🔥 อัคคีภัย

บทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตา ปี 2536 ที่ยังเดินตรวจเจอได้ถึงวันนี้

เหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตา 10 พฤษภาคม 2536 ทางออกที่ปิดล็อก โครงเหล็กไม่หุ้มกันไฟ วัสดุติดไฟกองในไลน์ผลิต พร้อมข้อกำหนดปัจจุบันและเช็คลิสต์เดินตรวจ

Safety Station 1018 กันยายน 2569อ่าน 30 นาที · 6,513 คำ
บทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตา ปี 2536 ที่ยังเดินตรวจเจอได้ถึงวันนี้

บ่ายวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2536 เวลาประมาณ 16.00 น. เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงงานผลิตตุ๊กตาของบริษัท เคเดอร์ อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) ริมถนนพุทธมณฑล สาย 4 อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เวลานั้นเป็นช่วงที่คนงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในไลน์ผลิต บันทึกสาธารณะของสื่อไทยและรายงานย้อนหลังที่อ้างผลการสอบสวนตรงกันว่ามีผู้เสียชีวิต 188 ราย เป็นหญิง 174 ราย ชาย 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 469 ราย

บทนี้เล่าเฉพาะข้อเท็จจริงที่มีรายงานสาธารณะยืนยันได้ ไม่เติมบทสนทนา ไม่เดารายละเอียด และไม่บรรยายภาพความสูญเสียเกินกว่าที่รายงานบันทึกไว้ เหตุผลที่ยังหยิบเรื่องเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนมาเล่าอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่เพราะเงื่อนไขที่ทำให้เพลิงไหม้ครั้งนั้นกลายเป็นการสูญเสียหมู่ ยังเป็นเงื่อนไขที่เดินตรวจแล้วเจอได้ในโรงงานไทยปี 2569 และวันนี้กฎหมายเขียนไว้ตรงตัวแล้วว่าต้องจัดการอย่างไร

ลำดับเหตุการณ์เท่าที่รายงานสาธารณะบันทึกตรงกัน

รายงานหลายแหล่งระบุตรงกันว่าไฟเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 16.00 น. ที่ชั้นล่างของอาคาร แล้วลามขึ้นชั้นบนอย่างรวดเร็ว จุดเริ่มต้นตามผลการสอบสวนเบื้องต้นคือก้นบุหรี่ที่ยังไม่มอดสนิทในบริเวณที่มีผ้าและใยสังเคราะห์อยู่จำนวนมาก

จุดที่กลายเป็นแกนของโศกนาฏกรรมคือช่วงเวลาถัดจากนั้น รายงานของคณะกรรมการสอบสวนที่รัฐบาลแต่งตั้งระบุว่าโครงสร้างอาคารใช้เสาและคานเหล็กที่ไม่มีวัสดุหุ้มกันไฟ เมื่อโดนความร้อนสูงต่อเนื่อง เหล็กจึงอ่อนกำลังลงจนอาคารทรุดตัวภายในเวลาประมาณ 15 นาทีนับจากไฟเริ่มลุกลาม

เวลา 15 นาทีคือค่าที่ควรค้างอยู่ในหัวของคนทำงานอัคคีภัยทุกคน เพราะสั้นกว่าเวลาที่รถดับเพลิงจากภายนอกจะเดินทางมาถึงโรงงานนอกเขตเมืองด้วยซ้ำ เมื่ออาคารทรุดลงก่อนหน่วยดับเพลิงเข้าถึงพื้นที่ ทุกอย่างที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เตรียมไว้ก่อนวันเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว

รายงานยังบันทึกด้วยว่าคนจำนวนหนึ่งออกทางบันไดไม่ได้ เพราะควันและเปลวไฟตัดเส้นทาง และมีผู้ที่เลือกกระโดดลงจากอาคารจนบาดเจ็บสาหัส ข้อเท็จจริงส่วนนี้บอกตรงไปตรงมาว่า เมื่อเส้นทางออกใช้ไม่ได้ คนจะไม่หยุดอยู่กับที่ แต่จะเลือกทางที่อันตรายน้อยกว่าเท่าที่มองเห็นในวินาทีนั้น

อีกข้อที่รายงานย้อนหลังของสื่อไทยบันทึกไว้ คือโรงงานแห่งนี้เคยเกิดเพลิงไหม้มาก่อนหลายครั้ง ทั้งในปี 2532 ปี 2534 และต้นปี 2536 เอง สัญญาณเตือนจึงมีมาก่อนแล้วหลายรอบ

สามเงื่อนไขที่เปลี่ยนเพลิงไหม้ให้กลายเป็นการสูญเสียหมู่

เพลิงไหม้ในโรงงานเกิดขึ้นทุกปี แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จบลงด้วยการสูญเสียระดับนี้ ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะเงื่อนไขสามอย่างมาพร้อมกัน และทั้งสามอย่างตรวจเจอได้ล่วงหน้า

ทางออกที่ปิดล็อกและไม่พอกับจำนวนคน รายงานระบุว่าประตูทางเข้าออกของโรงงานปิดล็อกไว้เพราะกลัวว่าคนงานจะนำสินค้าออกไป ทั้งยังไม่มีบันไดหนีไฟภายนอกอาคาร บันไดภายในแคบ และจำนวนประตูน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับคนงานหลักพันคนที่ทำงานอยู่ในเวลาเดียวกัน เหตุผลที่ล็อกประตูในวันนั้นเป็นเหตุผลเดียวกับที่ยังได้ยินอยู่ทุกวันนี้ คือกลัวของหายและกลัวคนออกนอกพื้นที่ระหว่างเวลางาน

โครงสร้างที่ไม่ทนไฟ เสาและคานเหล็กที่ไม่หุ้มวัสดุกันไฟทำให้อาคารเสียกำลังรับน้ำหนักเร็วมาก เหล็กไม่ติดไฟก็จริง แต่เมื่ออุณหภูมิสูงพอ เหล็กจะอ่อนตัวและยืดออกจนโครงสร้างเสียรูป อาคารจึงทรุดลงในเวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งสั้นกว่าเวลาที่คนจำนวนมากใช้เดินลงบันไดแคบพร้อมกัน

วัสดุติดไฟจำนวนมากอยู่ในพื้นที่ผลิต โรงงานตุ๊กตาทำงานกับผ้า ใยสังเคราะห์ และวัสดุยัดไส้ ซึ่งติดไฟง่ายและให้เปลวลามเร็ว เมื่อวัสดุกลุ่มนี้กองอยู่ในบริเวณเดียวกับที่คนทำงาน ไฟจากจุดเล็กจึงขยายเป็นไฟทั้งชั้นได้ในเวลาไม่กี่นาที

ทั้งสามข้อไม่มีข้อไหนต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจ ทุกข้อมองเห็นได้ด้วยตาระหว่างเดินตรวจพื้นที่ตามปกติ ด้วยเหตุนี้เคสเก่าเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนจึงยังใช้สอนได้อยู่ เพราะเป็นเรื่องที่ยังตรวจเจอซ้ำได้

ที่มาของข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ยกมา

ข้อเท็จจริงข้างต้นมาจากรายงานสาธารณะที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ได้แก่ รายงานย้อนหลังของสื่อไทยที่อ้างผลการสอบสวนของคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นหลังเกิดเหตุ บันทึกของสื่อสาธารณะที่จัดทำในวาระครบรอบเหตุการณ์ และสารานุกรมเสรีที่อ้างแหล่งข่าวร่วมสมัย

ค่าที่ยืนยันตรงกันหลายแหล่งคือ วันเกิดเหตุ 10 พฤษภาคม 2536 ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ผู้เสียชีวิต 188 ราย ผู้บาดเจ็บ 469 ราย และเวลาที่อาคารทรุดตัวประมาณ 15 นาทีนับจากไฟลุกลาม ส่วนค่าที่แต่ละแหล่งรายงานไม่ตรงกัน เช่น จำนวนผู้บาดเจ็บที่บางแหล่งรายงานสูงกว่านี้ และจำนวนคนงานที่อยู่ในอาคารขณะเกิดเหตุ บทนี้ไม่หยิบมาใช้ เพราะยังยืนยันข้ามแหล่งไม่ได้ เช่นเดียวกับรายละเอียดของผู้เสียชีวิตรายบุคคลและบทสนทนาระหว่างเหตุการณ์ ซึ่งไม่ช่วยให้ผู้อ่านตรวจพื้นที่ของตัวเองได้ดีขึ้น

สิ่งที่กฎกระทรวงอัคคีภัย พ.ศ. 2555 กำหนดไว้ในเรื่องเดียวกัน

หลังเหตุการณ์นั้น กฎหมายความปลอดภัยของไทยเดินหน้ามาไกลพอสมควร ปัจจุบันเรื่องเส้นทางหนีไฟและการเก็บวัสดุติดไฟอยู่ในกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 โดยมาตรา 8 กำหนดให้นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง ภาพรวมทั้งฉบับอ่านได้ที่ สรุปกฎกระทรวงอัคคีภัย พ.ศ. 2555

ต่อไปนี้คือข้อที่ตรงกับสามเงื่อนไขข้างต้น

ประตูในเส้นทางหนีไฟ ห้ามล็อกขณะที่มีลูกจ้างทำงาน ข้อ 8 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีเส้นทางหนีไฟทุกชั้นของอาคารอย่างน้อยชั้นละสองเส้นทาง ซึ่งอพยพลูกจ้างที่ทำงานในเวลาเดียวกันทั้งหมดสู่จุดที่ปลอดภัยได้ภายในเวลาไม่เกินห้านาที เส้นทางหนีไฟจากจุดที่ลูกจ้างทำงานไปสู่จุดที่ปลอดภัยต้องปราศจากสิ่งกีดขวาง ประตูที่ใช้ในเส้นทางหนีไฟต้องทำด้วยวัสดุทนไฟ ไม่มีธรณีประตูหรือขอบกั้น เป็นชนิดที่บานประตูเปิดออกไปตามทิศทางของการหนีไฟ และติดอุปกรณ์ที่บังคับให้บานประตูปิดได้เอง ห้ามใช้ประตูเลื่อน ประตูม้วน หรือประตูหมุน และห้ามปิดตาย ใส่กลอน กุญแจ ผูก ล่ามโซ่ หรือทำให้เปิดออกไม่ได้ในขณะที่มีลูกจ้างทำงาน

ข้อนี้ตอบเงื่อนไขแรกของเคสตรง ๆ ทั้งเรื่องประตูที่ล็อก จำนวนเส้นทาง และของที่วางขวาง ที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือหลายที่คิดว่าล็อกได้ถ้ามีคนถือกุญแจอยู่ใกล้ ๆ ตัวบทไม่ได้เปิดช่องนั้นไว้ ถ้อยคำที่ใช้คือห้ามทำให้เปิดออกไม่ได้ในขณะที่มีลูกจ้างทำงาน รายละเอียดของเส้นทางหนีไฟทั้งระบบอ่านต่อได้ที่ ทางหนีไฟตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2555

สัญญาณแจ้งเหตุที่คนได้ยินทั่วถึง ข้อ 9 กำหนดว่าสถานประกอบกิจการที่มีอาคารตั้งแต่สองชั้นขึ้นไป หรือมีพื้นที่ประกอบกิจการตั้งแต่สามร้อยตารางเมตรขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกชั้น ต้องมีทั้งอุปกรณ์แจ้งเหตุอัตโนมัติและอุปกรณ์แจ้งเหตุที่ใช้มือ อุปกรณ์ส่งสัญญาณต้องส่งเสียงหรือสัญญาณให้ทุกคนภายในอาคารได้ยินหรือทราบอย่างทั่วถึงเพื่อการหนีไฟ อุปกรณ์แจ้งเหตุที่ใช้มือต้องอยู่ในที่เห็นได้ชัดเจน เข้าถึงได้ง่าย หรืออยู่ในเส้นทางหนีไฟ โดยติดตั้งห่างจากจุดที่ลูกจ้างทำงานไม่เกินสามสิบเมตร และเสียงที่ใช้แจ้งเหตุต้องแตกต่างจากเสียงหรือสัญญาณอื่นที่ใช้ในสถานประกอบกิจการ

วรรคสุดท้ายเป็นข้อที่ตกบ่อยที่สุดในโรงงานที่ใช้ออดบอกเวลาพักและเวลาเลิกงาน ถ้าเสียงแจ้งเหตุเพลิงไหม้คล้ายเสียงออดปกติ คนหน้าไลน์จะเสียเวลาไปกับการเดาว่าเสียงนี้แปลว่าอะไร และเวลาที่เสียไปในนาทีแรกคือเวลาที่แลกกลับมาไม่ได้

แสงสว่างและไฟฟ้าสำรองสำหรับเส้นทางหนีไฟ ข้อ 10 กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอสำหรับเส้นทางหนีไฟในการอพยพลูกจ้างออกจากอาคาร รวมทั้งจัดให้มีแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรองที่จ่ายไฟเพื่อการหนีไฟและสำหรับใช้กับอุปกรณ์ดับเพลิงขั้นต้นได้ในทันทีที่ไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าในอาคารมักดับก่อนที่คนจะออกได้หมด ทางเดินที่ตอนกลางวันดูโล่งจึงกลายเป็นทางมืดในจังหวะที่ต้องใช้จริง

ป้ายบอกทางหนีไฟที่มองเห็นตลอดเวลา ขนาดตัวอักษรตามข้อ 11 (1) ได้แก้ไขใหม่โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2561 เป็น ตัวอักษรต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าสิบเซนติเมตร และมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วน (2) ของข้อ 11 กำหนดให้ป้ายต้องมีแสงสว่างในตัวเองหรือใช้ไฟส่องให้เห็นได้ชัดเจนตลอดเวลา และต้องไม่ใช้สีหรือรูปร่างที่กลมกลืนไปกับการตกแต่งหรือป้ายอื่นที่ติดไว้ใกล้เคียง ที่ต้องระวังคือเอกสารเก่าจะเขียนไว้ที่สิบห้าเซนติเมตร ซึ่งเป็นค่าก่อนการแก้ไข

การเก็บวัสดุติดไฟง่ายให้ออกจากพื้นที่ทำงาน ข้อ 22 กำหนดว่าการเก็บวัตถุที่ติดไฟได้ง่ายประเภทไม้ กระดาษ ขนสัตว์ ฟาง โฟม ฟองน้ำสังเคราะห์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน ให้นายจ้างแยกเก็บไว้ในอาคารต่างหากหรือเก็บในห้องทนไฟ ในกรณีที่มีจำนวนน้อยอาจเก็บไว้ในภาชนะทนไฟหรือถังโลหะที่มีฝาปิด ข้อนี้ตรงกับเงื่อนไขที่สามของเคสมากที่สุด เพราะใยสังเคราะห์และฟองน้ำที่ใช้ยัดตุ๊กตาอยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้

ข้อ 7 ยังกำหนดให้นายจ้างแยกเก็บวัตถุซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเกิดการลุกไหม้ โดยมิให้ปะปนกัน และข้อ 23 กำหนดเรื่องของเสียที่ติดไฟได้ง่ายไว้ละเอียดกว่าที่หลายคนคิด คือให้ทำความสะอาดเพื่อไม่ให้มีการสะสมหรือตกค้างไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งครั้ง ถ้าเป็นงานกะต้องไม่น้อยกว่ากะละหนึ่งครั้ง ต้องเก็บรวบรวมไว้ในภาชนะปิดที่เป็นโลหะ และนำออกไปจากบริเวณที่ลูกจ้างทำงานไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งครั้ง เศษผ้ากับเศษใยที่กวาดกองไว้ข้างเครื่องรอเก็บตอนสิ้นสัปดาห์ จึงเป็นทั้งความเสี่ยงและข้อที่ไม่ตรงตามตัวบทพร้อมกัน

แผน การอบรม และการฝึกซ้อม ข้อ 3 กำหนดให้สถานประกอบกิจการทุกแห่งจัดทำป้ายข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการดับเพลิงและการอพยพหนีไฟ และปิดประกาศให้เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนข้อ 4 กำหนดว่าที่ที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วยการตรวจตรา การอบรม การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์

ข้อ 27 กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานรับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น โดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นผู้ฝึกอบรม ข้อ 29 กำหนดให้ลูกจ้างฝึกซ้อมอพยพหนีไฟออกจากอาคารไปตามเส้นทางหนีไฟที่กำหนดไว้ในหมวด 2 และข้อ 30 กำหนดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ก่อนซ้อมไม่น้อยกว่าสามสิบวันให้ส่งแผนการฝึกซ้อมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเพื่อให้ความเห็นชอบ และให้ยื่นรายงานผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการฝึกซ้อม วิธีวางแผนซ้อมทั้งปีให้เข้ากับกำหนดเวลาเหล่านี้ อ่านต่อได้ที่ แผนฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ

ส่วนที่กฎกระทรวงอัคคีภัยไม่ได้กำหนด และอยู่ในกฎหมายฉบับอื่น

จุดที่ต้องแยกให้ชัดเพื่อไม่ให้อ้างผิดฉบับ คือกฎกระทรวงอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ไม่ได้กำหนดอัตราการทนไฟของโครงสร้างอาคาร ตัวบทกำหนดเรื่องวัสดุทนไฟไว้เฉพาะจุดที่ระบุชัด เช่น ประตูที่ใช้ในเส้นทางหนีไฟตามข้อ 8 และห้องทนไฟสำหรับเก็บวัสดุติดไฟง่ายตามข้อ 22 ส่วนข้อกำหนดว่าโครงสร้างอาคารต้องทนไฟกี่ชั่วโมง อยู่ในกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ซึ่งเป็นคนละฉบับและอยู่นอกขอบเขตของบทนี้

ประเด็นนี้สำคัญกับคนที่รับผิดชอบงานอัคคีภัย เพราะเมื่อเดินตรวจแล้วพบว่าโครงเหล็กในอาคารเก่าไม่มีวัสดุหุ้มกันไฟ การยกเรื่องขึ้นไปคุยกับผู้บริหารต้องอ้างให้ตรงฉบับ ไม่อย่างนั้นข้อเสนอจะเสียน้ำหนักตั้งแต่ประโยคแรก

อีกจุดหนึ่งคือแหล่งจุดติด ข้อ 18 กำหนดให้นายจ้างป้องกันอัคคีภัยจากแหล่งก่อเกิดการกระจายตัวของความร้อนไว้เจ็ดกรณี ได้แก่ กระแสไฟฟ้าลัดวงจร เครื่องยนต์หรือปล่องไฟ การแผ่รังสีกับการนำหรือการพาความร้อน การเสียดสีของเครื่องจักร การสะสมของไฟฟ้าสถิต การเชื่อมหรือตัดโลหะ และการสะสมความร้อนของปล่องระบายควัน การสูบบุหรี่ไม่ได้อยู่ในเจ็ดข้อนี้ การกำหนดจุดสูบบุหรี่ในโรงงานจึงเป็นกติกาที่สถานประกอบกิจการเขียนขึ้นเองในแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยตามข้อ 4

จุดนี้ใช้ได้จริงตรงที่ เราคุมแหล่งจุดติดได้ไม่หมดทุกทาง แต่คุมปริมาณเชื้อเพลิงที่วางอยู่รอบตัวคนได้ และตัวบทที่กำหนดเรื่องเชื้อเพลิงไว้ตรงตัวคือข้อ 7 ข้อ 22 และข้อ 23 ที่ยกมาแล้ว

วันที่ 10 พฤษภาคม กับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

สิ่งที่ตามมาหลังเหตุการณ์นี้ไม่ได้จบที่การรื้อซากอาคาร ขบวนแรงงานผลักดันเรื่องความปลอดภัยในการทำงานต่อเนื่องหลายปี และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 กำหนดให้วันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ตามที่รายงานสาธารณะของหน่วยงานด้านสุขภาวะและสื่อไทยบันทึกไว้ตรงกัน วันดังกล่าวยังเป็นวันศูนย์กลางของสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติที่จัดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

การผลักดันในสายกฎหมายเดินต่ออีกยาว จนออกมาเป็นพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งมาตรา 6 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ และกฎกระทรวงอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ก็ออกมาตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้

เล่าลำดับนี้ไว้เพื่อจะบอกอย่างเดียว คือถ้อยคำในตัวบทที่อ่านแล้วดูเป็นภาษาราชการ เช่น ห้ามปิดตาย ใส่กลอน กุญแจ ผูก ล่ามโซ่ ไม่ได้เขียนขึ้นมาลอย ๆ แต่ละวรรคมีเหตุการณ์จริงอยู่ข้างหลัง

เดินเส้นทางหนีไฟจากจุดทำงานจริง

เช็คลิสต์นี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงต่ออาคารหนึ่งหลัง ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เดินจากจุดที่คนยืนทำงานจริงออกไปจนถึงจุดรวมพล แล้วจดสิ่งที่เจอระหว่างทาง

  • เดินเส้นทางหนีไฟจากจุดที่คนยืนทำงานไกลที่สุดไปจนถึงจุดที่ปลอดภัย และจับเวลาไว้ เทียบกับเกณฑ์ห้านาทีตามข้อ 8
  • นับว่าแต่ละชั้นมีเส้นทางหนีไฟกี่เส้นทาง ถ้าเหลือทางเดียวให้บันทึกไว้เป็นประเด็นแรกที่ต้องแก้
  • ผลักประตูหนีไฟทุกบานด้วยมือเปล่า บานที่ต้องออกแรงผิดปกติ ต้องใช้กุญแจ มีกลอน มีโซ่ หรือมีของวางพิง ให้ถ่ายรูปและลงบันทึกทันที
  • ตรวจว่าบานประตูเปิดออกไปตามทิศทางของการหนีไฟ ปิดกลับเองได้หลังปล่อยมือ และไม่มีธรณีประตูหรือขอบกั้นที่ทำให้สะดุด
  • ไล่ดูของที่วางอยู่ในทางเดินหนีไฟ ทั้งพาเลท รถเข็น ถังขยะ ชั้นวางชั่วคราว และกล่องที่ตั้งใจวางไว้แค่วันเดียว
  • กดทดสอบว่าอุปกรณ์แจ้งเหตุที่ใช้มืออยู่ห่างจากจุดทำงานไม่เกินสามสิบเมตรตามข้อ 9 และคนที่ยืนทำงานตรงนั้นรู้ว่าปุ่มอยู่ตรงไหน
  • ถามคนหน้าไลน์สองถึงสามคนว่าเสียงแจ้งเหตุเพลิงไหม้ต่างจากเสียงออดปกติอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้ ให้ถือเป็นประเด็นที่ต้องแก้
  • ปิดไฟหลักในทางเดินหนีไฟช่วงเวลาที่ไม่กระทบการผลิต แล้วดูว่าไฟฉุกเฉินและป้ายบอกทางยังสว่างตามข้อ 10 และข้อ 11 หรือไม่
  • วัดตัวอักษรบนป้ายบอกทางหนีไฟ ต้องไม่เล็กกว่าสิบเซนติเมตรตามฉบับแก้ไข พ.ศ. 2561 และมองจากระยะที่คนยืนทำงานจริงว่าป้ายกลืนไปกับป้ายอื่นใกล้เคียงหรือไม่
  • สำรวจว่ามีผ้า ฟองน้ำ โฟม กระดาษ หรือใยสังเคราะห์กองอยู่ในพื้นที่ผลิตเท่าไร แล้วเทียบกับข้อ 22 ว่าควรย้ายไปห้องทนไฟหรืออาคารแยกต่างหาก
  • ตรวจถังเก็บเศษวัสดุติดไฟง่ายว่าเป็นภาชนะปิดที่เป็นโลหะ และมีรอบเก็บออกจากพื้นที่อย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งตามข้อ 23
  • เปิดดูว่าป้ายข้อปฏิบัติเรื่องการดับเพลิงและการอพยพหนีไฟตามข้อ 3 ยังติดอยู่ อ่านออก และตรงกับผังปัจจุบันของอาคาร
  • ทวนว่าสัดส่วนคนที่ผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นในแต่ละหน่วยงานยังไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบตามข้อ 27 หลังจากมีคนเข้าออกในรอบปี
  • เช็ควันซ้อมดับเพลิงและซ้อมอพยพครั้งล่าสุด และนับถอยหลังว่าเหลือเวลาเท่าไรก่อนครบรอบปีตามข้อ 30

รายการทั้งหมดนี้เดินตรวจได้จริงในกะเดียว ถ้าอยากได้เช็คลิสต์ที่ครอบคลุมทั้งฉบับ ดูต่อได้ที่ เช็คลิสต์ความปลอดภัยจากอัคคีภัย และเคสที่ใกล้ตัวกว่าในบริบทคลังสินค้า อ่านได้ที่ เคสไฟไหม้คลังสินค้า

ข้อที่ควรทำทันทีในวันแรกมีอยู่ข้อเดียว คือเดินไปดูประตูหนีไฟทุกบานด้วยตัวเอง แล้วปลดสิ่งที่ทำให้เปิดออกไม่ได้ออกให้หมด ข้ออื่นต้องใช้เวลาและงบประมาณ แต่ข้อนี้ทำได้ด้วยมือเปล่าในบ่ายวันเดียว และเป็นข้อเดียวกับที่รายงานเมื่อปี 2536 ชี้ไว้เป็นข้อแรก

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ทฤษฎีไฟ? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง