คำนวณรับน้ำหนักนั่งร้านและค้ำยัน — วิศวกรผู้ออกแบบ ค่าความปลอดภัย และเกณฑ์กำลังวัสดุตามกฎหมายไทย
เกณฑ์ออกแบบนั่งร้านและค้ำยันตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 — เหล็ก yield 2,400 กก./ตร.ซม. SF 2 · ไม้ดัดประลัย 300 กก./ตร.ซม. SF 4 · ค้ำยันเหล็กรับ 2 เท่า วัสดุอื่น 4 เท่า · ต้องคำนวณโดยวิศวกร

นั่งร้านที่ถล่มในไซต์ก่อสร้างเกือบทุกเคส ไม่ได้พังเพราะวัสดุไม่ดี แต่พังเพราะ "ไม่มีใครคำนวณว่ามันรับน้ำหนักได้เท่าไร" — หัวหน้าช่างประกอบตามที่เคยทำ ผู้รับเหมาเอาท่อเหล็กเก่ามาต่อ ๆ กัน แล้วเอาคน เอาอิฐ เอาปูน ขึ้นไปกองบนแผ่นพื้นจนเกินกำลัง คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนเริ่มงานคือ ใครเป็นคนรับผิดชอบตัวเลขรับน้ำหนักของนั่งร้านโครงนี้ และตัวเลขนั้นมาจากไหน
กฎหมายไทยตอบคำถามนี้ไว้ชัดเจน นั่งร้านและค้ำยันที่เข้าเกณฑ์ ต้องให้ "วิศวกร" เป็นผู้คำนวณออกแบบและควบคุมการใช้ ไม่ใช่หัวหน้าช่างหรือผู้รับเหมาประเมินเอาเอง และกฎกระทรวงฉบับล่าสุดยังลงตัวเลขทางวิศวกรรมไว้ตรง ๆ ทั้งจุดครากของเหล็ก หน่วยแรงดัดของไม้ และค่าความปลอดภัยที่ต้องผ่าน หน้านี้แยกให้เห็นชัดว่าเกณฑ์ตัวเลขแต่ละตัวมาจากข้อไหน คำว่า "ค่าความปลอดภัย" ในกฎหมายหมายถึงอะไรกันแน่ และวิศวกรเอาเกณฑ์เหล่านี้ไปใช้คำนวณจริงอย่างไร
ใครต้องเป็นคนคำนวณออกแบบ — และเข้าเกณฑ์เมื่อไหร่
หลายไซต์ยังเข้าใจว่านั่งร้านเป็นแค่โครงชั่วคราว ใครต่อก็ได้ ความเข้าใจนี้ขัดกับกฎหมายโดยตรง ตามข้อ 8 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564 กำหนดว่า นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
คำว่า "วิศวกร" ในกฎกระทรวงนี้ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จบวิศวะ ตามข้อ 2 นิยามไว้ว่าหมายถึง ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร
หมายความว่าคนที่เซ็นรับรองแบบนั่งร้านต้องมีใบ กว. ตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 ไม่ใช่หัวหน้าช่างที่มีประสบการณ์อย่างเดียว
ส่วนเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่ต้องให้วิศวกรคำนวณ อยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร ตามข้อ 3 ระบุว่า นั่งร้านที่มีความสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป หรือนั่งร้านเสาเรียงเดี่ยวสำหรับงานทาสีที่มีความสูงเกิน 7.20 เมตร และไม่มีรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณออกแบบโดยวิศวกร
มีอีกเกณฑ์ที่หลายคนมองข้าม ตามข้อ 14 ของประกาศกรมฉบับเดียวกัน กรณีนั่งร้านแต่ละชั้นสูงเกิน 2 เมตร ต้องได้รับการออกแบบโดยวิศวกร
นั่นแปลว่าระยะความสูงระหว่างชั้น (lift height) ที่เกิน 2 เมตร ก็เข้าเงื่อนไขให้วิศวกรออกแบบเช่นกัน
สำหรับค้ำยัน ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 วางหลักไว้ว่า ในการสร้าง ประกอบ หรือติดตั้งค้ำยัน นายจ้างต้องจัดให้มีการคำนวณ ออกแบบ และควบคุมโดยวิศวกร
ค้ำยัน (โครงรองรับแบบหล่อคอนกรีต โครงสร้าง หรือนั่งร้าน) จึงต้องผ่านมือวิศวกรเสมอ ไม่มีเงื่อนไขความสูงมายกเว้น
ก่อนลงรายละเอียดตัวเลข แนะนำให้ทบทวนประเภทและส่วนประกอบของนั่งร้านก่อน เพื่อให้เห็นภาพว่าโครงแต่ละแบบรับน้ำหนักผ่านชิ้นส่วนใดบ้าง อ่านได้ที่ ความรู้เบื้องต้นเรื่องนั่งร้าน และดูบริบทกฎหมายงานที่สูงโดยรวมได้ที่ กฎกระทรวงงานที่สูง
"ค่าความปลอดภัย" ในกฎหมายไทยหมายถึงอะไร

ก่อนจะคำนวณอะไร ต้องเข้าใจคำว่า "ค่าความปลอดภัย" (safety factor) ในกฎหมายให้ตรงก่อน เพราะคำนี้ถูกใช้ผิดบ่อยในไซต์ บางคนเข้าใจว่าเป็นเปอร์เซ็นต์เผื่อ บางคนเข้าใจว่าเป็นน้ำหนักสูงสุดที่ขึ้นได้ ทั้งสองอย่างไม่ตรงนิยามกฎหมาย
ตามข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 "ค่าความปลอดภัย" หมายความว่า อัตราส่วนของหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ทำให้เกิดการวิบัติต่อหน่วยแรงหรือน้ำหนักบรรทุกที่ใช้งานจริง
เขียนเป็นสมการได้ตรง ๆ ว่า:
ค่าความปลอดภัย = น้ำหนักบรรทุกที่ทำให้วิบัติ (ultimate load) ÷ น้ำหนักบรรทุกใช้งานจริง (working load)
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ากฎหมายบอกว่าค่าความปลอดภัยต้องไม่น้อยกว่า 2 หมายความว่าจุดที่โครงสร้างจะพังต้องสูงกว่าน้ำหนักที่ใช้งานจริงอย่างน้อย 2 เท่า ไม่ใช่ว่าออกแบบให้รับได้พอดีกับน้ำหนักที่จะขึ้นไปวาง
มีอีก 3 คำที่ต้องแยกให้ออก ตามข้อ 2 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 นิยามไว้ดังนี้
- น้ำหนักบรรทุกใช้งาน (working load) — ผลรวมของน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดที่กระทำต่อโครงสร้าง
- น้ำหนักบรรทุกคงที่ (dead load) — น้ำหนักของตัวนั่งร้านเอง รวมน้ำหนักของอุปกรณ์ทั้งหมดของนั่งร้าน
- น้ำหนักบรรทุกจร (live load) — น้ำหนักที่อาจเปลี่ยนขนาดและตำแหน่งได้ เช่น น้ำหนักผู้ปฏิบัติงาน วัสดุ หรือรถเข็นซีเมนต์
ลำดับของการคิดจึงเป็นแบบนี้ — เริ่มจากรวม working load (dead load + live load + แรงจากสภาพแวดล้อม) แล้วคูณด้วยค่าความปลอดภัยตามชนิดวัสดุ ผลที่ได้คือกำลังขั้นต่ำที่โครงสร้างต้องรับได้โดยไม่วิบัติ
เกณฑ์กำลังวัสดุของค้ำยัน — ตัวเลขที่กฎหมายไทยลงไว้ตรง ๆ

จุดที่ทำให้กฎกระทรวงนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564 ต่างจากกฎหมายความปลอดภัยฉบับอื่นคือ มันลงตัวเลขทางวิศวกรรมไว้ในตัวบทเลย ไม่ได้ใช้คำกว้าง ๆ ว่า "มั่นคงแข็งแรง" อย่างเดียว ตัวเลขเหล่านี้อยู่ในข้อ 13 ซึ่งเป็นเกณฑ์บังคับสำหรับค้ำยัน
เหล็ก
ตามข้อ 13 (3) ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 เหล็กที่ใช้ทำค้ำยัน ต้องเป็นเหล็กที่มีจุดคราก (yield point) ไม่น้อยกว่า 2,400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2
"จุดคราก" ตามนิยามในข้อ 2 ของประกาศกรมฯ คือ จุดที่หน่วยแรงดึงที่วัสดุเริ่มยืดโดยไม่ต้องเพิ่มแรงดึงขึ้นอีก
ค่า 2,400 กก./ตร.ซม. นี้ใกล้เคียงกับเหล็กโครงสร้างเกรดทั่วไป จึงเป็นเพดานล่างที่ต้องผ่าน เหล็กเก่าที่เป็นสนิมจนหน้าตัดลด หรือเหล็กที่ไม่รู้เกรด มีโอกาสไม่ผ่านเกณฑ์นี้
ไม้
ตามข้อ 13 (2) ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ไม้ที่ใช้ทำค้ำยัน ต้องเป็นไม้ที่ไม่ผุเปื่อยหรือชำรุดจนทำให้ไม้ขาดความแข็งแรงทนทาน และต้องมีหน่วยแรงดัดประลัย (ultimate bending stress) ไม่น้อยกว่า 300 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4
จุดที่ต้องสังเกตคือ ไม้ใช้ค่าความปลอดภัย 4 ส่วนเหล็กใช้ 2 เหตุผลคือไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่กำลังกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ มีตา มีเสี้ยน มีความชื้นต่างกัน กฎหมายจึงเผื่อค่าความปลอดภัยให้สูงกว่าเหล็กเท่าตัว
เกณฑ์รับน้ำหนักของค้ำยันและที่รองรับ
นอกจากกำลังวัสดุแล้ว ข้อ 13 ยังกำหนดเกณฑ์รับน้ำหนักของตัวค้ำยันและฐานรองด้วย
ตามข้อ 13 (1) ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ค้ำยันที่ทำด้วยเหล็ก ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานได้ไม่น้อยกว่าสองเท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน ในกรณีค้ำยันทำด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช่เหล็ก ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานได้ไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน และต้องมีเอกสารแสดงกำลังวัสดุประกอบด้วย
และตามข้อ 13 (5) ในกรณีที่มีที่รองรับค้ำยัน ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่น้อยกว่าสองเท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน
สรุปเกณฑ์ค้ำยันตามข้อ 13 เป็นตารางได้ดังนี้
| รายการ | เกณฑ์ตามกฎหมายไทย (กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ข้อ 13) |
|---|---|
| เหล็กทำค้ำยัน — จุดคราก | ไม่น้อยกว่า 2,400 กก./ตร.ซม. + ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 |
| ไม้ทำค้ำยัน — หน่วยแรงดัดประลัย | ไม่น้อยกว่า 300 กก./ตร.ซม. + ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 |
| ค้ำยันเหล็ก — รับน้ำหนักบรรทุกใช้งาน | ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน |
| ค้ำยันวัสดุอื่นที่ไม่ใช่เหล็ก | ไม่น้อยกว่า 4 เท่า + มีเอกสารแสดงกำลังวัสดุ |
| ที่รองรับค้ำยัน | ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน |
เกณฑ์ที่เหลือในข้อ 13 ที่ไม่ใช่ตัวเลขแต่บังคับเหมือนกัน คือ ข้อต่อและจุดยึดต่าง ๆ ของค้ำยันต้องมั่นคงแข็งแรง ตามข้อ 13 (4) และค้ำยันต้องยึดโยงหรือตรึงกับพื้นดินหรือส่วนของสิ่งก่อสร้างให้มั่นคงแข็งแรง ตามข้อ 13 (6)
เกณฑ์กำลังวัสดุของตัวนั่งร้าน — ตามประกาศกรมฯ ข้อ 20
ตัวค้ำยันมีเกณฑ์ตามกฎกระทรวงข้อ 13 ส่วนตัวนั่งร้านเอง เกณฑ์อยู่ในประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 ข้อ 20 ซึ่งกำหนดว่า กรณีนายจ้างจัดให้มีวิศวกรเป็นผู้คำนวณและออกแบบนั่งร้าน หรือนั่งร้านที่มาจากผู้ผลิต อย่างน้อยต้องมีกำลังของวัสดุเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวเลขกำลังวัสดุของนั่งร้านตรงกับของค้ำยัน คือ ไม้ที่ใช้สร้างนั่งร้านต้องมีหน่วยแรงดัดประลัยไม่น้อยกว่า 300 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 ตามข้อ 20 (1) ส่วนเหล็กที่ใช้สร้างนั่งร้านต้องมีจุดครากไม่น้อยกว่า 2,400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 ตามข้อ 20 (2)
เกณฑ์รับน้ำหนักของตัวนั่งร้านต่างจากค้ำยันตรงสัดส่วนของไม้ ตามข้อ 20 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 กำหนดว่า
- ฐานหรือที่รองรับนั่งร้าน ต้องรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า 2 เท่าของน้ำหนักบรรทุกใช้งาน (ข้อ 20 (4))
- นั่งร้านที่สร้างด้วยเหล็ก ต้องรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า 2 เท่า (ข้อ 20 (5))
- นั่งร้านที่สร้างด้วยไม้ ต้องรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานไม่น้อยกว่า 4 เท่า กรณีสร้างด้วยไม้ไผ่ต้องมีเอกสารแสดงผลกำลังวัสดุจากสถาบันที่เชื่อถือได้ประกอบ (ข้อ 20 (6))
- เชือกหรือลวดสลิงต้องรับน้ำหนักปลอดภัยไม่น้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุดที่ผู้ผลิตกำหนด (ข้อ 20 (3))
มีตัวเลขขั้นต่ำที่ต้องจำอีกตัวสำหรับ live load ตามข้อ 21 (1)(ข) ของประกาศกรมฯ น้ำหนักบรรทุกจรของผู้ปฏิบัติงานและวัสดุบนแผ่นพื้นนั่งร้านสำหรับการทำงานจริง ต้องไม่น้อยกว่า 150 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ค่านี้เป็น live load ขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการคำนวณเสมอ แม้งานจริงจะคาดว่าน้ำหนักน้อยกว่านั้นก็ตาม
องค์ประกอบน้ำหนักที่วิศวกรต้องรวมเข้าในการคำนวณ
ตามข้อ 21 ของประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 การคำนวณน้ำหนักบรรทุกใช้งานที่กระทำบนโครงสร้างนั่งร้าน อย่างน้อยต้องรับน้ำหนักซึ่งเป็นผลรวมของน้ำหนักบรรทุกในแนวดิ่ง (น้ำหนักบรรทุกคงที่ + น้ำหนักบรรทุกจร) และน้ำหนักบรรทุกจากสภาพแวดล้อม
น้ำหนักบรรทุกจากสภาพแวดล้อมตามข้อ 21 (2) รวมถึงแรงสั่นสะเทือน แรงลม แรงดันดิน แรงดันของกระแสน้ำ น้ำหนักผ้าใบ แผ่นไม้ หรือสิ่งปิดกั้นอื่นที่อาจมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของนั่งร้าน
จุดที่ทีมหน้างานพลาดบ่อย คือ ลืมน้ำหนักผ้าใบกันฝุ่นที่ขึงรอบนั่งร้าน ซึ่งทำตัวเป็นแผ่นรับแรงลม (sail effect) เพิ่มแรงด้านข้างมหาศาลในวันลมแรง ข้อ 13 ของประกาศกรมฯ ย้ำเรื่องนี้ไว้อีกชั้นว่า ในการสร้างนั่งร้านให้พิจารณาถึงแรงสั่นสะเทือน แรงลม และน้ำหนักของผ้าใบ แผ่นไม้ หรือสิ่งปิดกั้นอื่นที่อาจมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรง
รายละเอียดข้อมูลที่ต้องมีประกอบการคำนวณตามข้อ 5 ของประกาศกรมฯ มีครบชุด ตั้งแต่ชนิดและกำลังของวัสดุ น้ำหนักบรรทุกใช้งาน (อย่างน้อยต้องมี dead load + live load) น้ำหนักจากสภาพแวดล้อม น้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุดเพื่อการออกแบบ และน้ำหนักบรรทุกสูงสุดสำหรับใช้งานจริง พร้อมแบบแปลนและรายการประกอบแบบแปลน
ตัวอย่างการคำนวณ — ใช้ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด
ตัวเลขในตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายลำดับการคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่ค่ามาตรฐานบังคับ การออกแบบจริงต้องให้วิศวกรผู้ได้รับใบอนุญาตคำนวณและเซ็นรับรองตามข้อ 8 และข้อ 13 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564
สมมติแผ่นพื้นนั่งร้านชั้นทำงานขนาด 2 เมตร x 1.5 เมตร (พื้นที่ 3 ตารางเมตร) มีองค์ประกอบน้ำหนักดังนี้
ขั้นที่ 1 — รวม live load ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ ข้อ 21 (1)(ข) บังคับ live load ไม่น้อยกว่า 150 กก./ตร.ม. ดังนั้น
live load = 150 กก./ตร.ม. x 3 ตร.ม. = 450 กิโลกรัม
ขั้นที่ 2 — บวก dead load สมมติน้ำหนักตัวโครงนั่งร้านส่วนที่ถ่ายลงชั้นนี้รวม 200 กิโลกรัม
working load รวม = live load 450 + dead load 200 = 650 กิโลกรัม (ยังไม่รวมแรงลมและแรงสภาพแวดล้อมซึ่งต้องเพิ่มตามข้อ 21 (2))
ขั้นที่ 3 — คูณค่าความปลอดภัยตามชนิดวัสดุ ถ้าโครงเป็นเหล็ก ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 ตามข้อ 13 (3) และข้อ 20 (2)
กำลังขั้นต่ำที่ชิ้นส่วนเหล็กต้องรับได้ = 650 x 2 = 1,300 กิโลกรัม
ถ้าเป็นโครงไม้ ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 ตามข้อ 13 (2) และข้อ 20 (1)
กำลังขั้นต่ำที่ชิ้นส่วนไม้ต้องรับได้ = 650 x 4 = 2,600 กิโลกรัม
ขั้นที่ 4 — ตรวจกำลังหน้าตัดของวัสดุจริง วิศวกรจะนำกำลังที่ต้องการ (1,300 กก. สำหรับเหล็ก) ไปเทียบกับกำลังของชิ้นส่วน โดยกำลังของเหล็กคิดจากจุดครากไม่น้อยกว่า 2,400 กก./ตร.ซม. คูณพื้นที่หน้าตัด ส่วนไม้คิดจากหน่วยแรงดัดประลัยไม่น้อยกว่า 300 กก./ตร.ซม. ถ้ากำลังของชิ้นส่วนสูงกว่ากำลังที่ต้องการ ถือว่าผ่าน
ลำดับนี้สะท้อนนิยามค่าความปลอดภัยตามข้อ 2 ตรง ๆ คือ จุดที่วัสดุจะวิบัติ (กำลังจริงของหน้าตัด) ต้องสูงกว่าน้ำหนักใช้งานจริงตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่แค่ออกแบบให้รับได้พอดี
เทียบกับมาตรฐานสากล — แยกให้ชัดจากเกณฑ์ไทย
เกณฑ์ทั้งหมดข้างบนเป็นกฎหมายไทย ส่วนในเอกสารวิศวกรรมต่างประเทศจะเจอเกณฑ์อีกชุด ที่ต้องระบุชัดว่าเป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย เพื่อไม่ให้อ้างปนกันในเอกสาร JSA หรือ method statement
- OSHA 1926.451 (สหรัฐ) ใช้หลักว่านั่งร้านและส่วนประกอบต้องรับน้ำหนักได้อย่างน้อย 4 เท่าของ maximum intended load (4:1 capacity) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่เกณฑ์ไทย
- BS EN 12811 (มาตรฐานยุโรป) กำหนด load class ของแผ่นพื้นนั่งร้านเป็นระดับ พร้อมเกณฑ์ partial safety factor แยกตามชนิดแรง เป็นมาตรฐานสากล
- ANSI/SSFI (สหรัฐ) เป็นมาตรฐานสมาคมผู้ผลิตนั่งร้าน ใช้ทดสอบกำลังของระบบ frame/coupler เป็นมาตรฐานสากล
ในทางปฏิบัติ เกณฑ์ไทยกับสากลเดินไปทางเดียวกันคือ "ออกแบบให้รับได้มากกว่าน้ำหนักใช้งานหลายเท่า" แต่ตัวเลขค่าความปลอดภัยและวิธีจัดหมวด load ไม่เหมือนกัน เมื่ออ้างในเอกสารต้องระบุ source ของทุกตัวเลขให้ชัด ตัวเลขที่ใช้บังคับในประเทศไทยคือเกณฑ์ตามกฎกระทรวงและประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 ส่วนตัวเลข OSHA/EN/ANSI ใช้เป็น best practice เสริมได้ แต่ไม่แทนเกณฑ์ไทย
เอกสาร การควบคุม และการตรวจสอบที่กฎหมายบังคับ
การออกแบบที่ถูกต้องไม่จบที่การคำนวณ แต่ต้องมีเอกสารและการควบคุมตามมา
คู่มือและรายละเอียดคุณลักษณะ — ตามข้อ 7 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ในการสร้าง ประกอบ ติดตั้ง ใช้ เคลื่อนย้าย และรื้อถอนนั่งร้าน นายจ้างต้องปฏิบัติตามรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด หากไม่มี นายจ้างต้องดำเนินการให้วิศวกรเป็นผู้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานเป็นหนังสือ และต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่นที่ลูกจ้างศึกษาและปฏิบัติได้
สำหรับค้ำยัน ข้อ 12 ให้นำข้อ 7 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ป้ายน้ำหนักบรรทุก — ตามข้อ 7 ของประกาศกรมฯ นายจ้างต้องจัดให้มีป้ายน้ำหนักบรรทุกใช้งานสูงสุดและจำนวนผู้ปฏิบัติงานสูงสุดของแต่ละชั้นนั่งร้าน พร้อมติดหมายเลขแต่ละชั้นให้เห็นชัดเจน
ป้ายนี้คือผลลัพธ์ของการคำนวณที่ต้องสื่อสารถึงคนหน้างาน ไม่ใช่แค่เก็บไว้ในแฟ้มคำนวณ
การตรวจสอบก่อนใช้งาน — ตามข้อ 11 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบนั่งร้านทุกครั้งก่อนการใช้งานและทำรายงานผลการตรวจสอบไว้ พร้อมเก็บสำเนาให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้
สำหรับค้ำยัน ข้อ 14 บังคับให้ตรวจส่วนประกอบของค้ำยันและที่รองรับทุกครั้งก่อนใช้งานและระหว่างใช้งาน หากพบว่าไม่มั่นคงแข็งแรงต้องซ่อมแซมหรือปรับปรุงให้ปลอดภัย
รายการที่ต้องตรวจดูได้ที่ Checklist ตรวจสอบนั่งร้าน
การควบคุมการใช้โดยวิศวกร — ตามข้อ 27 ของประกาศกรมฯ นายจ้างต้องจัดให้มีการควบคุมการใช้งานนั่งร้านโดยวิศวกรอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เมื่อใช้นั่งร้านสำหรับงานก่อสร้างที่มีความสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป หรือใช้นั่งร้านห้อยแขวน
และตามข้อ 28 กรณีนั่งร้านได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุหรือสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบความมั่นคงแข็งแรง นายจ้างต้องจัดให้มีวิศวกรตรวจสอบและทดสอบก่อนการใช้งาน
การป้องกันวัสดุร่วงหล่นเมื่อทำงานหลายชั้น — ตามข้อ 10 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ในการทำงานบนนั่งร้านหลายชั้นพร้อมกัน นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันวัสดุร่วงหล่นที่เหมาะสม เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อผู้ซึ่งทำงานอยู่ด้านล่าง
ข้อพลาดที่เจอบ่อยในการออกแบบและใช้งาน
- ใช้วัสดุต่างชนิดในโครงเดียว — ข้อ 22 (2) ของประกาศกรมฯ ห้ามใช้วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างนั่งร้านต่างชนิดกัน เพราะกำลังและพฤติกรรมการรับแรงไม่เท่ากัน
- เอาเหล็กเก่าเป็นสนิมมาต่อ — สนิมทำให้หน้าตัดลด จุดครากจริงอาจต่ำกว่า 2,400 กก./ตร.ซม. ตามเกณฑ์ข้อ 13 (3) ข้อ 22 (1) ห้ามใช้วัสดุที่ชำรุด ผุ เปื่อย มีรอยแตกร้าวจนขาดความแข็งแรง
- ลืม sail effect ของผ้าใบ — ไม่รวมแรงลมจากผ้าใบเข้าในการคำนวณตามข้อ 21 (2) ทำให้นั่งร้านโย้หรือล้มในวันลมแรง
- เข้าใจค่าความปลอดภัยผิด — ออกแบบให้รับน้ำหนักได้พอดีกับ working load แทนที่จะคูณค่าความปลอดภัยตามข้อ 2
- ละเลย live load ขั้นต่ำ 150 กก./ตร.ม. — คำนวณจากน้ำหนักจริงที่คาดว่าจะใช้ แทนที่จะใช้ค่าขั้นต่ำตามข้อ 21 (1)(ข)
- ไม่ติดป้ายน้ำหนักบรรทุกแต่ละชั้น — ทำให้คนหน้างานไม่รู้ขีดจำกัด แล้วกองวัสดุเกินตามข้อ 7 ของประกาศกรมฯ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หัวหน้าช่างที่มีประสบการณ์ 20 ปีคำนวณนั่งร้านเองได้ไหม
ไม่ได้ ถ้านั่งร้านเข้าเกณฑ์ตามข้อ 3 ของประกาศกรมฯ (สูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป หรือเสาเรียงเดี่ยวงานทาสีสูงเกิน 7.20 เมตร และไม่มีคู่มือผู้ผลิต) ต้องให้ "วิศวกร" ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเป็นผู้คำนวณออกแบบ ตามข้อ 8 ของกฎกระทรวงและนิยามในข้อ 2 ประสบการณ์อย่างเดียวไม่เข้าข่าย
ค่าความปลอดภัย 2 กับ 4 ต่างกันยังไง ใช้ตัวไหน
ขึ้นกับชนิดวัสดุ เหล็กใช้ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 ไม้ใช้ไม่น้อยกว่า 4 ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวง สาเหตุที่ไม้สูงกว่าเพราะกำลังของไม้กระจายตัวไม่สม่ำเสมอ มีตา มีเสี้ยน มีความชื้น กฎหมายจึงเผื่อมากกว่า
ซื้อนั่งร้านระบบ frame สำเร็จรูปจากผู้ผลิต ยังต้องให้วิศวกรคำนวณอีกไหม
ถ้ามีรายละเอียดคุณลักษณะและคู่มือการใช้งานจากผู้ผลิตครบ ตามข้อ 3 ของประกาศกรมฯ ก็ใช้ตามคู่มือนั้นได้ แต่ถ้าไม่มีคู่มือ หรือนำไปใช้นอกเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด หรือนั่งร้านแต่ละชั้นสูงเกิน 2 เมตรตามข้อ 14 ยังต้องให้วิศวกรออกแบบ และต้องควบคุมการใช้โดยวิศวกรตามข้อ 27 อยู่ดี
ตัวเลข OSHA 4:1 ใช้แทนเกณฑ์ไทยได้ไหม
ไม่ได้ในเชิงกฎหมาย เกณฑ์ที่บังคับใช้ในไทยคือค่าความปลอดภัยตามกฎกระทรวงและประกาศกรมฯ พ.ศ. 2564 ตัวเลข OSHA 1926.451 (4:1 capacity), BS EN 12811 หรือ ANSI/SSFI เป็นมาตรฐานสากล ใช้เป็น best practice เสริมได้ แต่เอกสารคำนวณที่เซ็นรับรองต้องอ้างอิงเกณฑ์ไทยเป็นหลัก และระบุ source ของตัวเลขสากลให้ชัดว่าเป็นมาตรฐานต่างประเทศ
ค้ำยันแบบหล่อคอนกรีตต้องให้วิศวกรคำนวณทุกครั้งไหม แม้สูงไม่ถึง 4 เมตร
ใช่ ค้ำยันไม่มีเงื่อนไขความสูงมายกเว้น ตามข้อ 13 ของกฎกระทรวง การสร้าง ประกอบ หรือติดตั้งค้ำยันต้องจัดให้มีการคำนวณ ออกแบบ และควบคุมโดยวิศวกรเสมอ พร้อมผ่านเกณฑ์รับน้ำหนักและกำลังวัสดุที่กำหนด
สรุป
- นั่งร้านสูงตั้งแต่ 4 เมตรขึ้นไป (หรือแต่ละชั้นสูงเกิน 2 เมตร) และค้ำยันทุกกรณี ต้องให้ "วิศวกร" ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้ ตามข้อ 8 และข้อ 13 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2564
- "ค่าความปลอดภัย" คืออัตราส่วนของน้ำหนักที่ทำให้วิบัติต่อน้ำหนักใช้งานจริง ต้องออกแบบให้จุดวิบัติสูงกว่าน้ำหนักใช้งานหลายเท่า ไม่ใช่รับได้พอดี
- เหล็ก จุดครากไม่น้อยกว่า 2,400 กก./ตร.ซม. ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 · ไม้ หน่วยแรงดัดประลัยไม่น้อยกว่า 300 กก./ตร.ซม. ค่าความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4
- ค้ำยันเหล็กต้องรับน้ำหนักไม่น้อยกว่า 2 เท่า วัสดุอื่นไม่น้อยกว่า 4 เท่า ที่รองรับไม่น้อยกว่า 2 เท่า · live load ขั้นต่ำในการคำนวณ 150 กก./ตร.ม.
- ต้องมีคู่มือ/รายละเอียดคุณลักษณะ ป้ายน้ำหนักบรรทุกแต่ละชั้น ตรวจสอบก่อนใช้งานทุกครั้ง และให้วิศวกรควบคุมการใช้อย่างน้อยเดือนละครั้งสำหรับงานสูง 4 เมตรขึ้นไป
- ตัวเลข OSHA/EN/ANSI เป็นมาตรฐานสากล ใช้เสริมได้แต่ไม่แทนเกณฑ์ไทย เอกสารคำนวณต้องระบุ source ทุกตัวเลข
อ้างอิงกฎหมาย
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับนั่งร้านและค้ำยัน พ.ศ. 2564 — ข้อ 2 (นิยามค่าความปลอดภัย/วิศวกร), ข้อ 7 (คู่มือ), ข้อ 8 (วิศวกรคำนวณออกแบบนั่งร้าน), ข้อ 10 (ป้องกันวัสดุร่วงหล่น), ข้อ 11 (ตรวจสอบก่อนใช้), ข้อ 12-14 (ค้ำยัน + เกณฑ์กำลังวัสดุ) law.safety.ac.th/laws/09-scaffolding-02-minreg-2564
- ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคำนวณออกแบบและควบคุมการใช้นั่งร้านโดยวิศวกร (ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564) — ข้อ 2 (นิยาม working/dead/live load), ข้อ 3 (เกณฑ์เข้าข่าย 4 ม./7.20 ม.), ข้อ 5 (ข้อมูลประกอบการออกแบบ), ข้อ 7 (ป้ายน้ำหนัก), ข้อ 14 (ชั้นสูงเกิน 2 ม.), ข้อ 20-21 (กำลังวัสดุ + การรวมน้ำหนัก), ข้อ 22 (วัสดุต้องห้าม), ข้อ 27-28 (ควบคุมการใช้โดยวิศวกร) law.safety.ac.th/laws/09-scaffolding-05-deptann-2564
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 — มาตรา 5, มาตรา 8 (ฐานอำนาจออกกฎกระทรวง)
- พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 — นิยาม "วิศวกร" ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?
หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง

เคสตกจากนั่งร้านสูง 6 เมตร — เมื่อ Harness ไม่ได้คาด
เคสที่ปรับให้คล้ายความจริงจากไซต์ก่อสร้างไทย ปี 2567 — ช่างตกจากนั่งร้าน 6 เมตร Harness ไม่ได้คาด ทำไมระบบป้องกันไม่ทำงาน และพรุ่งนี้ Site team ต้องทำอะไรตามกฎ 2564

Checklist ตรวจนั่งร้านก่อนใช้ 10 จุด ตามกฎ 2564
10 จุดตรวจนั่งร้านก่อนใช้งาน — เสาตั้ง ฐานราก แผ่นปูพื้น ราวกันตก ขอบกันของตก บันได ข้อต่อ tag 3 สี ตามกฎกระทรวงนั่งร้าน 2564 ข้อ 11 + ประกาศกรม 2564 ข้อ 27

นั่งร้าน 3 ประเภท — ประกอบ ตรวจ ใช้อย่างปลอดภัย
นั่งร้าน 3 ประเภทตาม OSHA Subpart L (Supported/Suspended/Aerial Lift) — กฎกระทรวงไทย 2564 พื้น 35 ซม. ราวกัน 90-110 ซม. สูง 4 ม.ต้องวิศวกร + Pre-use checklist 10 ข้อ