non-entry rescue
ผู้ช่วยเหลือที่อับอากาศต้องอบรม 18 ชม. (ประกาศกรม พ.ศ. 2563 ข้อ 10) เฝ้าทางเข้าออกพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 9 + non-entry rescue ด้วย tripod/winch/SCBA แนวปฏิบัติสากล

ทีมกู้ภัยที่อับอากาศ — ผู้ช่วยเหลือ อุปกรณ์ retrieval และ non-entry rescue
ในงานที่อับอากาศ เหตุที่ทำให้คนตายพร้อมกันหลายคนแทบทุกครั้ง มีรูปแบบเดียวกัน คือคนแรกล้มลงข้างใน เพื่อนข้างนอกตกใจรีบลงไปอุ้มโดยไม่มีอุปกรณ์ แล้วก็หมดสติตามกันภายในเวลาไม่กี่สิบวินาที สถิติงานอับอากาศทั่วโลกชี้ตรงกันว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากไม่ใช่คนทำงานคนแรก แต่เป็น "ผู้ที่เข้าไปช่วย" โดยไม่มีการป้องกัน
สิ่งที่กั้นไม่ให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ความกล้าหรือสัญชาตญาณ แต่คือทีมที่เตรียมไว้ล่วงหน้า — มีคนเฝ้าปากทาง มีแผนชัดเจน และมีอุปกรณ์ที่ดึงคนออกได้โดยที่ผู้ช่วยเหลือไม่ต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง บทบาทนี้กฎหมายไทยเรียกว่า ผู้ช่วยเหลือ และเป็น 1 ใน 4 บทบาทที่บังคับให้ต้องมีในงานที่อับอากาศ
ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือเส้นแบ่งระหว่าง "สิ่งที่กฎหมายไทยบังคับ" กับ "แนวปฏิบัติสากล" ตัวกฎหมายไทยใช้คำกว้าง ๆ ว่า อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยไม่ได้ระบุชื่ออุปกรณ์ ส่วนคำเฉพาะอย่าง tripod, SCBA หรือหลัก non-entry rescue เป็นแนวปฏิบัติระดับสากลที่มาเติมเต็มให้คำว่า "เหมาะสม" นั้นทำงานได้จริง เราจะแยกสองส่วนนี้ให้ชัดตลอดทั้งบทความ
ภาพรวม — ใครคือผู้ช่วยเหลือ และทำไมต้องมี
งานที่อับอากาศตามกฎหมายไทยมี 4 บทบาทที่ต้องผ่านการฝึกอบรม ได้แก่ ผู้อนุญาต ผู้ควบคุมงาน ผู้ช่วยเหลือ และผู้ปฏิบัติงานในที่อับอากาศ ทั้ง 4 บทบาทมีหลักสูตรของตัวเองแยกกัน หากอยากเห็นภาพรวมว่าแต่ละบทบาทอบรมกี่ชั่วโมง อ่านเพิ่มได้ที่ หลักสูตรอบรมที่อับอากาศ 4 ระดับ
ผู้ช่วยเหลือ (rescuer หรือ standby man) คือคนที่กฎหมายกำหนดให้ เฝ้าดูแลบริเวณทางเข้าออกที่อับอากาศ สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกจ้างที่ทำงานอยู่ข้างในได้ตลอดเวลา และช่วยนำลูกจ้างออกจากที่อับอากาศได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน
จุดที่หลายโรงงานพลาด คือเข้าใจว่าผู้ช่วยเหลือคือ "คนยืนเฝ้าเฉย ๆ" ความจริงคนตำแหน่งนี้คือด่านสุดท้ายของระบบความปลอดภัย เพราะเมื่อคนข้างในเกิดเหตุ ทุกอย่างที่เตรียมไว้ก่อนหน้า — การตรวจวัดอากาศ การระบายอากาศ ใบอนุญาต — ล้มเหลวไปแล้ว เหลือแต่ผู้ช่วยเหลือกับอุปกรณ์ในมือเท่านั้นที่จะกำหนดว่าคนข้างในจะรอดหรือไม่ และนาทีแรก ๆ คือนาทีตัดสิน
เปรียบให้เห็นภาพ ผู้ช่วยเหลือก็เหมือนไลฟ์การ์ดที่สระว่ายน้ำ — งานหลักคือ "เฝ้า" แต่ต้องเฝ้าด้วยทักษะที่กระโดดลงไปช่วยได้ทันทีและรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่นั่งอยู่ตรงนั้น
หน้าที่ตามกฎหมายของผู้ช่วยเหลือ
กฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (2) กำหนดหน้าที่ของผู้ช่วยเหลือไว้ชัดเจน โดยให้นายจ้างจัดให้มีลูกจ้างซึ่งผ่านการฝึกอบรม คนหนึ่งหรือหลายคนตามความจำเป็น เป็นผู้ช่วยเหลือ "พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต ที่เหมาะสมกับลักษณะงาน คอยเฝ้าดูแลบริเวณทางเข้าออกที่อับอากาศ" สรุปเป็นหน้าที่ย่อย ๆ ได้ดังนี้
- เฝ้าทางเข้าออกตลอดเวลา — อยู่ประจำที่ปากทาง ไม่ละทิ้งจุดในระหว่างที่ยังมีคนทำงานอยู่ข้างใน
- ติดต่อสื่อสารกับคนข้างในได้ตลอด — ด้วยเสียง สัญญาณมือ วิทยุสื่อสาร หรือสายดึงสัญญาณ แล้วแต่ลักษณะพื้นที่
- พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต — อุปกรณ์ต้องอยู่ในมือ พร้อมใช้ ไม่ใช่เก็บอยู่ในตู้ห่างออกไป
- นำผู้ประสบเหตุออกได้ทันที — เมื่อเกิดเหตุต้องเริ่มการช่วยเหลือได้ทันที
นอกจากนี้ นายจ้างยังต้องควบคุมดูแลให้ทั้งลูกจ้างที่ทำงานข้างในและตัวผู้ช่วยเหลือเอง สวมใส่หรือใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตนั้นด้วย หมายความว่าตัวผู้ช่วยเหลือก็ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันของตัวเองพร้อมเช่นกัน ไม่ใช่ยืนเฝ้าตัวเปล่า
ข้อที่อยากเน้นคือ "ไม่ละทิ้งจุด" คนหนึ่งคนเฝ้าหนึ่งจุด ถ้าผู้ช่วยเหลือเดินไปทำธุระอื่น หรือถูกดึงไปช่วยงานอื่นแม้แค่ชั่วครู่ ช่วงเวลานั้นคือช่วงที่ระบบความปลอดภัยมีรูโหว่เต็ม ๆ และเหตุร้ายมักเกิดในจังหวะที่ไม่มีใครมอง
ผู้ช่วยเหลือต้องผ่านอบรมหลักสูตรใด
หลายคนสับสนว่าผู้ช่วยเหลืออบรมหลักสูตรเดียวกับผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ — ผู้ช่วยเหลือมีหลักสูตรเฉพาะของตัวเอง และเป็นหลักสูตรที่ใช้เวลายาวที่สุดในบรรดา 4 บทบาท
ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2563 ข้อ 10 หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ช่วยเหลือใช้ระยะเวลาการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ "ไม่น้อยกว่าสิบแปดชั่วโมง โดยจัดฝึกอบรมสามวันต่อเนื่อง" แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 12 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง
เหตุที่หลักสูตรนี้ยาว 18 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้ควบคุมงานอยู่ที่ 12 ชั่วโมง ก็เพราะผู้ช่วยเหลือต้องเรียนเรื่องที่อีก 3 บทบาทไม่ต้องลงลึก โดยเฉพาะ
- อันตรายในกรณีฉุกเฉินและวิธีหลีกภัย และ การช่วยเหลือและช่วยชีวิต
- การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการปฐมพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น (CPR)
- ภาคปฏิบัติเรื่องการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตในที่อับอากาศ และการช่วยเหลือและช่วยชีวิตในสถานการณ์จำลอง
ตรงนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อคนข้างในหมดสติ ผู้ช่วยเหลือคือคนที่ต้องทั้งดึงออกมาและทำ CPR ทันทีในช่วงรอทีมแพทย์ ทักษะ 2 อย่างนี้รวมอยู่ในหลักสูตร 18 ชั่วโมงนี้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมจะส่งคนยืนเฝ้าด้วยใบรับรองหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานเฉย ๆ ไม่ได้
อีกเงื่อนไขที่มักลืม คือผู้เข้ารับการอบรมทุกหลักสูตรอับอากาศต้องผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นมาก่อน และต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าร่างกายพร้อมสำหรับงานอับอากาศ รวมถึงต้องเข้าอบรมทบทวนทุก 5 ปี ถ้าอยากดูภาพรวมทั้ง 4 ระดับเทียบกัน อ่านที่ หลักสูตรอบรมที่อับอากาศ 4 ระดับ
แผนช่วยเหลือฉุกเฉิน (rescue plan) ที่กฎหมายบังคับ
มีผู้ช่วยเหลือและมีอุปกรณ์ครบ ยังไม่พอ ถ้าไม่มีแผนว่าจะช่วยอย่างไร เพราะตอนเกิดเหตุจริงไม่มีใครมีเวลานั่งคิด
กฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 8 (1) กำหนดให้ผู้ควบคุมงานต้อง "จัดทำแผนการปฏิบัติงานและการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและ แผนช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน" และต้องปิดประกาศหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร คำว่า "เป็นลายลักษณ์อักษร" สำคัญ — แผนต้องเขียนไว้ ไม่ใช่อยู่ในหัวคน และทุกคนในงานต้องรับรู้
แผนช่วยเหลือฉุกเฉินที่ใช้ได้จริง ควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ครบก่อนเริ่มงาน
- ถ้าคนข้างในล้ม จะติดต่อใครเป็นลำดับแรก ใช้ช่องทางอะไร
- ผู้ช่วยเหลือจะเริ่มช่วยอย่างไร — ดึงออกจากภายนอกได้หรือต้องเข้าไป
- ใครโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉิน เบอร์อะไร เส้นทางรถพยาบาลเข้าถึงจุดได้ทางไหน
- อุปกรณ์อะไรอยู่ที่จุดบ้าง ใครตรวจสภาพอุปกรณ์ก่อนเริ่มงาน
แผนนี้ต้องเชื่อมโยงกับใบอนุญาตด้วย เพราะกฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 18 กำหนดให้หนังสืออนุญาตทำงานในที่อับอากาศต้องระบุ ชื่อผู้ช่วยเหลือ ตามข้อ 9 (2) และ อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต ไว้ในใบอนุญาตทุกครั้ง พูดง่าย ๆ คือถ้าไม่มีชื่อผู้ช่วยเหลือและไม่ระบุอุปกรณ์ในใบอนุญาต งานนั้นยังไม่ควรเริ่ม รายละเอียดการกรอกใบอนุญาตทั้ง 12 ข้ออ่านได้ที่ ใบอนุญาตทำงานในที่อับอากาศ
non-entry rescue กับ entry rescue — ลำดับที่ปลอดภัยที่สุด

ถึงตรงนี้ต้องย้ำเส้นแบ่งให้ชัด — เนื้อหาส่วนนี้เป็น แนวปฏิบัติสากล ตามมาตรฐาน OSHA 1910.146 และคำแนะนำของ NIOSH ไม่ใช่ถ้อยคำที่เขียนตรง ๆ ในกฎหมายไทย กฎหมายไทยใช้คำกว้างว่าให้มี "อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน" ส่วนวิธีคิดเรื่องลำดับการกู้ภัยข้างล่างนี้ คือกรอบสากลที่ช่วยให้เราเลือกอุปกรณ์และวางแผนให้ "เหมาะสม" ได้จริง
แนวปฏิบัติสากลจัดลำดับวิธีกู้ภัยจากปลอดภัยที่สุดไปเสี่ยงที่สุด ดังนี้
- Non-entry rescue (กู้ภัยจากภายนอก) — ดึงผู้ประสบเหตุออกมาจากด้านนอกโดยที่ผู้ช่วยเหลือไม่ต้องเข้าไปในที่อับอากาศ ทำได้ด้วยการต่อสายดึง (retrieval line) เข้ากับ full-body harness ของคนทำงานไว้ตั้งแต่ก่อนลง แล้วใช้ระบบรอก/winch ดึงขึ้นมา วิธีนี้ปลอดภัยที่สุดเพราะผู้ช่วยเหลือไม่ต้องเสี่ยงสัมผัสบรรยากาศอันตรายเลย แนวปฏิบัติสากลจึงให้เลือกวิธีนี้เป็นอันดับแรกเสมอเมื่อสภาพงานเอื้อ
- Entry rescue (กู้ภัยโดยเข้าไป) — ทำต่อเมื่อ non-entry ทำไม่ได้จริง ๆ เช่น ตัวคนติดอยู่หรือพื้นที่คดเคี้ยวจนดึงตรงขึ้นไม่ได้ ผู้ช่วยเหลือที่จะเข้าไปต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจชนิดจ่ายอากาศและมีคนเฝ้าปากทางอีกชั้นหนึ่ง
เหตุผลที่หลักสากลให้ทำ non-entry ก่อน เพราะสถิติชี้ว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากในงานอับอากาศคือคนที่เข้าไปช่วย การออกแบบงานให้ดึงออกได้จากภายนอกตั้งแต่ต้น คือมาตรการป้องกันไม่ให้เกิด "ศพที่สอง" จากคนที่ตั้งใจดี
ในทางปฏิบัติ การจะใช้ non-entry rescue ได้ ต้องวางระบบไว้ก่อนคนลง คือผูก harness ต่อ retrieval line ขึ้นไปที่ tripod พร้อมก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ค่อยมาหาอุปกรณ์ตอนเกิดเหตุ ซึ่งสายไปแล้ว
อุปกรณ์ retrieval system — มีอะไรบ้าง

กฎหมายไทยกำหนดเชิงหลักการว่าต้องมี "อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน" และในรายการอุปกรณ์ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ก็ระบุให้มีอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจชนิดส่งอากาศช่วยหายใจ และอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน แต่กฎหมายไม่ได้ระบุยี่ห้อหรือชนิดเฉพาะ
ส่วนรายการอุปกรณ์ด้านล่างนี้คือชุดอุปกรณ์มาตรฐานตาม แนวปฏิบัติสากล ที่ใช้กันในอุตสาหกรรม ซึ่งมาเติมเต็มคำว่า "เหมาะสม" ของกฎหมายไทยให้เป็นรูปธรรม
- Tripod (ขาตั้งสามขา) หรือ davit arm (แขนยื่น) — โครงสำหรับติดตั้งเหนือปากทางเข้า ใช้เป็นจุดยึดและจุดดึงคนขึ้น tripod เหมาะกับ manhole แนวดิ่ง ส่วน davit arm เหมาะกับพื้นที่ที่ตั้ง tripod ไม่ได้ เช่น ปากทางชิดผนัง
- Winch หรือรอกกู้ภัย — กว้านดึงคนขึ้นจากภายนอก บางรุ่นรวมฟังก์ชันกันตก (fall arrest) ในตัว ใช้คู่กับ tripod/davit
- Full-body harness — สายรัดตัวแบบเต็มตัวที่คนทำงานสวมไว้ตั้งแต่ก่อนลง มีจุดเกี่ยวด้านหลังหรือไหล่สำหรับต่อ retrieval line ให้ดึงขึ้นในท่าตรง
- Retrieval line (สายดึงกู้ภัย) — สายที่ต่อจาก harness ขึ้นมาที่ winch เป็นหัวใจของ non-entry rescue
- SCBA (Self-Contained Breathing Apparatus) — ชุดถังอากาศพกพาในตัว สำหรับผู้ช่วยเหลือที่จำเป็นต้องเข้าไป ให้หายใจด้วยอากาศจากถังของตัวเอง ไม่พึ่งอากาศในที่อับอากาศ
- SAR (Supplied-Air Respirator) — อุปกรณ์จ่ายอากาศจากแหล่งภายนอกผ่านสายส่ง เหมาะกับงานที่ต้องอยู่ในพื้นที่นาน
ขอย้ำอีกครั้งให้ชัด ว่าคำเฉพาะอย่าง tripod, davit, winch, SCBA, SAR เป็นชื่ออุปกรณ์ตามแนวปฏิบัติสากล ส่วนกฎหมายไทยเขียนเพียงว่าให้มี "อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสม" และ "อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจชนิดส่งอากาศช่วยหายใจ" เวลาเขียนในเอกสารบริษัทหรือใบอนุญาต ระบุชื่ออุปกรณ์เฉพาะได้ตามความเหมาะสมของงาน แต่ให้เข้าใจตรงกันว่าฐานทางกฎหมายคือคำว่า "เหมาะสมกับลักษณะงาน"
ตัวอย่างจริง — ทีมกู้ภัยที่ manhole บ่อบำบัดน้ำเสีย
ลองดูภาพงานจริง โรงงานแห่งหนึ่งต้องส่งคนลงไปลอกตะกอนในบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นที่อับอากาศที่อาจมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และออกซิเจนต่ำ ทีมที่ถูกจัดไว้ตามกฎหมายประกอบด้วย ผู้อนุญาตเซ็นใบอนุญาต ผู้ควบคุมงานทำแผนและคุมหน้างาน ผู้ปฏิบัติงานที่ลงไปทำงาน และผู้ช่วยเหลือที่เฝ้าปากทาง
ก่อนคนลง ทีมตั้ง tripod คร่อมปาก manhole ติด winch ผูก retrieval line ต่อกับ full-body harness ของผู้ปฏิบัติงาน ผู้ช่วยเหลือยืนประจำที่ปากทาง ถือวิทยุสื่อสาร และมี SCBA วางพร้อมข้างตัว — นี่คือการเตรียม non-entry rescue ไว้ล่วงหน้า
สมมติว่าระหว่างทำงาน เครื่องวัดก๊าซเตือน H2S พุ่งสูงและผู้ปฏิบัติงานเริ่มไม่ตอบวิทยุ ผู้ช่วยเหลือที่ผ่านอบรมจะ ไม่ กระโดดลงไป แต่จะสั่งหยุดงาน แจ้งผู้ควบคุมงาน เปิด winch ดึงคนขึ้นมาทาง retrieval line จากภายนอก แล้วทำการประเมินและ CPR ที่ปากทางทันทีหากจำเป็น พร้อมกับให้คนอีกคนโทรแจ้งหน่วยฉุกเฉินตามแผน
ความต่างระหว่างทีมที่เตรียมแบบนี้ กับทีมที่ส่งคน 2 คนลงไปโดยไม่มีอุปกรณ์ คือความต่างระหว่างเหตุการณ์ที่จบด้วยคนรอด กับข่าวที่มีคนตาย 2-3 คนพร้อมกัน ถ้าอยากเข้าใจพื้นฐานเรื่องบรรยากาศอันตรายและก๊าซที่ต้องระวังก่อน อ่านได้ที่ ความรู้เบื้องต้นเรื่องที่อับอากาศ
ข้อควรระวัง — ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ใช้คนเฝ้าที่ไม่ได้อบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือ — เอาคนว่างมายืนเฝ้า หรือใช้คนที่อบรมแค่หลักสูตรผู้ปฏิบัติงาน ทั้งที่ผู้ช่วยเหลือต้องผ่านหลักสูตรเฉพาะ 18 ชั่วโมง รวม CPR และการช่วยกู้
- ผู้ช่วยเหลือละทิ้งจุด — ถูกเรียกไปช่วยงานอื่นชั่วครู่ หรือเดินไปหยิบของ ทำให้ช่วงเวลานั้นไม่มีใครเฝ้าปากทาง
- อุปกรณ์ไม่พร้อมใช้ที่จุด — tripod กับ SCBA เก็บอยู่ในโกดังห่างออกไป กว่าจะวิ่งไปเอาก็สายเกินไป อุปกรณ์ต้องอยู่ที่ปากทาง พร้อมใช้
- ไม่มีแผนช่วยเหลือเป็นลายลักษณ์อักษร — มีแต่ "รู้กันในใจ" ซึ่งกฎหมายไม่ยอมรับ ข้อ 8 บังคับให้เป็นลายลักษณ์อักษรและแจ้งให้ลูกจ้างทราบ
- ไม่ผูก retrieval line ไว้ตั้งแต่ต้น — ทำให้ทำ non-entry rescue ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็น entry rescue ที่เสี่ยงกว่ามาก
- ผู้ช่วยเหลือกระโดดลงไปช่วยโดยไม่มี SCBA — สัญชาตญาณที่ทำให้เกิด "ศพที่สอง" บ่อยที่สุด ผู้ช่วยเหลือที่ผ่านอบรมต้องรู้ว่าห้ามเข้าไปโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ
checklist สรุปก่อนเริ่มงาน
- มีผู้ช่วยเหลือที่ผ่านอบรมหลักสูตร 18 ชั่วโมง (3 วัน) ประจำจุด
- ระบุชื่อผู้ช่วยเหลือและอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตในใบอนุญาตแล้ว
- มีแผนช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นลายลักษณ์อักษร และทุกคนรับรู้
- ช่องทางสื่อสารกับคนข้างในพร้อมและทดสอบแล้ว
- ตั้ง tripod/davit + winch + ผูก retrieval line กับ harness ก่อนคนลง (แนวปฏิบัติ non-entry rescue)
- SCBA/SAR พร้อมใช้ที่จุด สำหรับกรณีต้องเข้าไป
- ผู้ช่วยเหลือสวมอุปกรณ์ป้องกันของตัวเองพร้อม ไม่เฝ้าตัวเปล่า
- เบอร์หน่วยฉุกเฉินและเส้นทางรถพยาบาลพร้อมในแผน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ผู้ช่วยเหลือต้องอบรมกี่ชั่วโมง 18 ชั่วโมง จัดฝึกอบรม 3 วันต่อเนื่อง ภาคทฤษฎี 12 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ตามประกาศกรม พ.ศ. 2563 ข้อ 10 ซึ่งยาวกว่าหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานและผู้ควบคุมงานที่อยู่ที่ 12 ชั่วโมง เพราะรวมเนื้อหาการช่วยเหลือ ช่วยชีวิต และ CPR
ใช้คนที่อบรมหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานมาเป็นผู้ช่วยเหลือได้ไหม ไม่ได้ ผู้ช่วยเหลือมีหลักสูตรเฉพาะของตัวเอง คนที่จะทำหน้าที่ผู้ช่วยเหลือต้องผ่านหลักสูตรผู้ช่วยเหลือ 18 ชั่วโมง ไม่ใช่หลักสูตรอื่น
กฎหมายไทยบังคับให้ใช้ tripod หรือ SCBA หรือไม่ กฎหมายไทยไม่ได้ระบุชื่ออุปกรณ์เฉพาะ ใช้คำกว้างว่า "อุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน" และ "อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจชนิดส่งอากาศช่วยหายใจ" ส่วน tripod, winch, SCBA และหลัก non-entry rescue เป็นแนวปฏิบัติสากล (OSHA 1910.146 / NIOSH) ที่ช่วยให้ "อุปกรณ์ที่เหมาะสม" นั้นใช้งานได้จริง
ทำไมต้องทำ non-entry rescue ก่อน entry rescue เพราะ non-entry rescue ดึงคนออกจากภายนอกโดยที่ผู้ช่วยเหลือไม่ต้องเข้าไปสัมผัสบรรยากาศอันตราย จึงปลอดภัยกว่า เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสียชีวิตรายที่สองจากคนที่เข้าไปช่วย ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยในเหตุอับอากาศ นี่เป็นหลักสากล ไม่ใช่ถ้อยคำในกฎหมายไทย
แผนช่วยเหลือฉุกเฉินต้องเป็นเอกสารไหม ต้องเป็น กฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 8 (1) กำหนดให้ผู้ควบคุมงานจัดทำแผนช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในกรณีฉุกเฉิน และปิดประกาศหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร
สรุป
- ผู้ช่วยเหลือคือ 1 ใน 4 บทบาทที่กฎหมายไทยบังคับในงานที่อับอากาศ และเป็นด่านสุดท้ายของระบบความปลอดภัย
- หน้าที่ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2562 ข้อ 9 คือเฝ้าทางเข้าออก สื่อสารกับคนข้างในตลอดเวลา และนำคนออกได้ทันที พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสม
- ต้องผ่านหลักสูตรผู้ช่วยเหลือ 18 ชั่วโมง 3 วันต่อเนื่อง (ประกาศกรม พ.ศ. 2563 ข้อ 10) ซึ่งรวม CPR และการช่วยกู้
- ต้องมีแผนช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นลายลักษณ์อักษร (ข้อ 8) และระบุชื่อผู้ช่วยเหลือ + อุปกรณ์ในใบอนุญาต (ข้อ 18)
- tripod, winch, SCBA และหลัก non-entry rescue ก่อน entry rescue เป็นแนวปฏิบัติสากล (OSHA/NIOSH) ที่ทำให้คำว่า "อุปกรณ์ที่เหมาะสม" ของกฎหมายไทยใช้ได้จริง
ลองเริ่มที่จุดเดียวก่อน — หยิบใบอนุญาตงานอับอากาศใบล่าสุดของโรงงานคุณมาดู ว่ามีชื่อผู้ช่วยเหลือที่ผ่านอบรม 18 ชั่วโมงครบหรือยัง และอุปกรณ์ที่ระบุไว้ดึงคนออกจากภายนอกได้จริงหรือเปล่า ถ้าสองข้อนี้ครบ คุณก็เหลือแค่ซ้อมให้คล่อง ถ้ายังไม่ครบ นั่นคือจุดที่ต้องแก้ก่อนคนลงครั้งหน้า
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง