📊 ระบบบริหาร & เหตุฉุกเฉิน

SMS ตามกฎกระทรวง 2565 — 5 องค์ประกอบที่โรงงาน 50+ คนต้องมี

ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย (SMS) ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 — ใครต้องทำ 5 องค์ประกอบ แผนงาน 11 ปัจจัย เก็บเอกสาร 2 ปี และทำไม ISO 45001 ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว

Safety Station 10127 มีนาคม 2569อ่าน 27 นาที · 5,915 คำ
SMS ตามกฎกระทรวง 2565 — 5 องค์ประกอบที่โรงงาน 50+ คนต้องมี

หลายโรงงานมีลูกจ้างเกิน 50 คนแล้ว แต่พอเปิดดูเอกสารด้าน OSH ในระบบ — มีแค่นโยบายความปลอดภัยติดบอร์ดและรายงานอุบัติเหตุที่ทำส่งกรมฯ ปีละครั้ง ทั้งที่กฎกระทรวงปี 2565 บังคับให้มี "ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย" หรือ SMS แบบครบ 5 องค์ประกอบ ลองมาดูกันว่า SMS ตามกฎไทยเรียกร้องอะไร ใครต้องทำ และถ้าองค์กรมี ISO 45001 อยู่แล้วต้องทำเอกสารซ้ำหรือไม่

SMS คืออะไรในนิยามของกฎหมายไทย

ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย (Safety Management System — SMS) ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 หมายถึง ระบบการจัดการที่กำหนดขึ้นเป็น "ส่วนหนึ่งของระบบการจัดการของสถานประกอบกิจการ" เพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงด้าน OSH ทั้งหมดของกิจการ

ที่ต้องเน้นคำว่า "ส่วนหนึ่งของระบบการจัดการ" — เพราะหลายที่เข้าใจผิดว่า SMS เป็นระบบเอกสารแยกที่ฝ่ายความปลอดภัยทำขึ้นต่างหากเพื่อรอตรวจ จริง ๆ แล้วกฎหมายต้องการให้ความปลอดภัยถูก "เย็บ" เข้ากับกระบวนการทำงานปกติ — เช่น ระบบจัดซื้อ การประเมินผู้รับเหมา การออกแบบเครื่องจักรใหม่ — ไม่ใช่ระบบขนาน

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 มีทั้งหมด 13 ข้อ และมี บัญชีท้ายกฎกระทรวง 54 ประเภทกิจการ ที่อยู่ในขอบเขตบังคับใช้ พร้อมกัน กฎฉบับนี้ยังยกเลิกกฎกระทรวงเดิม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ทั้งหมด

ใครต้องจัดให้มี SMS

ผู้จัดการและ จป.วิชาชีพหารือเรื่องระบบ SMS ในโรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดกลางที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป

ตามข้อ 4 ของกฎกระทรวง นายจ้างของสถานประกอบกิจการ "ที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ที่มีลูกจ้าง จำนวนห้าสิบคนขึ้นไป ต้องจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัย"

มี 2 เงื่อนไขที่ต้องเข้าด้วยกันทั้งคู่

  1. เข้าข่ายกิจการในบัญชีท้ายกฎ — มี 54 ประเภท เช่น ปิโตรเคมี กลั่นน้ำมัน สิ่งพิมพ์ อาหาร เครื่องดื่ม สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ยาง พลาสติก โลหะ อิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะ การก่อสร้าง คลังสินค้า โรงพยาบาล โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
  2. มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป — นับทั้งกิจการ ไม่ใช่นับเฉพาะแผนกผลิต

ถ้าเข้าทั้ง 2 เงื่อนไข นายจ้างต้องจัดให้มี SMS ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างครบจำนวน — ตัวเลขนี้สำคัญสำหรับโรงงานที่อยู่ในช่วงขยายกำลังคน เพราะนาฬิกาเริ่มเดินทันทีที่จำนวนลูกจ้างถึง 50 ไม่ได้รอให้กรมฯ แจ้ง

ในกรณีที่ลูกจ้างต่ำกว่า 50 หรือกิจการไม่อยู่ในบัญชี — กฎฉบับนี้ไม่บังคับใช้ แต่ยังต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 และกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องอื่น (เช่น ไฟฟ้า สารเคมี ที่อับอากาศ) ที่กิจการเข้าข่ายอยู่ดี

5 องค์ประกอบของ SMS ตามข้อ 5

อินโฟกราฟิก 5 องค์ประกอบของระบบ SMS ตามกฎกระทรวง 2565 ข้อ 5 — นโยบาย องค์กร แผนงาน ประเมิน ปรับปรุง

ชุดไอคอน 6 ไอคอน ปัจจัยสภาพแวดล้อมหลักในแผน OSH ตามข้อ 9 — ระบายอากาศ สารเคมี ความร้อน เสียง ไฟฟ้า เครื่องจักร

หัวใจของกฎกระทรวงฉบับนี้คือข้อ 5 ที่บอกว่า "ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อย่างน้อยต้องประกอบด้วย" 5 ส่วน

# องค์ประกอบ ข้อในกฎ เทียบ PDCA
1 นโยบายด้าน OSH 5(1), 6, 7 Plan
2 การจัดองค์กรด้าน OSH 5(2), 8 Plan / Do
3 แผนงาน OSH และการนำไปปฏิบัติ 5(3), 9 Do
4 การประเมินผลและทบทวนระบบ 5(4), 10 Check
5 การปรับปรุงและพัฒนาระบบ 5(5), 11 Act

ทั้ง 5 ส่วนนี้เมื่อนำมาเรียงต่อกัน จะเป็นวงรอบเดียวกับหลัก PDCA (Plan-Do-Check-Act) ของ Deming — ซึ่งเป็นโครงที่มาตรฐาน ISO 45001 ใช้เช่นกัน ผู้เขียนกฎหมายตั้งใจให้สอดคล้องกับสากลตั้งแต่ต้น

ที่ต้องเน้นคือคำว่า "อย่างน้อย" — กฎหมายกำหนดเป็น minimum requirement กิจการจะเพิ่มองค์ประกอบอื่น (เช่น management of change, contractor management, emergency preparedness ที่ละเอียดขึ้น) ได้เสมอ และในทางปฏิบัติ ISO 45001 ก็เพิ่มอีกหลายอย่าง

องค์ประกอบที่ 1 — นโยบาย OSH (ข้อ 6-7)

นโยบายด้าน OSH ไม่ใช่แค่ "เอกสาร 1 หน้าติดบอร์ด" แต่กฎกระทรวงข้อ 6 กำหนดหน้าที่นายจ้าง 3 ข้อ

  1. ให้ลูกจ้างมีส่วนร่วม กำหนดนโยบาย และเผยแพร่ให้ลูกจ้าง/ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบอย่างทั่วถึง — ไม่ใช่ผู้บริหารกลุ่มเล็ก ๆ ร่างกันเอง
  2. จัดทำเป็นภาษาไทย (จะมีภาษาอื่นเพิ่มก็ได้ถ้าลูกจ้างเข้าใจ) พร้อมลงลายมือชื่อ ประทับตรารับรอง และลงวันที่ — รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
  3. ทบทวนนโยบายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

นโยบายต้องสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงและกฎหมาย OSH โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อตามข้อ 7 — คุ้มครองความปลอดภัยลูกจ้าง และทำให้การปฏิบัติตามกฎหมาย OSH เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หลายที่ทำนโยบายเป็น template generic เช่น "บริษัทมุ่งมั่นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง" — ฟังดูดี แต่ใช้ไม่ได้กับการตรวจติดตามจริง สิ่งที่ดีกว่าคือ ระบุประเด็นเสี่ยงเฉพาะของกิจการ (เช่น "เน้นป้องกันการพลัดตกจากที่สูง การประสบอันตรายจากเครื่องจักร และการสัมผัสสารเคมีอันตราย") เพราะจะนำไปวัดผลและทบทวนได้

องค์ประกอบที่ 2 — การจัดองค์กรด้าน OSH (ข้อ 8)

ข้อ 8 กำหนดว่าการจัดองค์กรต้องมีอย่างน้อย 4 อย่าง

  1. บุคลากรที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ เกี่ยวกับการดำเนินการตามระบบ ที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง — ส่วนนี้ไปต่อกับ จป.หัวหน้างาน จป.วิชาชีพ คปอ. ตามกฎกระทรวงคู่ขนาน (กฎ จป./คปอ. 2565)
  2. ฝึกอบรมบุคลากร ให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย
  3. จัดทำเอกสาร เกี่ยวกับระบบ OSH ให้เป็นปัจจุบัน และ เก็บไว้ในสถานประกอบกิจการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันจัดทำ พร้อมให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ — รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
  4. สื่อสารข้อมูล เกี่ยวกับระบบ OSH ให้แก่ลูกจ้าง/ผู้เกี่ยวข้องในกิจการ และข้อมูลอันตรายและมาตรฐาน OSH ให้แก่ผู้รับเหมาและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ตัวเลข 2 ปี สำหรับการเก็บเอกสารระบบ OSH เป็นจำนวนน้อยสุด — ในทางปฏิบัติ ถ้าใช้ระบบ ISO 45001 อยู่ มักเก็บ 3-5 ปีตามรอบ surveillance audit และถ้าเป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพหรืออุบัติเหตุ มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดเก็บนานกว่านี้

องค์ประกอบที่ 3 — แผนงาน OSH (ข้อ 9)

แผนงาน OSH ตามข้อ 9 มี 5 ขั้นย่อย เริ่มจาก "การทบทวนสถานะเบื้องต้น" ของสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ครอบคลุม 11 ปัจจัย

การระบายอากาศ สารเคมีอันตราย ความร้อน แสงสว่าง เสียง รังสี ไฟฟ้า ที่อับอากาศ เครื่องจักร อาคาร สถานที่

11 ปัจจัยนี้ไม่ใช่ list ที่คิดขึ้นลอย ๆ แต่สอดคล้องกับกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องที่ออกตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ. — แต่ละปัจจัยมีกฎกระทรวงคู่ของตัวเอง (เช่น สภาพแวดล้อมความร้อน แสงสว่าง เสียง พ.ศ. 2559 · ไฟฟ้า พ.ศ. 2558 · ที่อับอากาศ พ.ศ. 2562) แผนงานต้อง map ให้ครบ 11 ปัจจัยที่กิจการเข้าข่าย

หลังทบทวนสถานะเบื้องต้นแล้ว ขั้นต่อไป (ข้อ 9(2)) คือ นำผลมาวางแผน โดย อย่างน้อยต้องกำหนด

  • ผู้รับผิดชอบ — ใครทำ
  • งบประมาณ — ใช้เงินเท่าไหร่
  • ระยะเวลาในการดำเนินการ — เริ่มเมื่อไหร่ จบเมื่อไหร่
  • เกณฑ์การประเมินผล — วัดยังไงว่าสำเร็จ

จากนั้นนำแผนไปปฏิบัติ (9(3)) ประเมินผล (9(4)) และนำผลประเมินไปปรับปรุงแผน (9(5)) — เป็น mini-PDCA ในตัวเองของแผนงาน

แผนงานที่ผ่านการตรวจมักมีลักษณะเป็นตารางหรือ Gantt Chart รายปี ระบุกิจกรรมตามปัจจัยเสี่ยง พร้อมเป้าหมายที่วัดผลได้ (เช่น "ลด TRIR จาก 3.2 → 2.5 ภายในปี 2568") ไม่ใช่ list กิจกรรมลอย ๆ ที่ไม่มี baseline

การวิเคราะห์งาน HIRARC เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำการทบทวนสถานะเบื้องต้นได้ดี เพราะให้ภาพรายงานที่ครอบคลุม Hazard → Risk → Control พร้อมกัน

องค์ประกอบที่ 4 — การประเมินและทบทวน (ข้อ 10)

ข้อ 10 ระบุการประเมินผลและทบทวนระบบ ต้องดำเนินการอย่างน้อย 3 อย่าง

  1. ตรวจติดตามและวัดผล การปฏิบัติงานของระบบ — ในทางปฏิบัติคือ Internal Audit + การติดตามตัวชี้วัด
  2. สอบสวนหาสาเหตุของอุบัติการณ์ การเจ็บป่วย โรคจากการทำงาน หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน — กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
  3. ทบทวนระบบ โดยนำผลการดำเนินการทั้งหมดมาวิเคราะห์หาสาเหตุของข้อบกพร่องและแนวโน้มที่จะเกิดข้อบกพร่อง

วรรคท้ายของข้อ 10 กำหนดว่า "ต้องจัดให้มีการประเมินผลและทบทวนระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง"

ในการเลือกตัวชี้วัด ที่ทำได้ดีคือผสมทั้ง Leading indicators (ตัวชี้วัดต้นน้ำ เช่น จำนวน Toolbox Talk · จำนวนตรวจ JSA · จำนวนผู้ผ่านอบรม) กับ Lagging indicators (ตัวชี้วัดปลายน้ำ เช่น TRIR · LTIFR · จำนวนวันสูญเสีย) ตัวเลขทั้ง 2 กลุ่มเล่าเรื่องต่างกัน — Leading บอกว่า "เราพยายามแค่ไหน" Lagging บอกว่า "ผลออกมายังไง" — อ่านเพิ่ม KPI Leading vs Lagging

ส่วนการสอบสวนอุบัติเหตุ เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้กันคือ 5 Whys + Fishbone Diagram ที่ช่วยให้เห็น root cause ที่แท้จริง ไม่ใช่หยุดที่สาเหตุระดับ symptom

องค์ประกอบที่ 5 — การปรับปรุงและพัฒนาระบบ (ข้อ 11)

ข้อ 11 บอกว่า ผลที่ได้จากการประเมิน-ทบทวนตามข้อ 10 ต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขระบบ และต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์

"อย่างต่อเนื่อง" คือคำที่สำคัญ — กฎไม่ได้กำหนดรอบปรับปรุงเป็นปี ๆ ละครั้ง แต่ตั้งใจให้ปรับปรุงทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ ไม่ว่าจะเป็น

  • ผลตรวจติดตามภายใน
  • การเกิดอุบัติเหตุหรือเกือบอุบัติเหตุ (near miss)
  • ผลทบทวนนโยบายประจำปี
  • การเปลี่ยนแปลงในกิจการ (เครื่องจักรใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ลูกจ้างเพิ่ม สารเคมีใหม่)

ในมุมของ ISO 45001 ส่วนนี้ตรงกับ Clause 10 — Improvement (Incident, Nonconformity & corrective action, Continual improvement)

ข้อ 12 — เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพ

ข้อ 12 เพิ่ม 4 หน้าที่ของนายจ้างที่ "เสริม" ให้ระบบเดินได้จริง — ไม่ใช่แค่กระดาษ

  1. ควบคุมดูแลการดำเนินการตามระบบ อย่างต่อเนื่อง
  2. เปิดโอกาสให้ลูกจ้างทุกคนมีส่วนร่วม ในการดำเนินการตามระบบ
  3. จัดให้ลูกจ้างเข้าถึงข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับระบบ โดยคำนึงถึงการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
  4. จัดให้มีช่องทางรับความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ/ข้อร้องเรียน เกี่ยวกับ OSH ของลูกจ้าง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงระบบ

ที่หลายโรงงานพลาดคือข้อ (4) — มีกล่องร้องเรียนแต่ไม่มีคนเปิด หรือมีระบบ online แต่ไม่มี feedback loop กลับให้ผู้แจ้งทราบ ส่วนนี้ออดิเตอร์ของกรมฯ จะลงไปสอบถามลูกจ้างหน้างานโดยตรงในการตรวจ — ถ้าลูกจ้างไม่เคยรู้ว่าช่องทางอยู่ตรงไหน ถือว่ายังไม่ปฏิบัติตาม

ทำตามมาตรฐานสากลก็ถือว่าผ่าน (ข้อ 13)

ข้อสุดท้ายที่หลายโรงงานชอบมากคือข้อ 13 — กฎหมายเปิดทางให้ใช้ "มาตรฐานเทียบเคียง" ได้

ถ้านายจ้างจัดทำระบบการจัดการ OSH ตามมาตรฐานเหล่านี้

  • มอก. — มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
  • ISO — International Standardization for Organization (ที่นิยมที่สุดคือ ISO 45001)
  • ILO — International Labour Organization (ILO-OSH 2001)
  • BSI — British Standards Institution
  • OSHA — Occupational Safety and Health Administration (สหรัฐฯ)
  • ANSI — American National Standards Institute
  • AS/NZS — Australia/New Zealand Standards
  • CSA — Canadian Standards Association

หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่าตามที่อธิบดีประกาศกำหนด → ให้ถือว่าได้จัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้แล้ว

ในทางปฏิบัติ ถ้าองค์กรมี ISO 45001 ที่ certified โดย CB (Certification Body) อยู่แล้ว ไม่ต้องทำเอกสารแยกชุดใหม่ตามกฎไทย — แค่ต้องสามารถ map จาก clause ของ ISO 45001 มาแสดงให้พนักงานตรวจดูได้ว่า มี policy (Clause 5.2) มี organizing/roles (Clause 5.3) มี planning (Clause 6) มี operation (Clause 8) มี performance evaluation (Clause 9) มี improvement (Clause 10) ครบ 5 องค์ประกอบของกฎ

ที่สำคัญคือ ISO 45001 ใช้โครง Annex SL High Level Structure 10 clauses ที่กว้างกว่ากฎไทย — กฎไทยขอ 5 อย่างน้อย ISO 45001 ให้ 10 รวมเรื่อง context, leadership, support ที่ละเอียดกว่า — ดู เปรียบเทียบ ISO 45001 กับกฎไทย สำหรับ mapping table

ตัวอย่าง — โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ 180 คน เริ่มต้น SMS ยังไง

สมมุติโรงงานหนึ่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีลูกจ้าง 180 คน เข้าข่ายบัญชีท้ายกฎ (อุตสาหกรรมยานพาหนะ ลำดับ 24) — ภายใน 60 วัน ต้องจัดให้มี SMS ครบ 5 องค์ประกอบ

เดือน 1

  • ตั้ง Safety Steering Committee — ประกอบด้วยกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ จป.วิชาชีพ ตัวแทนลูกจ้าง
  • เปิด workshop ให้ลูกจ้างทุกแผนกร่วมร่างนโยบาย OSH
  • รวบรวมข้อมูล baseline 11 ปัจจัยสภาพแวดล้อม (วัดเสียง วัดแสง วัด WBGT ตรวจไฟฟ้า สำรวจสารเคมี ฯลฯ)

เดือน 2

  • ออกนโยบาย OSH ลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ ติดบอร์ดทุกแผนก + แจ้งผ่าน LINE/email
  • จัด org chart ระบบ OSH — แต่งตั้ง จป.วิชาชีพ จป.หัวหน้างาน คปอ. ตามเกณฑ์
  • ทำแผนงาน OSH 1 ปี — กำหนดเป้าหมาย TRIR ตัวชี้วัด leading/lagging กิจกรรม ผู้รับผิดชอบ งบ ระยะเวลา ครบ

ช่วงที่เหลือของปี — Run cycle

  • เก็บเอกสารระบบครบ (นโยบาย แผน บันทึก audit รายงานสอบสวน) ในรูป digital + พิมพ์เก็บไว้อย่างน้อย 2 ปี
  • ดำเนิน internal audit ทุกไตรมาส + management review ปีละ 1 ครั้ง
  • เปิดช่องทางรับข้อเสนอ — กล่องที่หน้างาน + form online + LINE official
  • สอบสวนทุก incident/near miss ด้วย 5 Whys ภายใน 48 ชม.

ถ้าโรงงานมีแผนยื่นขอ ISO 45001 อยู่แล้ว — งานชุดเดียวกันใช้ได้ทั้งคู่ ไม่ต้องเขียนเอกสาร 2 ชุด

ข้อควรระวังที่เจอบ่อย

  1. ลืม timeline 60 วัน — โรงงานที่กำลังขยายจาก 40 คนเป็น 55 คน บางที่คิดว่ารอให้ปีหน้าค่อยทำ ความจริงนาฬิกาเริ่มเดินทันทีที่ลูกจ้างคนที่ 50 เข้าทำงาน
  2. นโยบายแบบ template ที่ไม่เกี่ยวกับงานจริง — ใช้คำกว้าง ๆ ไม่ระบุประเด็นเสี่ยงเฉพาะ ทำให้วัดผลและทบทวนไม่ได้
  3. แผนงานครอบไม่ครบ 11 ปัจจัย — บางที่ไม่ใส่เรื่องรังสีเพราะคิดว่าไม่มี ทั้งที่จริง ๆ มี X-ray weld inspection · หรือไม่ใส่ "สถานที่" เพราะคิดว่าตึกใหม่ปลอดภัย — ต้อง map ทุกปัจจัยพร้อมหมายเหตุว่า "ไม่เข้าข่าย" ถ้าไม่มี ดีกว่าเงียบไว้
  4. เก็บเอกสารไม่ครบ 2 ปี — บางที่ใช้ระบบ digital ที่ลบไฟล์อัตโนมัติเมื่อเกินจำนวน หรือพนักงานเก่าออกแล้วลบไฟล์ทิ้ง ทำให้พนักงานตรวจขอดู audit เก่าไม่เจอ
  5. ไม่มี feedback loop จากช่องร้องเรียน — มีกล่อง แต่ไม่มีคนเปิด ไม่มีบันทึก ไม่มีตอบกลับให้ผู้แจ้ง
  6. คิดว่ามี ISO 45001 แล้วไม่ต้องดูกฎไทย — ผิด — ต้องสามารถ map ให้ตรงกับ 5 องค์ประกอบและพร้อมตอบ พนักงานตรวจที่อาจถามแบบกฎไทย (เช่น "เอกสารเก็บไว้ที่ไหน กี่ปี")

บทลงโทษ

กฎกระทรวงนี้ออกตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตาม → เข้าข่ายมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กรรมการหรือผู้จัดการของนิติบุคคลอาจต้องรับโทษร่วมตามมาตรา 69 และคดีสามารถเปรียบเทียบปรับได้ตามมาตรา 71

checklist สรุปสั้น ก่อนตรวจ

  • ตรวจสอบว่ากิจการเข้าข่ายบัญชี 54 ประเภท + ลูกจ้าง ≥50 คน
  • มีนโยบาย OSH ลายลักษณ์อักษร ลงนามผู้บริหารสูงสุด ติดบอร์ด ทบทวนปีละครั้ง
  • มี org chart ระบบ OSH + แต่งตั้ง จป. คปอ. ครบตามกฎ จป./คปอ. 2565
  • มีหลักฐานฝึกอบรมบุคลากร OSH ตามตำแหน่ง
  • มีแผนงาน OSH ครอบคลุม 11 ปัจจัย + ระบุผู้รับผิดชอบ งบ ระยะเวลา เกณฑ์ประเมิน
  • มี internal audit + management review ปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง พร้อมบันทึก
  • มีระบบสอบสวนอุบัติเหตุ/near miss พร้อมรายงานและ corrective action
  • เก็บเอกสารระบบครบไม่น้อยกว่า 2 ปี พร้อมให้พนักงานตรวจสอบ
  • มีช่องทางรับข้อร้องเรียนของลูกจ้าง พร้อม feedback loop
  • (ถ้ามี ISO 45001/มอก./OSHA/ANSI ฯลฯ) มี mapping table ให้ดูว่าครบ 5 องค์ประกอบของกฎ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: บริษัทมีลูกจ้าง 45 คนแต่อยู่ในบัญชีท้ายกฎ ต้องทำ SMS หรือไม่? ตอบ: ไม่ต้องตามกฎฉบับนี้ เพราะเงื่อนไขต้องเข้าทั้งคู่ (อยู่ในบัญชี + มี 50 คนขึ้นไป) แต่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ และกฎกระทรวงเฉพาะเรื่องอื่นที่กิจการเข้าข่าย และเมื่อจ้างคนเพิ่มถึง 50 ต้องเริ่มทำภายใน 60 วัน

ถาม: องค์กรเป็นโรงพยาบาล มีลูกจ้าง 300 คน ต้องทำ SMS หรือไม่? ตอบ: ต้องทำ — โรงพยาบาลอยู่ในบัญชีท้ายกฎ (ลำดับ 51) และมีลูกจ้างเกิน 50 คนแล้ว — ภายใน 60 วันต้องจัด SMS ครบ 5 องค์ประกอบ

ถาม: เอกสารระบบทำเป็นไฟล์ PDF/Word บน cloud ได้ไหม? ตอบ: ได้ ข้อ 8(3) ระบุชัดว่ารูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ ขอแค่ "พร้อมที่จะให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้" — ในทางปฏิบัติ ควรมี backup และ access control ที่ชัดเจน

ถาม: ต้องทบทวนนโยบายและประเมินระบบในเดือนเดียวกันหรือไม่? ตอบ: ไม่จำเป็นต้องเป็นเดือนเดียวกัน ขอแค่ "อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง" ทั้งคู่ — บางที่ทำทบทวนนโยบายในต้นปี และทำ management review ในปลายปี เพื่อแยกจังหวะกัน

ถาม: บริษัทแม่ในต่างประเทศมีระบบ OSH ของกลุ่ม ใช้แทนได้ไหม? ตอบ: ใช้ได้ถ้าระบบของกลุ่มเข้าข่ายมาตรฐานในข้อ 13 (เช่น เทียบกับ ISO 45001 หรือ OSHA) — แต่ต้องมีฉบับภาษาไทย ลงนามโดยนายจ้างในไทย และพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจ

ถาม: มี ISO 45001 อยู่แล้ว ต้องไปแจ้งกรมฯ ไหมว่าใช้มาตรฐานเทียบเคียง? ตอบ: กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดให้แจ้งเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อพนักงานตรวจมาตรวจ ต้องสามารถแสดงใบรับรอง ISO 45001 ที่ valid + mapping table ที่บอกว่า clause ไหนของ ISO ตรงกับองค์ประกอบไหนของกฎไทยได้

สรุป

  • กฎกระทรวงระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 บังคับใช้กับ 54 ประเภทกิจการในบัญชีท้ายกฎ ที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป — ต้องจัด SMS ภายใน 60 วัน
  • SMS ต้องครบ 5 องค์ประกอบ — นโยบาย องค์กร แผนงาน ประเมิน/ทบทวน ปรับปรุง/พัฒนา — เรียงต่อกันเป็นวงรอบเดียวกับ PDCA
  • แผนงาน OSH ต้องครอบคลุม 11 ปัจจัยสภาพแวดล้อม + ระบุผู้รับผิดชอบ งบ ระยะเวลา เกณฑ์ประเมิน + ทบทวนระบบปีละครั้ง
  • เก็บเอกสารระบบไม่น้อยกว่า 2 ปี รูปแบบ digital ก็ได้
  • ถ้ามี ISO 45001 / มอก. / OSHA / ANSI / ILO ฯลฯ → ถือว่าทำตามกฎไทยแล้ว ไม่ต้องเขียนเอกสารซ้ำ — แค่ map ให้คล่อง

ถ้าองค์กรของคุณกำลังเริ่มจากศูนย์ ลองเริ่มที่นโยบายร่วมกับ Safety Committee + ทบทวนสถานะเบื้องต้น 11 ปัจจัยก่อน 2 ข้อนี้เป็นฐานให้แผนงาน องค์กร และการประเมินเดินตามได้ในเฟสถัดไป


อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ SMS — Safety Management System? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →