🎓 Safety 101 พื้นฐาน

เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร

หมวกนิรภัย Type I/II กันกระแทกคนละทิศ Class G/E/C ฉนวนไฟฟ้าคนละระดับ (2,200V / 20,000V) อ่านรหัสให้เป็น เลือกตรงงานก่อสร้าง ไฟฟ้า โรงงาน พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

Safety Station 10116 มิถุนายน 2569อ่าน 15 นาที · 3,226 คำ
เลือกหมวกนิรภัยให้ถูก — Type I/II กับ Class E/G/C ต่างกันอย่างไร

หัวหน้างานไฟฟ้าเดินเข้ามาในคลังแล้วหยิบหมวกนิรภัยใบแรกที่เจอไปใส่เข้าไปทำงานใกล้สายไฟแรงสูง — ทั้งที่หมวกใบนั้นอาจเป็น Class C ที่นำไฟฟ้าได้ ห้ามใช้กับงานไฟฟ้าเด็ดขาด ที่นี้ก็เป็นปัญหาว่าหมวกนิรภัยหน้าตาเหมือน ๆ กัน แต่ข้างในแยกความสามารถกันคนละเรื่อง ถ้าเลือกผิดประเภท ใส่ไปก็เหมือนไม่ได้ใส่

หมวกนิรภัยไม่ได้มีไว้แค่ "กันของตกใส่หัว" อย่างเดียว มันมีทั้งมิติของทิศทางการกระแทก และมิติของการกันไฟฟ้า ซึ่งคนเลือกต้องดูทั้งสองอย่าง ลองดูกันว่ารหัส Type กับ Class ต่างกันอย่างไร และงานแบบไหนควรใช้หมวกแบบไหน

ภาพรวม — ใครต้องสนใจ และกฎหมายไทยพูดอะไร

หมวกนิรภัยเป็น PPE ป้องกันศีรษะ ใครก็ตามที่เข้าไซต์ก่อสร้าง โรงงาน หรือพื้นที่ที่มีของตกใส่หัวหรือมีไฟฟ้า ก็ต้องสวม ส่วนคนที่ต้อง "เลือกให้ถูก" คือ จป. กับฝ่ายจัดซื้อที่ต้องรู้ว่ารหัสในหมวกบอกอะไร ก่อนจะต่อยอดจากพื้นฐาน PPE เบื้องต้นไปสู่การเลือกตามงานจริง

กฎหมายไทยพูดอะไร

ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างจัดและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และถ้าลูกจ้างไม่ยอมสวมใส่ ให้นายจ้างสั่งหยุดงานนั้นจนกว่าจะสวมใส่

ส่วนมาตรฐานที่ยอมรับ อยู่ในประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล พ.ศ. 2554 ข้อ 3 ที่ระบุว่ารวมถึงมาตรฐานของ ANSI (สถาบันมาตรฐานแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา) มาตรฐานสหภาพยุโรป (EN) ISO มอก. และอื่น ๆ โดยให้เหมาะสมกับชนิดหรือประเภทของงานที่ลูกจ้างปฏิบัติ

นี่คือฐานที่ทำให้รหัสจากมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ) และ EN 397 (ยุโรป) ใช้อ้างอิงในไทยได้ ขอย้ำให้ชัดว่าทั้งคู่เป็นมาตรฐานสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย แต่เพราะประกาศกรมฯ ข้อ 3 ยอมรับ ANSI และ EN หมวกที่ผ่าน Z89.1 หรือ EN 397 จึงถือว่าได้มาตรฐานตามมาตรา 22 ทั้งนี้ฝั่งไทยก็มี มอก. หมวกนิรภัยเป็นทางเลือกในประเทศด้วย นอกจากนี้กฎกระทรวงเกี่ยวกับงานก่อสร้างและงานไฟฟ้าก็บังคับให้ผู้ปฏิบัติงานสวมหมวกนิรภัย/PPE ที่เหมาะกับงานเป็นบริบทเสริม

หมวกนิรภัยมี 2 มิติ — Type กับ Class

อินโฟกราฟิก 2 มิติของหมวกนิรภัย — ส่วน Type แบ่ง Type I กันกระแทกด้านบนศีรษะ กับ Type II กันกระแทกบนและด้านข้าง ส่วน Class แบ่ง Class G ทนถึง 2,200 โวลต์, Class E ทนถึง 20,000 โวลต์สำหรับงานไฟฟ้าแรงสูง, Class C นำไฟฟ้าห้ามใช้งานไฟฟ้า ระบุว่าเป็นมาตรฐาน ANSI Z89.1 สหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายไทย

หัวใจของการเลือกหมวกนิรภัยตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายไทย) คือเข้าใจว่ามันแยกเป็น 2 มิติที่ไม่เกี่ยวกัน

  • Type = ทิศทางที่หมวกกันกระแทกได้ (บนอย่างเดียว หรือ บน + ข้าง)
  • Class = ระดับการกันไฟฟ้า

สองอย่างนี้ต้องเลือกให้ตรงทั้งคู่ หมวกใบหนึ่งจะมีทั้ง Type และ Class ระบุไว้ เช่น "Type I Class G" หรือ "Type II Class E" อย่าดูแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

Type — ทิศทางการกันกระแทก

Type บอกว่าหมวกกันแรงกระแทกจากทิศไหนได้บ้าง (ตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 สหรัฐฯ)

  • Type I — กันกระแทกเฉพาะ "ด้านบนศีรษะ" คือกรณีวัตถุตกใส่หัวจากด้านบนตรง ๆ เป็นแบบที่เจอทั่วไปที่สุด
  • Type II — กันกระแทกทั้ง "ด้านบน + ด้านข้าง/ด้านหน้า/ด้านหลัง" (lateral) เหมาะกับงานที่อาจถูกกระแทกจากด้านข้าง เช่นใกล้เครื่องจักรเคลื่อนที่หรือวัตถุที่แกว่งมาชน

ถ้าหน้างานมีแค่ความเสี่ยงของตกจากด้านบน Type I ก็พอ แต่ถ้ามีโอกาสถูกชนจากด้านข้าง เช่นโกดังที่มี forklift วิ่ง หรือพื้นที่ที่คนอาจหัวกระแทกโครงเหล็กด้านข้าง Type II จะปลอดภัยกว่า

Class — ระดับการกันไฟฟ้า

Class บอกความสามารถในการกันไฟฟ้า ตรงนี้สำคัญมากสำหรับงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ค่าทดสอบต่อไปนี้เป็นของมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ ไม่ใช่กฎหมายไทย)

  • Class G (General) — กันไฟฟ้าได้ระดับทั่วไป ทนแรงดันทดสอบได้ถึง 2,200 โวลต์ เหมาะกับงานก่อสร้าง/อุตสาหกรรมทั่วไป
  • Class E (Electrical) — กันไฟฟ้าแรงสูง ทนแรงดันทดสอบได้สูงถึง 20,000 โวลต์ เหมาะกับงานไฟฟ้าแรงสูงหรือใกล้สายไฟ
  • Class C (Conductive) — เป็นหมวกที่ "นำไฟฟ้า" ไม่ได้ออกแบบมากันไฟฟ้าเลย มักเน้นน้ำหนักเบาและระบายอากาศ ห้ามใช้กับงานที่มีความเสี่ยงไฟฟ้าเด็ดขาด

จุดที่พลาดบ่อยคือคนเห็นหมวก Class C ที่เบาและมีรูระบายอากาศแล้วคิดว่าสบาย เลยหยิบไปใส่ทำงานไฟฟ้า ทั้งที่ตัว C ย่อมาจาก Conductive แปลว่านำไฟฟ้า ใส่ทำงานไฟฟ้าคืออันตรายตรง ๆ

เทียบกับ EN 397 (มาตรฐานยุโรป)

อินโฟกราฟิกเทียบหมวกนิรภัย ANSI Z89.1 สหรัฐฯ ที่มี Type I/II กันกระแทกบนและข้าง กับ Class G/E/C ฉนวนไฟฟ้า เทียบกับ EN 397 ยุโรปที่กันกระแทกด้านบนเป็นหลัก ฉนวนเสริมเพียง 440 โวลต์ พร้อมคำแนะนำเลือกตามงาน ก่อสร้างทั่วไปใช้ Class G งานไฟฟ้าแรงสูงใช้ Class E งานมีวัตถุกระแทกข้างใช้ Type II และเตือนว่า EN 397 ไม่เทียบเท่า Class E

ถ้าหมวกที่ใช้เป็นมาตรฐานยุโรป จะอ้าง EN 397 (ยุโรป ไม่ใช่กฎหมายไทย) ซึ่งใช้ระบบต่างจาก ANSI

EN 397 เป็นมาตรฐานหมวกนิรภัยอุตสาหกรรมที่เน้นกันกระแทก "ด้านบน" เป็นหลัก ใกล้เคียงกับแนวคิด Type I ของ ANSI โดยมีคุณสมบัติเสริมเป็นตัวอักษร/ค่าทดสอบ เช่น

  • 440 V.a.c. — กันไฟฟ้าได้ในระดับจำกัด (ป้องกันการสัมผัสตัวนำที่มีไฟฟ้าโดยบังเอิญ) — ขอย้ำว่านี่คือฉนวนระดับจำกัด ไม่เทียบเท่า Class E ของ ANSI ที่ทนถึง 20,000 โวลต์
  • -30°C / -40°C — ใช้งานในที่เย็นจัดได้
  • LD — กันการบีบอัดด้านข้าง (lateral deformation)
  • MM — กันโลหะหลอมกระเด็น

ที่ต้องเน้นคือ EN 397 ไม่เทียบเท่า ANSI Type II ในเรื่องการกันกระแทกด้านข้างแบบเต็มรูปแบบ และ "440 V.a.c." ของ EN 397 ก็ไม่ใช่ Class E อย่าเขียนหรือเข้าใจว่าหมวก EN 397 = Class E เพราะค่าฉนวนต่างกันมาก

การเลือกตามงานจริง

ตามแนวทางของ ANSI (เป็นแนวทางสากล ไม่ใช่กฎหมายไทย) เลือกได้คร่าว ๆ ดังนี้

  • งานก่อสร้างทั่วไป → Type I หรือ Type II + Class G ดูแนวทาง PPE ก่อสร้างเพิ่มที่PPE ตามลักษณะงานก่อสร้าง
  • งานไฟฟ้าแรงสูง / ใกล้สายไฟ → Type II + Class E และต้องเลือกควบคู่กับอุปกรณ์ฉนวนสำหรับงานไฟฟ้าอื่น ๆ เพราะหมวกอย่างเดียวกันไฟฟ้าไม่ครบทั้งร่างกาย
  • งานในที่มีวัตถุกระแทกด้านข้าง เช่นโกดังที่มี forklift → Type II
  • งานที่ไม่มีความเสี่ยงไฟฟ้าและต้องการน้ำหนักเบา/ระบายอากาศ → Class C ได้ แต่ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าไม่มีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวเลย

ขั้นตอนที่ถูกคือ ประเมินความเสี่ยงของงานก่อนว่าหัวเสี่ยงถูกกระแทกจากทิศไหน (บน/ข้าง) และมีความเสี่ยงไฟฟ้าระดับไหน แล้วค่อยแปลงเป็น Type + Class ที่ต้องการ

อายุการใช้งานและการดูแล

หมวกนิรภัยไม่ใช่ของที่ใช้ได้ตลอดไป ต้องดูแลและเปลี่ยนตามรอบ

  • ตรวจรอยร้าว สีซีดจาง รอยกระแทกก่อนใช้ทุกครั้ง
  • เปลี่ยนทันทีหลังถูกกระแทกแรง แม้ภายนอกจะดูปกติ เพราะโครงสร้างภายในอาจเสียหายแล้ว
  • เปลี่ยนตามอายุที่ผู้ผลิตกำหนด โดยทั่วไปเปลือกหมวก (shell) ประมาณ 5 ปี และสายรัดภายในประมาณ 1 ปี — ตัวเลขนี้เป็นแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรม/ผู้ผลิต ไม่ใช่กฎหมายไทย ให้ยึดคู่มือของผู้ผลิตเป็นหลัก
  • ห้ามทาสีหรือติดสติกเกอร์ทับจนบังรอยร้าว หรือใช้สารที่ทำให้เปลือกหมวกเสื่อมสภาพ

ข้อควรระวังที่เจอบ่อย

  • สับสน Type กับ Class Type คือทิศทางกระแทก Class คือฉนวนไฟฟ้า เป็นคนละมิติ คนละชุดตัวอักษร อย่าเอามาปนกัน
  • คิดว่า Class C เบาแล้วดี Class C นำไฟฟ้า ห้ามใช้กับงานไฟฟ้าเด็ดขาด
  • เข้าใจว่า EN 397 = Class E ผิด เพราะ EN 397 มีฉนวนเสริมแค่ระดับ 440 V.a.c. ซึ่งจำกัดมาก ไม่เท่ากับ Class E ที่ทนถึง 20,000 โวลต์
  • ใช้หมวกเกินอายุ เปลือกที่เก่าหรือซีดจางอาจเปราะ รับแรงกระแทกได้ไม่เต็มที่
  • คาดว่ากฎหมายไทยสั่ง Type/Class เฉพาะ กฎหมายไทยไม่ได้ระบุ Type/Class ต่องานชนิดใด บังคับเพียงให้นายจ้างจัดหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน การเลือกเป็นหน้าที่ จป.

คำถามที่พบบ่อย

Type I กับ Type II ต่างกันอย่างไร Type I กันกระแทกจากด้านบนอย่างเดียว Type II กันทั้งด้านบนและด้านข้าง/หน้า/หลัง งานที่เสี่ยงถูกชนจากด้านข้างควรใช้ Type II

Class G, E, C ต่างกันอย่างไร Class G ทนแรงดันทดสอบถึง 2,200 โวลต์ (งานทั่วไป) Class E ทนถึง 20,000 โวลต์ (งานไฟฟ้าแรงสูง) ส่วน Class C นำไฟฟ้า ห้ามใช้กับงานไฟฟ้า ทั้งหมดเป็นค่าตามมาตรฐาน ANSI Z89.1 (สหรัฐฯ)

หมวก EN 397 ใช้แทน Class E ได้ไหม ไม่ได้ EN 397 มีฉนวนเสริมแค่ระดับ 440 V.a.c. ซึ่งเป็นการกันไฟฟ้าระดับจำกัด ไม่เท่ากับ Class E ของ ANSI ที่ทนถึง 20,000 โวลต์ งานไฟฟ้าแรงสูงต้องเลือกหมวกที่ระบุ Class E ชัดเจน

หมวกนิรภัยใช้ได้นานแค่ไหน โดยทั่วไปเปลือกประมาณ 5 ปี สายรัดประมาณ 1 ปี ตามแนวปฏิบัติของผู้ผลิต (ไม่ใช่กฎหมายไทย) และต้องเปลี่ยนทันทีถ้าถูกกระแทกแรงหรือพบรอยร้าว

สรุป

  • หมวกนิรภัยมี 2 มิติที่ต้องเลือกพร้อมกัน คือ Type (ทิศทางกระแทก) และ Class (ฉนวนไฟฟ้า)
  • Type I กันบน Type II กันบน + ข้าง ส่วน Class G = 2,200V, Class E = 20,000V, Class C นำไฟฟ้า ห้ามงานไฟฟ้า (ค่าตาม ANSI Z89.1 สหรัฐฯ)
  • EN 397 (ยุโรป) เน้นกันบน มีฉนวนเสริม 440 V.a.c. ที่จำกัด ไม่เท่ากับ Class E
  • อายุเปลือกหมวกราว 5 ปี สายรัดราว 1 ปี เป็นแนวปฏิบัติผู้ผลิต ไม่ใช่กฎหมายไทย และต้องเปลี่ยนทันทีหลังถูกกระแทกแรง
  • กฎหมายไทยไม่ได้สั่ง Type/Class เฉพาะ แต่ให้นายจ้างจัดหมวกที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับงาน หน้าที่เลือกเป็นของ จป.

ลองพลิกดูข้างในหมวกที่ทีมคุณใส่อยู่ว่าระบุ Type และ Class อะไร แล้วเทียบกับความเสี่ยงจริงของงาน โดยเฉพาะทีมที่ทำงานใกล้ไฟฟ้า ถ้าเจอ Class C หรือ Class G ในงานไฟฟ้าแรงสูง นั่นคือจุดที่ต้องรีบแก้ก่อนเกิดเหตุ


อ้างอิง

อยากให้ทีมรู้เรื่องนี้แบบลงลึก?

หลักสูตรครบทุกระดับ — ทั้งหลักสูตรตามกฎหมายและหลักสูตรเฉพาะทาง

สนใจอบรมเกี่ยวกับ ความปลอดภัยทางไฟฟ้า? ปรึกษาทีมเรา ขอใบเสนอราคา →

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)
พื้นฐาน

อ่านค่า EN 388:2016 บนถุงมือ — กันบาด เสียดสี ทิ่มแทง (4 ตัวเลข + A-F + P)

วิธีอ่านรหัส EN 388:2016 บนถุงมือกันบาด — 4 ตัวเลข (เสียดสี/บาด/ฉีก/ทิ่ม) + ตัว A-F (TDM) + P (impact) พร้อมข้อต่างจาก ANSI A1-A9 และฐานกฎหมายไทย ม.22

11 มิ.ย. 2569อ่าน 14 นาที
เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม
พื้นฐาน

เลือกอุปกรณ์ปกป้องตาและใบหน้าให้ถูก — กระแทก สารเคมี ฝุ่น แสงเชื่อม

เลือกแว่นนิรภัย goggle face shield ให้ตรงอันตราย กระแทก สารเคมีกระเด็น ฝุ่น แสง UV งานเชื่อม อ่านรหัส ANSI Z87+ D3 D4 D5 เทียบ EN 166 พร้อมฐานกฎหมายไทย มาตรา 22

14 มิ.ย. 2569อ่าน 14 นาที
เลือกหมวกนิรภัย Type I/II Class E/G/C — ANSI Z89.1 เทียบ EN 397 — Safety Station 101